มู่หนานจือ – บทที่ 6 เพื่อนสนิท

พอเจียงเซี่ยนนึกถึงเรื่องราวในอดีต น้ำตาก็จะไหลออกมาแล้ว

พูดถึงนางกับไป๋ซู่ก็ไม่ได้เจอกันสองสามเดือนแล้ว

ก่อนที่นางจะถูกจ้าวสี่วางยาพิษนั้น จิ้นอันโหวอยากรับอนุภรรยาเพราะไป๋ซู่ไม่มีลูก นางห้ามไว้และไม่อนุญาต แต่ไป๋ซู่กลับหมดอาลัยตายอยากแล้ว จึงไม่เพียงแต่ตกลงให้จิ้นอันโหวรับอนุภรรยา ทว่ายังฝากให้ฮูหยินรองของจวนจิ้นอันโหวจัดการเรื่องอาหารการกินของจวนจิ้นอันโหวด้วย โดยบอกว่าตนเองเหนื่อยแล้ว และจะไปอยู่ศาลเจ้ากูเส่าอย่างสงบหลายวัน

แต่ศาลเจ้ากูเส่าเป็นอารามภิกษุณีที่มีชื่อเสียงของเมืองหลวง

สตรีจากตระกูลที่มั่งคั่งและมีอำนาจมากมายออกบวชที่นั่น

หลังจากเจียงเซี่ยนรู้ก็กลัวมาก กลัวว่าไป๋ซู่จะอยู่ที่นั่นเลย จึงตั้งใจรับฮูหยินเป่ยติ้งโหวมารดาของไป๋ซู่ไปอยู่เป็นเพื่อนไป๋ซู่ที่ศาลเจ้ากูเส่าโดยเฉพาะ

สำหรับเรื่องนี้ หลี่เชียนยังถวายฎีกาฉบับหนึ่งให้นางโดยเฉพาะด้วย โดยบอกว่าในเมื่อในสายตาของจิ้นอันโหวไม่มีไป๋ซู่ ก็ให้นางออกราชโองการให้จิ้นอันโหวกับไป๋ซู่หย่ากันเสียเลย ฉวยโอกาสที่ไป๋ซู่ยังสาวและยังแต่งงานได้อีกครั้ง จะได้ไม่ยืดเยื้อจนเสียเวลาช่วงวัยรุ่นของไป๋ซู่ไป…

ตอนนั้นนางโกรธจนโยนฎีกาฉบับนั้นลงพื้นและเหยียบอีกเจ็ดแปดครั้ง

หลี่เชียนเองก็นอกรีต อายุปูนนี้แล้วยังไม่แต่งงาน ทว่าพอพูดถึงเรื่องของคนอื่นกลับเป็นขั้นเป็นตอนมาก ช่างเป็นแบบอย่างของคนที่สักแต่จะพูดโดยไม่ได้เข้าใจสถานการณ์ที่แท้จริงเลยจริงๆ

ความคิดแล่นผ่านไป นางถึงนึกจุดประสงค์ที่ตนเองมาที่นี่ขึ้นมาได้

เจียงเซี่ยนอดที่จะหลับตาไม่ได้ และสูดหายใจลึก

ทำไมพอนางคิดถึงหลี่เชียนก็พลันโกรธจัด

หลี่เชียนควบคุมอารมณ์ของนางได้ง่ายเกินไปแล้ว

นี่ไม่ใช่เรื่องดีนัก

นางต้องคิดหาทางควบคุมอารมณ์ของตนเอง และกำจัดอิทธิพลที่หลี่เชียนส่งผลต่อนาง

ตอนที่เจียงเซี่ยนลืมตาอีกครั้ง ในดวงตาก็แจ่มชัดแล้ว

นางกอดแขนไป๋ซู่แล้วเอ่ยว่า “ฮูหยินโหวดีขึ้นบ้างหรือยัง?”

เจียงเซี่ยนถามเหมือนไม่ใส่ใจ

ในเมื่อได้เจอไป๋ซู่เหมือนกับในความทรงจำแล้ว เจียงเซี่ยนจึงยืนยันได้แล้วว่านี่เป็นครั้งสุดท้ายที่เฉาไทเฮามาเข้าเฝ้าไทฮองไทเฮาก่อนตาย ส่วนไป๋ซู่ก็กลับไปที่เป่ยติ้งโหว เพื่อดูแลมารดาที่กำลังไม่สบาย และอยู่ที่จวนเป่ยติ้งโหวเกือบครึ่งเดือนถึงจะกลับมา

ชาติก่อนตอนที่นางตายมารดาของไป๋ซู่ยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขภาพแข็งแรง จะเห็นได้ว่าอาการป่วยของฮูหยินเป่ยติ้งโหวนั้นไม่มีอะไรร้ายแรง

แล้วก็เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ไป๋ซู่ตอบเสียงอ่อนโยนว่า “แม่ของข้าไม่เป็นไร นางแค่เป็นหวัดเล็กน้อย ไทฮองไทเฮาส่งหมอหลวงเถียนจากสำนักหมอหลวงไปตรวจให้ท่านแม่โดยเฉพาะ กินยาเพียงไม่กี่ครั้งก็หายแล้ว” แล้วอธิบายว่า “ท่านแม่ไม่ได้เห็นข้ามาหลายวันแล้ว จึงตั้งใจให้ข้าอยู่บ้านอีกหลายวัน”

มารดาของไป๋ซู่กังวลตลอดว่าไป๋ซู่จะถูกรังแกในวัง จึงมักจะรับนางกลับไปพักเป็นระยะครั้งละหลายๆ วัน

เจียงเซี่ยนยิ้มพลางพยักหน้า

ไป๋ซู่ก็ถามนาง “แล้วนี่เจ้าจะไปไหน? ไทฮองไทเฮามีแขกหรือ?”

เจียงเซี่ยนจึงบอกไป๋ซู่เรื่องที่เฉาไทเฮามีเรื่องจะคุยกับไทฮองไทเฮาตามลำพัง และยังพาเฉาเซวียนกับหลี่เชียนมาคารวะไทฮองไทเฮาด้วย

ไป๋ซู่เติบโตในวัง จึงแน่นอนว่ารู้จักเฉาเซวียน และบิดามารดากับพี่ชายน้องชายของเฉาไทเฮาก็เสียชีวิตไปตั้งนานแล้ว ตระกูลเฉาเหลือเฉาเซวียนเป็นลูกหลานเพียงคนเดียว เฉาไทเฮาเห็นเฉาเซวียนสำคัญกว่าจ้าวอี้เสียอีก จึงมักจะเรียกเขาเข้าวังอยู่บ่อยๆ ไป๋ซู่กับเฉาเซวียนก็รู้จักกันเช่นกัน

“เฉิงเอินกงหรือ?” นางมองเจียงเซี่ยนอย่างประหลาดใจ ความผิดปกติฉายวาบในดวงตา

เจียงเซี่ยนมองอยู่ก็อึ้งไป

ไป๋ซู่เอ่ยด้วยรอยยิ้มแล้วว่า “พูดแบบนี้เจ้าไม่ได้ชงชาให้ไทเฮาจริงๆ หรือ? ไม่รู้ว่าไทเฮาจะพิโรธหรือไม่? ไม่อย่างนั้นเจ้ากลับไปพักที่ตำหนักตงซานก่อน ข้าจะให้คนไปบอกทางห้องอุ่นตะวันออก ก็บอกว่าเจ้าโดนลม เลยไม่ค่อยสบาย”

ทุกคนในวังต่างรู้ว่าท่านหญิงเจียหนานโดนลมโดนฝนไม่ได้ ดังนั้นไม่มีข้ออ้างไหนจะดีไปกว่าข้ออ้างแบบนี้แล้ว

เวลานี้ในชาติก่อน เจียงเซี่ยนก็ใช้ข้ออ้างแบบนี้เหมือนกัน

ทว่าไม่รู้ทำไมเวลานี้ได้ยินไป๋ซู่พูดแบบนี้ นางกลับเหมือนรู้สึกแปลกๆ อย่างบอกไม่ถูก

ตามหลักการแล้ว นางควรจะถามว่าหลี่เชียนเป็นใครก่อนไม่ใช่หรือ?

ตลอดครึ่งวันมานี้ เจียงเซี่ยนประหลาดใจอย่างต่อเนื่อง ถึงเวลานี้สมองก็มึนงงนิดหน่อยแล้ว

นางจึงถือโอกาสทิ้งเรื่องพวกนี้ไปให้หมดเสียเลย และเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ก็ดีเหมือนกัน พวกเรากลับไปพักที่ห้องสักครู่ รอเฉาไทเฮากลับไปแล้วค่อยไปคารวะไทฮองไทเฮากัน”

ก็เหมือนกับชาติก่อน

ไป๋ซู่ตอบด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม “อื้ม”

ทั้งสองคนไปตำหนักตงซานด้วยกัน

เมื่อก่อนไป๋ซู่ก็อยู่ที่นี่เหมือนกัน เพียงแต่เจียงเซี่ยนอยู่ฝั่งตะวันออก ไป๋ซู่อยู่ฝั่งตะวันตก สามปีก่อนไทฮองไทเฮารู้สึกว่าไป๋ซู่ก็โตแล้วเช่นกัน เด็กสาวทั้งสองคนต่างต้องมีเรือนของตนเองแล้ว จึงสั่งให้เก็บกวาดตำหนักซีซานและให้ไป๋ซู่อยู่ แต่ไป๋ซู่เข้าวังมาอยู่เป็นเพื่อนเจียงเซี่ยน ปกติก็ยังคงอยู่ที่ตำหนักตงซานมากกว่า

ไป๋ซู่สั่งให้คนไปแจ้งข่าวที่ห้องอุ่นตะวันออก แล้วถอดเสื้อคลุมและนั่งคุยกันบนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างกับเจียงเซี่ยนถึงสิ่งที่ได้เห็นและได้ยินจากที่กลับไปครั้งนี้

เจียงเซี่ยนตั้งใจฟัง พลางหวนคิดถึงเรื่องเก่าเมื่อสิบกว่าปีก่อนอย่างจริงจัง

เวลาสองสามถ้วยชา[1] เมิ่งฟางหลิงก็มาแล้ว นางยิ้มพลางย่อตัวคารวะพวกนางแล้วเอ่ยว่า “ไทเฮาเสด็จกลับวังคุนหนิงแล้ว ไทฮองไทเฮาได้ยินว่าท่านหญิงกลับมาแล้ว จึงให้ท่านหญิงทั้งสองไปคุยกันที่ห้องอุ่นตะวันออกเจ้าค่ะ!”

เจียงเซี่ยนกับไป๋ซู่ล้างหน้า หวีผม และเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ และไปห้องอุ่นตะวันออกโดยมีนางในกับขันทีล้อมรอบอย่างแน่นหนา

ไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยนอนตะแคงอยู่บนเตียงอุ่นหลังใหญ่ใกล้หน้าต่างของห้องด้านในห้องอุ่นตะวันออกแล้ว พอเห็นไป๋ซู่เข้ามา ไทฮองไท่เฟยก็ลุกขึ้นมานั่งทันที นางทำตาแดงพลางยื่นมือออกมาเรียก “จ่างจูของข้า” ท่าทางที่ตื้นตันและโศกเศร้านั้นทำให้ขอบตาของไป๋ซู่ชื้นขึ้นมาทันที นางสะอึกสะอื้นพลางเรียก “ไทฮองไท่เฟย” และคุกเข่าคำนับหน้าเตียง

“เจ้านี่นะ!” ไทฮองไทเฮาเอ่ยอย่างไม่พอใจ “กลับมาก็ดีแล้ว ไม่ใช่ช่วงตรุษจีนเสียหน่อย ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าคำนับเช่นนี้” แล้วตำหนิไทฮองไท่เฟยอีก “จะคุยก็คุย จะร้องไห้ทำไม? แค่ไม่ได้เจอกันไม่กี่วัน ต้องทำถึงขนาดนี้ด้วยหรือ?” พอเอ่ยจบก็ยังมองไทฮองไท่เฟยอีกครั้ง

ไทฮองไท่เฟยรีบล้วงผ้าเช็ดหน้าออกมาเช็ดตรงหางตา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “นี่ก็เพราะหม่อมฉันดีใจไม่ใช่หรือเพคะ?”

“ในเมื่อดีใจก็อย่าร้องไห้เลย” ไทฮองไทเฮาเอ่ย พลางส่งสัญญาณให้ไป๋ซู่มานั่งข้างนาง แล้วเอ่ยว่า “เจ้าก็อย่าสนใจย่าของเจ้าเลย นางคิดถึงเจ้าน่ะ เจ้ากลับวังตั้งแต่เมื่อไร? กินอาหารเที่ยงหรือยัง? ตอนเที่ยงเป่าหนิงกินข้าวต้มเขียวไปแค่นิดเดียวก็คงจะหิวแล้วเหมือนกัน ข้าให้ห้องครัวเล็กทำขนมถั่วแดงให้พวกเจ้ารองท้องสักหน่อย อีกเดี๋ยวพวกเรากินข้าวต้มผักกวางตุ้งกัน”

เจียงเซี่ยนยิ้มพลางเข้ามาคารวะไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟย แล้วนั่งลงข้างทั้งสองคนคนละข้างกับไป๋ซู่ และเอ่ยอย่างอยากรู้อยากเห็นว่า “ไทเฮาเสด็จมาทำอะไรที่นี่หรือเพคะ? แล้วทำไมถึงพาลูกชายของหลี่ฉางชิงนั่นมาพบเสด็จยาย?”

นางเอ่ยพลางชายตาสังเกตไทฮองไท่เฟย

ไทฮองไท่เฟยสีหน้าเคร่งเครียดทันที แต่ก็ผ่อนคลายลงอย่างเร็วมาก

ทว่าไทฮองไทเฮากลับเอ่ยว่า “อย่างไรข้าก็เป็นแม่สามี ถึงไทเฮาจะไม่ได้มาบ่อยๆ แต่จะไม่มาก็ไม่ได้กระมัง! ส่วนหลี่เชียนนั้นเจอกันในวัง ไทเฮาอยากสนับสนุนเขา ข้าเลยถือโอกาสแสดงน้ำใจ ทำให้นางมีหน้ามีตาขึ้นหน่อยด้วย ไม่มีอะไรน่าตกใจหรอก”

คนที่สนับสนุนหลี่ฉางชิงคือเฉาไทเฮา แล้วทำไมไทฮองไทเฮาต้องไว้หน้าเขาด้วย?

เจียงเซี่ยนทำเสียงไม่พอใจอยู่ในใจ

ในเมื่อรู้ว่าต่อให้ถามมากแค่ไหนก็ไม่ได้อะไรมาอยู่ดี นางจึงไม่ถามอะไรอีกเช่นกัน และกินขนมกับไป๋ซู่ด้วยรอยยิ้ม หลังจากนั้นก็เล่นไพ่เป็นเพื่อนไทฮองไทเฮากับไทฮองไท่เฟยครู่หนึ่ง จนกระทั่งม่านราตรีเริ่มเยื้องกรายมาถึงเมือง ถึงกลับตำหนักตงซาน

———————————

[1] เวลาหนึ่งถ้วยชา = 10-15 นาที ดังนั้นเวลาสองสามถ้วยชา = 20-45 นาที

มู่หนานจือ

มู่หนานจือ

แม้ เจียงเซี่ยน เป็นถึงสตรีผู้สูงศักดิ์ ทั้งยังได้แต่งงานกับ ‘จ้าวอี้’ ผู้เป็นฮ่องเต้ ทว่าเขามิเคยร่วมหออุ่นเตียงกันจนกระทั่งจากนางไป เมื่อนางต้องกลายเป็นไทเฮา จึงได้โอบอุ้ม ‘จ้าวสี่’ ลูกชายคนเดียวของจ้าวอี้ว่าราชการหลังม่าน ประคองราชวงศ์อย่างยากเข็ญ แต่แล้วนางกลับถูกฆ่าตายด้วยถ้วยยาพิษ ที่อยู่ในอุ้งมือของฮ่องเต้น้อยอย่างจ้าวสี่! เมื่อลืมตาตื่นมาอีกครั้ง ก็พบว่าได้ย้อนกลับมาช่วงชีวิตวัยสิบสามปี ก่อนมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในราชสำนัก ‘เหตุใดจ้าวสี่จึงมอบความตายให้นาง?’…แม้โอกาสในการมีชีวิตอาจทำให้ไขปริศนานี้ได้ แต่นางขอเลือกเดินในเส้นทางใหม่ ไม่เข้าไปข้องเกี่ยวกับตระกูลจ้าว ไม่สนใจการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน นางขอเพียงมีชีวิตครอบครัวเล็กๆ กับสามีที่วางใจได้ และลูกที่แสนน่ารักทว่า เมื่อนางได้นำพบกับ หลี่เชียน แม่ทัพหนุ่มที่นางเคยรู้สึกเกลียดทุกคราที่พบหน้า ชีวิตและความรักของนางจึงกำลังจะพบกับจุดเปลี่ยนอีกครั้ง… หรือ ‘โชคชะตา’ จะนำพาให้เกิดเรื่องราวและวังวนที่ไม่เหมือนเดิม!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset