ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 32 ข้อเสนอ

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน ยอดคุณหมอสกุลเฉิน – ตอนที่ 32 ข้อเสนอ

 

ตอนที่ 32 ข้อเสนอ

 

ระหว่างที่พูดคุยสนทนากันอยู่นั้น หลี่ฮั่วเฉินได้แสดงสีหน้า ท่าทางที่ผ่อนคลาย และเป็นกันเอง แต่นี่เลยรู้ดีว่าหลี่ฮั่วเฉินมี บางอย่างที่ต้องการคุยกับเขา เพราะคนอย่างหลี่ฮั่วเฉินนั้น เวลาทุกวินาทีล้วนมีค่า มีหรือที่เขาจะยอมสละเวลาอันมีค่าแบบนั้นมานั่งคุยเรื่องทั่วไปกับฉีเลย

 

และหลี่ฮั่วเฉินก็มีเรื่องที่ต้องการปรึกษาฉีเลยจริงๆ เขาจึงได้พาชายหนุ่มไปนั่งคุยในร้านกาแฟแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก

 

ชายหนุ่มและชายชราต่างก็เดินไปหามุมเงียบๆภายในร้านนั่ง เนื่องจากหลี่ฮั่วเฉินนั้นไม่ดื่มกาแฟ จะดื่มเพียงแค่ชาเท่านั้นฉีเล่ยจึงได้สั่งลาเต้ร้อนให้ตนเองหนึ่งแก้ว พร้อมกันนั้นก็ได้สั่งนมร้อนให้ท่านหมอหลี

 

หลี่ฮั่วเฉินไม่ได้ถามถึงหน้าที่การงานของฉีเลย เขาทําตัวเหมือนกับผู้ใหญ่คนหนึ่งที่กําลังคุยกับเด็ก นอกจากจะถามไถ่ในเรื่องทั่วไปด้วยใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใสแล้ว ก็ถามถึงเรื่องครอบครัวบ้าง

“หมอฉี ตอนนี้เธออายุเท่าไหร่แล้ว?”

 

“ยี่สิบหกครับ”

 

“แต่งงานมีครอบครัวหรือยัง?”

 

“แต่งแล้วครับ!”

 

“แล้วมีลูกหรือยังล่ะ?”

 

“ยังเลยครับ..”

 

หลี่ฮั่วเฉินถามอะไร ฉีเล่ยก็ตอบกลับไปตามความจริงแต่ถ้าชายชราไม่ถาม เขาก็นั่งนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ในเมื่อท่านหมอหลีเป็นคนมาพบเขาเอง หากท่านหมอหลีไม่เป็นฝ่ายพูดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริง ก็ไม่จําเป็นที่เขาจะต้องแสดงความอยากรู้อยากเห็นออกมาก่อน

 

ฉีเล่ยเองก็อยากจะรู้ว่า หลี่ฮั่วเฉินจะมาไม้ไหนกันแน่? หากชายชรายังคงนิ่งเงียบ ไม่เอ่ยปากพูดถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงของตนเอง ฉีเล่ยก็สามารถเก็บงําความอยากรู้ และรักษาท่าทีที่สงบนิ่งไว้ได้ดีไม่แพ้หลี่ฮั่วเฉินเลย แม้ว่าจะอายุน้อยกว่าก็ตาม..

 

ในเรื่องของความสงบเยือกเย็นนั้น เขาเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าหลี่ฮั่วเฉินเลย ไม่อย่างนั้น ที่ผ่านมาเขาคงจะไม่หลอกล่ออาชญากรทั้งหกคน ให้พาเขาไปจนถึงที่รังของพวกมันได้แน่และยอมเปิดเผยเขี้ยวเล็บของตนเองในเสี้ยววินาทีสุดท้ายจริงๆ!

 

แล้วก็เป็นอย่างที่ฉีเล่ยคาดคิด หลังจากสนทนาเรื่องต่างๆทั่วไปอยู่ครู่หนึ่ง หลี่ฮั่วเฉินก็ไม่สามารถทนนิ่งเฉยต่อไปได้และได้ถามฉีเลยไปว่า

 

“หมอฉี เธอวางแผนอนาคตไว้ยังไงบ้างรึ? เธอคิดที่จะทํางานที่โรงพยาบาลทหารนี้ต่อไปมั้ย?”

 

“ไม่ครับ!” ฉีเล่ยส่ายหน้าไปมา และตอบกลับโดยแทบไม่ต้องคิด

 

หลังจากที่ได้ยินคําตอบของฉีเล่ย หลี่ฮั่วเฉินก็ถึงกับถอน หายใจออกมาด้วยความโล่งอก แล้วจึงถามต่อว่า

 

“แล้วเธอมีแผนที่จะไปทํางานในปักกิ่ง เพื่อพัฒนาทักษะบ้างมั้ย?”

“ไปปักกิ่งเพื่อพัฒนาทักษะงั้นเหรอครับ?”

 

ฉีเล่ยถึงกับชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า “ท่านหมอหลี่ ผมไม่เคยคิดถึงเรื่องนี้มาก่อนเลยจริงๆ! ภรรยาของผมทํางานที่โรงพยาบาลประจําเมือง ผมเกรงว่าจะไม่ สะดวกหากตัวผมต้องไปทํางานต่างเมือง”

 

“อีกอย่าง คุณนายหลิวเพิ่งจะแจ้งกับผมวันนี้เองว่าเธอได้ ส่งชื่อผมให้เข้าไปเป็นทีมแพทย์พิเศษของเจียงหนานแล้ว”

 

หลี่ฮั่วเฉินได้แต่คิดในใจว่า หลิวเฟิงเฉินทํางานได้รวดเร็วมากจริงๆ และเขาก็ช้ากว่าเธอไปหนึ่งก้าว!

 

เมื่อคืนนี้ หลี่ฮั่วเฉินเองก็ไม่สามารถข่มตานอนได้หลับเช่นกันเขานอนครุ่นคิดเรื่องของฉีเล่ยอยู่บนเตียงตลอดทั้งคืนเขายอมรับว่าตนเองนั้นทิ้งในตัวชายหนุ่มมาก และอยากจะได้ฉีเล่ยไปทํางานใกล้ๆตัว เพื่อที่จะดูว่าเขายังมีความน่าอัศจรรย์ในตัวอะไรอยู่อีกบ้าง?

 

หลี่ฮั่วเฉินเชื่อว่า ทักษะทางการแพทย์ของฉีเลยไม่ได้มีเพียงแค่นี้แน่ การรักษาอาการปวยให้กับหลิวเฟิงเจิ้นเป็นเพียงแค่ทักษะส่วนหนึ่งของเขาเท่านั้น และหลี่ฮั่วเฉินก็ต้องการที่จะเห็นทักษะที่ล้ําลึกมากกว่านี้ในตัวของชายหนุ่ม

 

อาชีพแพทย์นั้น เป็นวิชาชีพที่อิงกับเรื่องของประสบการณ์และอายุเป็นอย่างมาก หากเปรียบเทียบระหว่างแพทย์แผนปัจจุบันกับแพทย์แผนจีนแล้วล่ะก็ ดูเหมือนแพทย์แผนจีนจะอิงกับสองเรื่องนี้มากกว่าเสียด้วยซ้ําการเป็นหมอจีนนั้นยิ่งผมขาวเต็มศรีษะก็จะยิ่งดูน่าเชื่อถือ มากขึ้น และยิ่งมีตําแหน่งเป็นถึงแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางพิเศษก็จะยิ่งน่าเชื่อถือมากขึ้นไปอีก

 

ที่เชื่อกันเช่นนั้นอาจเป็นเพราะว่า ทฤษฎีการแพทย์แผนจีนนั้น ค่อนข้างยุ่งยากและซับซ้อนอีกทั้งยังมีขอบเขตกว้างไกลและล้ําลึกอย่างมากด้วย!

 

ยกตัวอย่างเช่น จากข้อมูลล่าสุดพบว่า สมุนไพรจีนนั้นมีมากกว่า 12,800ชนิด หากคนผู้นั้นเป็นแพทย์แผนจีนที่เชี่ยวชาญจริง อย่างน้อยที่สุด ก็ต้องมีความรู้เรื่องคุณสมบัติของยาสมุนไพรทั้งหมด และเงื่อนไขเฉพาะของการใช้ยาสมุนไพรชนิดนั้นๆรวมทั้งความรู้เรื่องเภสัชวิทยาอีกด้วย

 

หากลองใคร่ครวญดูให้ดีจะพบว่า ภายในใบสั่งยาแผ่นหนึ่งจะมีสมุนไพรจีนอยู่มากมายหลายชนิด หากไม่เชี่ยวชาญจริงจะรู้ได้อย่างไรว่า ต้องใช้สมุนไพรชนิดใดบ้าง? เพราะสมุนไพรแต่ละชนิดล้วนมีข้อจํากัดในตัวเอง

 

ความรู้เหล่านี้นับเป็นเรื่องที่ซับซ้อน และต้องใช้เวลาในการศึกษาหาความรู้ ไม่มีเส้นทางลัดปรากฏ แพทย์ผู้นั้นจําเป็นต้องใช้ทั้งความพยายาม และเวลาสําหรับการเรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้และแพทย์แผนจีนบางคน ถึงกับต้องใช้เวลาทั้งชีวิตของตนหมกมุ่นอยู่กับสิ่งเหล่านี้แต่ก็ยังไม่สามารถเรียนรู้ได้จบสิ้น

 

สิ่งสําคัญยิ่งกว่านั้นก็คือ แพทย์แผนจีนไม่มีแพทย์เฉพาะทางดังเช่นแพทย์แผนปัจจุบัน ซึ่งมีทั้งแพทย์เฉพาะทางด้านทรวงอก ช่องท้อง ศัลยกรรม กระดูก และอื่นๆอีกมากมายแต่มีใครเคยได้ยินบ้างว่า มีแพทย์แผนจีนเฉพาะทางด้านสมองหรือด้านอื่นๆหรือไม่?

 

ด้วยเหตุนี้ การศึกษาเล่าเรียนแพทย์แผนจีน จึงไม่ได้รับความนิยมเท่ากับแพทย์แผนปัจจุบัน เพราะหากเปรียบเทียบการเรียนระหว่างสองศาสตร์ แน่นอนว่าการเรียนในแพทย์แผนจีนย่อมต้องเรียนหนักกว่ามาก

 

และด้วยความยากลําบากในการศึกษาเล่าเรียนในศาสตร์นี้ทําให้มีแพทย์แผนจีนที่เชี่ยวชาญอย่างแท้จริงอยู่เพียงไม่กี่คนเท่านั้น นอกเหนือจากนั้นแล้ว ล้วนเป็นแพทย์แผนจีนที่รู้เพียงทฤษฎีตื้นๆ และได้รับใบรับรองแพทย์ขั้นพื้นฐานที่สุดเท่านั้น

 

ด้วยสาเหตุนี้ ทําให้แพทย์แผนจีนในปัจจุบันส่วนใหญ่ถูกกล่าวหาว่าเป็นพวกโกหกหลอกลวง ซึ่งแน่นอนว่าเป็นเรื่องที่กล่าวหากันเกินไป เพียงแต่ความรู้ความสามารถของพวกเขาไม่ได้สูงส่งลึกซึ้งมาก และสิ่งที่เห็นได้ชัดก็คือแพทย์แผนจีนกลุ่มนี้จะไม่สามารถรักษาโรคร้ายแรงได้

 

ยกตัวอย่างเช่นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งชนิดอื่นๆหรือโรคหัวใจ จะมีคนไข้ที่เป็นโรคเหล่านี้สักกี่คนที่จะเลือกไปหาแพทย์แผนจีน?

 

ต้องบอกว่ามีจํานวนที่น้อยมาก!

 

แต่นั่นก็ยังไม่ใช่ข้อสรุปว่า แพทย์แผนปัจจุบันดีกว่าแพทย์แผนจีน!

 

ยกตัวอย่างกรณีของหลิวเฟิงเจิ้น ทางแพทย์แผนปัจจุบันวินิจฉัยว่าโรคลําไส้แปรปรวน ส่วนทางแพทย์แผนจีนวินิจฉัยว่าเกิดจากหานเสีย ส่วนจะรักษาด้วยแพทย์แผนใดนั้น ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ปวยเอง เพราะไม่ว่า จะเป็นแพทย์แผนจีนก็ดีหรือแพทย์แผนปัจจุบันก็ดี ต่างก็มีจุดประสงค์เดียวกันคือรักษาผู้ป่วยให้หาย เพียงแต่การรักษาด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน มักเห็นผลที่เร็วกว่า

 

แต่ความรู้ความสามารถทางการแพทย์แผนจีนของฉีเล่ยนั้นแตกต่างจากแพทย์แผนจีนคนอื่นๆ ที่หลี่ฮั่วเฉินเคยพบเจอมาอย่างสิ้นเชิง และเรื่องนี้ ก็นับว่าได้ยกระดับความรู้เกี่ยวกับแพทย์แผนจีนของหลี่ฮั่วเฉินขึ้นมาอีกขั้น

 

ความรู้ความสามารทางการแพทย์ของฉีเลย ทําให้หลี่ฮั่วเฉินตระหนักว่า เมื่อมีความรู้ด้านแพทย์แผนจีนสูงขึ้นถึงระดับหนึ่ง การรักษาผู้ป่วยกลับทําได้ง่ายมาก!

 

ตรงกันข้าม หากเขาต้องการที่จะรักษาอาการของหลิวเฟิงเจิ้น ให้ได้ผลดังเช่นการรักษาของฉีเลย จะต้องทําการปลูกถ่ายจุลินทรีย์ และสวนกลับเข้าไปทางทวารหนัก ซึ่งจะสร้างความเจ็บปวดให้กับคนไข้มา และที่สําคัญ ยังไม่แน่ว่าจะได้ผลดีเท่ากับใบสั่งยาของฉีเลยหรือไม่?

 

และด้วยความยากลําบากในการร่ําเรียนด้านแพทย์แผนจีนการจะหาแพทย์แผนจีนที่มีพรสวรรค์อยู่ในระดับกลางก็นับว่าหายากมากแล้ว แต่สําหรับฉีเล่ยนั้น ด้วยอายุที่ยังน้อยเพียงเท่านี้แต่กลับมีความรู้ความสามารถที่สูงส่งล้ําลึก เขาจึงนับว่าเป็นอัจฉริยะของวงการแพทย์แผนจีนเลยทีเดียว!

 

ชายหนุ่มในวัยเพียงแค่นี้ แต่กลับมีความรู้ความสามารถในศาสตร์แพทย์แผนจีนอย่างลึกซึ้งเช่นนี้ หากหลี่ฮั่วเฉินไม่ได้เขามาทํางานข้างกาย คงจะต้องเสียใจมากอย่างแน่นอน!

 

หลังจากครุ่นคิดอยู่นาน ในที่สุด หลี่ฮั่วเฉินก็ตัดสินใจที่จะไม่ยอมล้มเลิกความตั้งใจ และทิ้งโอกาสดีนี้ไปง่ายๆ แม้หลิวเฟิงเจิ้นจะเป็นฝ่ายชิงลงมือก่อน แต่ฉีเล่ยก็อาจจะยังไม่ตอบตกลงก็เป็นได้

 

อย่างไรเสีย เขาก็จะต้องพยายามสู้อย่างสุดความสามารถ

 

“หมอฉี หากเธอต้องการไปปักกิ่งเพื่อพัฒนาต่อยอดความรู้ความสามารถ ฉันมีทางเลือกเสนอให้เธอสองทาง…”

 

“ทางแรกคือเข้าไปเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทีมแพทย์หลวงอย่างฉัน ซึ่งมีหน้าที่คอยรับผิดชอบดูแลการรักษาให้กับข้าราชากร และผู้นําระดับสูงของประเทศ ตัวฉันเองมีตําแหน่งเป็นหัวหน้าทีมมีสิทธิ์ที่จะพาคนเข้าไปทํางานได้”

 

“ส่วนหนทางที่สอง เธอสนใจอยากจะเป็นอาจารย์บ้างมั้ย? ฉันตระหนักได้ว่า เธอมีความรู้ด้านแพทย์แผนจีนที่ลึกซึ้งมาก ความรู้ที่มีค่าเหล่านี้ไม่ควรถูกฝังให้ตายไปกับตัวเธอมันควรจะต้องถูกนํามาเผยแพร่ให้มีผู้สืบทอด ถ้าเธอสนใจที่จะเป็นอาจารย์ถ่ายทอดความรู้ ฉันจะให้เธอได้เป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยการแพทย์ ซึ่งตัวฉันเองมีตําแหน่งเป็นรองอธิบดีของที่นั่นด้วย”

 

หลี่ฮั่วเฉินจ้องมองฉีเล่ยด้วยแววตาที่เปี่ยมไปด้วยความจริงใจ สีหน้าท่าทางของเขานั้น ดูไม่เหมือนกับคนที่มาเสนองานให้ฉีเล่ยเลยแม้แต่น้อย เขาดูเหมือนกับคนที่กําลังมาของานทําเสียมากกว่า

 

ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ผู้เชี่ยวชาญในทีมแพทย์หลวงหรือเป็น อาจารย์ในมหาวิทยาลัยแทพย์ปักกิ่ง ทั้งสองหน้าที่นี้ล้วนแล้วแต่น่าสนใจเป็นอย่างมาก และดูเหมือนจะเหนือกว่าแพทย์พิเศษของกรมอนามัยหนานเจียงเสียอีก

 

ด้วยเหตุนี้ หลี่ฮั่วเฉินจึงมั่นใจเป็นอย่างมากกว่า ฉีเล่ยจะต้องเลือกมาทํางานกับตน ขึ้นอยู่กับว่าจะเลือกทําอะไรเท่านั้นเอง!

 

หลี่ฮั่วเฉินนับว่าเฉลียวฉลาดมากทีเดียว นั่นเพราะหนทางทั้งสองที่เขาเสนอให้กับฉีเลยเลือกนั้น เรียกได้ว่าตรงกับบุคลิกนิสัยของชายหนุ่มอย่างมาก เพราะหลังจากที่ได้พูดคุยกับฉีเลยเมื่อวานนี้ เขาก็พอที่จะเข้าใจบุคลิก และอุปนิสัยของชายหนุ่มได้ดีจึงตัดสินใจเสนอทางเลือกเช่นนี้

 

หลี่ฮั่วเฉินไม่คิดมาก่อนเลยว่า ความพยายามครั้งนี้ของเขาจะสูญเปล่า

 

ฉีเลยมีสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย ก่อนจะตอบกลับไปว่า “อาวุโสหลี่ ผมต้องขออภัยจริงๆ ที่ไม่สามารถรับความหวังดีของอาวุโสครั้งนี้ได้ เพราะผมรับปากคุณนายหลิวไปแล้ว!”

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

ยอดคุณหมอสกุลเฉิน

โดย นำเรื่อง ยอดคุณหมอสกุลเฉิน มาเป็นบางส่วน บทนำ จากชายหนุ่มที่บังเอิญได้รับมรดกตกทอดของบรรพชนสกุลเฉินเพราะอุบัติเหตุ และในที่สุด จากลูกเขยที่ไร้ค่าไม่ต่างจากขยะชิ้นหนึ่ง กลับกลายมาเป็นหมอเทวดาที่มีทักษะทางการแพทย์ที่ล้ำเลิศยิ่ง ‘เถ้าแก่เฉิน! ครั้งก่อนคุณสละชีวิตเพื่อช่วยผม แต่ครั้งนี้ ผมได้สละชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยชีวิตของลูกสาวคุณแล้ว..’ ‘หนี้ชีวิตที่ผมติดค้างคุณ ผมได้ชดใช้คืนให้จนหมดแล้ว..’ ‘เวลานี้.. ผมเป็นอิสระแล้ว!’ เรื่องย่อ “แกมันคนไม่เอาไหน! ไอ้สวะกระจอก! ไปคุกเข่าหน้าบ้านเดี๋ยวนี้!” ท่ามกลางเสียงร้องตะโกนด่าอย่างดูถูกเหยียดหยาม ฉีเล่ยที่อยู่ในชุดเสื้อผ้าเก่าๆ ไม่สวมแม้กระทั่งรองเท้า แก้มข้างหนึ่งของเขามีรอยฝ่ามือแดงเถือกประทับอยู่ ถูกผลักกระเด็นออกจากประตูบ้านอย่างไม่ปราณี ฉีเล่ยถึงกับล้มลงอยู่หน้าประตู เขาได้แต่พยุงตัวลุกขึ้นคุกเข่ากับพื้น พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขมขื่นใจ เขาคุกเข่าอยู่เงียบๆเช่นนั้นเป็นเวลานาน และได้แต่แอบถอนหายใจ และคิดอยู่ภายในใจเงียบๆว่า “เถ้าแก่เฉินครับ! เมื่อไหร่ผมถึงจะชดใช้หนี้ชีวิตให้คุณหมดเสียที?” ……….. เมื่อแปดปีก่อน เพื่อต้องการช่วยชีวิตฉีเล่ย เถ้าแก่เฉินถึงกับต้องยอมเสียสละชีวิตของตนเอง แต่ก่อนตายนั้น เขาได้แต่หวังว่า ให้ฉีเล่ยแต่งงานกับลูกสาวของเขา.. การตัดสินใจของเฉินฉางเชิงในครั้งนั้น ได้สร้างความตระหนกตกใจให้กับภรรยา และบุตรสาวของเขาเป็นอย่างมาก และสองแม่ลูกก็คัดค้านหัวชนฝา ทั้งคู่ไม่เห็นด้วยกับความต้องการของเฉินฉางเชิงเป็นอย่างมาก ที่จะให้ชายหนุ่มซึ่งเป็นต้นเหตุให้หัวหน้าครอบครัวของพวกเธอสองแม่ลูกต้องเสียชีวิต กลายมาเป็นลูกเขยสกุลเฉินเช่นนี้ แต่ถึงอย่างนั้น เถ้าแก่เฉินก็ยังยืนกรานหนักแน่น และประกาศต่อหน้าภรรยากับลูกสาวว่า หากทั้งคู่ไม่ยอมให้ฉีเล่ยแต่งเข้าสกุลเฉิน เขาคงจะต้องตายตาไม่หลับแน่ และด้วยสาเหตุนี้ หลังจากเฉินฉางเชิงเสียชีวิตลง ฉีเล่ยจึงได้แต่งเข้าเป็นลูกเขยสกุลเฉิน และใช้ชีวิตอยู่ในครอบครัวนี้มานานถึงแปดปีแล้ว แต่ทุกครั้งที่สองแม่ลูกนึกถึงการตายของเฉินฉางเชิง ทั้งคู่ก็มักจะมาระบายอารมณ์ความโกรธแค้นภายในใจกับฉีเล่ยอยู่เสมอ และในคืนนี้ก็เช่นกัน ฉีเล่ยที่นั่งคุกเข่าอยู่หน้าบ้านตลอดทั้งคืน ไม่อาจทนต่อความเหนื่อยล้าของร่างกายได้อีก ร่างของเขาค่อยๆเอนลงเรื่อยๆ ก่อนจะล้มฟุบลงไปกองกับพื้น และหลับไปในสภาพเช่นนั้น จนกระทั่งเวลาล่วงเลยไปนานเท่าไหร่ไม่อาจรู้ได้ เสียงฝีเท้าก็ดังออกมาจากด้านในบ้าน ฉีเล่ยถึงกับสะดุ้งตื่นด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบลุกขึ้นมานั่งคุกเข่าตามเดิมอย่างรวดเร็ว และเมื่อประตูบ้านเปิดผางออก แม่ยายของฉีเล่ยก็ยืนจ้องมองเขาด้วยสีหน้า และแววตาเคียดแค้น ฉีเล่ยเห็นเช่นนั้น จึงได้แต่เตรียมใจที่จะรับพายุอารมณ์ของหญิงในวัยกลางคนอีกระลอก.. “ไอ้คนสารเลว นี่แกกล้าเผลอหลับงั้นเหรอ? ไอ้คนขี้ขลาด! ไอ้ฆาตกร! ฉันจะฆ่าแก!” สีหน้าของแม่ยายฉีเล่ยดูเหมือนจะแสดงความสงสารออกมาวูบหนึ่ง แต่เพียงแค่ประเดี๋ยวเดียว ก็ถูกบดบังไว้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นแทน ความปรารถนาของเถ้าแก่เฉิน ได้ทรมานจิตใจของหญิงวัยกลางคนผู้นี้จนแทบเสียสติ และกลายเป็นคนบ้า เธอเองก็เริ่มเกลียดตัวเองที่เป็นแบบนี้ และไม่รู้ว่า ตัวเองได้กลายเป็นคนโหดเหี้ยมแบบนี้ไปตั้งแต่เมื่อไหร่.. หลังจากที่ได้ฟังคำกร่นด่าด้วยความเคียดแค้นของแม่ยาย บนหน้าผาก และขมับทั้งสองข้างของฉีเเล่ย ก็ปรากฏเส้นเลือดปูดโปนขึ้นมามากมาย แต่เขาก็ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่เช่นนั้นอย่างอดทน และปล่อยให้ร่างกายของตนเอง กลายเป็นที่ระบายความเคียดแค้นของหญิงวัยกลางคนผู้นี้ต่อไป “พี่เฉิน.. ทำไมพี่ถึงต้องช่วยไอ้คนสารเลวพรรณนี้ด้วย? ทำไมไม่ปล่อยให้มันตายไป? เพราะมันคนเดียว ทำให้ฉันต้องกลายเป็นหม้าย ส่วนลูกสาวของเราก็ต้องกำพร้าพ่อ! “พี่เฉิน.. พี่ปล่อยให้เราสองคนแม่ลูกมีชีวิตที่ทุกข์ทรมาน อยู่กับไอ้คนชั่วช้าทุกวันแบบนี้ได้ยังไงกัน?” แม่ยายของเขาทรุดลงไปกองกับพื้น พร้อมกับร้องไห้คร่ำครวญออกมาด้วยความเจ็บปวดอย่างทีุ่สุด! ฉีเล่ยได้แต่อดกลั้นต่อความทุกข์ใจ และทุกข์กายไว้เงียบๆเพียงลำพัง ความโกรธแค้นภายในใจที่เกิดจากการถูกข่มเหงด่าทอ กลับถูกความรู้สึกผิดภายในใจสะกดไว้แทน “แม่คะ กลับเข้าไปในบ้านเถิดนะคะ!” ฉีเล่ยแทบไม่ต้องลืมตามอง เพราะเพียงแค่ได้ยินเสียง เขาก็รู้ได้ทันทีว่า เจ้าของเสียงนุ่มนวลนี้ก็คือเฉินอวี้หลัว ภรรยาของเขานั่นเอง เฉินอวี้หลัวเดินเข้าไปช่วยพยุงแม่ยายของเขาให้ลุกขึ้นยืน ก่อนจะพาเดินกลับเข้าไปในบ้าน แต่หลังจากเดินไปได้เพียงแค่สองสามก้าว เธอก็หันมาบอกกับฉีเล่ยว่า “นายเองก็ควรจะไปพักผ่อนได้แล้ว!” หลังจากที่บรรยากาศรอบตัวสงบนิ่งลงแล้ว ฉีเล่ยที่เวลานี้มีบาดแผลอยู่เต็มร่างกาย ก็ได้แต่ลุกขึ้นยืน และเดินตามเข้าไปในบ้าน เขาปิดประตูบ้านลงอย่างช้าๆ ก่อนจะเดินไปที่แคร่ไม้ซึ่งตั้งอยู่ตรงระเบียงบ้าน แล้วทรุดกายลงนอน พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองพระจันทร์ที่กำลังทอแสงนวลอยู่บนท้องฟ้า …… จนกระทั่งเวลาหกโมงครึ่งของเช้าวันใหม่ ฉีเล่ยจึงรีบลืมตาตื่นขึ้น เพื่อลุกขึ้นมาทำงานที่คั่งค้างของเมื่อวาน รวมทั้งงานที่ต้องทำในวันนี้ด้วย เขาลุกขึ้นมาจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ให้กับเฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ จากนั้นจึงกลับไปนั่งหลบที่มุมระเบียง เพื่อรอให้สองแม่ลูกรับประทานอาหารเช้าเสร็จ เขาก็จะได้เข้าไปเก็บโต๊ะ และจัดการล้างถ้วยล้างชามให้เรียบร้อย ในระหว่างที่นั่งหลบมุมอยู่ข้างระเบียงนั้น ในมือของฉีเล่ยก็ถือชามข้าวถ้วยหนึ่งไว้เหมือนเช่นทุกๆวัน แม้สถานการณ์ต่างๆ ดูเหมือนจะสงบนิ่งลงบ้างแล้ว แต่บรรยากาศภายในบ้านกลับอึมครึม และดูเหมือนจะตึงเครียดยิ่งกว่าเดิม ราวกับภูเขาไฟที่สามารถระเบิดขึ้นได้ทุกเมื่อ เมื่อครั้งที่เขาและเฉินอวี้หลัวแต่งงานกันใหม่ๆนั้น ฉีเล่ยได้เคยพยายามที่จะปรับเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดแบบนี้ให้ดีขึ้น แต่เขาก็ไม่เคยทำสำเร็จเลยแม้แต่ครั้งเดียว หลังจากนั้นมา เขาก็ได้แต่อดทนต่อความทุกข์กายทุกข์ใจที่ได้รับอย่างเงียบๆ ในระหว่างที่เฉินอวี้หลัวจะออกไปทำงานนั้น เธอก็สังเกตเห็นฉีเล่ยที่นั่งแอบอยู่มุมหนึ่งของระเบียงบ้าน และดูเหมือนจะมีบาดแผลอยู่เต็มตัว แววตาของหญิงสาวปรากฏร่องรอยของความสงสารขึ้นมาวูบหนึ่ง แต่แล้วจู่ๆ ความสงสารพลันเปลี่ยนเป็นความโกรธแค้น เธอกัดฟันแน่น ก่อนจะเดินออกจากบ้านไปอย่างไม่ใยดีต่อฉีเล่ย หลังจากรับประทานอาหารเช้า และจัดการเก็บโต๊ะจนเรียบร้อยแล้ว ฉีเล่ยก็หยิบถุงปุ๋ยคู่กายไปหนึ่งอัน และเริ่มเดินไปตามท้องถนนเพื่อเก็บขยะที่สามารถขายเป็นเงินได้กลับมา ใบหน้าของเขานั้นเรียบเฉยไร้ซึ่งอารมณ์ความรู้สึก ฉีเล่ยคุ้นเคยกับสีหน้า และแววตาของผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมา บางคนก็มองเขาด้วยแววตาเห็นอกเห็นใจ แต่ส่วนใหญ่มักจะมองเขาด้วยแววตาเยาะเย้ยถากถาง และบางส่วนก็มองเขาด้วแววตาเฉยเมย ใครจะไปคิดเล่าว่า ชายหนุ่มที่เคยร่ำเรียนในมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง กลับจะต้องกลายมาเป็นคนเก็บขยะไปวันๆแบบนี้? แต่นั่นก็เป็นสิ่งที่เฉินอวี้หลัว และแม่ของเธอ สั่งให้ฉีเล่ยทำมาตลอดระยะเวลาแปดปี! ฉีเล่ยเดินก้มๆเงยๆเก็บขวดตามถังขยะบ้าง ตามท้องถนนที่ผู้คนต่างพากันโยนให้เขาบ้าง แต่แล้วจู่ๆ เขาก็ได้ยินเสียงที่คุ้นหูร้องตะโกนเสียงดัง “ขโมย! ช่วยจับขโมยด้วย!” ฉีเล่ยรีบเงยหน้าขึ้นมองทันที และพบว่าเฉินอวี้หลัวกำลังวิ่งตามเด็กหนุ่มคนหนึ่งมา เขาโยนสิ่งของที่อยู่ในมือทิ้งทันที และรีบวิ่งตามโจรผู้นั้นไปอย่างรวดเร็ว

Comment

Options

not work with dark mode
Reset