ยอดหญิงสกุลเสิ่น – ตอนที่ 171-2 ทดสอบการเอาตัวรอดในป่า

เสิ่นเวยรู้สึกว่าช่วงนี้แม่ทัพอู่เลี่ยแปลกไปเล็กน้อย แววตาที่มองนางผิดปกติอย่างยิ่ง ท่าทางเหมือนมีเรื่องในใจแต่ไม่กล้าพูด คงไม่ใช่ว่าเจอปัญหาแต่ไม่กล้าเอ่ยปากกับนางหรอกกระมัง 

 

 

อืม กลับไปต้องหาเวลาว่างบอกท่านกปู่สักหน่อยแล้ว อย่างไรเสียแม่ทัพอู่เลี่ยก็เป็นบิดาของเพื่อนสนิทนาง ยังต้องใส่ใจเสียหน่อย 

 

 

ความคิดนี้อยู่ในหัวเสิ่นเวยเพียงแค่แวบเดียว นางยังมีเรื่องที่สำคัญยิ่งกว่าต้องทำ 

 

 

ก่อนหน้านี้ไม่ใช่บอกไว้หรือว่าจะทดสอบกองทหารเด็ก เสิ่นเวยคิดแล้วคิดอีก ยังคงตัดสินใจพาพวกเขาเข้าป่าฝึกฝนดีกว่า ทุกๆ คนมีธนูหนึ่งคัน ลูกธนูห้าดอก กริชหนึ่งเล่ม น้ำดื่มหนึ่งกระบอกไม้ไผ่ ไม่มีเสบียง ไปคนเดียวก็ได้ หรือจะแบ่งเป็นกลุ่มเล็กๆ ก็ได้เหมือนกัน ทดสอบการเอาตัวรอดในป่าสามวัน 

 

 

ไปเถอะ ไปทรมานในป่ากันให้หมด! 

 

 

เดิมแผนการเสิ่นเวยคือหาประสบการณ์ในป่าห้าวัน แต่ตอนนี้อยู่ในช่วงทำศึก ใครจะรู้ว่ากองทัพใหญ่ซีเหลียงจะโจมตีชายแดนอีกครั้งเมื่อไร ได้ เช่นนั้นก็ย่นเวลาให้สั้นหน่อย เปลี่ยนเป็นสามวันแทน 

 

 

“เจ้าไม่กังวลหรือ” ท่านเสิ่นโหวรู้แผนการของหลานสาวก็ตามมาแล้ว เขาทอดมองป่ากว้างใหญ่ยังคงถามขึ้นอย่างอดไม่ได้ 

 

 

เสิ่นเวยยักไหล่ “มีอะไรให้ต้องกังวล เรื่องที่ควรจะสอนก็สอนหมดแล้ว เป็นล่อหรือเป็นม้าผ่านไปเดี๋ยวก็รู้เอง” 

 

 

คิ้วของท่านเสิ่นโหวยังคงขมวดมุ่น “เจ้าก็รู้ว่าพวกเขาอายุน้อยที่สุดสิบเอ็ดปี โตที่สุดก็แค่สิบห้าปี ก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่ก็ยังไม่เคยเข้าป่ามาก่อน” เขายังคงไม่วางใจอย่างยิ่ง 

 

 

เรื่องอื่นไม่ต้องพูดถึง เอาแค่ของกินก็พอ นี่ก็เข้าฤดูหนาวแล้ว ในป่าไหนเลยจะหาของกินได้ ล่าสัตว์ใช่ล่ากันง่ายๆ เพียงนั้นหรือไร หากเจอสัตว์ป่าดุร้ายที่หิวกระหายขึ้นมาจะทำอย่างไร 

 

 

ยืนหยัดได้หนึ่งวันก็ไม่เลวแล้ว นี่ตั้งสามวัน เขาไม่รู้สึกดีแม้แต่นิดเดียว 

 

 

“วางใจเถอะท่านปู่ ไม่เป็นไร ต่อให้จะแย่แต่ยังรักษาชีวิตได้ก็ถือว่าสำเร็จแล้ว” เสิ่นเวยกล่าว 

 

 

ในเมื่อนางกำหนดวิธีทดสอบนี้แล้ว เช่นนั้นก็ต้องทำการเตรียมการที่สมบูรณ์ คนที่เข้าป่าไม่ได้มีเพียงแต่ทหารเด็ก ยังมีทหารลับข้างกายนางและสวีโย่ว คนเหล่านี้ติดตามอยู่ในที่มืด บันทึกท่าทีของกองทหารเด็ก แน่นอนว่าตอนที่พวกเขาเกิดอันตรายถึงแก่ชีวิตย่อมไม่อาจยืนมองอยู่เฉยๆ ได้ 

 

 

ในมุมมองของเสิ่นเวยนี่ไม่นับว่าเป็นการทดสอบอะไรเลย ง่ายดายอย่างยิ่ง ป่าที่ใหญ่เพียงนี้ จะไม่มีแม้แต่ของกินได้อย่างไร ผลไม้ป่าที่เหลืออยู่บนกิ่งไม้ เหง้าของพืชใต้ดิน ยังมีไก่กระต่ายป่าที่วิ่งออกมาสูดอากาศ ไหนเลยจะกินไม่ได้ 

 

 

พูดถึงน้ำดีกว่า น้ำหนึ่งกระบอกไม้ไผ่ที่พกเข้าไปต้องไม่พอดื่มแน่นอน เช่นนั้นก็หาสิ สอนวิธีเอาตัวรอดในป่าไปมากมายเพียงนั้น คงไม่มีทางหาไม่เจอแม้แต่แหล่งน้ำกระมัง 

 

 

ในป่ามีอันตราย ไปคนเดียวไม่ได้ เช่นนั้นก็สร้างกลุ่มเสียสิ ร่วมมือกันเป็นกลุ่มไม่ใช่แค่พูดปากเปล่า นำไปปฏิบัติได้จริงจึงจะถูกต้อง 

 

 

สำหรับการแยกแยะทิศทาง หลีกหนีอันตราย ล้วนแต่เป็นเรื่องเด็กๆ! ตั้งแต่ที่พวกเขาเข้ามาในจวนโหววันแรกก็สอนแล้ว หากยังทำไม่ได้อีก ก็คงพูดได้แค่ว่าเจ้าโง่เกินไปแล้ว 

 

 

หากเป็นเสิ่นเวย นางจะทำเช่นนี้ หาแหล่งน้ำก่อน หลังจากนั้นก็ล่ากระต่ายป่าที่งุ่มง่ามหลายๆ ตัว จัดการเรียบร้อยแล้วก็แขวนไว้บนต้นไม้ตากลมให้แห้ง จากนั้นค่อยหาต้นไม้แก่หนึ่งต้น สร้างบ้านต้นไม้ กลางวันก็นอนพักอยู่ในบ้านต้นไม้ ถึงเวลาอาหารแล้วก็ย่างกระต่ายกิน กลางคืนก็ก่อกองไฟใต้ต้นไม้ ทั้งอุ่นทั้งปลอดภัย ไม่มีอะไรสบายไปมากกว่านี้แล้ว 

 

 

เสิ่นเวยโยนกองทหารเด็กเหล่านี้เข้าไปในป่าเสร็จแล้วก็กลับจวนโหว ทุกวันเดินเล่นสบายใจอยู่ในจวน ไม่กังวลแม้แต่นิดเดียว นางไม่กังวลแต่มีคนกังวล! มารดาของฟังจงหลี่กังวลใจจะแย่อยู่แล้ว แม้แต่ตอนนอนยังตกใจตื่น 

 

 

“พ่อ เจ้าว่าตอนนี้เจ้าสามจะทำอะไรอยู่” เฉิงซื่อผลักสามีฟังต้าฉุยข้างกาย 

 

 

“จะทำอะไรได้ ก็นอนน่ะสิ!” ฟังต้าฉุยตวาดหนึ่งครา พลิกตัวนอนต่อ ดึกดื่นไม่ให้นอน จะพลิกตัวไปมาทำไม พรุ่งนี้ยังต้องออกลาดตระเวนอีก 

 

 

ทว่าเฉิงซื่อกลับไม่มีอารมณ์นอนแม้แต่นิดเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งไม่สบายใจจึงสะกิดฟังต้าฉุย “พ่อ เจ้าว่าเจ้าสามของเราจะนอนอยู่ที่ไหน อากาศหนาวเพียงนี้ ไม่มีแม้แต่ผ้าห่ม เกิดนอนแล้วตายจะทำอย่างไร” 

 

 

ฟังต้าฉุยหงุดหงิดแล้ว พลิกตัวลุกขึ้นฉับพลัน ตะโกนกล่าว “เจ้าจะให้ข้านอนหรือไม่ เจ้ากลุ้มใจมากเช่นนั้นทำไมกัน มีประโยชน์หรืออย่างไร อีกทั้งผ้าห่มนั่น เจ้าคิดว่าอยู่บ้านหรือไร เอาตัวรอดในป่าเข้าใจหรือไม่ คุณชายสี่บอกแล้ว สิ่งที่ทดสอบก็คือดูว่าเจ้าสามารถใช้ชีวิตอยู่ในป่าได้หรือไม่” 

 

 

เป็นถึงมือหนึ่งใต้บังคับบัญชาท่านเสิ่นโหว ฟังต้าฉุยยังคงเข้าใจแผนการสังเกตการณ์ของเสิ่นเวย 

 

 

เป็นอย่างดี อีกทั้งยังเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง นำทัพสู้รบ ไม่แน่ว่าครั้งใดบังเอิญพบเหตุการณ์โชคร้ายใดๆ เข้า วิธีการใช้ชีวิตอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยากลำบากก็ดูเหมือนเป็นสิ่งสำคัญอย่างถึงที่สุด 

 

 

เฉิงซื่อเห็นสามีโมโห ก็โกรธขึ้นมาเช่นกัน หยิกตามเนื้ออ่อนตรงเอวของฟังต้าฉุยอย่างแรงหนึ่งครา “เอาตัวรอดในป่าอะไรข้าไม่เข้าใจ ข้ารู้แค่ว่าตอนนี้ลูกข้าลำบากอยู่ข้างนอก คนเป็นพ่ออย่างเจ้ายังนอนหลับสบายใจอยู่อีก นั่นไม่ใช่ลูกชายเจ้าหรือ เหตุใดเจ้าถึงใจดำเช่นนี้” เฉิงซื่อตัดพ้อ จากนั้นก็รู้สึกเศร้าใจขึ้นมา ร้องไห้อย่างอดไม่ได้ 

 

 

ฟังต้าฉุยยังคงเคารพฮูหยินอย่างยิ่ง พอเห็นเฉิงซื่อน้ำตาไหลก็กลัวทันที โอบแขนของเฉิงซื่อแล้วกล่าว “พอแล้วๆ ข้าผิดไปแล้ว ดึกดื่นเช่นนี้ ระวังร้องไห้มากไปจะนอนไม่หลับ” เหอๆ เขายังอยากนอนอยู่ “ลูกเราฉลาดเพียงใดเจ้าไม่รู้หรือ คุณชายสี่ชมหลายต่อหลายครั้งแล้ว ตอนนี้แม้จะเป็นฤดูหนาว แต่นอนข้างกองไฟก็ทั้งอุ่นทั้งปลอดภัย ไม่ต่างจากผ้าห่มมากนัก นอนเถอะๆ สามวันชั่วพริบตาก็ผ่านไปแล้ว เจ้าสามจะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน” 

 

 

เฉิงซื่อได้ยินสามีวิเคราะห์เช่นนี้ ก็วางใจลงเล็กน้อย แต่คิ้วยังคงขมวดมุ่น “แต่ว่า…” 

 

 

ฟังต้าฉุยรีบห้ามนาง “ไม่มีแต่ ข้าจะบอกเจ้าตามตรง คุณชายสี่ส่งทหารลับออกไปด้วย เจ้าสามไม่อาจเป็นอันตรายได้แน่นอน นอนเถอะ ผ่านพรุ่งนี้ไปลูกก็กลับมาแล้ว” เขาหาวล้มตัวลงนอน 

 

 

เฉิงซื่อเพิ่งจะถอนหายใจอย่างผ่อนคลาย “เช่นนั้นก็ดีๆ” ในใจรู้สึกดีกับคุณชายสี่เพิ่มขึ้นอย่างอดไม่ได้ ไม่เสียชื่อที่เป็นหลานชายของท่านเสิ่นโหว ทำอะไรล้วนแต่รอบคอบ 

 

 

ช่วงเวลาสามวันผ่านไปไวเพียงชั่วลัดนิ้วมือ เช้าตรู่วันที่สี่เสิ่นเวยก็พาคนมาถึงสถานที่นัดหมาย อาทิตย์สีแดงฉานค่อยๆ ขึ้นจากเส้นขอบฟ้า สาดส่องผืนดินใหญ่ให้สว่างเจิดจ้า 

 

 

กลุ่มแรกที่ออกมาคือฟังจงหลี่ กลุ่มเล็กนี้ของพวกเขามีเจ็ดคน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเองก็สกปรก แต่สีหน้าท่าทางดีเป็นพิเศษ ข้างหลังทุกคนต่างก็แบกเหยื่อล่าหนึ่งถึงสองตัว เมื่อเห็นเสิ่นเวยตาก็ลุกวาวในชั่วขณะ เร่งฝีเท้าวิ่งเข้ามาทันที “คุณชายสี่ๆ” 

 

 

เสิ่นเวยเองก็ยิ้มแย้ม กล่าวชม “ไม่เลวๆ พวกเจ้าเป็นกลุ่มแรกที่ออกมา ไปกินข้าวเช้าตรงนั้นเถอะ” 

 

 

ฟังจงหลี่และคนอื่นๆ ดีใจอย่างยิ่ง ได้รับคำชมจากคุณชายสี่ช่างเป็นเกียรติมากเพียงใด บนใบหน้าแต่ละคนล้วนส่งความดีใจและภูมิใจออกมา 

 

 

“มากินข้าวเช้าเร็ว!” หู่โถวตักแกงเสร็จแล้วก็ตะโกนเสียงดัง 

 

 

คนหลายคนถูกกลิ่นหอมยั่วยวน เพิ่งจะสังเกตเห็นว่าตรงที่ว่างข้างๆ มีโต๊ะวางอยู่สองตัว บนโต๊ะวางถ้วย ในชามมีไอร้อนลอยขึ้นมา ในตะกร้าใหญ่ข้างๆ โต๊ะเต็มไปด้วยหมั่นโถวสีขาวลูกใหญ่ 

 

 

“โห มีของอร่อยด้วย” คนหลายคนล้อมเข้าไปอย่างรวดเร็ว หยิบหมั่นโถว ยกถ้วย กินเร็วอย่างถึงที่สุด! ซดแกงกระดูกหมูร้อนๆ หนึ่งถ้วยลงไปในท้อง คนหลายคนต่างก็รู้สึกสบายไปทั่วทั้งร่างอย่างยิ่ง 

 

 

ทานข้าวเช้าแล้ว ฟังจงหลี่ก็เขยิบเข้ามาข้างๆ เสิ่นเวย “คุณชายสี่ ครั้งนี้พวกเราไม่เจออันตรายใดๆ เลย ข้ายังคิดจะล่าหมี หรืออย่างน้อยก็ล่าหมาป่ามาให้ท่านด้วยซ้ำ หนังหมาป่าทำเป็นหมวกอุ่นยิ่งนัก ใครจะรู้นอกจากไก่ป่ากระต่ายป่าไม่กี่ตัวแล้ว ก็ไม่เจออะไรเลย” บนใบหน้าเขาเต็มไปด้วยความเสียดาย 

 

 

เสิ่นเวยยิ้มกล่าว “พวกเจ้าเข้าไปอย่างปลอดภัยออกมาอย่างปลอดภัยก็นับว่าผ่านการทดสอบแล้ว” ยิ่งไปกว่านั้นความสามารถในการเป็นผู้นำและความสามารถในการวิเคราะห์สถานการณ์ที่เด็กเหล่านี้แสดงออกมาในหลายวันนี้ เสิ่นเวยก็ยังคงพอใจเขาอย่างยิ่ง 

 

 

ทหารเด็กคนอื่นๆ เองก็ทยอยกันออกมาแล้ว บ้างก็เพียงแค่มีสภาพจนตรอก บ้างก็มีคราบเลือดบนเสื้อผ้า แต่ว่าสีหน้าท่าทางของทุกคนต่างก็ดีอย่างยิ่ง ไม่มีคนที่รับบาดเจ็บสาหัส 

 

 

กลุ่มเล็กห้าคนของหลี่จื้อออกมาค่อนข้างรั้งท้าย ทั้งยังเป็นกลุ่มที่จนตรอกที่สุด บนลำคอของเขามีรอยเลือดสามเส้น บนเสื้อผ้ายังมีคราบโลหิตวงใหญ่ มีขาของสมาชิกหนึ่งคนคล้ายได้รับบาดเจ็บ ถูกคนอื่นพยุงอยู่ เดินกะเผลกๆ เข้ามา 

 

 

เสิ่นเวยบอกเป็นนัย จากนั้นก็มีคนใส่ยาทำแผลให้หลี่จื้อและคนอื่นๆ หลี้จื้อก้มหน้าต่ำ บนใบหน้าเศร้าสลดหลายส่วน “คุณชายสี่ ข้า…” เขาเห็นแล้ว ทหารเด็กที่ออกมาทั้งหมดมีเพียงกลุ่มพวกเขาที่ได้รับบาดเจ็บหนักที่สุด คุณชายสี่มีบุญคุณต่อเขาดั่งภูผา แต่เขากลับทำให้คุณชายสี่ผิดหวัง ในใจเขาลำบากใจ 

 

 

ทว่าเสิ่นเวยกลับตบบ่าของเขา กล่าว “เจ้า ทำดีมาก!” 

 

 

หลี่จื้อเงยหน้าขึ้นอย่างเหลือเชื่อ “เอ๋” ไม่อยากเชื่อจริงๆ ว่าสิ่งที่ตัวเองได้ยินเป็นเรื่องจริง คุณชายสี่ชมว่าเขาทำดี เป็นไปได้อย่างไร 

 

 

เสิ่นเวยตบบ่าเขาอีกครั้ง “เจ้าทำดีมากจริงๆ ในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายเจ้าไม่ทิ้งเพื่อน ใช้ไหวพริบช่วยชีวิตเขาได้ ข้าภูมิใจในตัวเจ้ายิ่งนัก” 

 

 

แม้ว่ากลุ่มของหลี่จื้อจะได้รับบาดเจ็บหนักที่สุด แต่เสิ่นเวยกลับคิดว่ากลุ่มของพวกเขาโดดเด่นอย่างยิ่ง เพราะว่าอายุกลุ่มนี้ค่อนข้างน้อย หลี่จื้อที่โตที่สุดอายุสิบสาม ยังมีอีกสองคนที่อายุสิบเอ็ดปี 

 

 

ทหารลับเคยรายงานสถานการณ์แล้ว กลุ่มของหลี่จื้อโชคร้ายอย่างยิ่งที่เจอหมีออกมาหาอาหาร หลี่จื้อใช้ธนูยิงตาหนึ่งข้างของมันบอด ทำให้เพื่อนในกลุ่มมีโอกาสหนีขึ้นต้นไม้ 

 

 

หมีเจ็บปวด ร้องคำรามไล่ตาม หลี่จื้อเคลื่อนไหวฉับไว ไม่นานก็ปีนขึ้นไปถึงต้นไม้แก่ต้นหนึ่ง ไม่รอให้เขาพักหายใจ ก็เห็นสมาชิกในกลุ่มกลิ้งตกลงมาจากต้นไม้เพราะแรงไม่พอ ส่วนหมีก็ร้องคำรามวิ่งเข้าไปหาเขาทันที 

 

 

ในช่วงเวลาวิกฤติ หลี่จื้อกระโดดลงมาจากต้นไม้เสี่ยงอันตรายแทงกริชเข้าไปในร่างหมี ธนูของเพื่อนคนอื่นๆ ก็ยิงเข้ามาแล้วเช่นกัน หมีเจ็บปวดอย่างต่อเนื่อง ร้องครวญคราญวิ่งหนีไป ยังไม่ลืมที่จะตะปบหลี่จื้อหนึ่งครา แผลบนคอของเขาก็มีที่มาเช่นนี้ หากไม่ใช่ว่าเขาถอยหลังไปครึ่งก้าวเล็กๆ ลำคอของเขาก็อาจจะถูกหมีตะปบทะลุได้ ทหารลับในที่มืดต่างก็ปาดเหงื่อ เกือบจะลงมือแล้ว 

 

 

เสิ่นเวยชอบฝีมือ แต่นางชอบนิสัยมากกว่า หลี่จื้อสามารถไปช่วยเพื่อนในช่วงเวลาชี้เป็นชี้ตายเช่นนั้นได้ นี่จึงจะเป็นทหารที่เสิ่นเวยต้องการ คนแบบนี้ลงสนามรบแล้วจึงจะสามารถมอบภาระให้เขาได้อย่างสบายใจ 

 

 

“คุณชายสี่!” หลี่จื้อตื้นตันจนพูดไม่ออก เขารู้สึกแค่เพียงหัวใจอบอุ่น ดวงตาพร่าเลือน เปิดปากเชิดอกสูงกว่าเดิมอย่างอดไม่ได้ 

 

 

เสิ่นเวยมองทหารเด็กสามร้อยกว่าคนกลุ่มนี้ แววตาปรากฏความชื่นชม ใช่แล้ว นางพอใจอย่างยิ่ง พอใจมากเป็นพิเศษ ทหารเด็กทั้งหมดล้วนผ่านการทดสอบ ไม่มีใครสอบตกเลยแม้แต่คนเดียว 

 

 

ตอนที่ผลลัพธ์นี้ถูกเสิ่นเวยประกาศออกมา เหล่าทหารเด็กก็กระโดดโลดเต้นดีใจ ตะโกนกึกก้องฟ้าดิน ใบหน้าที่อ่อนวัยแต่ละใบๆ นั้นก็เหมือนดวงอาทิตย์ยามเช้าตรู่มิใช่หรือ 

 

 

เด็กหนุ่มก็คาดหวัง พวกเขาเป็นความหวังของเมืองชายแดนซีเจียง! พวกเขาเป็นความหวังของยุคต้ายง! พวกเขาราวกับดวงดาราที่เปล่งประกายแต่ละดวง ค่อยๆ เคลื่อนตัวขึ้นไป ท้ายที่สุดก็เปล่งแสงของตัวเองออกมา 

 

 

เห็นท่าทีดีใจของพวกเขา เสิ่นเวยก็อยากสาดน้ำเย็นใส่พวกเขาอย่างอดไม่ได้ “อย่าเพิ่งรีบดีใจ นี่เพิ่งจะเริ่มต้น แบบทดสอบที่โหดกว่านี้ยังรออยู่” 

 

 

“อะไรหรือ พวกข้าไม่กลัว!” เหล่าเด็กหนุ่มเอ่ยปากพร้อมกัน 

 

 

เสิ่นเวยกะพริบตาปริบๆ ตัดสินใจเก็บไว้ก่อนดีกว่า “ความลับ!” หลังจากนั้นก็กล่าว “จัดการเสร็จเรียบร้อยแล้วพวกเราก็ควรกลับเมืองได้แล้ว ออกมาสามวันแล้ว ครอบครัวพวกเจ้าคงจะเป็นห่วง กลับไปพักสองวัน เช้าวันมะรืนรวมตัวกันที่สนามฝึกจวนโหวตรงเวลา” 

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

ยอดหญิงสกุลเสิ่น

เนื่องด้วยถูกมารดาเลี้ยงกลั่นแกล้ง ทำให้ เสิ่นเวย ผู้ที่มีร่างกายอ่อนแอต้องตายลงด้วยความน่าเวทนา ทว่าด้วยเหตุผลนี้จึงทำให้ทหารสาวในยุคปัจจุบันทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างของหญิงสาวผู้ที่มีชื่อแซ่เดียวกันกับตนเอง เมื่อถูกมารดาเลี้ยงวางแผนกลั่นแกล้ง เนรเทศตนเองมาอยู่ในสถานที่รกร้างห่างไกล โดยให้เหตุผลว่าต้องการให้นาง ‘รักษาตัว’ คิดหรือว่านางจะยอมแพ้ต่อความร้ายกาจของมารดาเลี้ยงผู้นี้? ไม่เป็นไร ในเมื่อไล่นางออกมา นางก็จะใช้หนึ่งสมองและสองมือของตนนี้พลิกฟื้นพัฒนาครอบครัวของนางให้กลับมาเชิดหน้าชูตาได้อีกครั้ง!

Comment

Options

not work with dark mode
Reset