ยอดหญิงสกุลเสิ่น – ตอนที่ 194-1 ฉีกหน้าอย่างต่อเนื่อง

เสิ่นหย่าเองก็ได้ยินเพลงพื้นบ้านที่ดังไปทั่วเมืองบทนี้แล้วเช่นกัน นางไม่ได้ดีใจเหมือนกับอวิ๋นหรงเสี่ยวจวี๋ ความรู้สึกของเสิ่นหย่าซับซ้อนมากเป็นพิเศษ แม้เพลงพื้นบ้านบทนี้จะเปิดโปงความชั่วร้ายของเหอจังหมิง วางนางอยู่ในตำแหน่งที่น่าสงสารน่าเห็นใจ แต่นางก็ยอมที่จะไม่ต้องเป็นคนที่น่าสงสารน่าเห็นใจเช่นนี้

 

 

สตรีที่ไหนบ้างที่ไม่อยากแต่งงานกับคนดีๆ มีแต่ความสุข แต่นางเล่า ความดื้อรั้นเพียงแค่ครั้งเดียวในชีวิตนี้กลับทำลายตัวเองไปครึ่งชีวิต ท่านพ่อเคยบอกแล้วว่าเหอจังหมิงไม่ใช่คนดี แต่ตนเองที่ถูกความรักบังตาไหนเลยจะเชื่อฟัง ร้องห่มร้องไห้โวยวายขอร้องจะแต่งงานให้ได้ ผลสุดท้ายเล่า ไม่ฟังคำเตือนของผู้อาวุโส ความลำบากอยู่ตรงหน้า

 

 

เดิมนางคิดว่าตนหาเรื่องเองก็ต้องทนรับเอง หลายปีมานี้นางเองก็ทำเช่นนี้ ต่อให้จะยากลำบากเพียงใดก็ต้องกัดฟันทน ข่าวแม้แต่นิดเดียวก็ไม่ส่งกลับจวนโหว ทนเอาเสีย ทนจนบุตรสาวออกเรือนนางก็จะหลุดพ้นแล้ว แต่จังเหอหมิงกลับทำลายแม้แต่ความหวังอันน้อยนิดนี้ เพื่อลูกสาว แม้จะต้องตายนางยังไม่กลัว นับประสาอะไรกับการหย่าเล่า

 

 

นางเองก็รู้ว่าการที่นางหย่าส่งผลเสียต่อชื่อเสียงของลูกสาว แต่ตอนนี้นางไม่สนใจเรื่องมากมายเพียงนั้นแล้ว นางเองก็ไม่คิดจะให้ลูกสาวแต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ มีจวนโหวค้ำจุนอยู่ตรงนั้น ลูกสาวก็น่าจะแต่งงานกับบัณฑิตที่กำลังจะก้าวหน้าได้กระมัง ดีกว่าไปเป็นฮูหยินขั้นสี่นั่นมาก ตอนนี้นางคิดอยากจะพาลูกสาวหนีไปจากถ้ำสัตว์ร้ายนี้เต็มทนแล้ว

 

 

เหอจังหมิงบุกเข้ามาในเรือนของเสิ่นหย่าด้วยความโมโหเดือดดาล ชี้หน้าเสิ่นหย่าแล้วกล่าวอย่างกระหืดกระหอบ “เจ้า เจ้า รีบให้หลานชายคนเก่งผู้นั้นของเจ้าวางมือเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นอย่าหาว่าข้าไม่เกรงใจ” เขาเอ่ยวาจาข่มขู่

 

 

“วางมืออะไรกัน หลานสี่ทำอะไรให้ท่านเดือดดาลถึงเพียงนี้ ท่านพี่ท่านต้องอธิบายมาก่อน” บนใบหน้าเสิ่นหย่ามีความประหลาดใจ ท่าทางไม่รู้เรื่องอะไรเลย

 

 

เหอจังหมิงจุกแน่นในหน้าอก เห็นสายตาของเสิ่นหย่างุนงง เขาพูดได้หรือว่าหลานเจ้าป่าวประกาศเพลงพื้นบ้านหนึ่งบทให้ร้ายข้าเพื่อทวงความยุติธรรมให้เจ้า พูดถึงเพลงพื้นบ้านขึ้นมาก็จะต้องถามเนื้อหาของเพลงแน่นอน เขาจะมีหน้ามาพูดได้หรือ อีกทั้งเขายังไม่เชื่อว่าเสิ่นหย่าจะไม่รู้เรื่องนี้เลย ข้างในข้างนอกเรือนแห่งนี้ของนางต่างก็เป็นบ่าวรับใช้ที่คุณชายสี่แซ่เสิ่นผู้นั้นพามา การส่งข่าวจะไม่ใช่เรื่องง่ายหรือ

 

 

เสิ่นหย่าสบสายตาของเหอจังหมิงอย่างไร้กังวล นางมั่นใจว่าด้วยนิสัยห่วงศักดิ์ศรีของเขาจะต้องเล่าเรื่องเพลงพื้นบ้านไม่ได้แน่ นางชนะแล้วจริงๆ แต่ในใจของเสิ่นหย่ากลับไม่มีความรู้สึกดีใจในชัยชนะแม้แต่นิดเดียว ชายผู้ที่นางเคยสุขใจผู้นี้ เหตุใดถึงเปลี่ยนไปเป็นคนที่น่ารังเกียจอย่างเช่นทุกวันนี้ บางทีเขาอาจจะเป็นแบบนี้มาโดยตลอด แต่ตนมองเห็นไม่ชัดก็เท่านั้นเอง เสิ่นหย่าทอดถอนใจไม่หยุด

 

 

บางทีสายตาของนางอาจจะใสซื่อเกินไป เหอจังหมิงหงุดหงิดอย่างถึงที่สุดแล้ว “ข้าไม่สนว่าเจ้าจะไม่รู้จริงๆ หรือว่าแกล้งไม่รู้ ไปบอกหลานชายคนดีผู้นั้นของเจ้าเสีย เล่นละครหน้าไม่อายเหล่านี้ให้น้อยหน่อย แค่ข่าวลือเล็กน้อยคิดว่าจะโจมตีข้าได้หรือ ฝันไปเถอะ! คิดยั่วโมโหข้าหรือ เหอะๆ!” ในแววตาเขามีประกายดุร้ายแวบผ่าน

 

 

หัวใจของเสิ่นหย่าจมดิ่ง ถอยไปข้างหลังหนึ่งก้าวอย่างอดไม่ได้ เย่ว์กุ้ยก้าวขึ้นมาทันที “อะไรกัน เป็นถึงนายอำเภอใหญ่โตแต่จะลงมือกับสตรีหรือไร ไม่กลัวขายหน้าหรือ!” คุณหนูบอกแล้วว่า จะต้องปกป้องกูไหน่ไนกับคุณหนูญาติผู้น้องให้ดี สำหรับใต้เท้าเหอผู้นี้ ช่วงเวลาที่จำเป็นจะบังเอิญทำร้ายเขาสักสองหมัดก็อนุญาต ดังนั้น ความมั่นใจของเย่ว์กุ้ยจึงมากพอ

 

 

เมื่อถูกบ่าวเอ่ยเสียดสี เหอจังหมิงก็โกรธจนเบื้องหน้าดำมืดไปหมด หากไม่ใช่ว่าเด็กรับใช้ที่ตามเขามาพยุงเขาไว้ก็คงจะล้มลงไปเป็นแน่

 

 

“ได้ ได้ พวกเจ้าคอยดูแล้วกัน!” เหอจังหมิงกระฟัดกระเฟียด หลังจากนั้นก็หันหลังกลับออกไปจากเรือนของเสิ่นหย่า

 

 

คิดจะหย่าหรือ ฝันไปเถอะ! แม้ตายเขาก็จะไม่รับปาก หากพูดว่าก่อนหน้านี้ทำเพื่อสินเดิมของเสิ่นหย่า เช่นนั้นตอนนี้ก็ทำเพราะว่าเกลียด ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะต้องลากเสิ่นหย่าให้ตายอยู่ในจวนตระกูลเหอให้ได้

 

 

เหอจังหมิงออกมาจากเรือนของเสิ่นหย่าแล้วก็ไปที่เรือนของเถียนอี๋เหนียง เถียนอี๋เหนียงได้ยินคำรายงานของสาวใช้ก็ออกมาต้อนรับแต่ไกล ความกระตือรือร้นทั่วทั้งใบหน้าทำให้เหอจังหมิงรู้สึกสบายใจอย่างยิ่ง ไฟโกรธเต็มอกในเรือนของเสิ่นหย่าก็ลดลงครึ่งหนึ่ง เขาคว้ามือของเถียนอี๋เหนียง กล่าวเสียงอ่อน “เหตุใดถึงไม่สวมเสื้อเพิ่ม อากาศยังหนาวอยู่เลย ร่างกายเจ้าอ่อนแอ ต้องระวังหน่อย”

 

 

มุมปากเถียนอี๋เหนียงเผยรอยยิ้มชดช้อย กล่าวเสียงนุ่ม “ไม่ใช่ว่าข้าอยากเจอนายท่านเร็วๆ หรือไร”

 

 

“เจ้านี่นะ” เหอจังหมิงยิ้มอย่างชอบใจ โอบเถียนอี๋เหนียงเดินเข้าไปในห้อง

 

 

เข้าห้องแล้วสาวใช้ก็นำชาหอมเข้ามา เหอจังหมิงรับมาดื่มหนึ่งอึกก็วางลงข้างๆ เถียนอี๋เหนียงเห็นทีท่าก็นั่งลงบนตักของเขา สองมือโอบคอของเขาไว้ กล่าวเสียงหวาน “วันนี้นายท่านเป็นอะไรไปหรือ ใช่ข้าทำอะไรให้ท่านไม่มีความสุขหรือไม่”

 

 

เหตุใดเหอจังหมิงถึงอารมณ์ไม่ดีเถียนอี๋เหนียงย่อมรู้อยู่แก่ใจ นางดูแลงานในจวน ในจวนมีเรื่องอะไรนางจะไม่รู้หรือ ได้ยินว่าคุณชายสี่จวนโหวผู้นั้นเอ่ยเรื่องหย่า นางก็ประหลาดใจอย่างยิ่ง หลังประหลาดใจแล้วก็แอบดีใจ นายท่านกับฮูหยินหย่ากันแล้ว เช่นนั้นนางใช่จะมีโอกาสเป็นภรรยาเอกหรือไม่ อีกทั้งยังไม่ต้องเปลืองความคิดกำจัดเสิ่นซื่อคนไร้ประโยชน์ผู้นั้นแล้ว

 

 

เหอจังหมิงอ่านความเป็นห่วงในคำพูดของเถียนอี๋เหนียงได้ ในใจก็อบอุ่น ถอนหายใจ “ยังคงเป็นเถียนอี๋เหนียงที่รู้ร้อนรู้หนาว” เขาเงยหน้าขึ้นตรงกับใบหน้าที่ยังบวมเล็กน้อยใบนั้นของเถียนอี๋เหนียงพอดี ไม่ได้รังเกียจ แต่ในใจกลับรู้สึกผิด “ยังเจ็บอยู่หรือไม่” มือของเขาลูบใบหน้าของนางเบาๆ

 

 

เถียนอี๋เหนียงถอนหายใจโล่งอก นางรู้ว่านายท่านชอบความสวยความงาม กลัวว่านายท่านจะรังเกียจที่หน้าของนางน่าเกลียด นางทุ่มแรงรักษาอย่างยิ่งแล้ว แต่มือแรงของสาวใช้ผู้นั้นมากอย่างยิ่ง ไหนเลยจะหายบวมได้เร็วเพียงนั้น ต่อให้ใช้ผงไข่มุกที่ดีที่สุดก็ยังคงปกปิดไม่ได้

 

 

แววตาของเถียนอี๋เหนียงปรากฏความซาบซึ้ง ส่ายหน้า “ไม่เจ็บแล้ว ไม่เจ็บนานแล้ว แต่ข้าเจ็บปวดใจ” นางจับมือของเหอจังหมิงมากุมไว้ที่อกตน “ข้าปวดใจแทนนายท่าน คุณชายสี่แซ่เสินสั่งสอนข้าก็ไม่ได้เป็นอะไรมิใช่หรือ ข้าเป็นเพียงคนต้อยต่ำ หากไม่พบนายท่านก็อาจจะลำบากอยู่ที่ไหนแล้วก็ได้ แต่คุณชายสี่แซ่เสิ่นก็ไม่ควรไม่ไว้หน้านายท่านเช่นนี้ เขายังต้องเคารพนายท่านเป็นอาเขย ไหนเลยจะมีอย่างที่ชนรุ่นหลังจะบังอาจทำเช่นนี้ต่อหน้าผู้อาวุโส จวนจงอู่โหวของพวกเขากลั่นแกล้งคนเกินไปแล้วจริงๆ” สีหน้านางมีความเศร้าโศก ดวงตามีน้ำตากะพริบวาบ ดูเหมือนรู้สึกได้รับความไม่เป็นธรรมแทนนายท่าน แต่ความจริงแล้วกลับยั่วยุอย่างถึงที่สุด

 

 

แววตาเหอจังหมิงมีบางอย่ากะพริบผ่านอย่างรวดเร็ว ทว่าหลังจากนั้นกลับถอนหายใจ “หากฮูหยินมีสติปัญญาเช่นเจ้าก็ดี” เขากอดเถียนอี๋เหนียงด้วยความสงสาร ในใจก็ยิ่งไม่พอใจเสิ่นหย่า เสิ่นเวยและจวนจงอู่โหวมากขึ้น

 

 

ใช้อำนาจระรานคน เหอะ คอยดูเถอะ ต้องมีสักวันหนึ่งที่ข้าจะเหยียบจวนจงอู่โหวให้จมดิน

 

 

ทว่าเถียนอี๋เหนียงกลับตีเหอจังหมิงอย่างอ่อนโยน “หึ นายท่านก็แค่พูดจาดีๆ ปลอบข้า ข้าเป็นเพียงคนต้อยต่ำ ฮูหยินเป็นบุตรสาวจวนโหวผู้สูงส่ง ข้าไหนเลยจะเทียบฮูหยินได้ ข้ารู้ตัวดีว่าฐานะต่ำต้อย ท่านพ่อเป็นเพียงบัณฑิตยากจน ไม่กล้าเปรียบเทียบกับฮูหยิน ข้าขอเพียงแค่นายท่านสามารถมาหาข้าได้บ่อยๆ ไม่ลืมข้าก็พอแล้ว”

 

 

เถียนอี๋เหนียงพูดประโยคนี้โดยมีเจตนาหยั่งเชิง ข่าวลือตามท้องถนนบอกว่านางมีฐานะเป็นม้าซูบผอมทำให้นางกลัวแทบตาย นางไม่แน่ใจว่าคนที่ปล่อยข่าวลือแต่งขึ้นมั่วๆ หรือว่าหาสืบหาข้อมูลของนางเจอแล้วจริงๆ ดังนั้นนางจึงอยากดูว่านายท่านมีท่าทีต่อเรื่องนี้อย่างไร

 

 

เหอจังหมิงเองก็นึกถึงประโยคนี้ในข่าวลือก็ยิ่งโมโหแล้ว “หลานสี่แซ่เสิ่นผู้นี้ ไหนเลยจะเป็นคุณชายสูงศักดิ์จวนโหว เป็นคนพาลไม่เอาไหนต่างหาก ม้าซูบผอมหญิงนางโลมอะไรกัน เป็นผู้มีความรู้ต่างหากเล่า” เขาเหอจังหมิงจะเอาม้าซูบผอมมาเป็นอนุภรรยาได้อย่างไร อีกทั้งเหออี๋เหนียงยังมีคุณธรรมดีงามอ่อนโยน ไหนเลยจะเป็นม้าซูบผอมยั่วสวาทอะไรนั่น

 

 

เถียนอี๋เหนียงวางใจในชั่วขณะ แต่ใบหน้ากลับกลับปั้นสีหน้าตกใจ อุทานกล่าว “อะไรนะ ข่าวลือคุณชายสี่แซ่เสิ่นเป็นคนปล่อยหรือ เขาต้องการจะทำอะไร ฮูหยิน…” พูดถึงตรงนี้ชั่วขณะนางก็ตระหนักได้ว่าไม่ควร รีบปิดปาก ทว่าดวงตาคู่งามกลับจ้องมองเหอจังหมิงอย่างปราดเปรียว ข้างในนั้นมีความรู้สึกร้อยแปดพันเก้าทำให้เหอจังหมิงใจอ่อน อยากจะกดร่างไว้แล้วปลุกปล้ำนางอย่างรุนแรงสักรอบหนึ่ง แต่ในความเป็นจริงเขาก็ทำเช่นนี้จริงๆ

 

 

เมื่อเสร็จเรื่อง เถียนอี๋เหนียงก็ซบอยู่ในอ้อมอกของเหอจังหมิงราวกับแมวหนึ่งตัว กล่าวเสียงเบา “เหตุใดข้าถึงได้ยินว่าฮูหยินจะหย่าเล่า เฮ้อ พูดจาเกินไป แท้จริงแล้วในใจฮูหยินคิดอย่างไรกันแน่ นายท่านไม่เคยปฏิบัติไม่ดีต่อฮูหยินเสียหน่อย หลายปีเพียงนี้ฮูหยินก็ไม่สามารถมีบุตรชายให้นายท่านได้ นายท่านก็ไม่ได้ว่าอะไรมิใช่หรือ มีแต่ข้า ต้องการให้ฮูหยินสงบจิตใจพักฟื้นร่างกายให้เพียงพอ จึงรับภาระเหน็ดเหนื่อยกายใจในจวนมาแทนมิใช่หรือ ฮูหยินยังมีอะไรไม่พอใจอีก”

 

 

หึ ไม่ใช่คนในครอบครัวไม่อาจอยู่บ้านร่วมกันได้จริงๆ ความสามารถในการกลับดำเป็นขาวก็เก่งเช่นเดียวกัน

 

 

แต่ว่าคำพูดนี้ของเถียนอี๋เหนียงกลับพูดตรงใจของเหอจังหมิง เสิ่นซื่อไม่ออกไปร่วมงานเลี้ยงนอกจวน ทั้งยังไม่จัดการเรื่องในบ้าน ทุกวันก็ว่างอย่างยิ่ง ยังมีอะไรไม่พอใจอีก

 

 

เห็นเหอจังหมิงไม่พูด เถียนอี๋เหนียงก็โน้มน้าวต่อ “นายท่านวางแผนอย่างไร ข้าว่า แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน ในเมื่อฮูหยินตั้งใจจะไป นายท่านจะไม่ทำให้นางสมหวังหรือ อีกทั้งจะได้ลดความกลัดกลุ้มเมื่อท่านมองเห็นเรือนหลังนั้นอีกด้วย” นายท่านกับฮูหยินหย่าร้างเป็นผลดีต่อนางที่สุด มีแต่คนโง่เท่านั้นที่จะไม่สนับสนุน

 

 

ทว่าเหอจังหมิงกลับถอนหายใจ ก้มหน้าลูบศีรษะนุ่มสลวยของเถียนอี๋เหนียง “เจ้ามีจิตใจดีงาม แต่ไหนเลยจะง่ายเพียงนั้น หากหย่า สินเดิมของฮูหยิน…” แววตาเขากะพริบวาบ ไม่ได้กล่าวต่อ

 

 

แต่เถียนอี๋เหนียงกลับเข้าใจแล้ว นางเองก็ไม่เห็นด้วยกับการที่ต้องคืนสินเดิมของฮูหยินกลับไป นางดูแลเรื่องในจวน ไหนเลยจะไม่รู้ว่ารายได้มากกว่าครึ่งในจวนมาจากร้านค้าสินเดิมของฮูหยิน หากคืนกลับไปแล้ว นางกับลูกคงไม่ต้องกินแกลบกันเลยหรือ ไม่ ไม่ได้เด็ดขาด

 

 

จู่ๆ ดวงตานางก็กะพริบวาบ เกิดความคิดดีๆ “นายท่าน คุณหนูใหญ่ยังอยู่ที่จวนมิใช่หรือ ฮูหยินรักคุณหนูใหญ่เพียงนั้น จะต้องยอมทิ้งสินเดิมไว้ให้คุณหนูใหญ่เป็นแน่ คุณหนูใหญ่อายุยังน้อง สินเดิมเหล่านี้ยังต้องให้นายท่านช่วยดูแลมิใช่หรือ”

 

 

เหอจังหมิงตาลุกวาวในชั่วขณะ ใช่แล้ว นี่เป็นความคิดที่ดี “ยังคงเป็นชิงชิง[1]ที่ฉลาด!” มือใหญ่ๆ ของเขาลูบหน้าอกที่ขาวเนียนของเถียนอี๋เหนียงหนึ่งครา หูก็ได้ยินเสียงครางหวานของเถียนอี๋เหนียง อารมณ์ของเขาสบายใจมากอย่างยิ่ง

 

 

 

 

[1] ชิงชิง มีความหมายว่าที่รัก ใช้เรียกระหว่างสามีภรรยาหรือคนสนิทในภาษาจีนโบราณ

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

เนื่องด้วยถูกมารดาเลี้ยงกลั่นแกล้ง ทำให้ เสิ่นเวย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอต้องตายลงด้วยความน่าเวทนา ทว่าด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทหารสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวผู้ที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับตนเอง เมื่อถูกมารดาเลี้ยงวางแผนกลั่นแกล้ง เนรเทศตนเองมาอยู่ในสถานที่รกร้างห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้นาง ‘รักษาตัว’ คิดหรือว่านางจะยอมแพ้ต่อความร้ายกาจของมารดาเลี้ยงผู้นี้? ไม่เป็นไร ในเมื่อไล่นางออกมา นางก็จะใช้หนึ่งสมองและสองมือของตนนี้พลิกฟื้นพัฒนาครอบครัวของนางให้กลับมาเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset