ยอดหญิงสกุลเสิ่น – ตอนที่ 264-2 หัวหน้ากลุ่มมือสังหาร

 

 

เสิ่นเวยแทบจะฮัมเพลงกลับจวน เล่าข่าวดีที่น่าตื่นเต้นดีใจข่าวนี้ให้คุณชายใหญ่ของนางอย่างไม่อาจรีรอ “สวีโย่ว ท่านรู้หรือไม่ว่าหัวหน้าของกลุ่มมือสังหารผู้นั้นคือใคร เขาคือเซี่ยเฟย เซี่ยเฟยราชบัณฑิตเซี่ยแห่งสำนักราชบัณฑิต”

 

 

“สำนักราชบัณฑิตงั้นหรือ” สวีโย่วยังคงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยจริงๆ ทันใดนั้นก็ละสายตา กล่าว เจ้าออกไปเองอีกแล้วหรือ”

 

 

เสิ่นเวยสะดุ้งในชั่วขณะ แต่ปากกลับแข็ง “ไม่ใช่เพราะว่าท่านกลับมาดึกเกินไปหรือไร ข้าให้คนจับตามองมาครึ่งเดือนแล้ว กว่าจะเห็นเขาปรากฏตัว โอกาสหาได้ยากนัก!”

 

 

ภายใต้การจ้องมองที่นิ่งงันของสวีโย่ว เสิ่นเวยยิ่งพูดเสียงก็ยิ่งเบา “เอาล่ะ เอาล่ะ เอาเป็นว่าครั้งหน้าข้ารอท่านไปด้วยกันก็ได้ วันทั้งวันเอาแต่เป็นห่วง มีทหารลับตามไปด้วยจะเกิดอะไรได้ ข้าก็ไม่ได้บอบบางเป็นกระดาษเสียหน่อย” ยังมีอีกหนึ่งประโยคที่เสิ่นเวยไม่กล้าพูด ตอนนั้นนางช่วยเขาไว้ตั้งสองสามครั้ง

 

 

สวีโย่วมองเสิ่นเวยที่เบะปาก ก็อดถอนหายใจหนึ่งคราไม่ได้ แต่งงานกับภรรยาที่ฝีมือสูงกล้าหาญผู้หนึ่งนอกจากตนจะดูแลให้ดีจะยังมีวิธีใดอีก

 

 

“เวยเวย ข้าไม่ได้ประเมิณความสามารถของเจ้าต่ำ แต่ในเมื่อคนผู้นั้นสามารถนั่งแท่นหัวหน้าได้ ย่อมต้องมีอุบายของเขา พวกเขามือสังหารเหล่านั้น อุบายเลวชั่วมีถมไป เจ้าเพิ่งจะมีประสบการณ์ได้เพียงกี่ปี หากไม่ระวังกับดักเขาชั่วขณะจะทำอย่างไร” สวีโย่วพยายามเกลี้ยกล่อม เขาไม่มีทางเผชิญหน้ากับผลลัพธ์เช่นนั้นได้ เพียงแค่คิดในใจเขาก็บีบรัดแล้ว เขายังชอบมองเห็นน้องสี่แซ่เสิ่นที่แข็งแรงมีชีวิตชีวาอยู่

 

 

เห็นความหวาดกลัวแวบผ่านใบหน้าสวีโย่ว ความไม่ยินยอมมากมายของเสิ่นเวยก็มลายหายไปในตอนนี้แล้ว กอดเอวของสวีโย่วไว้เอง แนบหน้าลงบนอกเขา รับปากกล่าว “ครั้งนี้เป็นข้าที่ผิดเอง ข้ารับปากท่าน จะไม่มีครั้งหน้าแล้ว” แต่ในใจกลับบ่น อันที่จริงข้าเองก็เป็นปรมาจารย์มือสังหารเช่นกัน อุบายเลวชั่วที่เจ้าว่าอันที่จริงข้าเองก็เชี่ยวชาญ งานนั้นที่นางทำในยุคปัจจุบัน บอกว่าเป็นทหารรับจ้าง ความจริงแล้วก็ไม่ได้ต่างอะไรจากมือสังหาร

 

 

สวีโย่วลูบผมยาดำเป็นประกายของเสิ่นเวย กล่าว “พรุ่งนี้เจ้าก็ไม่ต้องไปสำนักราชบัณฑิตแล้ว ในเมื่อเจ้ารู้ฐานะของเขาแล้ว ซ้ำยังทำให้เขาได้รับบาดเจ็บที่ลำคอ เขาก็คงไม่โง่ไปสำนักราชบัณฑิตรอให้เจ้าไปหาถึงที่หรอก ข้าเดาว่าพรุ่งนี้เขาน่าจะต้องลางาน”

 

 

เสิ่นเวยขมวดคิ้วมุ่นในชั่วขณะ คิดครู่หนึ่งจึงกัดฟันกล่าว “ไม่เป็นไร เขาไม่ไปสำนักราชบัณฑิต ข้าก็ไปหาที่บ้านเขาได้”

 

 

“แม้แต่สำนักราชบัณฑิตเขายังไม่ไป แล้วจะรอเจ้าอยู่ในบ้านหรือไร อ้อจริงสิ เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเขาคือเซี่ยเฟยราชบัณฑิตเซี่ย” สวีโย่วถามอย่างแนบเนียน

 

 

นี่เองก็ไม่มีอะไรให้ต้องปิดบัง “เขาไม่ใช่เป็นเพื่อนร่วมงานของเจียงเฉินหรือไร ข้าจึงเคยเห็นเขาครั้งหนึ่ง ภายหลังเห็นเขาอีกครั้งในโรงน้ำชา แต่เขาไม่เห็นข้า โชคดีที่ข้าเห็นเขา มิเช่นนั้นก็คงไม่รู้จริงๆ ว่าเขาก็คือหัวหน้ากลุ่มมือสังหาร”

 

 

ดวงตาสวีโย่วกะพริบวาบเล็กน้อย พยักหน้า จากนั้นก็เขยิบเข้าไปใกล้หูของเสิ่นเวย “หากเวยเวยอยากล่อเขาออกมา ข้ากลับมีวิธีดี” เขากระซิบเสียงเบาข้างหูเสิ่นเวยหลายประโยค

 

 

เสิ่นเวยยิ่งฟังก็ยิ่งดีใจ พยักหน้าไม่หยุด ดวงตาเป็นประกายอย่างถึงที่สุด ดี ดีจริงๆ ยังคงเป็นคุณชายใหญ่ของนางที่มีวิธี แต่งงานกับสามีที่มีสติปัญญาก็ดีเช่นนี้นี่เอง!

 

 

เจียงเฉินที่หมั้นหมายแล้วก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเท่าไรนัก ยังคงไปทำงานที่สำนักราชบัณฑิตทุกวัน ถึงเวลาแล้วก็เดินทอดน่องกลับบ้าน บางครั้งก็ถือของขวัญหลายอย่างไปดื่มสุราเป็นเพื่อนว่าที่พ่อตาที่ตระกูลฉิน พูดคุยเป็นเพื่อนว่าที่แม่ยาย ไปมาหาสู่ คนทุกระดับชั้นในตระกูลฉินล้วนแต่ชอบเขาอย่างยิ่ง

 

 

ต้าอู่เสี่ยวอู่สองคนเป็นกังวลทั้งจิตใจ เสี่ยวอู่สะกิดพี่ชายเขาแล้วกล่าว “ท่านพี่ ท่านว่านายท่านคิดอะไรอยู่หรือ ดีใจจนเสียสติไปแล้วหรือ”

 

 

ครบหนึ่งเดือนที่ได้ข่าวจากบ้านเก่า บอกว่าคุณชายใหญ่ในจวนไม่อยู่แล้ว นายท่านได้รับข่าวบนใบหน้าก็ไม่มีสีหน้าแม้แต่นิดเดียว ทว่าคืนนั้นกลับดื่มสุราเมามายหัวปักหัวปำ ซ้ำยังใช้ตะเกียบเคาะชามร้องเพลงครึ่งคืน

 

 

บ่าวรับใช้ในจวนต่างก็บอกว่านายท่านเสียใจอย่างหนัก มีเพียงพวกเขาพี่น้องที่รู้ว่านายท่านไม่ได้เสียใจ นายท่านเกลียดคุณชายใหญ่ อยากจะกินเนื้อเขาสดๆ ให้ได้ คุณชายใหญ่ตายแล้ว นายท่านยังไม่ทันจะดีใจ ไหนเลยจะเสียใจได้ ไม่เห็นหรือว่าไม่กี่วันก่อนนายท่านพยายามหาข้ออ้างจุดประทันกว่าครึ่งชั่วยาม

 

 

“อย่าพูดมั่วซั่ว คุณชายใหญ่ไม่อยู่แล้ว ในใจนายท่านไม่สบายใจ” อย่างไรเสียต้าอู่ก็สุขุมกว่าเล็กน้อย มองไปรอบด้าน เห็นว่าไม่มีบ่าวคนอื่นจึงกล่าว “ระวังปากเจ้าให้ดี อย่าหาเรื่องมาให้นายท่าน” พี่ชายคนโตเสียชีวิต ผู้เป็นน้องชายไม่โศกเศร้าแต่ดีใจ หากเรื่องดังออกไปนายท่านจะยังเป็นขุนนางได้อย่างไร

 

 

เสี่ยวอู่เองก็มองซ้ายมองขวาตามพี่ชายของเขา บ่นพึมพำ “ไม่ใช่ว่าไม่มีคนหรือไร” เขาไม่ใช่เด็กสามขวบ ยังจะไม่รู้หนักเบาได้อย่างไร

 

 

“ท่านพี่ ท่านว่าเหตุใดนายท่านถึงแต่งงานกับคุณหนูตระกูลฉินเล่า กูไหน่ไนผู้นั้นไม่ถูกกับนายท่านเสนาบดีฉิน นายท่านแต่งงานกับคุณหนูตระกูลฉินไม่ใช่ว่าจะ…” เสี่ยวอู่เลิกคิ้ว ไม่ได้พูดต่อ

 

 

ต้าอู่เข้าใจความหมายของน้องชาย เขาขมวดคิ้วคิดครู่หนึ่ง คิดๆ ดูแล้วก็คิดต้นสายปลายเหตุไม่ออก หากบอกว่านายท่านเพิกเฉยคุณหนูสี่แซ่เสิ่น ก็ไม่เหมือนมากนัก ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้าเมืองหลวง ข่าวทุกอย่างที่เกี่ยวกับคุณหนูสี่ผู้นั้นนายท่านก็เฝ้าดูอยู่เงียบๆ แม้แต่ร้านค้าสำนักคุ้มภัยกลุ่มนั้นใต้บังคับบัญชาของนางก็ยังเฝ้ามองอยู่เงียบๆ มีข่าวสำคัญอะไรก็ยังส่งคนออกไปเงียบๆ เพียงแค่เป็นเรื่องของคุณหนูสี่ผู้นั้นในตอนนี้ล้วนแต่ใส่ใจทั้งสิ้น

 

 

แต่นายท่านหมั้นหมายคู่หมั้นตระกูลนี้หมายความว่าอย่างไร ครอบครัวของว่าที่ฮูหยินอยู่ในวงศ์ตระกูลเดียวกันกับท่านเสนาบดีฉิน ซ้ำยังอยู่ในห้าลำดับญาติ นายท่านแต่งงานกับคุณหนูฉินใช่จะถือเป็นการอยู่ฝั่งท่านเสนาบดีฉินหรือไม่

 

 

ต้าอู่เองก็ไม่เข้าใจว่านายท่านคิดอะไรอยู่ “นายท่านทำอะไรย่อมมีเหตุผลของเขา พวกเราฟังคำสั่งก็พอแล้ว” สุดท้ายต้าอู่ก็กล่าวกับน้องชายเขาเช่นนี้

 

 

เจียงเฉินในห้องหนังสือได้ยินเสียงกระซิบกระซาบของอู่ต้าเสี่ยวอู่สองคนข้างนอก ยกยมุมปากยิ้ม เพียงแค่แต่งภรรยาแซ่ฉินมิใช่หรือ มีอะไรสำคัญ เพียงแค่ตระกูลฉินบังเอิญชอบเขา เขาเองก็รู้สึกว่าคุณหนูฉินไม่เลว แต่งก็แต่ง จะมีผลกระทบอะไรได้

 

 

งานสมรสของสวีฉั่งคุณชายสี่จวนจิ้นอ๋องเองก็กำหนดวันนานแล้ว พระชายาจิ้นอ๋องอยากอุ้มหลานชายในเร็ววัน จึงเลือกฤกษ์มงคลในเดือนสิบ พิธีดูสมพงษ์มอบสินสอดต่างๆ ก่อนหน้านี้เสิ่นเวยไม่ได้สนใจอย่างสิ้นเชิง ได้ยินเพียงสาวใช้ที่ออกไปเชยชมเอ่ยขึ้น บอกว่าขบวนยกสินสอดยาวอย่างยิ่ง ไม่ต่างอะไรจากสินสอดในตอนแรกที่คุณชายใหญ่ยกมายังจวนจงอู่โหว

 

 

เสิ่นเวยแสยะปาก บอกว่าไม่ต่าง ยังคงต้องต่างเล็กน้อย คุณชายใหญ่ของนางเป็นบุตรชายภรรยาเอกคนโตที่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เป็นจวิ้นอ๋อง น้องชายลำดับล่างเทียบได้หรืออย่างไร ต่อให้พระชายาจิ้นอ๋องจะกระอักเลือดก็ไม่มีหนทาง

 

 

ฤกษ์สมรสของสวีฉั่งคือวันที่สิบแปดเดือนสิบ ฤกษ์สมรสของหร่วนเหิงลูกผู้พี่ของเสิ่นเวยจัดขึ้นในวันที่แปดเดือนสิบ เสิ่นเวยสั่งให้แม่นมมั่วไปช่วยเหลือจัดการที่จวนฝั่งมารดานางแต่เนิ่นๆ แล้ว ทาสีลานบ้านเก็บกวาดห้อง เสิ่นเวยก็ยิ่งไปบัญชาการด้วยตัวเอง นางยังพาบ่าวรับใช้จำนวนหนึ่งในจวนไปช่วยอีกด้วย ชั่วขณะจวนแม่ทัพใหญ่หร่วนที่สงบเงียบก็ครึกครื้นขึ้นมา

 

 

คนที่มีความสุขที่สุดก็คงไม่พ้นลูกผู้น้องหร่วนเหมียนเหมี่ยน ไม่เพียงแต่ได้พบลูกผู้พี่ทุกวัน มิหนำซ้ำในไม่ช้านางก็จะมีพี่สะใภ้ที่งดงามมากความสามารถแล้ว ถึงตอนนั้นผ่านไปหนึ่งปีครึ่งปี พี่สะใภ้มีหลานชายหรือหลานสาวให้นาง ก็จะยิ่งสมบูรณ์แบบ

 

 

หร่วนเหิงกับท่านตาของเขาหร่วนเจิ้นเทียนก็มีเรื่องมงคลให้สบายอารมณ์ โดยเฉพาะหร่วนเจิ้นเทียน สีหน้านั่นแดงก่ำราวกับเด็กลงสิบปี ภายใต้การปรนนิบัติของบ่าวรับใช้คนสนิทเขาเปลี่ยนชุดที่หลานสาวตาทำให้เขากับมือ มองซ้ายมองขวาอยู่หน้ากระจก มุมปากยกสูงอย่างยิ่ง!

 

 

“คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าข้าแก่เพียงนี้แล้วยังได้เห็นวันนี้ที่เหิงเอ๋อร์แต่งงาน รอให้การหมั้นหมายของเหมียนเอ๋อร์ตกลงปลงใจได้ข้าก็คลายความกังวลทั้งหมดแล้ว นี่ล้วนแต่โชคดีที่ได้เวยเอ๋อร์!” หร่วนเจิ้นเทียนลูบหนวด สีหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

 

 

บ่าวรับใช้คนสนิทเองก็ยิ้มแย้ม “ดูแม่ทัพพูดเข้า ท่านน่ะยังต้องอุ้มหลานชายก่อน รอฮูหยินเล็กเข้าเรือนมา สามปีท้องสอง ท่านก็รอสอนสั่งหลายชายเถิด”

 

 

“ดูเจ้าพูดเช่นนี้ข้าแก่ปูนนี้แล้วยังต้องพยายามมีชีวิตต่อไปอีกหลายปี” หร่วนเจิ้นเทียนหัวเราะร่าอย่างสบายใจ

 

 

บ่าวรับใช้คนสนิทคล้อยตาม “มิใช่หรือไร บ่าวหวังให้แม่ทัพท่านอายุยืนนานร้อยปี บ่าวเองก็ต้องทุ่มแรง พยายามรับใช้แม่ทัพท่านไปอีกสามสิบปี”

 

 

“เช่นนั้นพวกเราก็คงเป็นปีศาจเฒ่าแล้วล่ะ!” นายบ่าวสองคนหัวเราะร่าอีกพักหนึ่ง ในเสียงหัวเราะต่างก็แฝงไปด้วยความสุข ตอนที่หร่วนเจิ้นเทียนไม่สังเกตเห็น บ่าวรับใช้คนสนิทหันหลังไปปาดน้ำตาตรงหางตาเงียบๆ กี่ปีแล้วที่แม่ทัพไม่ได้มีความสุขเช่นนี้ ขอบคุณคุณหนูลูกผู้น้องอย่างยิ่งจริงๆ!

 

 

หร่วนเจิ้งเทียนไหนเลยจะมองไม่เห็น เพียงแค่แสร้งทำเป็นไม่เห็นก็เท่านั้นเอง ในใจเขาก็มีความรู้สึกร้อยแปดพันเก้า ไม่กล้าจินตนาการจริงๆ ว่าจวนแม่ทัพใหญ่หร่วนจะยังมีวันนี้ได้ หลานชายมีงานมีการ อีกประเดี๋ยวหลานสะใภ้ก็แต่งเข้าจวนแล้ว ตระกูลหร่วนมีความหวังอันรุ่งโรจน์แล้ว! ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นโชคดีที่เขามีหลานสาวตาที่ดีมีความสามารถผู้หนึ่ง

 

 

หร่วนเจิ้นเทียนเรียกหลานชายหลานสาวมาตักเตือนตรงหน้า “ตระกูลหร่วนของพวกเราเหลือเพียงพวกเจ้าพี่น้องสองคนแล้ว อาเจ้าเองก็มีเพียงเวยเอ๋อร์กับเจวี๋ยเอ๋อร์สองคน เวยเอ๋อร์ปฏิบัติต่อพวกเจ้าเช่นไรพวกเจ้ารู้ดีแก่ใจ ต่อจากนี้ต้องปฏิบัติต่อเวยเอ๋อร์ให้เหมือนญาติพี่น้องของตน เหิงเอ๋อร์ แม้ลูกผู้น้องเจ้าจะอายุน้อยกว่าเจ้า แต่กลับมั่นคงยิ่งกว่าเจ้ามาก เจ้าไม่เพียงแต่ต้องปกป้องนาง ยังต้องเคารพนาง มีเรื่องอันใดก็ไปปรึกษาหารือกับนางให้มาก”

 

 

“ท่านปู่ ท่านวางใจเถิด หลานทราบว่าต้องทำเช่นไร” หร่วนเหิงพยักหน้าอย่างตั้งใจจริง

 

 

หร่วนเหมียนเหมี่ยนเองก็พยักหน้าไม่หยุด “ลูกผู้พี่เป็นเหมือนพี่สาวแท้ๆ ของข้า!” ตอนนี้เสื้อผ้าที่นางสวมอยู่ เครื่องประดับที่เต็ม**บเครื่องประดับ สิ่งของสวยงามที่ไว้ชมเล่น ชิ้นไหนบ้างไม่ใช่ของที่ลูกผู้พี่ให้นาง แม้แต่ของว่างอร่อยๆ บางอย่าง ลูกผู้พี่ก็ยังสั่งคนให้ส่งมาให้นางชิม อย่าว่าแต่พี่สาว แม้แต่มารดายังเทียบไม่ได้

 

 

งานสมรสของหร่วนเหิงครึกครื้นอย่างมาก คนที่มาอวยพรถึงหน้าประตูก็เยอะอย่างยิ่ง นอกจากเพื่อนร่วมงานของหร่วนเหิง ญาติที่มีความเกี่ยวข้องกับจวนจงอู่โหว ขุนนางใหญ่ๆ เล็กๆ ในเมืองหลวงก็มาไม่น้อย ในนั้นมีจำนวนหนึ่งที่พุ่งเป้ามายังเสิ่นเวยกับสวีโย่ว

 

 

จวนแม่ทัพใหญ่หร่วนตกต่ำแล้ว ทหารองครักษ์ขั้นห้าอย่างหร่วนเหิงก็ไม่ควรค่าให้พวกเขามองเห็นอยู่ในสายตา แต่เจ้าไม่เห็นหรือว่าคนที่ออกหน้าจัดการให้จวนแม่ทัพใหญ่หร่วนคือจยาฮุ่ยจวิ้นจู่กับผิงจวิ้นอ๋อง ไม่เพียงแต่เรื่องของขวัญอวยพร แต่สามารถมาปรากฏหน้าต่อหน้านายสองท่านนี้ได้ ก็นับว่าคุ้มค่าอย่างยิ่งแล้ว

 

 

เมื่อมาเช่นนี้ โต๊ะก็ไม่พอแล้ว โชคดีที่จวนแม่ทัพใหญ่กว้างโล่งอย่างถึงที่สุด สั่งโต๊ะอาหารยี่สิบโต๊ะจากเหลาสุรามาวางไว้ในห้องรับแขกในสวนดอกไม้และศาลาริมน้ำ จึงเพียงพอให้รองรับได้

 

 

วันนี้เสิ่นเวยยุ่งจนเท้าไม่ติดพื้น ปากก็ยิ้มจนแข็งทื่อ แม้ว่าจะอยู่ในจวนตัวเองนางก็ไม่เคยใส่ใจเพียงนี้มาก่อน แต่ว่านางก็มีความสุขจริงๆ ต่อให้เหนื่อยก็ยังมีความสุข

 

 

ลูกผู้พี่แต่งงานแล้ว มีสะใภ้ลูกผู้พี่มาดูแลบ้านหลังนี้ นางเองก็สามารถคลายความกังวลได้แล้ว จะไม่มีความสุขได้อย่างไร

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

เนื่องด้วยถูกมารดาเลี้ยงกลั่นแกล้ง ทำให้ เสิ่นเวย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอต้องตายลงด้วยความน่าเวทนา ทว่าด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทหารสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวผู้ที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับตนเอง เมื่อถูกมารดาเลี้ยงวางแผนกลั่นแกล้ง เนรเทศตนเองมาอยู่ในสถานที่รกร้างห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้นาง ‘รักษาตัว’ คิดหรือว่านางจะยอมแพ้ต่อความร้ายกาจของมารดาเลี้ยงผู้นี้? ไม่เป็นไร ในเมื่อไล่นางออกมา นางก็จะใช้หนึ่งสมองและสองมือของตนนี้พลิกฟื้นพัฒนาครอบครัวของนางให้กลับมาเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset