ภาพเทพอสูรบรรพกาล – ตอนที่ 32

ตอนที่ 32 สรรพชีวิต 2

 

เมิ่งชวนเดินดูคนขายของริมถนนที่ตะโกนเรียกคนให้มาซื้อของ ศิษย์สำนักเต๋าเดินไปด้วยกันสองคนบ้างสามคนบ้าง ต่างพูดจาฮาเฮสนุกสนาน

 

“ดูสินั่นศิษย์พี่เมิง”

 

“ศิษย์พี่เมิ่ง”

 

ศิษย์ของสำนักเต๋าจิงหูตะโกนทักทายออกมาด้วยความเคารพทันที

 

สิ่งที่เขาเห็นระหว่างทางทำให้เมิ่งชวนยิ้ม ทันใดนั้นเขาก็เห็นชายชราพิการอยู่ข้างถนน ชายชราพิการนั่งอยู่ที่ริมแม่น้ำเฝ้าดูคนเดินผ่านไปมา มีเบ็ดตกปลาอยู่ข้างตัว เขายิ้มและมองดู บางครั้งก็ดูดควันจากกล้องยาสูบกล้องใหญ่

 

เมิ่งชวนเป็นจิตรกรที่เฉลียวฉลาด ซึ่งสังเกตทุกอย่างด้วยความรอบคอบ เขาสัมผัสได้ถึงความสุขและสบายใจของชายชราพิการ “ความพึงพอใจ” ที่เปี่ยมล้นเป็นพิเศษ ‘แต่ผู้เฒ่าท่านนั้นพิการมาก ขาขาดข้างหนึ่งและมือก็ขาดข้างหนึ่ง’

 

“แม้จะพิการมากขนาดนี้ เขาก็ยังพึงพอใจและสนุกสนานอย่างนี้ได้ยังไง ในเมื่อเขาดูแย่ที่สุดบนถนนทั้งสาย แต่เขากลับมีความสุขมากที่สุดอย่างงั้นรึ” เมิ่งชวนเดินเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น

 

“ท่านผู้เฒ่า” เมิ่งชวนเดินไปหาและพูดจาอย่างสุภาพ

 

“มีอะไรรึ”

 

ชายชราพิการหยิบยาเส้นก้อนใหญ่ด้วยแขนข้างเดียวนั้น แล้วก็มองไปดูและก็อดที่จะอุทานออกมาไม่ได้ว่า “นี่ไม่ใช่นายน้อยเมิ่งชวนหรือยังไง นายน้อยเมิ่งชวนมาคุยกับข้า คนแก่คนนี้จริงๆ ข้าต้องกลับไปบอกเมียของข้าเมื่อข้ากลับไป”

 

รอยยิ้มของชายชราพิการส่งผ่านไปยังคนอื่นได้อย่างง่ายดาย

 

เมิ่งชวนกล่าวว่า “ท่านผู้เฒ่า ข้าไม่รู้ว่าท่านมีความสุขมากแค่ไหน อะไรที่ทำให้ท่านมีความสุข”

 

“ดูสิ พวกวัยรุ่นกำลังฝึกวิชายุทธ และพวกผู้ใหญ่ก็ใช้ชีวิตอย่างเร่งรีบ” ชายชราพิการชี้ไปที่ถนน “ข้ามีความสุขที่ได้เห็นทุกสิ่งนี้”

 

เมิ่งชวนผงะไปชั่วขณะ

 

“ที่ด่านฉินหยางในปีนั้น เผ่าพันธุ์อสูรได้รวมตัวกันเป็นกองทัพขนาดใหญ่ภายใต้การนำของกลุ่มราชาอสูรพวกมันต้องการจะเข้ามา” ชายชราพิการกล่าว “หากว่าพวกมันเข้าไปได้ เมืองตงหนิงทั้งเมืองและบริเวณโดยรอบก็จะต้องกลายเป็นเศษดินที่ไหม้เกรียมและไม่มีใครสามารถอยู่ได้ ไม่มีใครรอดชีวิต ตอนนั้น ข้า ชายชราคนนี้ รับใช้อยู่ที่ด่านฉินหยาง นับขึ้นไปถึงเทพอสูรนับลงไปถึงทหารทุกคน …พวกเราพากันต่อต้านอย่างหมดหวัง”

 

“เทพอสูรได้ต่อสู้กับราชาอสูร”

 

“พวกเราต่อต้านอสูรทุกตัวด้วยเช่นกัน ซากศพกระจัดกระจายไปทั่วทุกหนทุกแห่งและสหายหลายคนได้เสียชีวิต พวกเราคุยและหัวเราะกันคืนก่อนหน้านั้นและล้มลงในวันนี้ ตราบใดที่ยังมีลมหายใจพวกเราจะลากอสูรไปตายด้วยกัน” ขอบตาของชายชรามีร่องรอยชุ่มชื้นเล็กน้อย เขายิ้ม “พวกเราฆ่าจนดวงตาเป็นสีเลือด เมื่อพวกเราพบว่าไม่มีอสูรอยู่รอบตัวแล้ว ก็ไม่มีเพื่อนร่วมทางที่สามารถยืนอยู่ได้เหลืออยู่มากมายเท่าไหร่เช่นเดียวกัน”

 

“พวกเรารอดมาได้เพราะการสนับสนุนของเทพอสูรคนอื่นๆ และในที่สุดก็สามารถปกป้องด่านฉินหยางได้” ชายชราพิการยิ้ม “เราช่วยชีวิตผู้คนหลายสิบล้านคนรอบเมืองตงหนิง ครั้งนั้นทหาร 20 000 คนที่นั่น รอดชีวิตเพียง 1 633 คนเท่านั้น เทพอสูรทั้งห้าที่พิทักษ์ด่านฉินหยาง มีเพียงสองคนเท่านั้นที่ยังมีชีวิตอยู่”

 

“ทำไมทั้งที่พวกเราทุกคนแม้ว่าจะหมดหวัง แต่เรากลับไม่ต้องการที่จะหนีไปในสถานการณ์ที่สิ้นหวังนี้ นั่นเป็นเพราะพวกเราไม่ต้องการถูกฆ่าฝ่ายเดียว และเราก็ไม่ต้องการใ้ห้คนในตระกูลและลูกๆของเราถูกสังหาร … ข้าหวังว่าพวกเขาจะฝึกฝนอย่างปลอดภัย ดื่มเหล้าชามใหญ่ และโอ้อวดตนเอง หวังว่าพวกเขายังสามารถตบแต่งลูกสะใภ้มีลูกในอนาคต …” ชายชราพิการยิ้ม “ข้าออกมาทุกวัน มองไปยังผู้คนบนถนนสายนี้ ข้าก็คิดถึงเพื่อนร่วมทางที่ตกตายไปทุกคน มันคุ้มค่า”

 

“ข้าโชคดีมาก พี่น้องสองหมื่นคนรอดเพียงหนึ่งพันหกร้อยสามสิบสามคน ข้ารอดชีวิต ข้ายังสามารถกินซาลาเปาใส้เนื้อ กินปลา ดื่มเหล้า สูบกล้องยาสูบได้ … ฮ่าฮ่า …ข้ามีความสุขแค่ไหน” ชายชราพิการยิ้ม

 

เมิ่งชวนฟังอย่างเงียบงัน

 

ความสับสนที่เดิมมีอยู่ในใจของเขาหายไป

 

บางตระกูลที่น่าสังเวชทำเรื่องที่ไร้สาระจริงๆ เมื่อเทียบกับชายชรา

 

ตัวอย่างเช่น ตระกูลของพี่น้องหงหยู หงหยูต้องทำงานเป็นสาวใช้ในตระกูลใหญ่เพื่อหารายได้มาจุนเจือครอบครัว พ่อของเธอติดการพนัน ถูกกล่าวหาว่าเป็นหนี้สิน จะบอกว่าถูกหลอกอย่างงั้นรึ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องนี้ นี่อาจจะเป็นการโกหกลูกชายของตัวเอง ใครควรจะถูกตำหนิหากว่าไม่อ่านตั๋วสัญญาอย่างรอบคอบ

 

“มีหลายพันคน”

 

“บางคนเต็มใจที่จะตกตาย”

 

“บางคนที่ถึงแม้จะตกสู่ขุมนรกก็ยังยิ้มอย่างสดใส”

 

“และผู้คนส่วนใหญ่ … ” เมิ่งชวนยังมองไปที่พ่อค้าแม่ค้าและคนเดินเท้าบนถนน “พวกเขาเต็มไปด้วยความคาดหวังและยุ่งวุ่นวายเพื่อชีวิตของตัวพวกเขาเอง”

 

 

เมิ่งชวนกลับบ้าน ทานอาหารกลางวัน และมาที่ห้องทำงาน

 

คลี่ม้วนกระดาษ เมิ่งชวนก็เริ่มวาดภาพ

 

มีอะไรมากมายในใจของเขาที่เขาอยากจะวาด

 

เขาเริ่มต้นด้วยการวาดเมืองตงหนิง …

 

 

นับตั้งแต่วันนี้ เมิ่งชวนก็ได้เพิ่มเวลาวาดภาพในช่วงเวลาอื่นของแต่ละวันขึ้นมานอกเหนือจากเวลาฝึกฝนตามปกติ

 

วาดภาพทุกวัน

 

ตั้งแต่ฤดูร้อนถึงฤดูใบไม้ร่วง การวาดภาพยังคงดำเนินต่อไปเป็นเวลานานกว่าสี่เดือน เมื่อใบไม้เปลี่ยนสีเป็นสีเหลืองและเริ่มร่วงหล่น ในที่สุดการวาดภาพก็เสร็จสิ้นลง

 

นี่คือม้วนภาพขนาดใหญ่ ที่กว้าง 2 เมตร และยาวถึง 5 เมตร

 

ครึ่งซ้ายของม้วนภาพทั้งหมดนั้นเป็นเมืองโบราณ เมืองตงหนิง

 

ที่เด่นชัดที่สุดเป็นคฤหาสน์หรูหราแห่งหนึ่ง นั่นก็คือบ้านบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง ในบ้านบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง มีหญิงชราถือไม้เท้ายืนอยู่ที่นั่น ทั้งตัวของเธอเปล่งแสงเรืองรองน่าหวาดหวั่น ด้านข้างมีคนในตระกูลจำนวนมาก เช่น ผู้นำตระกูล ผู้อาวุโสทั้งสาม และเมิ่งต้าเจียง เมิ่งชวนวาดภาพพวกเขาหลายสิบคนอย่างชัดเจน ในขณะที่คนในตระกูลคนอื่นๆนั้นเขาวาดเป็นเพียงแค่เงาร่าง

 

นอกบ้านบรรพบุรุษตระกูลเมิ่ง

 

หลิวชาง หัวหน้าแก๊งหมาป่าดำ ยืนโค้งคำนับด้วยความเคารพอยู่ที่นั่น เมิ่งชวนไม่เคยเห็นหลิวชางมาก่อนแต่เขามีภาพเหมือนอยู่ในเอกสาร เมิ่งชวนได้วาดเกินความเป็นจริงให้เห็นว่าภาพวาดหลิวชางนั้นแข็งแกร่งและดุร้ายกว่าตัวจริง แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าบ้านบรรพบุรุษของตระกูลเมิ่ง หลิวชางมีความเคารพและประจบประแจงเป็นอย่างมาก

 

ด้านหลังหลิวชางมี ‘โจวเฮ่อ’ ที่โค้งคำนับมากยิ่งกว่า โจวเฮ่อถึงกับยิ้มประจบให้แก่หลิวชาง ใบหน้าเปื้อนยิ้มถูกวาดขึ้นอย่างระมัดระวัง

 

ด้านหลังของโจวเฮ่อก็คือ หงหยูและตี่เชิ่ง ซึ่งเป็นคนที่ระมัดระวังและขี้อายมาก

 

ที่เหลือเป็นภาพของผู้คนในเมืองตงหนิงทั้งหมด

 

ผู้หญิงที่น่าสงสารหลายคนที่ถูกบังคับให้ขายตัวโดยครอบครัวของตัวเอง ร้องไห้และเดินไปยังสวนหินร้าง

 

นอกจากนี้ยังมีคนอีกมากมายหลายสิบคนที่ทำงานหนัก บางคนถึงกับแขนขาดและต้องทำงานด้วยมือข้างเดียว

 

นอกจากนี้ยังมีร้านอาหาร โรงน้ำชา ร้านก๋วยเตี๋ยว และสถานที่อื่นๆ คนขายของข้างถนน คนเดินเท้า ผีพนัน คนขายที่ดิน … แน่นอนว่ามีชายชราพิการที่แขนและขาขาดริมแม่น้ำ ตกปลา สูบยากล้อง ยิ้มและมองไปที่ถนนที่อยู่ถัดออกไป เขาอยู่ทางด้านขวาสุดขอดภาพทั้งหมด

 

เมิ่งชวนวาดภาพคนธรรมดาหลายร้อยคนในเมืองตงหนิง

 

จุดสนใจอยู่ที่สำนักเต๋า

 

ในลานฝึกสำนักเต๋าที่วาดโดยเมิ่งชวน มีเด็กวัยรุ่นและคนหนุ่มสาวที่ฝึกฝนวิชาอย่างหนัก และยังมีเจ้าสำนักเก๋อหยู ดื่มเหล้า และให้คำแนะนำอยู่ด้วย สำนักเต๋าอยู่ทางซ้ายสุดของเมืองตงหนิง โดยมีดวงอาทิตย์ขึ้นอยู่ถัดไป ศิษย์สำนักเต๋ากลุ่มนี้ก็คือพระอาทิตย์ขึ้นของเมืองตงหนิง เป็นความหวังทั้งหมดของเมืองตงหนิง

 

อย่างไรก็ตาม มันอยู่ทางขวาสุดนอกเมืองของทั้งเมืองตงหนิง

 

นอกเมือง กลุ่มคนหนุ่มสาวแต่งกายด้วยเสื้อผ้าสำนักเต๋า… ภายใต้การจับตามองของกลุ่มพ่อแม่และสมาชิกในครอบครัว ออกจากเมืองตงหนิงและไปยังสถานที่อื่น

 

ด้านขวาสุดของภาพทั้งหมด

 

มันเป็นประตูพรมแดนที่แปดเปื้อนไปด้วยเลือด

 

มีเทพอสูรและราชาอสูรต่อสู้กัน เทพอสูรคือ ‘เมิ่งเซียนกู’ และราชาอสูรนั้นเป็นอสูรงูที่บินอยู่บนท้องฟ้า

 

ที่ชายแดนทหารนับไม่ถ้วนกำลังต่อสู้กับอสูร

 

ทหารเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเพียงภาพร่าง แต่ก็มีบางคนที่วาดหน้าตาอย่างชัดเจน

 

ตัวอย่างเช่น ในหมู่ทหารมีพ่อของเขา เมิ่งต้าเจียง เจ้าสำนักเก๋อหยู ผู้นำตระกูลเมิ่ง สามผู้เฒ่า หลิวชาง โจวเฮ่อ … แม้ว่าคนเหล่านี้จะมีตัวตนที่แตกต่างกันไปในเมืองตงหนิง แต่ครั้งหนึ่งพวกเขาล้วนเคยมีตัวตนเป็นแบบเดียวกัน นั่นคือทหารเผ่ามนุษย์ที่ต่อสู้กับอสูร

 

“เสร็จ” เมิ่งชวนวาดคนร่างสุดท้าย นักรบที่แขนขาด เขาแทงกระบี่เข้าที่หัวของอสูร นักรบนั้นก็คือชายชราพิการ เขาจ้องมองไปที่อสูร แต่กลับเหมือนว่าเขากำลังจับจ้องไปที่ด้านซ้ายสุดของภาพวาด ไปที่เมืองตงหนิงอันเงียบสงบ

 

ภาพทั้งหมดวาดสิ่งที่เมิ่งชวนต้องการแสดงออก

 

เช่น หัวหน้าแก๊งหมาป่าดำ ‘หลิวชาง’ เขากลัวตระกูลเเทพอสูร แต่ก็ทำให้นักธุรกิจที่ร่ำรวยบางคนกลัว

 

โจวเฮ่อที่มีคำสั่งที่เด็ดขาดสามารถรวบรวมคนรับใช้ได้มากมาย แต่เขาก็มีความกลัวมากมายหลายอย่างเช่นกัน

 

เมิ่งต้าเจียงและคนอื่นๆ มีสถานะที่ค่อนข้างสูง แต่พวกเขาก็ต้องต่อสู้อาบเลือดที่ชายแดนเป็นเวลาสิบปีเช่นเดียวกัน

 

เทพอสูรอยู่สูงกว่านั้น เป็นเสาหลักของเผ่าพันธุ์มนุษย์

 

พวกเขาจำเป็นต้องปกป้องเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด

 

ในม้วนภาพทั้งหมดนั้น คนธรรมดาถูกแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม และผู้หญิงจากสวนหินร้างเหล่านั้นเป็นเพียงไม่กี่คนจากคนธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วน แม้ว่าคนธรรมดาเหล่านี้จะอ่อนแอและต่ำต้อย แต่ก็มีจำนวนมากที่สุดในม้วนภาพ พวกเขาถูกปกป้องโดยเเทพอสูร แต่พวกเขาก็เป็นรากฐานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ คนธรรมดาจำนวนนับไม่ถ้วนสามารถให้กำเนิดเทพอสูรจากรุ่นสู่รุ่น ด้วยเหตุนี้ เผ่าพันธุ์มนุษย์จึงไม่เคยหยุดนิ่ง

 

ภาพรวมแสดงถึงสามลัทธิเก้ากระแส*

 

สิ่งที่วาดเป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งของเผ่าพันธุ์มนุษย์ แต่ยังเผยให้เห็นถึงสาเหตุที่เผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่รอดมาได้จนถึงตอนนี้

 

ที่มุมขวาบนของม้วนภาพ เมิ่งชวนเขียนคำสามคำ”สรรพชีวิต”

 

สรรพชีวิต

 

มีผู้คนมากมายในที่นี้ เช่น เมิ่งเซียนกู เมิ่งต้าเจียง สามผู้อาวุโส หลิวชาง โจวเฮ่อ  ชายชราที่พิการ เก๋อหยู ฯลฯ … ตัวละครเหล่านี้คือพวกเขา แต่ก็ไม่ใช่พวกเขา

 

“เสร็จแล้ว” เมิ่งชวนนั่งบนเก้าอี้ด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่างยิ่ง

 

เขาชอบวาดภาพมาตั้งแต่เด็ก

 

เป็นเพราะเขาชอบสังเกตสิ่งรอบข้างและจดบันทึกสิ่งที่เขาสังเกตด้วยปากกา ในช่วงแรกเขาวาดโครงร่างภายนอกและระบายสีสดใส ในภายหลังในรูป ‘ม้า’ เขาค่อยๆวาดเสน่ห์ของม้าจนดูเหมือนมีชีวิต ดังนั้นคนที่ไม่รู้วิธีการวาดภาพจึงตกใจเมื่อเห็นภาพวาดเหล่านี้และยินดีจ่ายในราคาสูง ในเวลานั้นเขาเป็นคนที่มีฝีมือที่สุดในการวาดภาพของตงหนิง

 

และวันนี้ … เขาก็ก้าวมาถึงอีกระดับหนึ่งแล้ว

 

สิ่งที่เขาวาดก็คือ ‘ใจ’ ของตัวเขาเอง

 

ดึงอารมณ์ที่รุนแรงทั้งหมดในใจของตนเอง และผสมผสานเข้ากับภาพวาด ในช่วงเวลาของการวาดภาพ ความรู้สึกสำเร็จและความพึงพอใจที่ยิ่งใหญ่ก็ได้เติมเต็มเข้าไปในใจของเขา

 

“สรรพชีวิต” เมิ่งชวนหลับตาและยิ้ม

 

ความพึงพอใจอันยิ่งใหญ่ในจิตใจของเขานั้นทำให้เขารู้สึกวิงเวียน

 

เขาไม่รู้ว่า

 

ในทะเลจิตที่หว่างคิ้วของเขานั้น

 

วิญญาณมนุษย์ที่อ่อนจางกำลังค่อยๆกลั่นตัว ในช่วงกว่าสี่เดือนของการวาดภาพ ‘สรรพชีวิต’ จิตวิญญาณของมนุษย์นี้ค่อยๆเปล่งแสงสว่างทางจิตวิญญาณออกมา และทำให้วิญญาณมนุษย์นี้รวมตัวคงสภาพอยู่อย่างนั้น และเมื่อมันถูกวาดออกมา วิญญาณก็จะยิ่งรู้สึกถึงความสมบูรณ์แบบ ในที่สุดจิตวิญญาณของมนุษย์นี้ก็กลั่นตัวจนแข็งถึงขีดสุด ‘ตูม’ เกิดเป็นรูปเป็นร่างแสดงให้เห็นถึงลักษณะที่แท้จริงของมัน

 

และในขณะนี้ เมิ่งชวนรู้สึกวิงเวียนอยู่ในหัวของตนเองอยู่เช่นกัน

 

จากนั้น เขาก็ “เห็น” เหมือนดังกับว่า ตัวเองกำลังฝึกฝนปราณอยู่ และเมื่อมองเข้าไปข้างในตัวเอง จิตสำนึกของเขา “เห็น” ช่องว่างอันกว้างใหญ่ระหว่างคิ้วของเขา และมีร่างยืนอยู่ในช่องว่างนี้ ซึ่งเหมือนกับตัวของเขาเอง

———————————————————–

 

สามลัทธิเก้ากระแส* 三教九流 หมายถึง

3 ลัทธิ  (三教) ได้แก่ ศาสนาพุทธ ศาสนาขงจื๊อ ศาสนาเต๋า

9 กระแส (九流) หรือ 9 สาขาอาชีพ มีการแบ่งย่อยเป็นอีก 3 ระดับ คือ.-

ระดับที่ หนึ่ง 9 สาขาอาชีพ ระดับบน(上九流 ได้แก่.-

สิ่งศักดิ์สิทธิ์ (神)、เซียน (仙)、จักรพรรดิ (皇帝)、ขุนนาง (官吏)、ต้มสุรา (烧锅)、โรงรับจำนำ(典当)、พ่อค้า(商贾)、เจ้าที่ดิน(客)、ชาวนา (种田)。

ระดับที่ สอง 9 สาขาอาชีพ ระดับกลาง(中九流)  ได้แก่.-

บัณฑิต (举子)、แพทย์ (医生)、หมอดูฮวงจุ้ย(风水先生、阴阳先生)หมอดูพยากรณ์โชคชะตา(相命)、จิตรกร (丹青)  หมอดูลักษณะนรลักษณ์ (书生)、ปัญญาชน(琴棋)、หลวงจีนพุทธศาสนา (僧)、นักพรตลัทธิเต๋า (道)、。

ระดับที่สาม 9 สาขาอาชีพ ระดับล่างได้แก่.-

หมอผี เขียนเลขยันต์ (巫) 画符念咒招神驱鬼的南方巫师;นางคณิกา 娼(明娼暗娼歌妓);ม้าทรง 大神(以跳唱形式治病的神仙附体的神巫);ยามรักษาการณ์ 梆(更夫);กัลบกหรือช่างตัดผม 剃头的(挑担走四方的理发师);นักดนตรี 吹手(吹鼓手、喇叭匠);นักแสดงปาหี 戏子(各类演员);กระยาจก 叫街(乞丐);คนขายน้ำตาลเป่า 卖糖(吹糖人的)

ภาพเทพอสูรบรรพกาล

ภาพเทพอสูรบรรพกาล

ภาพเทพอสูรบรรพกาล
Status: Ongoing
อ่านนิยายเรื่อง ภาพเทพอสูรบรรพกาล โลกนี้ถูกรุกรานโดยเหล่าปิศาจมานานนับศตวรรษ มนุษยชาติได้รวมตัวกันก่อตั้งสำนักที่เก่าแก่อย่างสำนักเขาหยวนชูขึ้นมา และจัดตั้งระบบการฝึกฝน พร้อมทั้งส่งเทพอสูรไปป้องกันประตูทางเข้าโลกต่างๆ เมิ่งชวนอัจฉริยะรุ่นเยาว์ที่เชี่ยวชาญกระบี่ไว แม้ว่าชีวิตนี้จะได้รับมรดกอันล้ำค่า แต่ปณิธานที่อยู่ภายในใจมีเพียงอย่างเดียวเท่านั้น นั่นก็คือกำจัดพวกปิศาจให้สิ้นซาก! ในอดีตมารดาของเขาได้ยอมสละชีวิตของตนเองเพื่อปกป้องเขา เรื่องนี้กลายเป็นแผลในใจที่ไม่อาจจะลืมเลือนได้ เขามุ่งมั่นและทุ่มเททุกอย่างเพื่อที่จะได้เข้าสู่เขาหยวนชู และได้รับทรัพยากรกับการสั่งสอนที่ดีกว่า นอกเหนือจากการฝึกฝนแล้ว สิ่งเดียวที่ทำให้จิตใจของเขาสงบลงได้ก็คือการวาดรูป และนี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้เขาแข็งแกร่งขึ้น…

Comment

Options

not work with dark mode
Reset