ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 23 เหนื่อยก่อนที่จะได้รักษา

ตอนที่ 23 เหนื่อยก่อนที่จะได้รักษา

 

เมืองหนานหยางนั้นเป็นเมืองหลวงของมณฑลหนานเจียง และโรงพยาบาลทหารประจํามณฑลก็อยู่ในตัวเมือง และอยู่ในเขตของกองทัพ

 

ทหารเปรียบเสมือนกระดูกสันหลังของชาติ และเป็นเสมือนเสาหลักของประเทศ หากผู้ที่รับราชการทหารเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมา จะถูกส่งไปรักษาตัวกับแพทย์ทหารในโรงพยาบาลทหารมากกว่าโรงพยาบาลพลเรือนทั่วไป..

 

แต่ใช่ว่าประชาชนทั่วไปจะไม่สามารถเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทหารได้ แต่อย่างน้อยก็ต้องเป็นเครือญาติ หรือมีสายสัมพันธ์กับทหาร คนป่วยซึ่งเป็นประชาชนทั่วไป จึงไม่สามารถเดินลุ่มๆเข้าไปรักษาในโรงพยาบาลทหารได้ เพราะในแต่ละวันมีทหารที่ได้รับบาดเจ็บจากการฝึกซ้อม ฝึกรบ และจากปฏิบัติภารกิจมากมาย เพราะฉะนั้นในโรงพยาบาลทหารแพทย์จึงต้องให้การดูแลทหารเหล่านี้ก่อน!

 

แต่แน่นอนว่า ด้วยฐานะของภรรยาผู้ว่าการไต่คุน ย่อมต้องพิเศษ และแตกต่างจากประชาชนธรรมดาทั่วไป!

 

ภายในอาคารของโรงพยาบาลทหาร ตั้งแต่ชั้นเก้าลงไปจะเป็นคลินิกผู้ป่วยนอก ไปจนถึงหน่วยงานแผนกต่างๆของทางโรงพยาบาล ไม่ว่าจะเป็นห้องแล็บ แผนกเอ็กซ์เรย์ แผนกเจาะเลือด และอื่นๆ

 

ส่วนชั้นเก้านั้นเป็นแผนกธุรการ ในขณะที่ชั้นสิบนั้นเป็นห้องทํางานของผู้อํานวยการโรงพยาบาล

 

ก่อนที่ฉีเล่ยจะมาที่นี่ ต่งซีหยุนและไต่คุนได้มาพบนายทหารระดับสูงของที่นี่ก่อนแล้ว และได้บอกกล่าวเรื่องที่นี่เลยจะมาให้รู้คร่าวๆ ไม่เช่นนั้น ชายหนุ่มก็คงจะไม่สามารถผ่านประตูค่ายทหารข้ามาได้ง่ายๆแน่ เพราะถ้าเป็นเรื่องง่ายอย่างนั้น ต่อไปคงจะมีผู้คนเดินเข้าเดินออกค่ายทหารกันได้อย่างง่ายดายเป็นแน่

 

อีกทั้ง โรงพยาบาลทหารประจํามณฑลหนานเจียงนั้น ยังไม่มีธรรมเนียมให้แพทย์แผนโบราณจากภายนอก ซึ่งไม่มีแม้แต่ใบรับรองเข้ามายุ่มย่ามภายในด้วย

 

ฉะนั้นแล้ว เพื่อให้เกิดความสะดวกกับฉีเล่ย อาวุโสต่งจึงได้เขียนจดหมายฉบับนี้ขึ้น เพื่อให้ฉีเล่ยเข้ามาในโรงพยาบาลแห่งนี้ในฐานะแพทย์ฝึกหัด

 

แต่ดูเหมือนจดหมายฉบับนั้นก็ไม่ได้ช่วยอะไรได้มาก เพราะภายในค่ายทหารย่อมมีกฎระเบียบภายใน แม้แต่ตัวผู้ว่าการไต่คุนเองยังต้องถือปฏิบัติอย่างเคร่งครัดเช่นกัน

 

ยิ่งไปกว่านั้น หากไม่ได้มีฐานะเป็นแพทย์ฝึกหัดจริง การที่ฉีเล่ยซึ่งเป็นคนนอก จะเข้าไปยุ่มย่ามกับผู้ป่วยคนสําคัญของโรงพยาบาล ก็ยิ่งไม่มีทางเป็นไปได้ ไม่อย่างนั้นจะสามารถอธิบายเรื่องนี้ให้กับแพทย์ผู้เชียวชาญท่านอื่นๆฟังได้อย่างไรกัน..

 

แต่ถึงอย่างนั้น ก็มีแพทย์ทหารในวัยกลางคนผู้หนึ่งเป็นคนนําฉีเล่ยเข้าไป และทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่นดี จนกระทั่งเมื่อไปถึงจุดตรวจสอบประวัติ

 

ฉีเล่ยเป็นแพทย์แผนจีนโบราณ แต่ในโรงพยาบาลทหารแห่งนี้ แผนกแพทย์แผนจีนเป็นเพียงแผนกเล็กๆเท่านั้น และในแผนกนี้ก็มีแพทย์แผนจีนอยู่เพียงแค่ห้าท่าน ตามกฎระเบียบของโรงพยาบาล แพทย์แต่ละคนจะสามารถรับแพทย์ฝึกหัดเข้ามาได้เพียงท่านละสองคนเท่านั้น

 

“ทําไมคุณหมอไม่นำจดหมายฉบับนี้ ขึ้นไปให้ท่านผู้อํานวยการอนุมัติเองล่ะครับ?”

 

เจ้าหน้าฝ่ายบุคคลท่านนั้นเอ่ยแนะนําด้วยสีหน้ากังวลใจ เขาเองก็ไม่กล้าที่จะอนุญาตสุ่มสี่สุ่มห้า เพราะอาการป่วยของภรรยาผู้ว่าการไต่คุนนั้นไม่ใช่เล็กๆ และจนปานนี้ก็ยังดูเหมือนจะไม่ดีขึ้นเลยแม้แต่น้อย

 

ผู้อํานวยการเองก็ดูเหมือนจะไม่พอใจกับเรื่องนี้มาก ที่ไม่ว่าจะรักษาด้วยวิธีไหน คนไข้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะอาการดีขึ้นได้เลย จึงทําให้หมอวัยกลางคนท่านนี้ไม่กล้าขึ้นไปรบกวนท่านผู้อํานวยการ ด้วยเรื่องเล็กๆน้อยๆเพียงแค่นี้นี้ เพราะเกรงว่า หากผู้อํานวยการไม่พอใจขึ้นมา เขาเองก็อาจจะมีปัญหาได้ง่ายๆเช่นกัน

 

เมื่อได้เห็นสีหน้ากังวลใจของเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล และแพทย์ทหารวัยกลางคนผู้นั้น ฉีเล่ยจึงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมาทันที 

 

เขาไม่ได้ต้องการมาทํางานที่นี่ หรือไม่แม้แต่จะต้องการมาเป็นแพทย์ฝึกหัดที่โรงพยาบาลแห่งนี้ด้วย เขาเพียงแค่ต้องการมารักษาภรรยาของท่านผู้ว่าไต่คุน ตามคําร้องขอของต่งซีหยุนเท่านั้น

 

แต่กลับกลายเป็นว่า เขาต้องถูกตรวจสอบประวัติมากมาย และในที่สุดก็ไม่สามารถผ่านขั้นตอนที่วุ่นวายซับซ้อนของทางโรงพยาบาลไปได้

 

บางครั้งบางครา ทุกคนต่างก็ติดอยู่กับกฎระเบียบมากเกินไป จนกระทั่งลืมความเจ็บป่วยของคนไข้ไปเสียสนิท.. 

 

หลังจากลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ในที่สุดแพทย์ทหารวัยกลางคนผู้นั้นก็พูดขึ้นว่า “เอาอย่างนี้ก็แล้วกัน คุณทําเหมืนที่เคยทํา ผมจะรับผิดชอบเรื่องนี้เอง!”

 

เจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคลพยักหน้าอย่างเข้าใจ และหันไปบอกชายวัยกลางคนว่า “ได้ครับท่านหัวหน้าจาง!”

 

นายแพทย์วัยกลางคนผู้นี้ชื่อว่าจาง เป็นแพทย์หัวหน้าแผนกโรคทางเดินอาหาร เขาได้เห็นจดหมายที่ฉีเล่ยนำมาให้ดู แล้ว และรู้ว่า ผู้ที่เขียนจดหมายฉบับนี้มีความสนิทสนมกับผู้ว่าการไต่คุนมานานหลายปี

 

แม้ว่ากฎระเบียบจะมีอยู่ แต่ชีวิตคนก็สําคัญ..

 

จํานวนแพทย์ฝึกหัดในโรงพยาบาลมีอยู่มากมาย แล้วก็ลดๆเพิ่มๆอยู่ตลอดเวลา หมอภายในโรงพยาบาลส่วนใหญ่ ก็แอบรับแพทย์ฝึกหัดเกินโควต้าอย่างเงียบๆก็มี ทุกคนต่างก็รู้กัน แต่ไม่มีใครพูดออกมา

 

หลังจากดําเนินการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อยแล้ว ในที่สุด ฉีเล่ยก็ได้รับบัตรประจําตัวเป็นแพทย์ฝึกหัด และเสื้อกราวน์หมอสีขาวมาจากเจ้าหน้าที่ฝ่ายบุคคล

 

ฉีเล่ยรู้สึกเหนื่อยล้า และหมดแรงไปกับขั้นตอนที่ยุ่งยากตั้งแต่ยังไม่ได้พบคนไข้ด้วยซ้ำไป เดี๋ยวก็ไปแผนกโน้น เดี๋ยวก็ไปแผนกนี้ ชายหนุ่มต้องเดินพิธีการตามขั้นตอนต่างๆ และรู้สึกเหน็ดเหนื่อยมากกว่าลงมือรักษาคนไข้เสียอีก

 

และเวลานี้ เขาก็อยากจะรีบๆ เข้าไปรักษาสุภาพสตรีอันดับหนึ่งให้เสร็จเร็วๆ จะได้รีบๆไปจากสถานที่บ้าๆนี่เสียที!

 

หลังจากที่เห็นฉีเล่ยสวมเสื้อกราวน์สีขาว จางฝูก็ถึงกับแอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก พร้อมกับกระเช้าชายหนุ่มว่า

 

“นี่เธอเป็นคนแรกเลยนะ ที่เข้ามาเป็นแพทย์ฝึกหัดด้วยเส้นสายของท่านผู้ว่า วันข้างหน้าได้ดิบได้ดีก็อย่าลืมฉันด้วยล่ะ! ฮ่าๆๆๆ”

 

แต่ในระหว่างที่ฉีเล่ยกําลังจะอธิบายให้คุณหมอจางฟังว่า เขาไม่ได้ต้องการที่จะเข้ามาทํางานในโรงพยาบาลแห่งนี้ เขาเพียงแค่จะมารักษาคนไข้ ตามที่มีคนร้องขอเท่านั้น แต่ยังไม่ทันที่ชายหนุ่มจะได้ทันอ้าปากพูดอะไร เสียงของใครบางคนก็ดังแทรกขึ้นมาเสียก่อน

 

“หัวหน้าจาง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งใกล้จะมาถึงแล้วครับ!”

 

หลังจากที่ได้ยินเช่นนั้น จางฝูจึงรีบเดินตรงไปที่ลิฟท์ทันที พร้อมกับร้องตะโกนบอกเลยว่า

 

“ฉีเล่ยตามฉันไปรับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่กําลังจะมาถึงเร็วเข้า เขาก็มาดูอาการของภรรยาผู้ว่าการไต่คุนเหมือนกัน!”

 

ฉีเล่ยได้ยินก็ถึงกับหงุดหงิดขึ้นมาทันที และถึงกับบ่มพิมพ์อยู่ในใจอย่างหัวเสีย…

 

“นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน? ฉันมาที่นี่เพื่อรักษาคนไข้ รีบๆพาฉันไปพบคนไข้จะได้มั้ย?”

 

“แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งมาที่นี่ แล้วมันเกี่ยวอะไรกับฉัน? ทําไมฉันจะต้องตามไปรับด้วย? หรือเขาคิดว่าฉันเป็นหมอฝึกงานที่นี่จริงๆ?”

 

แต่ถึงอย่างนั้น ฉีเล่ยก็ได้แต่เดินตามจางฝูเข้าไปในลิฟท์..

 

แต่ถึงแม้ว่าชายหนุ่มจะรู้สึกหงุดหงิดรําคาญใจกับระบบของทางโรงพยาบาล แต่อีกใจหนึ่งก็ต้องการรู้ว่า ที่นี่จะซับซ้อนวุ่นวายสักเพียงไหนเชียว?

 

แต่ฉีเล่ยกลับไม่รู้ตัวว่า การตัดสินใจของเขาในครั้งนี้ กําลังจะนําเขาเดินไปสู่เส้นทางที่แม้แต่เขาเองก็ไม่คาดคิดมาก่อน!

 

เวลานี้ สนามสี่เหลี่ยมหน้าอาคารของโรงพยาบาล มีผู้คนรวมตัวกันอยู่อย่างมากมาย นอกจากหัวหน้าแผนกต่างๆแล้ว แม้แต่ผู้บริหารระดับสูงของทางโรงพยาบาลก็ยังมารวมตัวกันอยู่ที่นี่ด้วยเช่นกัน

 

ผู้อํานวยการจ้าวโจวเฉินยืนอยู่หน้ากลุ่มคน พร้อมกับเดินไปเดินมาด้วยสีหน้าท่าทางกระวนกระวายใจ ในระหว่างที่รอการมาถึงของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญท่านี้

 

จางฝูเข้าไปยืนอยู่แถวหลังสุด เขาหันไปพูดกับหมอคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆ “คราวนี้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญจากปักกิ่งมาถึงเร็วจริงๆ”

 

“คุณก็รู้ไม่ใช่เหรอว่าเขามารักษาใคร?”

 

หมอท่านนั้นหันไปตอบพร้อมกับทําหน้าพยักเพยิด ก่อนจะพูดต่อในทันที “ผมได้ยินมาว่า เขาเดินทางมาด้วยเฮลิคอปเตอร์ของทหาร..”

 

จางฝูไม่พูดไม่จาอีก และได้แต่แอบภาวนาอยู่ในใจว่า ครั้งนี้ขอให้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญสามารถหาแผนการรักษาที่ได้ผลที่เถิด..

 

และหากเปรียบเทียบกับฉีเล่ย ซึ่งเพื่อนสนิทของผู้ว่าการไต่คุนแนะนํามาแล้ว แพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มาจากปักกิ่งนั้นดูน่าเชื่อถือกว่ามากเลยทีเดียว!

 

ที่ผ่านมา ภรรยาของผู้ว่าการไต่คุนก็ได้รับการผ่าตัดมาแล้ว แต่ก็ไม่ได้ผล!

 

การรักษาที่ผิดพลาดสามารถเกิดขึ้นได้ตลอดเวลาในระหว่างการรักษา แต่ก็ต้องดูว่าคนไข้เป็นใคร เวลานี้คนไข้เป็นถึงสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของมณฑล มีหรือที่จ้าวโจวเฉินจะแบกรับความผิดชอบได้ไหว หากเกิดความผิดพลาดขึ้นจริงๆ

 

ผู้อํานวยการโจวซึ่งเป็นหนึ่งในคณะทีมแพทย์ที่รักษาภรรยาของผู้ว่าไต่คุน ก็เป็นคนหนึ่งที่สนับสนุนให้มีการผ่าตัด และหากเกิดข้อผิดพลาดขึ้น เขาจะรับผิดชอบไหวได้อย่างไรกัน?

 

แต่ฉีเล่ยนั้นไม่รู้เรื่องราวเหล่นี้มาก่อน เขาจึงได้แต่ยืนอยู่ด้านหลังเงียบๆ และได้แต่นึกขบขันกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า

 

และหลังจากที่ได้ยินได้ฟังบทสนทนาของหมอคนอื่นๆ ฉีเล่ยก็เริ่มอยารู้อยากเห็นขึ้นมาบ้างเล็กน้อย

 

“ถึงกับต้องนั่งเครื่องบินส่วนตัวมาอย่างรีบเร่งขนาดนี้ อยากรู้จังว่า คนไข้มีอาการอย่างไรบ้าง? หนักหนาขนาดนั้นเชียวเหรอ?”

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

โดย นำเรื่อง ยอดคุณหมอสกุลเฉิน มาเป็นบางส่วน บทนำ จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง ‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’ ‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’ ‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’ เรื่องย่อ “แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า “เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?” ……….. เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา.. การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่ และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก.. “ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!” สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่.. หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป “พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ! “พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?” แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด! ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน “แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!” ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า “นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า …… จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้? แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี! ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง “ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!” ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset