ยอดหญิงสกุลเสิ่น – ตอนที่ 264-1 หัวหน้ากลุ่มมือสังหาร

 

 

ความพยายามอยู่ที่ไหนความสําเร็จอยู่ที่นั่น ความทุ่มเทของสวีโย่วไม่สูญเปล่า กองปัญจทิศรักษานครถูกเขาสั่งสอนจนเปลี่ยนโฉมหน้าใหม่ อย่างน้อยลูกคุณชายกลุ่มนั้นก็ไม่ขี้แพ้เช่นนั้นเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เดินออกมากำลังวังชาก็มีแล้ว ค่อนข้างควรค่าให้ชื่นชมอย่างยิ่ง นี่ทำให้ฮ่องเต้ยงเซวียนทรงยินดีปรีดา แม้แต่ผู้อาวุโสในตระกูลของลูกคุณชายเหล่านั้นก็ยังรู้สึกซาบซึ้งต่อสวีโย่วอย่างถึงที่สุด อย่างไรเสียสามารถมีอนาคตได้ใครจะยอมให้บุตรหลานในบ้านเป็นลูกคุณชายไม่เอาไหนเล่า

 

 

เมื่อฮ่องเต้ยงเซวียนทรงดีพระทัย ก็ไม่เพียงแต่ชื่นชมสวีโย่วในขณะที่ออกว่าราชการ แต่ยังสั่งขันทีให้ส่งบำเหน็จไม่น้อยไปยังจวนผิงจวิ้นอ๋อง แม้ล้วนแต่เป็นของที่ไม่มีประโยชน์มากนัก แต่พระกรุณาส่วนนี้ก็เต็มเปี่ยม นี่ทำให้ขุนนางทั้งหมดตระหนักได้อย่างชัดเจนว่าผิงจวิ้นอ๋องไม่เพียงแต่ไม่สูญเสียความโปรดปรานจากฮ่องเต้ แต่ยังได้รับความโปรดปรานมากขึ้นกว่าเมื่อก่อนเสียอีก

 

 

ที่แท้แล้วก่อนหน้านี้สองลุงหลานก็เล่นละครตบตาหรอกหรือ เสียดายที่พวกเขาขุนนางอาวุโสเหล่านี้ยังคุยโวโอ้อวดสติปัญญาตน คาดไม่ถึงว่ามองไม่ออก หากมองออกก็จะได้ช่วยขอความเมตตา สร้างความประทับใจต่อหน้าผิงจวิ้นอ๋อง! ยังคงเป็นราชครูเสิ่นที่สะกดกลั้นอารมณ์อยู่

 

 

เสิ่นเวยจัดวางคนรอบนอกจวนเสนาบดีฉินไว้ไม่น้อย นอกจากคนที่เฝ้าสังเกตจวนเสนาบดีแล้ว นางยังมอบอีกหนึ่งหน้าที่ให้เหล่าทหารลับ ก็คือจับตามองนักท่องราตรีจอมโง่ที่สงสัยว่าเป็นหัวหน้ามือกลุ่มสังหารผู้นั้น เสิ่นเวยวาดภาพเหมือนของเขา มอบให้ทหารลับ

 

 

เย็นวันนี้ เสิ่นเวยได้รับข่าวที่ทหารลับส่งมา บอกว่าพบคนในภาพเหมือนแล้ว ตอนนี้สวีโย่วยังไม่กลับจวน เสิ่นเวยเพียงแค่ลังเลในชั่วขณะจากนั้นก็หยิบหน้ากากหัวจิ้งจอกขึ้นมาออกจากจวนไปเงียบๆ แล้ว โอกาสหาได้ยากจริงๆ!

 

 

“จวิ้นจู่ เขามุ่งไปยังทิศทางออกจากเมืองแล้ว คนของพวกเราตามไปแล้วขอรับ” ตอนที่เสิ่นเวยตามมาถึงทหารลับก็รายงาน

 

 

เสิ่นเวยพยักหน้า ควบม้าไปยังทิศที่ทหารลับชี้ ออกจากเมืองก็ยิ่งดี นอกเมืองกว้างโล่ง เลี่ยงไม่ให้ต้องเก็บมือเก็บเท้าในเมืองจัดการเต็มที่ไม่ได้ เคลื่อนไหวมากไปเล็กน้อยก็ดึงดูดเจ้าหน้าที่ตรวจตรามาอีก เช่นนั้นเรื่องก็จะใหญ่แล้ว

 

 

เสิ่นเวยไล่ตามเครื่องหมายที่ทหารลับทิ้งไว้ไปจนถึงนอกเมืองสิบลี้ เห็นทหารลับสี่คนไกลๆ กำลังตั้งรับกับนักท่องราตรีจอมโง่อยู่ นางสูดหายใจหนึ่งคราห้อตะบึงเข้าไปทันที

 

 

“นายท่าน!” ทหารลับเห็นเสิ่นเวยมาถึงแล้ว ในใจก็โล่งอก

 

 

นักท่องราตรีจอมโง่ฝั่งตรงหน้าเองก็คล้ายถอนหายใจอย่างโล่งอกเช่นกัน ท่าทางเสมือนเห็นคนรู้จัก “ข้ายังคิดว่าใครเสียอีก ที่แท้แล้วสหายเจ้าก็หาข้านี่เอง บอกกันก่อนก็ได้แล้ว จัดแถวสู้รบใหญ่เพียงนี้ ข้ากลัวจะตายแล้ว” เขาตบอก ท่าทางยังคงหวาดกลัว

 

 

ทว่าเสิ่นเวยกลับชักกระบี่อ่อนออกมาเสียงดังกังวาน ชี้เขา “ได้ยินชื่อมานานแล้ว หัวหน้ากลุ่มมือสังหาร” เสิ่นเวยกัดฟันแทบจะพูดหนึ่งคำหยุดหนึ่งคำ

 

 

ดวงตาคนผู้นั้นตรงข้ามกะพริบวาบเล็กน้อย กลับยอมรับอย่างง่ายดาย “ปีนี้ทำการค้าอะไรก็ไม่ค่อยรุ่งเรือง บีบให้ข้าที่เป็นหัวหน้ากลุ่มผู้นี้ต้องจำใจออกม้าทำงานเอง ยังต้องเลี้ยงคนอีกหนึ่งกลุ่มใหญ่”

 

 

เสิ่นเวยแค่นเสียงหนึ่งครา “เลิกพูดจาเหลวไหล ในเมื่อเจ้ายอมรับว่าเป็นหัวหน้าของกลุ่มมือสังหาร เช่นนั้นก็เตรียมรับเถอะ” ข้อมือสะบัด วิ่งพุ่งเข้ามาแทง

 

 

“เดี๋ยวๆๆ สหายเจ้าทำอะไร พวกเราไม่มีความแค้นต่อกัน ต่อสู้ฟาดฟันกันเช่นนี้ทำลายมิตรภาพยิ่งนัก!” หัวหน้ากลุ่มมือสังหารลนลานตั้งรับไปพลาง ตะโกนไปพลาง

 

 

เสิ่นเวยไม่ตอบ เอาแต่ออกกระบวนท่ารวดเร็วและดุดัน ทุ่มเทความคับแค้นที่นางอัดอั้นมาตลอดหนึ่งปีลงบนกระบี่ของนาง ทหารลับสี่คนที่เหลือแบ่งออกมาสองคนช่วยเหลือเสิ่นเวย อีกสองคนก็ยืนคุมกำลังอยู่ที่เดิม ตั้งรับพร้อมสู้ เตรียมวิ่งเข้าไปเป็นกำลังหนุนทุกเมื่อ

 

 

ภายใต้การล้อมโจมตีของคนทั้งสาม หัวหน้ากลุ่มมือสังหารก็สู้ไม่ได้ ชายเสื้อถูกเสิ่นเวยฟันขาดหนึ่งผืนใหญ่ เขาเองก็โมโหเล็กน้อยแล้ว ไม่หลบอีกต่อไป ชักกระบี่อ่อนต่อสู้กับเสิ่นเวยเช่นเดียวกัน

 

 

สู้ไปพลางพูดไปพลาง “แม้ว่าต้องตายเจ้าก็ต้องให้ข้าตายอย่างไร้ข้อข้องใจมิใช่หรือ ตัวข้าหัวหน้าจำไม่ได้ว่ามีสหายเช่นเจ้าเป็นคู่แค้น”

 

 

เสิ่นเวยหัวเราะเยาะหนึ่งครา “นั่นก็เพราะว่าหัวหน้าเช่นเจ้าสูงศักดิ์ขี้ลืม เจ้ามีกิจธุระมากมาย กลางวันทำธุรกิจฆ่าคนนั่น กลางคืนยังนั่งเฝ้าจวนเสนาบดีหางานพิเศษ ไหนเลยจะจำเจ้าทุกข์ที่ถูกเจ้าทำร้ายได้เล่า แต่ว่าความทรงจำของหัวหน้าก็ทำให้คนเป็นห่วงจริงๆ เพิ่งจะผ่านไปปีเดียว หัวหน้าก็ลืมหมดแล้วงั้นหรือ” มุมปากของเสิ่นเวยปรากฏความเหยียดหยัน

 

 

หนึ่งปีหรือ หนังตาหัวหน้ากลุ่มมือสังหารเหลือบขึ้นเล็กน้อย พยายามย้อนนึก แต่กระบี่ของเสิ่นเวยก็ประชิดอยู่ตรงหน้าแล้ว เขารีบหงานตัวไปข้างหลัง แต่กลับหลบไม่พ้นเสียทีเดียว บนลำคอถูกปาดเป็นรอยโลหิตหนึ่งสาย เขาใช้มือลูบ โลหิตเปื้อนทั่วมือ เขาเลียริมฝีปากที่แห้งผากเล็กน้อย แววตาน่าสะพรึงกลัว เขากุมกระบี่อ่อนที่อยู่ในมือแน่นหันคอไปมา ข้อต่อทั่วทั้งร่างต่างก็ส่งเสียงดัง “ดูท่าแล้ววันนี้สหายจะแตกหักกับข้าให้ได้ใช่หรือไม่”

 

 

เสิ่นเวยก็ยิ่งระมัดระวัง กล่าวอย่างไม่ยอมอ่อนข้อ “เจ้าแตกหักกับข้าก่อน”

 

 

คนทั้งสองต่อสู้กันอีกครั้ง คราวนี้ไม่ว่าใครก็ไม่ออมแรงอีก ทั้งหมดล้วนใช้ความสามารถทั้งร่างกายออกมา ไม่แปลกใจที่หัวหน้ากลุ่มมือสังหารชำนาญในการลอบสังหาร วิถีวิทยายุทธ์ไม่ฉาบฉวยเลยแม้แต่นิดเดียว แปลกและโหดเ**้ยม

 

 

อันที่จริงกระบวนท่าของเสิ่นเวยก็แตกต่างอย่างเหมือนกัน ล้วนแต่ใช้กระบวนท่าที่สามารถทำร้ายฝ่ายตรงข้ามได้จริงเป็นหลัก ดังนั้นตอนนี้พวกเขาต้องดูที่ว่าใครออกกระบวนท่าได้เร็วกว่า ผู้นั้นก็ไม่กลัวตายยิ่งกว่า

 

 

ทั้งสองคนสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใคร ทหารลับสองคนที่ช่วยต่อสู้ก็ไม่อาจสอดมือเข้าไปได้แล้ว ถือโอกาสถอยไปเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ข้างๆ

 

 

ขณะที่กำลังต่อสู้ จู่ๆ เสิ่นเวยก็ใจเต้น ปากไว้กว่าสมอง “เซี่ยเฟย เจ้าคือเซี่ยเฟย!”

 

 

ร่างหัวหน้ากลุ่มมือสังหารหยุดชะงัก เสิ่นเวยฉวยโอกาสขณะที่เขาใจลอยยกเท้าถีบ ถีบตรงหน้าอกเขาพอดี ถีบเขาถอยหลังไปสามก้าว “สหายว่าอะไร เซี่ยเฟยอะไร ข้าไม่รู้จัก”

 

 

ทว่าเสิ่นเวยกลับอารมณ์ดีขึ้นมาแล้ว ถูกต้อง นางจำไม่ผิดแน่นอน หัวหน้ากลุ่มมือสังหารผู้นี้ตรงหน้ากับเซี่ยเฟยเพื่อร่วมงานของเจียงเฉินที่นางเคยเจอเป็นคนๆ เดียวกัน พวกเขามีนิสัยเล็กๆ ที่เหมือนกัน นั่นก็คือเวลายืนปลายเท้าซ้ายของพวกเขาจะเฉียงออกไปข้างนอกเล็กน้อย ประคองท่าทางวิ่งหนีได้ทุกเมื่อ อีกทั้งเมื่อครู่นางหยั่งเชิงดูแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่เผยพิรุธใดๆ ออกมา แต่ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว

 

 

“เหอๆ เซี่ยเฟย นายท่านราชบัณฑิตเซี่ย หัวหน้าของกลุ่มมือสังหารผู้ยิ่งใหญ่วิ่งมาเก็บตัวอยู่ในสำนักราชบัณฑิต ฝ่าบาทรู้หรือไม่ บอกว่าเจ้าไม่เคยวางแผนเลยใครจะเชื่อ ทุกคืนเจ้าไปนั่งเฝ้าอยู่ที่จวนเสนาบดีฉิน ท่านเสนาบดีรู้หรือไม่” เสิ่นเวยมีความสุขแล้ว ความอัดอั้นที่เก็บมานานหนึ่งปีในที่สุดก็ได้ระบายออกมาแล้ว

 

 

“เจ้าเป็นใครกันแน่” ทั่วทั้งร่างหัวหน้ากลุ่มมือสังหารตื่นตัวขึ้นมา “เซี่ยเฟยอะไร สำนักราชบัณฑิตอะไร ข้าไม่เข้าใจที่เจ้าพูด”

 

 

“ข้าเป็นใครน่ะหรือ มารดาเจ้ายังมีหน้ามาถามอีกหรือ เหล่านายท่านผู้ยิ่งใหญ่หนึ่งกลุ่มออกมือกับหญิงอ่อนแอผู้หนึ่ง กลุ่มมือสังหารของพวกเจ้ายังมีจรรยาบรรณในอาชีพอยู่หรือไม่” เสิ่นเวยถลึงตาโตด้วยความโมโห เสียงกลับคืนเป็นเหมือนเดิมแล้ว

 

 

ดวงตาของหัวหน้ากลุ่มมือสังหารหดเล็ก ร้องอุทานออกมา “เจ้าคือเสิ่น…” หนึ่งปีก่อนกลุ่มมือสังหารเคยรับการค้าลอบสังหารสตรีหนึ่งครั้ง ระดับยาก ราคาสูงอย่างยิ่ง ซ้ำยังล้มเหลว ทำให้เขาสูญเสียเงินมหาศาล เขาจำได้ชัดเจนยิ่งนัก

 

 

“ถูกต้อง คือข้าเอง” เสิ่นเวยกัดฟันกรอดกล่าว

 

 

หัวหน้ากลุ่มมือสังหารแอบสถบเงียบๆ ในใจ เหตุใดถึงได้มาเจอดาวหายนะดวงนี้ สตรีสูงส่งตระกูลเสิ่นผู้นี้เขากลับไม่ได้ใส่ใจอะไร แต่ที่เขากลัวก็คือผิงจวิ้นอ๋องคุณชายใหญ่สวีผู้นั้นข้างหลังนาง คนผู้นั้นจึงจะเป็นคนโหดเ**้ยมที่แท้จริง ขอเพียงแค่จับตามองเจ้า ไม่ตายก็ไม่หยุด ต่อให้เจ้าจะหลบเข้าไปในรูหนูเขาก็สามารถล้วงเจ้าออกมาได้

 

 

ได้ สู้ไม่ได้แล้วจะหลบไม่ได้งั้นหรือ หัวหน้ากลุ่มมือสังหารกัดฟันกระทืบเท้า หมุนตัวทะยานออกไปแล้ว

 

 

“เซี่ยเฟย เจ้ารอข้า รอกูไหน่ไนไปรื้อรังเจ้า” เสิ่นเวยเองก็ไม่ตามไป เพียงแค่ตะโกนเสียงสูง ขณะเดียวกันก็ห้ามทหารลับที่กำลังจะตามไป อย่างไรเสียก็รู้ภูมิหลังของเขาแล้ว หากจะหาเขาก็ไม่ใช่เรื่องยาก

 

 

สำนักราชบัณฑิตใช่หรือไม่ พรุ่งนี้นางจะไปเดินเล่นที่นั่นเสียหน่อย

 

 

หัวหน้ากลุ่มมือสังหารควบม้าออกไปได้ระยะหนึ่ง เห็นว่าไม่มีคนตามมาแล้วจึงลดความเร็วลง หยุดพักอยู่นอกเมืองสักพักแล้วจึงค่อยๆ แอบเข้าไปยังที่พักในเมือง เขาถอดหน้ากากบนใบหน้าออก เป็นราชบัณฑิตหนุ่มเซี่ยเฟยที่งามสง่าอย่างถึงที่สุดผู้นั้นของสำนักราชบัณฑิตจริงๆ เขาหยิบผ้าขึ้นมาเช็ดรอยเลือดบนลำคอครู่หนึ่ง เจ็บจบร้องโอดโอยหนึ่งคราสูดหายใจเย็นเยียบ แอบบ่นเด็กสาวผู้นี้ ลงมือยังคงโหดเ**้ยมจริงๆ

 

 

นึกถึงเสียงตะโกนของจยาฮุ่ยจวิ้นจู่ผู้นั้นอีกครั้ง ชั่วขณะเซี่ยเฟยก็หวาดกลัวอย่างยิ่ง ด้วยนิสัยของจยาฮุ่ยจวิ้นจู่ที่กล้าก่อเรื่องแม้แต่ในห้องหนังสือส่วนพระองค์ พรุ่งนี้นางจะต้องไปที่สำนักราชบัณฑิตแน่นอน และบาดแผลบนลำคอของเขาก็ไม่อาจหายได้อย่างรวดเร็ว นี่ไม่ใช่เป็นหลักฐานมัดตัวหรอกหรือ

 

 

ได้ พรุ่งนี้ลางานแล้วกัน เขาต้องออกไปหลบสักพักหนึ่ง

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

เนื่องด้วยถูกมารดาเลี้ยงกลั่นแกล้ง ทำให้ เสิ่นเวย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอต้องตายลงด้วยความน่าเวทนา ทว่าด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทหารสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวผู้ที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับตนเอง เมื่อถูกมารดาเลี้ยงวางแผนกลั่นแกล้ง เนรเทศตนเองมาอยู่ในสถานที่รกร้างห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้นาง ‘รักษาตัว’ คิดหรือว่านางจะยอมแพ้ต่อความร้ายกาจของมารดาเลี้ยงผู้นี้? ไม่เป็นไร ในเมื่อไล่นางออกมา นางก็จะใช้หนึ่งสมองและสองมือของตนนี้พลิกฟื้นพัฒนาครอบครัวของนางให้กลับมาเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset