ยอดหญิงสกุลเสิ่น – ตอนที่ 166-1 ทรัพย์สินส่วนตัว

เสิ่นเวยที่กลับมาอีกครั้งกลับสงบสติอารมณ์ปรับแก้แผนที่ต่อไม่ได้แล้ว นางพิงพนักเก้าอี้ นิ่งงัน มักจะรู้สึกว่าทรวงอกถูกอะไรบางอย่างกดทับเอาไว้ ไม่สบายตัวอย่างถึงที่สุด

 

 

นิ่งเงียบอยู่สักพัก เสิ่นเวยก็ให้คนไปตามชวีไห่มา

 

 

สองวันนี้ชวีไห่ถูกอาจารย์ผังเรียกตัวไปใช้งาน ได้ยินว่าคุณชายสี่เรียกหาเขาก็วางสมุดบัญชีในมือแล้วตามมาอย่างเร่งรีบ “คุณชาย ท่านเรียกผู้น้อยหรือ” ชวีไห่ทำความเคาพเสิ่นเวย ท่าทีเคารพนางอย่างเช่นเมื่อก่อน

 

 

ครั้งนี้ชวีเหวินลูกชายเขาก็ตามมาที่เมืองชายแดนด้วย สองปีนี้ลูกชายเขาเปลี่ยนไปมากยิ่งนัก ตัวโตขึ้น ร่างก็กำยำล่ำสัน การพูดการกระทำก็มีระเบียบแบบแผนอย่างมาก กลับบ้านไปยังรู้จักนำของว่างอร่อยๆ ต่างๆ มาให้เขากับภรรยาอีกด้วย เสมือนเป็นคนละคนกับลูกชายคนที่ทำตัวเหลวไหลตะกละตะกลามเกียจคร้านผู้นั้นอย่างสิ้นเชิง

 

 

ภรรยาปาดน้ำตาถอนหายใจ ‘ต่อให้ข้าตายตอนนี้ ข้าก็วางใจได้แล้ว พวกเราอย่าได้ลืมบุญคุณยิ่งใหญ่ของคุณหนูเด็ดขาด’

 

 

อันที่จริงแล้วนี่ก็เป็นคำพูดในใจของชวีไห่ เขาเข้าใจดีว่าหากไม่มีคุณหนู ครอบครัวพวกเขาก็คงจะแหลกเละไปนานแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะยากเพียงใดเหนื่อยเพียงใดเขาก็ไม่เคยบ่นแม้แต่ประโยคเดียว แต่ไหนแต่ไรก็จงรักภักดี

 

 

เสิ่นเวยเห็นชวีไห่ก็ตกใจอย่างยิ่ง “ท่านอาชวีเหตุใดท่านถึงผอมลงมากขนาดนี้ งานเหน็ดเหนื่อยเกินไปใช่หรือไม่ เหตุใดท่านถึงดื้อรั้นเช่นนี้ ลูกน้องเยอะเพียงนั้นเลี้ยงไว้ให้เสียข้าวสุกหรือไร มีงานก็ให้พวกเขาไปทำ จะได้สั่งสมประสบการณ์ ท่านแค่ขยับปากก็พอแล้ว อย่าโง่งมทำเรื่องทุกอย่างด้วยตัวเอง”

 

 

ขณะที่ปากเสิ่นเวยบ่นไปพลางก็เรียกให้เถาฮวาไปยกเก้าอี้มา เสิ่นเวยสงสารจริงๆ ชวีไห่เป็นแขนซ้ายแขนขวาที่พึ่งพาของนาง มีเขาช่วยจัดการเรื่องธุรการต่างๆ จึงเบาความคิดตนไปได้ไม่น้อย หากชวีไห่เหนื่อยจนล้มป่วย แค่นางคิดถึงงานธุรการที่ยุ่งยากเหล่านั้น หัวตนก็ปวดขึ้นมาก่อนแล้ว

 

 

“เถาฮวา ไปสั่งครัวเล็กหน่อย บอกว่าต่อจากนี้แบ่งน้ำแกงบำรุงที่ให้ท่านปู่ทานมาให้ท่านอาชวีด้วย” เสิ่นเวยมองเบ้าตาที่ลึกโหลของชวีไห่แล้วจึงกล่าวกำชับ ในขณะเดียวกันก็สำรวจตัวเองว่าตนให้งานชวีไห่มากไปหรือไม่ อย่างไรเสียเขาก็อายุมากแล้ว ไม่ได้มีกำลังวังชาเหมือนเด็กๆ วัยหนุ่มสาว “จางสงอยู่ในจวนใช่หรือไม่ ท่านอาชวี กลับไปข้าจะให้เขาไปเป็นลูกน้องของท่าน ท่านต้องรักษาสุขภาพด้วย”

 

 

ชวีไห่ตกใจที่จู่ๆ ก็ได้รับความโปรดปรานรีบลุกขึ้นยืน “คุณชาย ผู้น้อยไม่เป็นไร เพียงแค่ไม่เคยชินกับสภาพดินฟ้าอากาศ ใช้เวลาสักพักให้คุ้นชินก็ดีขึ้นแล้ว” เขาใช่คนที่มียศถาบรรดาศักดิ์ที่ไหน จะรับเงินเดือนและสวัสดิการอย่างท่านโหวได้อย่างไร คุณหนูเห็นใจ แต่เขาไม่ให้ยอมให้ทำเช่นนั้นแน่นอน

 

 

“ไม่เป็นไรๆ เพียงแค่เรื่องเติมน้ำหนึ่งถ้วย ยาบำรุงที่พวกเราขนกลับมาก็มีเยอะถมไป” เสิ่นเวยโบกมือ ไม่ใช่เรื่องยุ่งยากเลยแม้แต่น้อย ผู้มีความสามารถน่ะ ไม่ใช่ว่าควรใส่ใจให้มากหรอกหรือ

 

 

ชวีไห่ปฏิเสธไม่ได้ ไม่รู้ว่าคุณหนูจะคิดแทนเขาด้วยใจจริง หัวใจร้อนผ่าวอย่างอดไม่ได้ “เช่นนั้นผู้น้อยขอบคุณคุณชายที่เมตตา คุณชายมีอะไรจะรับสั่งอีกหรือไม่”

 

 

เสิ่นเวยเรียบเรียงคำพูดในใจ ยังคงคิดว่าถามออกไปตามตรงดีกว่า “ท่านอาชวี ประชาชนเมืองชายแดนมีชีวิตที่ยากแค้นอย่างยิ่งใช่หรือไม่”

 

 

“คุณชายหมายความว่าเช่นไร” ชั่วขณะชวีไห่ไม่แน่ใจเจตนาของคุณชายตน

 

 

เสิ่นเวยเล่าเรื่องของหลี่จื้อสามพี่น้อง “ข้าคิดว่า เมืองชายแดนใหญ่ขนาดนั้น สถาการณ์เช่นบ้านของหลี่จื้อคงจะไม่ได้มีเพียงแค่ครอบครัวเดียว ข้าเองก็ไม่มีเวลามากมายเพียงนั้นที่จะไปดูได้ทุกที่ จึงอยากถามท่านถึงสภาพความเป็นอยู่ของประชาชนเมืองชายแดน” ไม่มีประชาชน ไหนเลยจะมีกองทัพ ต่อให้ท้ายที่สุดพวกเขารบชนะ แต่ประชาชนเมืองชายแดนหิวตายกันหมด แล้วจะมีความหมายอะไร

 

 

ชวีไห่ฟังคำพูดของคุณชายก็ถอนหายใจหนึ่งครา “ยอมเป็นสุนัขในยุคสงบสุข ดีกว่าเป็นมนุษย์ในกลียุค คุณชาย เมืองชายแดนอยู่ในช่วงเวลาสงคราม ชีวิตของประชาชนจะดีได้อย่างไร คนที่รวยหน่อยยังดี ยังมีอาหารกินให้อิ่มท้องได้ แต่มีคนมากกว่าที่กินอิ่มได้แค่ครึ่งท้อง สูญเสียเสาหลักเหมือนบ้านหลี่จื้อก็ทำได้เพียงทนหิว”

 

 

ในน้ำเสียงของชวีไห่แฝงประสบการณ์อันโชกโชน เห็นประชาชนเมืองชายแดนแล้วเขาก็นึกถึงช่วงเวลาที่อับจนหนทางของครอบครัวตน ในใจก็ยิ่งรู้สึกลำบากใจ “ตอนนี้เมืองชายแดนเข้าฤดูหนาวแล้ว การสร้างความอบอุ่นเป็นปัญหาใหญ่ การทำอาหารก็ใกล้จะกลายเป็นปัญหาแล้ว คนจำนวนมากตัดโต๊ะตัดตั่งในบ้านมาเป็นฟืนก่อไฟ แต่นี่ก็ไม่ใช่ทางออก”

 

 

เสิ่นเวยฟังแล้วหัวใจก็ยิ่งหนักอึ้ง จวนโหวไม่ขาดแคลนฟืน ทุกครั้งที่เด็กหนุ่มออกไปล่าสัตว์ก็จะถือโอกาสตัดฟืนกลับมาสองคันรถใหญ่ ทั้งหมดล้วนเป็นลำต้นที่ขนาดใหญ่เท่าแขน ทนการเผาไหม้

 

 

“ท่านอาชวี ท่านว่าทำแบบนี้ได้หรือไม่ พวกเราให้พวกเด็กหนุ่มขึ้นเขาไปตัดฟืน ส่งให้บ้านทุกหลังๆ ละหนึ่งมัด” เสิ่นเวยกล่าวถาม ชาวบ้านไม่สามารถและไม่กล้าออกจากเมือง แต่กลุ่มลูกหมาป่าเหล่านั้นใต้บังคับบัญชานางไม่เกรงกลัว พวกเขายังหวังด้วยซ้ำว่าจะได้เจอทหารซีเหลียง

 

 

ชวีไห่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง ส่ายหน้า “คุณชายหวังดี แต่ผู้น้อยคิดว่าทำเช่นนี้ไม่ค่อยเหมาะสม”

 

 

เสิ่นเวยไตร่ตรองครู่หนึ่ง เข้าใจความหมายของชวีไห่แล้ว ให้ข้าวหนึ่งเซิงเป็นบุญคุณให้ข้าวหนึ่งถังเป็นความแค้น[1] ไม่อาจเลี้ยงให้ประชาชนติดนิสัยได้มาโดยไม่ลำบาก อาหารก็ส่งหน้าบ้าน ฟืนก็ส่งถึงหน้าบ้าน ชีวิตดียิ่งกว่าช่วงที่สงบสุข เมื่อมีวันหนึ่งที่ไม่มีสิ่งเหล่านี้แล้ว ปัญหาชีวิตที่เกิดก็จะยิ่งเยอะ

 

 

“เช่นนั้นก็ให้ชาวบ้านแต่ละบ้านออกแรงเอง ข้าจะไปพูดกับท่านปู่ดู เลือกทหารม้าหนึ่งกลุ่มจากกองทัพมาคุ้มกันพวกเขาขึ้นเขาไปตัดฟืน ล่าสัตว์เช่นนี้ ต้องให้พวกเขาพึ่งพาตัวเองจึงจะถูก” เสิ่นเวยคิดครู่หนึ่งแล้วกล่าว

 

 

“นี่กลับเป็นความคิดที่ไม่เลว ฉวยโอกาสตอนที่กองทัพใหญ่ซีเหลียงยังไม่โจมตีเมือง พวกเราก็ชิงออกไปหลายๆ รอบก่อน” ชวีไห่คิดว่าวิธีนี้ดี พยักหน้าช้าๆ กล่าว

 

 

“ดี เช่นนั้นข้าจะไปหาท่านปู่” ในเมืองมีแผนรับมือแล้ว เสิ่นเวยก็ไม่อยากล่าช้าแม้แต่นิดเดียว

 

 

มองแผ่นหลังที่เดินออกไปราวกับพายุหมุน คุณชายใหญ่สวีก็ไม่สบายใจแล้ว เหตุใดเด็กน้อยของเขาถึงยุ่งเพียงนี้ ยุ่งเพียงนี้ ยุ่งเพียงนี้ ใช่มองใบหน้านี้ของเขานานไปจึงไม่มีแรงดึงดูดแล้วหรือไม่ เป็นไปไม่ได้ เช้าวันนี้เด็กน้อยยังตกตะลึงกับใบหน้าของเขาอยู่เลย

 

 

ไม่ได้ ต้องหาลูกไม้มาอีก เด็กน้อยชอบทุกข์ใจมิใช่หรือ เช่นนั้นเขาก็จะทำเรื่องทั้งหมดให้นางล่วงหน้า เด็กน้อยก็จะว่างแล้วมิใช่หรือ ว่างแล้วก็จะมีเวลาอยู่กับเขาได้มิใช่หรือ

 

 

สวีโย่วยิ่งคิดก็ยิ่งมีความสุข กวักมือเรียกเจียงเฮยเข้ามา ออกคำสั่งเสียงต่ำข้างหูเขาหลายประโยค แม้ว่าเจียงเฮยจะไม่เข้าใจเจตนาของคุณชาย แต่ก็ยังคงทำตามคำพูด

 

 

ไม่รู้เหมือนกันว่าเสิ่นเวยไปพูดกับปู่นางอย่างไร ท้ายที่สุดข่าวก็ดังกระฉ่อนอยู่ท่ามกลางหมู่ประชาชนเมืองชายแดน ‘เนื่องจากฤดูหนาวใกล้มาถึงแล้ว ท่านโหวเป็นห่วงว่าประชาชนจะลำบาก คิดว่าจะส่งกองทหารออกไปคุ้มกันประชาชนให้ออกจากเมืองเพื่อไปตัดฟืนล่าสัตว์ทุกวัน’

 

 

เมื่อข่าวแพร่ออกไป ประชาชนก็ดีใจ อากาศหนาวเช่นนี้ ไม่มีฟืนเผาไฟแล้วจะทำอย่างไร ก่อนหน้านี้ไม่ออกจากเมืองไปตัดฟืนเองก็สามารถจ่ายเงินไม่กี่เหวินเพื่อซื้อฟืนหนึ่งมัดได้

 

 

แต่ตอนนี้กองทัพใหญ่ซีเหลียงโจมตีชายแดน ประตูเมืองก็ปิดสนิท ทุกตนเองก็ไม่กล้าออกจากเมืองไปตัดฟืนอีก ต่อให้ในมือมีเงินก็ซื้อฟืนไม่ได้

 

 

ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ประชาชนเมืองชายแดนก็ถือมีดตัดฟืนและเชือกแบกตะกร้าไม้ไผ่เข้ามาเป็นกลุ่มเล็กๆ มีชายร่างกำยำ มีเด็กที่ยังไม่โตเต็มวัย กระทั่งยังมีสตรีที่รูปร่างแข็งแรง พวกเขาพูดคุยหัวเราะอยู่ด้วยกัน ขับไล่ความหนาวเย็นในอากาศ

 

 

หน้าที่นำทหารไปคุ้มกันประชาชนตกเป็นของเสิ่นเชียนและหร่วนเหิง พวกเขาทุกคนนำทัพคนสองร้อยคน เสิ่นเวยส่งโอวหยางไน่ที่พักผ่อนอยู่ออกไปเช่นกัน สองคนนี้เป็นพี่ชายแท้ๆ และญาติผู้พี่ของนาง แม้ว่าจะเรียนหนังสือมาเยอะ แต่อันที่จริงก็ไม่มีประสบการณ์อะไร ส่งผู้ชำนาญการตามไปด้วยจึงจะวางใจ

 

 

เสิ่นเชียนกับหร่วนเหิงต่างก็ตั้งใจอย่างยิ่ง รับหน้าที่แล้วทั้งสองก็ปรึกษากันอยู่ครู่ใหญ่ อีกทั้งยังลากโอวหยางไน่มาสอนอยู่ครึ่งวัน อยากจะทำงานให้ดี ไม่อาจให้เกิดข้อผิดพลาดได้

 

 

ความจริงแล้วพวกเขาก็ได้รับการกระตุ้นจากเสิ่นเวย สตรีผู้หนึ่ง สตรีที่ยังเด็กกว่าตนผู้หนึ่ง ขี่ม้าสังหารศัตรู ลงม้าก็ทำงานเป็น เบื้องสูงก็มีท่านโหวกับนายทหารชั้นสูงในกองทัพ เบื้องล่างก็มีประชาชนกับนายทหาร ไม่มีสักคนที่ไม่ชื่นชมคุณชายสี่วีรบุรุษอายุน้อย ทำให้ในใจบุรุษทั้งสองคนนี้อับอายอย่างถึงที่สุด

 

 

มาตรการรับมือของเสิ่นเชียนกับหร่วนเหิงกลับเชื่อถือได้อย่างยิ่ง อย่างแรกคือการเลือกสถานที่ ป่าที่พวกเขาเลือกอยู่ใกล้เมืองชายแดน มีเหตุไม่คาดฝันอะไรเกิดขึ้นก็สามารถถอยกลับไปได้อย่าง่ายดาย อย่างที่สองก็คือส่งคนสอดแนมข้าศึกออกไปไม่น้อย กลุ่มละเจ็ดคน ตั้งหน่วยลาดตระเวนทุกๆ สามลี้ หากเจอกองทัพซีเหลียงก็สามารถกลับมาแจ้งข่าวได้ทันเวลา วางแผนแต่เนิ่นๆ

 

 

เสิ่นเวยเริ่มขอความดีความชอบจากท่านปู่นางอีกครั้ง “ท่านปู่ เห็นแล้วหรือยัง หลานพูดถูกใช่หรือไม่ ขอเพียงแค่ท่านยอมสอน ยอมให้โอกาส ก็ไม่มีไม้ไหนที่ดัดไม่ได้ พี่ใหญ่ทำดีอย่างยิ่งไม่ใช่หรือ สั่งสมประสบการณ์หลายรอบก็รู้แล้วว่าต้องทำอย่างไร”

 

 

ท่านเสิ่นโหวมองหลานสาวตัวน้อยที่กระดิกขาสะบัดมือก็เปิดหนังสือในมือทันที “รู้แล้วๆ นี่ล้วนเป็นคุณงามความดีของเจ้า ปู่แบ่งทรัพย์สินส่วนตัวให้เจ้าครึ่งหนึ่งคงจะน้อยไปหน่อย ให้เจ้าหมดเลยแล้วกัน”

 

 

เสิ่นเวยสะดุ้งตกใจกับสีหน้าจริงจังบนใบหน้าของท่านปู่ ให้หมดเลยหรือ ใจกว้างอะไรเช่นนี้ นางมองปู่นางอยู่ครู่ใหญ่ด้วยความระแวง จู่ๆ ก็แสยะปาก “ชิ ท่านปู่ท่านหลอกข้า ลูกหลานท่านตั้งเยอะ จะเอาทรัพย์สินส่วนตัวให้ข้าหมดได้หรือ อย่างไรเสียข้าก็ไม่เชื่อ ท่านให้ข้าครึ่งหนึ่ง ชดเชยจิตใจที่เจ็บปวดของข้าเล็กน้อย หลานก็พอใจแล้ว”

 

 

นางพูดไปพลางเดินกร่างออกไปข้างนอกไปพลาง จู่ๆ เสิ่นเวยก็นึกได้ว่านางใกล้จะกลายเป็นครอบครัวเดียวกับหนุ่มรูปงามแซ่สวีแล้ว ต้องไปซักถามเสียหน่อยว่าหมอนั่นมีทรัพย์สินส่วนตัวเท่าไร ดูว่าเอามาไว้ในมือตนได้เท่าไร

 

 

“ท่านโหวพูดจริงใช่ไหมขอรับ” อาจารย์ผังกลับรู้ความคิดของท่านเสิ่นโหวเป็นอย่างดี คุณหนูสี่ไม่เชื่อ แต่เขากลับรู้ว่าท่านโหวคิดเช่นนี้จริงๆ

 

 

ทรัพย์ส่วนตัวทั้งหมดมอบให้หลานสาว คิดๆ ดูแล้วอาจารย์ผังก็รู้สึกสะเทือนอารมณ์

 

 

ท่านเสิ่นโหวมองนายทหารผู้ช่วยที่เป็นทั้งสหายรักผู้อยู่ข้างกายตนมากว่าสิบปี ถอนหายใจหนึ่งครา “เหล่าผังเอ๋ย ข้าชดเชยทรัพย์สินส่วนตัวทั้งหมดให้เจ้าสี่ เกรงว่าจะยังไม่เยอะเท่าที่นางเสียให้ เจ้าคิดคำนวณดู เพียงแค่ของวัตุดิบเตรียมรบต่างๆ นานานางก็ขนมาเมืองชายแดนมากเพียงใดแล้ว เงินแค่ไม่กี่แสนตำลึงจะพอได้อย่างไร คาดว่าสินเดิมของแม่นางก็คงจะรวมเข้าไปด้วยแล้ว เจ้าเห็นนางเจ็บใจเอ่ยถึงสักประโยคหรือไม่ เจ้าสี่เป็นเด็กที่มีคุณธรรม ข้าที่เป็นถึงปู่ก็ไม่อาจเอาเปรียบนางเกินไปได้”

 

 

ซ้ำยังไม่กล้าเอาเปรียบนางด้วย เด็กคนนั้นไม่ใช่คนที่จะยุแหย่ได้ แม้แต่บิดาแท้ๆ ก็ยังจัดการได้ไม่มีพลาด เขาไม่เชื่อว่าปู่เช่นตนจะมีความสามารถมากกว่า เหตุผลที่เด็กคนนั้นช่วยเหลือเช่นนี้ก็เป็นเพราะว่าตนปฏิบัติต่อนางดีตั้งแต่ต้นมิใช่หรือ

 

 

ท่านเสิ่นโหวทอดถอนหายใจรอบหนึ่ง เสียดายในใจอีกครั้งที่เจ้าสี่ไม่ไม่ใช่เด็กผู้ชาย สตรีแต่งออกเรือนก็กลายเป็นคนของตระกูลอื่นแล้ว เสียดาย เสียดายจริงๆ

 

 

 

 

 

 

[1] ให้ข้าวหนึ่งเซิงเป็นบุญคุณให้ข้าวหนึ่งถังเป็นความแค้น ในช่วงเวลาวิกฤติหากยื่นมือไปช่วยเล็กน้อยเขาจะซาบซึ้งบุญคุณ แต่หากช่วยมากเกินไป จะทำให้เขาเอาแต่พึ่งพา เมื่อหยุดช่วยก็จะกลายเป็นเคียดแค้น

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

เนื่องด้วยถูกมารดาเลี้ยงกลั่นแกล้ง ทำให้ เสิ่นเวย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอต้องตายลงด้วยความน่าเวทนา ทว่าด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทหารสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวผู้ที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับตนเอง เมื่อถูกมารดาเลี้ยงวางแผนกลั่นแกล้ง เนรเทศตนเองมาอยู่ในสถานที่รกร้างห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้นาง ‘รักษาตัว’ คิดหรือว่านางจะยอมแพ้ต่อความร้ายกาจของมารดาเลี้ยงผู้นี้? ไม่เป็นไร ในเมื่อไล่นางออกมา นางก็จะใช้หนึ่งสมองและสองมือของตนนี้พลิกฟื้นพัฒนาครอบครัวของนางให้กลับมาเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset