ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 22 ทุกข์ยากก่อนลิ้มรสความสุข

ตอนที่ 22 ทุกข์ยากก่อนลิ้มรสความสุข

ฉีเล่ยและเฉินอวี้หลัวใช้เวลาด้วยกันอย่างมีความสุข อยู่ในโรงแรมบนเกาะนิยามา ประเทศมัลดีฟ..

แต่จะว่าไป โรงแรมแห่งนี้ก็ไม่ดูเหมือนโรงแรมสักเท่าไหร่ แต่ดูเหมือนบ้านพักตากอากาศส่วนตัวบนชายทะเลเสียมากกว่า บ้านหลังนี้สร้างอยู่บริเวณชายฝั่งทะเล ซึ่งมีการยกพื้นสูงเหนือจากน้ำ ด้านล่างตัวบ้านมีเสาสี่เสาฝังลึกลงไปใต้ผืนทราย

หากออกมานั่งพักผ่อนที่ระเบียงด้านนอก เมื่อเงยหน้าขึ้นก็จะเห็นท้องฟ้าสดใส และเมื่อก้มลงมองด้านล่าง ก็จะเห็นน้ำทะเลสีฟ้าคราม

ภายใต้ทัศนียภาพที่งดงามเช่นนี้ ทำให้ฉีเล่ยเพิ่งจะเข้าใจความหมายของคำพูดที่ว่า ‘หันหน้าหาทะเล มวลพฤกษาพลันบานสะพรั่ง’

ในระหว่างนั้น คู่ฮันนีมูนก็ได้ล่องเรือยอร์ชไปตามเกาะต่างๆ เพื่อตกปลา และดำน้ำดูมวลหมู่ปะการัง และฝูงปลาใต้ทะเลอีกด้วย ยามเย็นก็เดินเกี่ยวก้อยไปตามชายหาดอย่างมีความสุข และเมื่อตกดึก ก็ออกมานั่งริมชายหาดมองดูดวงดาวบนท้องฟ้ากันอย่างหวานชื่น..

ในระหว่างที่สามีภรรยากำลังจ้องมองดวงดาวบนท้องฟ้านั้น จู่ๆ เฉินอวี้หลัวก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นว่า “ฉันเคยอ่านหนังสือเล่มหนึ่ง แต่ตอนนี้จำชื่อหนังสือเล่มนั้นไม่ได้แล้วล่ะ..”

“หนังสือเล่มนั้นบอกไว้ว่า สำหรับมนุษย์ที่ทำคุณงามความดีใหญ่หลวง เทพเจ้าเบื้องบนได้ประทานดินแดนบนสรวงสวรรค์ไว้ให้ และบันทึกคุณความดีของคนผู้นั้นด้วยดวงดาว..”

ฉีเล่ยฟังแล้วจึงได้ตอบหญิงสาวกลับไปทันที “แสงดาวแห่งมวลมนุษยชาติ!”

เฉินอวี้หลัวถึงกับร้องถามออกมาด้วยความประหลาดใจ “นี่นายเคยอ่านหนังสือเล่มนี้มาก่อนด้วยงั้นเหรอ?”

“อืมม..”

ฉีเล่ยฮึมฮัมพร้อมกับพยักหน้า ก่อนจะพูดต่อในทันที “ในช่วงเวลาที่เบื่อหน่ายและท้อแท้ หนังสือจะช่วยให้เราผ่านช่วงเวลาเหล่านั้นไปได้..”

เมื่อได้ฟังคำพูดของฉีเล่ย ใบหน้าที่กำลังมีความสุขของเฉินอวี้หลัว พลันเปลี่ยนเป็นรู้สึกผิดขึ้นมาทันที หญิงสาวเอนศรีษะซบไหล่ชายหนุ่ม ก่อนจะพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นสะท้าน

“ฉีเล่ย ฉันจะไม่ขอร้องให้นายยกโทษให้ฉันกับเรื่องที่ผ่านมา แต่ฉันอยากจะขอให้นายลืมความเจ็บปวดทั้งหมดในอดีตไปจะได้มั๊ย? ไม่อย่างนั้น นายก็จะไม่สามารถปลดปล่อยความโกรธ ความโศกเศร้า และความสิ้นหวังในใจไปได้..”

ฉีเล่ยถึงกับหัวเราะออกมา ก่อนจะกระเซ้าหญิงสาวกลับไปว่า “ฮ่าๆๆ นี่ผมคิดไม่ถึงจริงๆว่า คุณจะเป็นคนมีอารมณ์อ่อนไหวแบบนี้!”

หลังจากนั้น ฉีเล่ยก็หยุดนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดต่อว่า “ใช่ว่าผมจะไม่ให้อภัยคุณ หรือไม่ต้องการก้าวข้ามความรู้สึกในอดีต แต่ผมกลับรู้สึกขอบคุณคุณมากกว่า คนเรานั้น หลังจากผ่านพ้นประสบการณ์ที่ทุกข์ยากในชีวิตไป ก็มักจะได้พบเจอกับความสุขตามมา..”

“การได้เกิดเป็นมนุษย์นั้น ชีวิตจะมีความหมายก็ต่อเมื่อ ได้ผ่านการดิ้นรนต่อสู้กับความยากลำบากจนผ่านพ้นไปได้ ถึงจะได้ลิ้มรสความหวานชื่นของชีวิตยังไงล่ะ..”

เฉินอวี้หลัวประทับใจในคำพูดของฉีเล่ยอย่างมาก เธอเงยหน้าขึ้นจ้องมองใบหน้าของฉีเล่ย พร้อมกับพูดเย้ายวน

“ถ้าอย่างนั้น นายก็ลองชิมฉันดูหน่อยสิว่าฉันหวานมากมั๊ย?”

ฉีเล่ยเอื้อมมือไปจับไว้ที่ลำคอด้านหลังของหญิงสาว พร้อมตอบกลับไปทันที “ได้เลย.. แม่ปีศาจสาวแสนหวาน..”

จากนั้น เขาก็ได้ก้มลงลิ้มรสริมฝีปากที่หอมหวานนั้น..

การเดินทางมาพักผ่อนในครั้งนี้ นับว่าคุ้มค่ายิ่งนัก นอกจากชายหาดที่แสนงดงามแล้ว ยังมีนกนางนวล ท้องฟ้าสีคราม และต้นมะพร้าวเรียงราย ที่ทอดเงาอยู่แทบทุกหนทุกแห่ง ฉีเล่ยรู้สึกราวกับได้ปลดปล่อยพันธนาการของชีวิต และได้ทำตามความปรารถนาแรงกล้าที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน

ในเมื่อต่างฝ่ายต่างยินยอมพร้อมใจ ใครเล่าจะต้านทานความปรารถนาเหล่นี้ได้..

เฉินอวี้หลัวเองก็ดูเหมือนต้องการที่จะชดใช้ และตอบแทนในสิ่งที่ฉีเล่ยไม่เคยได้รับมาตลอดแปดปีให้กับเขา ด้วยเหตุนี้ ตลอดระยะเวลาที่ได้อยู่ด้วยกันตามลำพัง หญิงสาวมันก็จะคอยยั่วยวนชายหนุ่มอยู่เสมอ และสามารถจูบเขาได้เสมอเมื่อต้องการ

นับตั้งแต่เช้าจรดเย็น ทั้งคู่ก็ใช้เวลาอยู่ด้วยกันตามลำพังภายในบ้านพัก จนผ้าปูที่นอน และเก้าอี้โยกต่างก็เปียกโชกไปด้วยเหงื่อของคนทั้งคู่

เฉินอวี้หลัวจับมือฉีเล่ยไว้แน่น พร้อมกับพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “จากนี้ไป ไม่ว่านายจะต้องพบเจอความทุกข์มากแค่ไหน ฉันจะเป็นความหวานให้กับนายเอง!”

“เชิญลิ้มลองรสหวานสิ..”

..….

การเดินทางไปฮันนีมูนของหนุ่มสาวทั้งสองได้ผ่านไปอย่างรวดเร็ว และในที่สุดทั้งคู่ก็ต้องบินกลับเสียที

ทันทีที่เครื่องบินลงจอดที่ท่าอากาศยานหนานหยางเรียบร้อยแล้ว โทรศัพท์มือถือของฉีเล่ยก็ดังขึ้น..

หวู่เฉิงเฟิงเป็นผู้โทรมาหาเขา และได้บอกกับชายหนุ่มว่า อาวุโสต่งจะต้องกลับไปปักกิ่งแล้ว แต่ก่อนที่จะกลับ เขาต้องการพบฉีเล่ยอีกครั้ง

จากมุมมองและท่าทีของหวู่เฉินเทียนที่มีต่อเขาในเวลานี้ ทำให้ฉีเล่ยเริ่มมองสกุลหวู่อย่างไม่เป็นมิตร แต่เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับต่งซีหยุนเลยแม้แต่น้อย ชายหนุ่มจึงยังคงเห็นแก่หน้าอาวุโสต่งอยู่บ้าง..

อีกอย่าง ฉีเล่ยเองก็ได้ตัดสินใจแล้วว่า เขาจะวางอนาคตของตนเองไปในทางใด ฉะนั้น ก่อนที่จะเริ่มอาชีพที่เหมาะสมกับตนเอง การที่เขาจะทำความรู้จักกับผู้คนให้มากขึ้น ก็คงจะไม่ใช่เรื่องผิดอะไร..

ส่วนหวู่เฉินเทียนนั้นจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อพบเจอตน ฉีเล่ยเองก็ไม่ต้องการที่จะใส่ใจ หรือสนใจอีก แม้ว่าเขาจะเป็นผู้ชายที่ร่ำรวยที่สุดในหนานหยางก็ตาม

ในความเห็นของฉีเล่ย คนที่จะทำ หรือไม่ทำสิ่งใด เพียงเพราะแค่ความรู้สึกชอบ หรือไม่ชอบเท่านั้น ยังนับว่ามีวุฒิทางอารมณ์ไม่ต่างจากเด็ก ยังไม่โตเป็นผู้ใหญ่มากพอ

ส่วนตัวเขานั้น มีความเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เขาจึงตอบตกลงกับอาวุโสหวู่ไป..

แต่กลับกลายเป็นว่า ครั้งนี้ต่งซีหยุนต้องการพบฉีเล่ยเพียงลำพัง เขาถึงกับเปิดห้องจัดเลี้ยงของโรงแรมสกายพาวิเลียน ซึ่งเป็นโรงแรมที่หรูหราที่สุดในหนานหยาง เพื่อเลี้ยงอาหารฉีเล่ยเป็นการขอบคุณ โดยไม่เชิญสองพ่อลูกสกุลหวู่มาด้วย

เมื่อฉีเล่ยไปถึงโรงแรม อาวุโสต่งก็ได้นั่งรออยู่ในห้องจัดเลี้ยงส่วนตัวแล้ว และเมื่อชายหนุ่มนั่งลงได้ไม่นาน บริกรก็ค่อยๆทยอยนำอาหารขึ้นมาเสริฟที่โต๊ะ

ในระหว่างที่รับประทานอาหาร อาวุโสต่งก็ได้เอ่ยปากชักชวนฉีเล่ย ให้ไปเป็นแพทย์ประจำตัวให้กับเขาที่ปักกิ่ง ชายชรารู้สึกว่า มีฉีเล่ยอยู่ข้างกายเพียงแค่คนเดียว ทีมบุคลกรที่ดูแลเรื่องสุขภาพให้กับเขาอยู่ในตอนนี้ ก็ไม่จำเป็นอีกต่อไป..

ฉีเล่ยยกแก้วไวน์ขึ้นจิบ ก่อนจะหัวเราะออกมาเล็กน้อย แล้วจึงตอบชายชรากลับไป “อาวุโสต่งครับ ต้องขออภัยที่ผมไม่สามารถตอบรับคำเชิญของอาวุโสได้! ตอนที่ผมตัดสินใจศึกษาการแพทย์แผนโบราณนี้ ผมได้ตั้งปณิธานไว้ว่า จะเป็นหมอที่ช่วยแบ่งเบาความเจ็บป่วยให้กับผู้คนบนโลกใบนี้ ความรู้ที่ผมร่ำเรียนมา ไม่ควรใช้เพื่อช่วยใครคนใดคนหนึ่งเพียงคนเดียว..”

ต่งซีหยุนเองก็คาดคิดไว้อยู่แล้วว่า จะต้องได้ฟังคำตอบเช่นนี้จากฉีเล่ย แม้ว่าเขาจะรู้สึกเสียดาย แต่ไม่ต้องการคะยั้นคะยอชายหนุ่ม และได้ตอบกลับไปว่า

“คนหนุ่มอย่างเธอย่อมมีสิทธิ์ที่จะเลือกเส้นทางอนาคตของตัวเอง ในเมื่อเธอไม่ต้องการ ฉันเองก็ไม่อยากฝืนใจ และที่ฉันเชิญเธอออกมากินข้าว ก็เพราะมีเรื่องสำคัญอีกเรื่อง..”

ฉีเล่ยร้องถามขึ้นด้วยความสงสัย “เรื่องอะไรเหรอครับ?”

“ที่ฉันมาหนานหยางครั้งนี้ ไม่ใช่เพียงแค่เรื่องธุรกิจกับสกุลหวู่หรอกนะ แต่ยังมาเยี่ยมเยียนเพื่อนเก่าด้วย เขาก็คือไต่คุน เป็นผู้ว่าการมณฑหนานเจียง..”

“เมื่อวันก่อน ฉันกับไต่คุนไปทานอาหารด้วยกันมา ตาเฒ่านั่นได้เล่าให้ฉันฟังว่า ภรรยาของเขาเพิ่งจะเข้าโรงพยาบาล ดูเหมือนว่าจะป่วยหนักมากทีเดียว ขนาดหมอเก่งๆหลายคนยังช่วยอะไรไม่ได้ ฉันก็เลยเล่าเรื่องของเธอให้ไต่คุนฟัง..”

ภรรยาของผู้ว่าการมณฑหนานเจียง ถือว่าเป็น ‘สุภาพสตรีอันดับหนึ่ง’ ของมณฑลเลยทีเดียว?

ในเมื่อสุภาพสตรีอันดับหนึ่งของมณฑลป่วย แน่นอนว่า ย่อมต้องมีการระดมหมอเก่งๆ ทั่วทั้งมณฑลไปรักษาอย่างแน่นอน อีกทั้งเครื่องมือทางการแพทย์คงไม่ขาดแคลนเป็นแน่..

‘เป็นโรคอะไรกัน ถึงไม่มีหมอคนไหนรักษาได้?’

ถึงแม้ว่าฉีเล่ยจะมีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศ แต่เขาก็ไม่เคยคิดดูแคลนเพื่อนร่วมอาชีพคนอื่นๆ หากเขาอวดอ้างตนเองเป็นหมอที่เก่งที่สุดเพียงคนเดียว แล้วคนไข้คนอื่นๆ ต่างก็รอคอยที่จะรักษากับเขาเพียงคนเดียว จะไม่เกิดหายนะขึ้นอย่างนั้นหรือ?

ฉีเล่ยใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดก็ถามขึ้นว่า “ตอนนี้คนป่วยอยู่ที่โรงพยาบาลอะไรเหรอครับ?”

อาวุโสต่งตอบกลับทันที “โรงพยาบาลทหารประจำมณฑล..”

ฉีเล่ยพยักหน้าเล็กน้อยพร้อมตอบกลับไปว่า “ได้ครับ! เดี๋ยวพรุ่งนี้ผมจะไปดูอาการให้”

อาวุโสต่งรีบล้วงเอาจดหมายแนะนำตัวออกมามอบให้ฉีเล่ย และบอกกับชายหนุ่มว่า เมื่อเขาไปถึงโรงพยาบาล ให้นำจดหมายฉบับนี้มอบให้กับผู้อำนวยการโรงพยาบาล และบอกว่า เป็นหมอที่เพื่อนของผู้ว่าการแนะนำมา เพราะหากฉีเล่ยต้องลงมือรักษา ผู้อำนวยการของทางโรงพยาบาลจะได้อนุญาต

หลังจากรับประทานอาหารกันเสร็จเรียบร้อยแล้ว อาวุโสต่งต้องการที่จะมอบเงินจำนวนหนึ่งให้กับฉีเล่ย เพื่อเป็นค่ารักษาที่ชายหนุ่มได้ทำการรักษาอาการป่วยให้กับเขาเมื่อคราวก่อน แต่ฉีเล่ยก็ปฏิเสธไม่ยอมรับ

“อาวุโสต่งครับ! ไม่จำเป็นต้องจ่ายค่ารักษาให้กับผม อาการของอาวุโสไม่ได้หนักหนาอะไรนัก! อีกอย่าง ผมเองก็ไม่ได้ใช้ทักษะทางการแพทย์อะไรในการรักษา ใบสั่งยาก็ไม่ได้เขียนให้ด้วยซ้ำไป ผมแค่นั่งทานอาหาร แล้วก็นั่งดื่มเป็นเพื่อนเท่านั้นเอง แบบนี้ยังนับว่าเป็นการรักษาไม่ได้ครับ..”

อาวุโสต่งไม่ยินยอม และตอบฉีเล่ยกลับไปว่า “รับไปๆ จะรักษาด้วยวิธีไหน ก็ถือเป็นการรักษาอยู่ดี!”

“ฉันจ่ายเงินจ้างหมอส่วนตัวเป็นจำนวนเงินไม่น้อย แต่กลับไม่มีใครสามารถทำให้ฉันหายป่วยได้ แต่กับเธอที่รักษาฉันจนหาย จะไม่ให้ฉันจ่ายเงินให้ มันไม่สมเหตุสมผลเลยแม้แต่น้อย..”

ครั้งนี้ฉีเล่ยไม่อาจโต้แย้งได้จริงๆ จึงได้แต่เอ่ยถามออกไปว่า “ในบัตรนี่มีเงินอยู่เท่าไหร่เหรอครับ?”

อาวุโสต่งตอบยิ้มๆ “สองล้าน.. หรือว่าน้อยเกินไป?”

ฉีเล่ยรีบยกมือขึ้นผลักบัตรธนาคารกลับไปทันที “น้อยอะไรกันล่ะครับ มันมากเกินไปต่างหาก! ค่ารักษาโรคของอาวุโสไม่ถึงสองล้านหรอกครับ เงินมากมายขนาดนี้ สามารถเปลี่ยนถ่ายไขกระดูกให้กับผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้เลยนะครับ..”

แต่ต่งซีหยุนก็ผลักกลับคืนให้ฉีเล่ยเช่นกัน และยืนกรานด้วยสีหน้าเคร่งเครียด “เธอรับไปเถอะ! ผู้ป่วยมะเร็งเม็ดเลือดขาวคงต้องเสียชีวิต หากไม่ได้รับการเปลี่ยนถ่ายไขกระดูก ฉันเองก็เหมือนกัน ถ้าไม่ได้เธอ ฉันก็คงไม่หายป่วย..”

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

โดย นำเรื่อง ยอดคุณหมอสกุลเฉิน มาเป็นบางส่วน บทนำ จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง ‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’ ‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’ ‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’ เรื่องย่อ “แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า “เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?” ……….. เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา.. การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่ และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก.. “ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!” สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่.. หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป “พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ! “พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?” แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด! ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน “แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!” ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า “นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า …… จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้? แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี! ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง “ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!” ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset