ภาพเทพอสูรบรรพกาล – ตอนที่ 105

ตอนที่ 105 จากนี้และตลอดไป ก็จะขอเดินอยู่เคียงคู่กับเธอ

 

‘ชีเยว่ได้เห็นแล้ว เธอคงจะเป็นกังวลมากแน่ๆ’ ความคิดนี้ผุดขึ้นมาในหัวของเมิ่งชวน แต่ความเจ็บปวดจากกระแสพลังวินาศที่ทิ่มแทงไปทั่วร่างทำให้เขาหันไปคิดอย่างอื่นไม่ได้

 

เขาหลุดเสียงครางต่ำออกมาอย่างช่วยไม่ได้ เขากัดผ้าในปากแน่นอดทนต่อความเจ็บปวด

 

‘เทียบกับความตายและความสิ้นหวังแล้ว ความเจ็บปวดแค่นี้มันจะเป็นอะไรกันล่ะ? มาสิ เอาสิ’

 

เจ้านี่มันได้แค่ทำให้ข้าแข็งแกร่งมากขึ้นก็เท่านั้น! ภาพมากมายแวบเข้ามาในหัวของเมิ่งชวน พวกมันคือภาพที่อยู่ในรูป “แสงแดดยามเช้า” ภาพของความสิ้นหวังเหล่านั้น เช่นเดียวกับคนที่ต่อสู้อย่างเอาเป็นเอาตาย ภาพเหล่านั้นคอยเสริมความมุ่งมั่นของเขา ในสงครามที่โหดร้าย แค่ความเจ็บปวดจากการฝึกฝนมันจะไปเทียบกันได้อย่างไรกัน? หากเขาทนไม่ได้ คำสาบานที่จะสังหารอสูรทุกตนบนโลกนี้มันจะไม่เป็นแค่คำพูดไร้ค่าลอยๆอย่างนั้นรึ

 

ความยากของการสังหารอสูรทุกตนบนโลกนี้มันก็เหมือนกับภูเขาลูกใหญ่สูงตระหง่านเหนือเมฆ ส่วนความทุกข์ทรมาณจากการฝึกวิชาของเขานั้นมันก็เป็นแค่เนินเล็กๆเท่านั้นเอง

 

ตอนนี้ เขาต้องจัดการเนินเล็กๆนี้ให้ราบเรียบเสียก่อน!

 

จิตใจที่ตั้งมั่นของเขาอดทนรับความเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ดาบที่ดีต้องตีตอนยังร้อน เช่นเดียวกันกับจิตใจของเขา มันก็เหมือนกับดาบที่ถูกตีให้คมขึ้นเรื่อยๆ

 

ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าใด แต่ความเจ็บปวดในร่างกายของเขาก็บรรเทาลงในที่สุด ก่อนหน้านี้เขารู้สึกเหมือนอยู่ในนรก แต่เมื่อความเจ็บปวดหายไป เขารู้สึกเบาและโล่ง เขารู้สึกถึงความสบาย สบายตัวอย่างที่สุด เมิ่งชวนเข้าใจดีว่ามันก็เป็นแค่ภาพลวงตา เขาทนกับความเจ็บปวดและทรมาณมานาน จนในที่สุดเมื่อความเจ็บปวดได้หายไป มันก็ทำให้เขารู้สึกสบายอย่างที่สุด

 

การฝึกฝนร่างเทพอสูรของวันนี้จบลงแค่นี้ เมิ่งชวนยืนขึ้น พลังปราณไหลเวียนรอบร่างของเขา ก่อนที่หยดน้ำจะไหลออกไปจากร่างของเขา จากนั้นเขาก็หยิบผ้าคลุมขึ้นมาใส่และเดินออกไปอย่างสบายๆ

 

เอี๊ยด

 

เขาเปิดประตูไม้และพบกับหลิวชีเยว่ที่เดินเข้ามา หลิวชีเยว่ยิ้มและพูด “อาชวน เจ้าต้องหิวแน่ๆเลย ข้าทำอาหารไว้ให้เจ้าแล้ว”

 

เมิ่งชวนรู้สึกอบอุ่นหัวใจ เขารู้ดีว่าชีเยว่คอยดูแลเขาอย่างดี หากได้ใช้ชีวิตของเขาร่วมกับเธอไปตลอด…. มันจะดีมากแค่ไหนกัน แต่ถึงอย่างนั้นเขาและชีเยว่ก็ต้องฝึกวิชากันอย่างขยันขันแข็ง เขาหยวนชูเองก็คาดหวังกับเธอไว้มาก จากการที่เธอปลุกสายเลือดวิหคเพลิงขึ้นมา

 

พวกเขาทั้งคู่จะขี้เกียจไม่ได้

 

“หิวมากๆเลยล่ะ” เมิ่งชวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม ทั้งสองคนเดินไปนั่งที่โต๊ะ บนนั้นมีข้าวต้มสองถ้วยกับอาหารอีกหลายอย่าง

 

หลังจากที่เมิ่งชวนนั่งลงเขาก็เริ่มตักข้าวต้มคำใหญ่เข้าปากไปทันที เขาพยักหน้า “ข้าไม่เคยคิดเลยว่าข้าวต้มจะอร่อยได้อย่างนี้”

 

“ถ้าอย่างนั้นจะทำข้าวต้มให้เจ้าทุกวันหลังจากเจ้าฝึกเสร็จนะ” หลิวชีเยว่เองก็ตักข้าวต้มกินเช่นกัน “อาชวน เจ้าต้องเจ็บปวดเช่นนี้ทุกคืนเลยเหรอ?”

 

เมิ่งชวนยิ้มแล้วพูด “การเรียนรู้ร่างเทพอสูรระดับสูงพิเศษจะไปง่ายได้อย่างไรกัน? แค่เจ็บปวดในตอนนี้ ในอนาคตจะได้แข็งแกร่ง ข้าทนได้อยู่แล้ว”

 

“ผ่านมาห้าวันแล้วสินะตั้งแต่ที่เจ้าผ่านจุดขัดเกลาที่เจ็ดมาได้น่ะ?” หลิวชีเยว่ถาม

 

“ใช่แล้ว วันที่ห้า” เมิ่งชวนพยักหน้า

 

“เจ้าขัดเกลากระแสพลังวินาศทุกวันเลยหรือ?” หลิวชีเยว่ถาม

 

“เพราะอ่างสมุนไพร ร่างกายของข้าเลยฟื้นฟูได้เต็มที่สำหรับวันต่อไป แน่นอนว่าข้าต้องฝึกฝนทุกวัน” เมิ่งชวนกล่าว “ข้าต้องใช้เวลาที่มีฝึกฝนให้ดี”

 

หลิวชีเยว่กล่าวออกมาอย่างช่วยไม่ได้ “แต่การขัดเกลาจุดที่แปดมันดูทรมาณมากเลยนะ ข้าถามพ่อบ้านหลิวมาแล้ว มันใช้เวลาตั้งสองชั่วยาม สองชั่วยามที่เต็มไปด้วยความทรมาณและความเจ็บปวด… ข้าไม่คิดว่าจิตใจของเจ้าจะทนรับความทรมาณเช่นนี้ทุกๆวันได้ อาจารย์ของข้าก็บอกว่าจิตใจมันมีขีดจำกัด ถ้ามากเกินไปมันอาจจะทำให้จิตใจแตกสลายเลยก็ได้นะ! ข้าคิดว่าเจ้าฝึกวิชาวันเว้นวันคงจะดีกว่านะ”

 

“ฮ่าๆ” เมิ่งชวนหัวเราะ “ชีเยว่ นี่เป็นเพียงแค่การขัดเกลาที่แปด การขัดเกลาที่เก้าจะต้องใช้พลังหกประสงค์วินาศ มันมีผลกระทบต่อจิตใจของข้ามากกว่านี้มาก ข้าต้องการที่จะไปให้ถึงจุดขัดกลาที่เก้าของร่างอสูรตัดสายฟ้านี้ จุดขัดเกลาที่แปดนี้มันก็ได้แค่ช่วยฝึกฝนจิตใจของข้าให้กล้าแข็งขึ้นเท่านั้นเอง”

 

“ถึงจะต้องเหนื่อยแต่ก็ต้องอดทน จิตใจของข้ากล้าแข็งขึ้นทุกครั้งที่ทำอย่างนี้ นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากเลยสำหรับการฝึกฝนจิตใจของข้า”เมิ่งชวนกล่าวด้วยรอยยิ้ม”ทำไมข้าจะต้องหยุดพักการฝึกวิชาด้วยเล่า? ถ้าลดความถี่ลง ผลลัพท์มันก็จะลดลงด้วยสิ”

 

“ฝึกฝน?” หลิวชีเยว่ตกตะลึง

 

เธอไม่เคยคิดมุมนั้นมาก่อนเลย เธอคิดว่าความเจ็บปวดและทรมาณคือความยากลำบาก แต่อาชวนกลับเห็นว่ามันคือวิธีการฝึกฝนอีกแบบ การฝึกฝนจิตใจให้กล้าแข็ง! เขาเตรียมพร้อมแก่การขัดเกลาจุดที่เก้า

 

“วันนี้คือวันที่ห้าหลังจากที่ข้าเริ่มขัดเกลาจุดที่แปด” เมิ่งชวนกล่าว “ข้าเชื่อว่าหลังจาก 120 วัน พลังใจของข้าจะดีขึ้นกว่านี้มาก หากข้ามีพลังใจเพียงพอที่จะทนพลังหกประสงค์วินาศได้ล่ะก็ มันคงจะเป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมมากเป็นแน่ แต่ถึงอย่างนั้นข้าก็คิดว่าหกประสงค์วินาศนั้นต้องมีพลังใจที่มากกว่านี้ มันคงไม่ง่ายขนาดนั้นเป็นแน่”

 

“อาชวน เจ้าเก่งมากแล้วล่ะ” หลิวชีเยว่บอกเขา “เจ้าพึ่งจะขึ้นเขามาเพียงปีเดียว แต่กลับเรียนรู้ร่างเทพอสูรระดับสูงพิเศษและโลหะทมิฬได้สำเร็จ”

 

“ข้ายังเรียนรู้ร่างเทพอสูรระดับสูงพิเศษไม่สำเร็จ”เมิ่งชวนกล่าว

 

“ถ้าเจ้าผ่านการขัดเกลาจุดที่เจ็ดมาแล้ว เจ้าก็สามารถได้รับร่างอสูรตัดสายฟ้าได้ตลอดนี่” หลิวชีเยว่กล่าว “ความเร็วในการฝึกฝนของเจ้านั้นน่าทึ่งมากตั้งแต่ที่เจ้าเข้านิกายมา เจ้าเรียนรู้ได้ไวกว่าเชวเฟิงและเซี่ยวหยุนเยว่อีก ไม่จำเป็นที่จะต้องทุ่มสุดตัวขนาดนั้นเลย”

 

เมิ่งชวนมองออกไปนอกหน้าต่าง คืนนี้มีเมฆเบาบาง แสงจันทร์เสี้ยวจางๆสาดส่องลงมา

 

“ชีเยว่” เมิ่งชวนกล่าว “การฝึกฝนของข้ามันไม่เกี่ยวกับการแข่งขันกับคนอื่น ข้าไม่สนใจว่าเชวเฟิงหรือเซี่ยวหยุนเยว่จะเป็นอย่างไร ที่ข้าคิดคือเทพอสูรที่ทรงพลังที่ทิ้งชื่อของตัวเองเอาไว้ในประวัติศาสตร์! ข้าอยากจะตามพวกเขาแล้วนำไปให้ได้ มีแค่ต้องมีพลังเทียบเท่าหรือมากกว่าเทพอสูรเหล่านั้นเท่านั้นข้าถึงจะสังหารอสูรทุกตัวบนโลกนี้ได้”

 

หลิวชีเยว่ฟังด้วยความงุนงง เธอไม่เคยได้ยินเมิ่งชวนพูดถึงเรื่องนี้มาก่อน

 

“สังหารอสูรทุกตัวบนโลก?” หลิวชีเยว่พึมพำ เธอค่อนข้างตกใจ มันเป็นความฝันของมนุษย์และเทพอสูรตลอด800ปีที่ผ่านมา แต่ไม่มีใครเคยทำได้

 

“มันอาจจะฟังดูงี่เง่าไปหน่อย” เมิ่งชวนพูดด้วยรอยยิ้ม “ข้ารู้ว่าข้าประเมินตัวเองสูงไป แม้แต่ท่านปรมาจารย์และคนอื่นๆที่เหนือกว่าเทพอสูรระดับราชายังไม่สามารถทำได้ พวกเขายังคงถูกเหล่าอสูรกดดันอยู่เรื่อยๆ พวกอสูรต่างสังหารมนุษย์มากขึ้นเรื่อยๆ ทุกๆเมืองด่านต่างก็มีเทพอสูรที่ตายในการต่อสู้ แต่ข้าจะมุ่งหน้าต่อไปด้วยเป้าหมายนี้”

 

“แม้ว่าข้าจะสังหารอสูรทั้งหมดบนโลกไม่ได้ แต่ข้าจะพยายามสังหารมันให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้”เมิ่งชวนกล่าว”ตราบใดที่ข้าพยายามจนสุดกำลัง ถึงจะตายในสนามรบข้าก็ไม่มีสิ่งใดติดค้างแล้ว”

 

หลิวชีเยว่จับมือเมิ่งชวนและพูด “ข้าจะไปกับเจ้าด้วย”

 

“ข้าอยากเดินเคียงข้างกับเจ้าไปตลอดจนชีวิตนี้จะหาไม่” เมิ่งชวนมองตาหลิวชีเยว่ “สังหารอสูรทุกตนบนโลกนี้ ทวงคืนความสงบสุขคืนมา หรือไม่เราก็ต้องตายในสนามรบ”

 

หลิวชีเยว่หน้าแดงเล็กน้อย แต่เธอก็ยังพยักหน้า “ฝ่าฟันอุปสรรค์ทุกอย่างไปด้วยกัน” จากนั้นหลิวชีเยว่ก็หัวเราะ “นี่เจ้ากำลังขอข้าแต่งงานใช่ไหม?”

 

เมิ่งชวนมองหน้าเธอ “แล้วเจ้าตกลงหรือเปล่า?”

 

“ตอนที่อสูรบุกเข้ามา ตอนที่ข้าต่อสู้ที่ป้อมเพลิงตะวัน ตอนที่ป้อมเพลิงตะวันเกือบจะถูกอสูรบุกเข้ามาและสังหารทุกคนจนหมด” หลิวชีเยว่มองที่เมิ่งชวน “ข้าเห็นเจ้าวิ่งมาหาแต่ไกล เจ้าไม่รีรอเลยที่จะมาช่วยข้า และนั่นทำให้ข้าได้รู้ว่า… ข้าจะแต่งงานกับเจ้าเพียงคนเดียวเท่านั้น”

 

เมิ่งชวนกุมมือชีเยว่และกระซิบบอก “ข้าสาบานว่าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง”

 

“ข้าเชื่อเจ้านะ อาชวน” แววตาของหลิวชีเยว่เต็มไปด้วยความสุข

 

ชั่วชีวิตนี้ พวกเขาจะเดินไปพร้อมๆกัน

 

พวกเขาจะสู้ในสนามรบและสู้จนตัวตาย เพื่อสังหารเหล่าอสูรให้สิ้น

 

ตราบชั่วชีวิตจะอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน และแม้จะตายจาก ก็จะอยู่คู่ในโลงเดียวกัน

 

ภาพเทพอสูรบรรพกาล

ภาพเทพอสูรบรรพกาล

ภาพเทพอสูรบรรพกาล
Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง ภาพเทพอสูรบรรพกาล โลกนี้ถูกรุกรานโดยเหล่าปิศาจมานานนับศตวรรษ มนุษยชาติได้รวมตัวกันก่อตั้งสำนักที่เก่าแก่อย่างสำนักเขาหยวนชูขึ้นมา และจัดตั้งระบบการฝึกฝน พร้อมทั้งส่งเทพอสูรไปป้องกันประตูทางเข้าโลกต่างๆ เมิ่งชวนอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เชี่ยวชาญกระบี่ไว แม้ว่าชีวิตนี้จะได้รับมรดกอันล้ำค่า แต่ปณิธานที่อยู่ภายในใจมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือกำจัดพวกปิศาจให้สิ้นซาก! ในอดีตมารดาของเขาได้ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องเขา เรื่องนี้กลายเป็นแผลในใจที่ไม่อาจจะลืมเลือนได้ เขามุ่งมั่นและทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะได้เข้าสู่เขาหยวนชู และได้รับทรัพยากรกับการสั่งสอนที่ดีกว่า นอกเหนือจากการฝึกฝนแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้ก็คือการวาดรูป และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset