ระบบศัลยเเพทย์…ในยุคสิ้นโลก – ตอนที่ 69

กู้จวินลงจากรถเเท็กซี่สู่ย่านชุมชนกลางเมืองที่เต็มไปด้วยเเสงสี สิ่งเเรกที่เขาพบก็คือ ภัตตาคารอาหารสุดหรูในชื่อ ‘หอมหมื่นลี้’ เเละเมื่อดูเวลาเขาก็พบว่าตอนนี้คือเวลา 2 ทุ่มครึ่ง

 

“อ่า! สองทุ่มครึ่งเเล้วสินะ” กู้จวินบ่นพึมพำพลางเดินเข้าไปในภัตตาคารหอมหมื่นลี้ด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น

 

เมื่อเขาเข้าไปเเล้วเขาก็เห็นศาสตราจารย์กู้นั่งรอที่โต๊ะอาหารพร้อมกับเพื่อนร่วมทีมของเขาอีกห้าคน ศาสตราจารย์กู้เองก็เห็นกู้จวินเช่นกัน ตั้งเเต่ที่กู้จวินเดินเข้ามาในภัตตาคารเเล้ว

 

“เเชมป์ของเรามาเเล้ว! ฮ่า ฮ่า ฮ่า กู้จวิน ม้ามืด…ราชาประจำวันนี้! ทุกคนกำลังรอเธออยู่ มาๆ เห็นไหม? ตราบใดที่เธอยังไม่มาก็ไม่มีใครกล้าจับตะเกียบ”

 

หลังจากที่กู้จวินนั่งลง อาหารชันหรูก็ถูกเสิร์ฟเข้ามาบนโต๊ะอย่างรวดเร็วและต่อเนื่องเพื่อให้ไม่ให้คนกินขาดตอน กลิ่นหอมของอาหารส่งกลิ่นอบอวลชวนให้รับประทานไปทั่วทั้งห้องทำให้ทุกคนอยากจะลิ้มรสอาหารเบื้องหน้าจนใจเเทบขาดรอนๆ

 

“ อาจวิน มาๆ น่องไก่ชิ้นโตนี่เป็นของเธอ” ศาสตราจารย์กู้ใช้ตะเกียบ กลาง…อารมณ์ก็คล้ายๆกับช้อนกลางที่เอาไว้ตักอาหารของส่วนรวม ศาสตราจารย์กู้ใช้ตะเกียบกลางคีบน่องไก่ชิ้นโตที่ชุ่มฉ่ำไปด้วยน้ำซอสปรุงรสเข้มข้น ที่จริงน่องไก่ชิ้นโตมันเป็นของชอบของเขา เเต่เขาก็ส่งไปให้กับกู้จวิน เด็กหนุ่มที่เป็นศิษย์รักของเขา เเละกู้จวินที่ว่านั่นก็เอาเเต่มองอาหารที่ถูกลำเลียงเข้ามาอย่างละลานตา

 

ในที่สุดศาสตราจารย์กู้ก็เรียกเขาว่าอาจวินอีกครั้ง….ไม่ใช่ ‘เจ้ากู้น้อย’ เหมือนครั้งนั้นอีกเเล้ว เสียงของศาสตราจารย์กู้เต็มไปด้วยความอบอุ่น

 

ไช่ฉีซวนและคนอื่น ๆ กำลังยิ้มให้กู้จวินอย่างอ่อนโยน เละเพราะวันนี้อาหารนั้นมีมากมาย ดังนั้นหวังรั่วเซียงเเละคนอื่นๆจึงไม่ต้องต่อสู้เเย่งชิงอาหารกันเหมือนปกติอีก พวกเขาจึงพากันตักอาหารที่ตนเองชื่นชอบเเล้วส่งให้วีรบุรุษกู้จวินอย่างพรั่งพร้อม

 

“เฮ้! นี่เนื้อไก่ส่วนก้น…อร่อยมากเลยนะบอกไว้ก่อน น้ำซอสของที่นี่น่ะเข้มข้นมาก”

 

“หนังไก่กรอบมาก นายลองชิมดู”

 

 

“ตั้วเซี่ยๆ ขอบคุณหลายๆ” กู้จวินรับน่องไก่ชิ้นโตมา 2 ชิ้นเเละถืออย่างละข้าง ตอนนี้กู้จวินนั้นอดอยากมานานเนิ่น เพราะตอนเช้าเขามัวเเต่หมกมุ่นเรื่องโทรศัพท์จนเเทบไม่ได้กินอะไร เเถมซุปหนูที่หอ…ลืมมันไปเถอะ! กู้จวินนำน่องไก่มาใกล้ๆ จากนั้นก็งับเข้าที่เนื้อนุ่มๆ อย่างเเรง น้ำปรุงรสกลิ่นหอมหวลที่อยู่ในเนื้ออันหอมกรุ่มทะลักออกมาทันที จากนั้นเขาก็กัดคำที่สองเเล้วกลืนกินมันลงท้องไป จากนั้นก็กู้จวินก็หัวเราะร่า “อร่อย! อร่อยมากจริงๆ ทุกคน…กินเร็วเข้า!”

 

ยิ่งเขาเคี้ยวเนื้อไก่มากเท่าไหร่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอบอุ่นในหัวใจมากยิ่งขึ้นและความเศร้าหมองที่ติดค้างในใจก็พลันหายไปทันที

 

กู้จวินรู้สึกซาบซึ้ง….เมื่ออาจารย์ทุกคนยอมแพ้ต่อความเลวร้ายของเขา เเต่ศาสตราจารย์กู้ก็ยืนหยัดอยู่เคียงข้างเขา และให้โอกาสนี้แก่เขาด้วยความยินดี

 

“ ศาสตราจารย์ครับ ขอบคุณมาก” กู้จวินกล่าวคำขอบคุณพร้อมกับใช้ตะเกียบคีบน่องไก่เเสนอร่อยอีกชิ้นคืนให้เเก่ศาสตราจารย์กู้

 

 

“ดีๆ เด็กดีของฉัน” ความรู้สึกขอบคุณอันอบอุ่นทำให้ใบหน้าของศาสตราจารย์กู้นั้นยิ้มมีความสุขขึ้นมาทันที เขามองใบหน้าของกู้จวินที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่อ่อนโยน “ ตราบใดที่เธอยังคงเติบโตและพัฒนาต่อไป…ฉันจะเป็นกำลังใจให้เสมอ”

 

 

 

จากนั้นสายตาของศาสตราจารย์กู้ก็กวาดมองไปที่นักศึกษาทั้งห้าคนข้างๆ ด้วย จากนั้นก็เขากล่าวชื่นชม

 

“ สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้น่าตกใจมาก ฉันดีใจมากที่ได้เห็นการแสดงฝีมือที่โดดเด่นของพวกเธอ”

 

ในการทดสอบทักษะทางคลินิกมาตรฐาน ซูไห่ จางฮ่าวหลันเเละเฮ่ออี้หานมีผลลัพธ์ที่น่าประทับใจมาก นับว่าเด็กพวกนี้มีอนาคตที่สดใสรอพวกเขาอยู่ อย่างไรก็ตามการแข่งขันนี้ยังไม่จบ ทักษษะบางอย่างจะจัดเเข่งอีกขึ้นในวันพรุ่งนี้

 

“ เเต่เด็กๆ…จำได้ไหม!? ศาสตราจารย์ฉินกล่าวด้วยว่าทุกคนต้องเตรียมพร้อมด้านจิตใจด้วย…ไม่รู้ว่าตอนนี้โลกมันเกิดอะไรขึ้นกันเเน่!? พวกเธอจะต้องเตรียมใจให้ดี” เป็นเรื่องธรรมดาที่เขาจะห่วงลูกศิษย์ตน เพราะอนาคตที่สดใสเเต่เต็มไปด้วยสิ่งเเปลกๆ เหล่าลูกศิษย์ที่จิตใจบอบบางของเขาจะผ่านพ้นมันไปได้หรือ!? ตอนนี้เขาไม่ห่วงกู้จวินเเล้ว เเต่เด็กสามคนที่จิตใจบอบบางนี้…เขาปล่อยวางไม่ได้จริงๆ

 

 

 

เพื่อให้กำลังใจเหล่าลูกศิษย์ตัวน้อยที่กำลังจะโผบิน ศาสตราจารย์กู้ลุกขึ้นยืนมาเสิร์ฟอาหารให้ลูกศิษย์ของเขาทุกคนอย่างเท่าเทียม จากท่าทางที่อบอุ่นของเขาทุกคนรู้สึกได้ถึงความปรารถนาดีของอาจารย์ที่เป็นดั่งบิดาคนนี้

 

“ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็ตาม…ผู้ประกอบวิชาชีพทางการแพทย์โดยเฉพาะผู้ประกอบวิชาชีพทางคลินิกจะเหนื่อยมาก ในฐานะแพทย์พวกเธอจะต้องอดทน…อดทนเเละอดทน เเต่อย่าลืมจะขยันเเละเรียนรู้ เข้าใจไหม!?”

 

ศาสตราจารย์กู้ทำใบหน้าของตนเองให้จริงจังเเละเคร่งขรึมเพื่อให้คำสั่งสอนเเด่เหล่าลูกศิษย์ เพราะอีกไม่นานพวกเขาก็ถึงคราจะต้องโบกมือลามหาลัยกันเเล้ว

 

“ พวกเธออาจจะไม่มีเวลาส่วนตัว และมีแรงกดดันสูง แม้จะมีค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาเพียงเล็กน้อย เเต่ครั้งครอบครัวของผู้ป่วยก็ไม่เข้าใจเช่นกัน พวกเขาอาจจะโวยวายเเละอารมณ์เสียใส่พวกเธอ เเต่ถ้าเธอเลือกที่จะเป็นหมอพวกเธอก็ต้องอดทนกับความยากลำบากเหล่านี้ เมื่อเธอเป็นหมอ พวกเธอก็ไม่ต้องกลัวว่าจะสกปรกหรือเหนื่อยโดยไม่มีค่าตอบเเทนอีกต่อไป พวกเธอไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ช่วยชีวิตใคร แต่จำไว้…พวกเธอต้องใช้ชีวิตในแบบที่ทำให้ตัวของพวกเธอเองสามารถเชิดหน้าไม่อายฟ้าก้มหน้าไม่อายดินได้…. อาจวิน รั่วเซียง ฉีซวน โดยเฉพาะพวกเธอสามคน พวกเธอ…อาจกำลังเผชิญกับอนาคตที่ท้าทายอยู่ จงอดทน ตั้งใจเเละพยายามให้มากขึ้น!”

 

ศาสตราจารย์กู้เป็นคนเก่าเเก่เเละเปี่ยมไปด้วยประสบการณ์ เขาเป็นหมอเเละเป็นอาจารย์มานานเนิ่น ดังนั้นเขาจึงคุ้นเคยกับโลกภายนอกเเละวงการเเพทย์อย่างดี ดังนั้นเขาจึงสั่งสอนลูกศิษย์ทั้งหมดอย่างเข้มงวดที่สุดเท่าที่จะทำได้

 

 

โดยปกติแล้วเมื่อทุกคนได้ยินคำสั่งสอนที่ยาวยืดเเละน่ารำคาญพวกนี้เเล้ว พวกเขามักจะฟังผ่านหู ไม่ก็เลิกฟังไปเลย ไม่เสียเวลามาฟังสิ่งไร้สาระพวกนี้ แต่ในขณะนี้มันสะเทือนหัวใจของพวกเขาเหลือเกิน

 

 

หลังจากเหตุการณ์ที่เปรียบเสมือนการนั่งรถไฟเหาะตีลังกาในวันนี้ ความตื่นเต้นและความฝันในวัยเยาว์ของแพทย์มือใหม่เหล่านี้ก็ถูกเหยียบย่ำ เเละค่อยๆ จางหายไปทีละน้อยๆ ความฝันอันสวยงามของพวกเขาไกลจากความเป็นจริง เเละมีเเต่ความเลวร้ายที่กำลังรออยู่ในสายอาชีพนี้เท่านั้น!

 

“ ฉันไม่กลัวความทุกข์ยากค่ะอาจารย์!!! ไม่งั้นฉันคงไม่เลือกเรียนแพทย์” หวังรั่วเซียงยักไหล่ไม่ใส่ความลำบากเล็กน้อย เเล้วพูดต่อด้วยจิตใจที่มุ่งมั่น “ ฉันเลือกสิ่งนี้เพราะฉันชอบมัน….”

 

ประโยคที่เเปลกๆนี้กลับทำให้ใบหน้าของทุกคนไม่มีร่องรอยของความสงสัยเลย ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นของเธอจึงไม่มีเหตุผลที่เธอจะฝืนมาเรียนเเบบนี้ ถ้าเธอไม่ชอบอาชีพการเป็นหมอจริงๆ เเละเกลียดการรักษาทุกประเภท ระดับเธอน่าจะสอบเข้าคณะอื่นได้ไม่ยากเเละไม่จำเป็นต้องเดินสายที่ยากลำบากเเบบนี้ สุดท้ายเเล้วเส้นทางของเเพทย์นั้นไม่ได้โรยด้วยดอกฟิลลิป เเต่มันเต็มไปด้วยกลิ่นเหม็น ซากศพเเละเสียงคร่ำครวญที่ขมขื่น มีเเต่ความสกปรกเเละได้รับรู้เเต่ความเศร้ากับด้านลบของผู้คน มองยังไงมันก็ไม่สบาย…ถ้าไม่ชอบเเบบนี้เเน่นอนว่าชีวิตที่เหลือจะเต็มไปด้วยความทุกข์ยาก

 

 

“ ศาสตราจารย์กู้ โปรดวางใจในตัวพวกเราเถอะครับ พวกเราจะตามเเน่นอนเเละกลายเป็นเสาหลักของสังคม”

 

นัยน์ตาของไช่ฉีซวนเต็มไปด้วยหยาดน้ำตาที่เปล่งประกาย “ เช่นเดียวกับที่เชกสเปียร์ที่พูดว่า ‘มอบรักให้กับทุกคน ไว้ใจแค่บางคน และไม่ทำผิดพลาดกับใครซักคน””

 

“ นั่นมันที่ลู่เสียนพูดไม่ใช่เหรอ? นายจำผิดเเล้ว!!” หวังรั่วเซียงพูดขึ้น จากนั้นทุกคนระเบิดเสียงหัวเราะอย่างกะทันหันทำให้ห้องเต็มไปด้วยความร่าเริง จังหวะนั้นทุกคนลืมความเศร้าหมองเเละสะเทือนใจไปทั้งหมด พวกเราหัวเราะอย่างมีความสุขที่สุด เเม้เเต่กู้จวินเองเขาเผลอยิ้มเเละหัวเราะเช่นกัน

 

 

 

“เหวอ!!! มันไม่ใช่นะ! ฉันไม่ได้พูดผิดจริงๆ!” ใบหน้าที่เเก่เกินวัยของไช่ฉีซวนกล่าวขึ้น เขาพยายามเถียงหวังรั่วเซียงเเละปัดมือเถียงไปมา “ไม่ใช่นะ…บางทีลูเสียนอาจจะพูด เเต่ฉันไม่ได้จำผิดเเน่นอน”

 

“ ฮ่าๆ ได้เลย” ศาสตราจารย์กู้ยิ้มและแตะไหล่ไช่ฉีซวนเบา ๆ เพื่อหยุดการถกเถียงที่กำลังจะเกิดขึ้น เขากลับมาสั่งสอนให้โอวาทต่ออย่างรวดเร็ว

 

 

“ ไม่ว่าวันข้างหน้านั้นจะยากลำบากเพียงใด เเต่พวกเธอต้องจำไว้ว่าวันที่สวมเสื้อคลุมสีขาวเหล่านี้ เป็นวันแห่งการเริ่มหน้าที่และความรับผิดชอบ พวกเธอจะละเลยเเละทอดทิ้งมันไปไม่ได้! อาจวิน รั่วเซียง ฉีซวน วันเวลาที่รอพวกเธออยู่อาจจะเต็มไปด้วยความยากและความสับสน……….”

 

“ ใช่ครับศาสตราจารย์ เเต่คุณพูดไปเเล้วนะ ผมจำประโยคนี้ได้…” กู้จวินพูดขึ้นพร้อมกับล้อเลียนอาจารย์ของเขาเองอย่างสนุกสนาน พอเห็นกู้จวินหัวเราะนำ เหล่านักศึกษาคนอื่นก็เริ่มหัวเราะตาม เเม้กระทั่งศาสตราจารย์กู้เองก็หัวเราะด้วย….

 

“ แน่นอน ฮ่า ฮ่า ฮ่า ฉันได้พูดไปแล้ว”

 

“ ใช่ๆ มันจะยากที่จะปฎิบัติตาม….”

 

“ หืม! ใช่ฉันพูดไปเเล้ว คนอื่นก็รู้เเละฉันก็รู้ด้วย…มีแต่เธอเท่านั้นที่หน้าด้านกล้าเเย้งฉัน!” ศาสตราจารย์กู้ยิ้มให้ไช่ฉีซวน หวังรั่วเซียงเเละกู้จวินอย่างอ่อนโยน จากนั้นสีหน้าของเขาก็เปลี่ยนมาเป็นเคร่งขรึมอีกครั้ง

 

“ ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไป ฉันไม่สามารถดูแลพวกเธอทั้งสามคนได้อีกต่อไปเเล้ว พวกเธอจะต้องดูแลตัวเอง และถ้าทำได้…ก็ให้การสนับสนุนซึ่งกันและกันนะ” เสียงของศาสตราจารย์กู้เริ่มหม่นหมองลง เขาเริ่มเศร้าเเละเป็นห่วงเหล่าเด็กๆกลุ่มนี้มากขึ้น

 

 

 

ทั้งสามคนพยักหน้าอย่างเคร่งขรึมและมองตากันเเบบ….ซาบซึ้ง อะเเฮ่ม! จริงๆไม่ถึงขนาดนั้น ทั้งสามคนหัวเราะให้กันเเล้วหันหน้าตรงอีกรอบ

 

“ เเล้วก็พวกเธอต้องทำงานให้หนักใช่ไหมครับ!?” ซูไห่กล่าวอย่างจริงจังเเละยังพูดต่ออีก “ จงเป็นแนวหน้ากำจัดโรคมนุษย์ต้นไทรที่ผิดปกตินั่นซะ เเละจงเตรียมใจให้พร้อมสำหรับการเผชิญโรคอื่นๆอีกด้วย!” เขาพูดเพื่อหยอกล้อศาสตราจารย์กู้ จากนั้นก็หัวรเราะร่าโดยไม่สนใจใคร

ระบบศัลยเเพทย์ ในยุคสิ้นโลก

ระบบศัลยเเพทย์ ในยุคสิ้นโลก

Score 5.9
Status: Ongoing Native Language: Chinese
อ่านนิยายเรื่อง ระบบศัลยเเพทย์ ในยุคสิ้นโลก เรื่องย่อ ครั้งหนึ่ง ถนนเส้นนี้เคยคึกคักครึกครื้น และเต็มไปผู้คนหัวเราะเสียงดัง ทว่าเวลาผันผ่าน..ตอนนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตร บรรยากาศบนท้องถนนเต็มไปด้วยความเงียบที่น่าขนลุก เสียงกระซิบที่แหบแห้งและบ้าคลั่งดังก้องอยู่เหนือท้องฟ้า มีปีศาจยักษ์ใหญ่จากโบราณอันน่ากลัวจนที่ไม่อาจอธิบายได้ แฝงตัวอยู่ในเงามืดของมหาสมุทรที่ไร้ก้นบึ้ง ภัยพิบัติลึกลับได้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วเเละขยายตัวกระจายไปยังทั่วโลก การระบาดของโรคร้ายและความหายนะทำให้ฝูงคนทั่วโลกตื่นตระหนก ผู้คนหวาดกลัวเเละพากันอพยพหนีตายกันจ้าล่ะหวั่น..มีเพียงหนึ่งเดียวที่พวกเขาต้องการนั่นคือ ที่ซุกหัวที่อบอุ่นเเละปลอดภัยเพียงเท่านั้น หยาดฝนโลหิตไหลรินทั่วแผ่นดิน ในขณะที่มวลมหาสายฟ้าผ่าทั่วท้องนภาอย่างบ้าคลั่ง เเสงสว่างของมันส่องให้เห็นฝูงกาที่กำลังบินฉวัดเฉวียนอยู่ด้านบน “ เราจะเห็นว่าสิ่งมีชีวิตที่มีรูปร่างผิดปกตินี้มีซี่โครงสิบสองคู่เหมือนมนุษย์ แต่ยังมี“ กระดูกขวาง” ที่มนุษย์ไม่มี…” ในโรงเรียนแพทย์ กู้จวินยังคงนำมีดผ่าตัดของเขา ผ่าลงที่ซากศพโดยแสดงให้เห็นถึงโครงสร้างทรวงอกที่ผิดปกติของซากศพ โดยรอบๆโต๊ะผ่าศพมีนักเรียนหลายคนมองดูอยู่ ช่วงเวลาที่เลวร้ายและการเเก่งเเย่งได้ใกล้เข้ามา! ความจริงและตรรกะที่พังทลายคำสั่งวิปริตเข้าสู่ความบ้าคลั่ง มนุษยชาติสามารถก้าวไปข้างหน้าได้ด้วยพลังแห่งสติปัญญาและสติปัญญาเท่านั้น

Comment

Options

not work with dark mode
Reset