วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 136 มู่เทียนเย่ปรากฏตัว(2)

เหอเหม่ยหลิงทำงานด้านการจัดการห้างสรรพสินค้าเป็นเวลาหลายปีและแน่นอนว่าเธอต้องเข้าใจเหตุผลเหล่านี้ดี

ในตอนนี้มู่เวยเวยไม่ได้เป็นลูกน้องในมือของเธอ แต่เป็นภรรยาของประธานเย่ แน่นอนว่าจำเป็นต้องไว้หน้าเขา

“โอเค เวยเวย ครั้งนี้ฉันอยากจะขอบคุณคุณ หากไม่มีคุณทีมของเรามีโอกาสที่จะชนะในครั้งนี้น้อยมาก”

มู่เวยเวยยิ้มอย่างมีความสุข“ประธานเห่อ คุณอย่าชมฉันเลย ถ้าขืนยังชมฉันอีกเดี๋ยวฉันไปไม่ถูก ถ้าอย่างนั้นหมดแก้วแล้วกัน”

จากนั้นก็เงยหน้าดื่มไวน์แดงไปครึ่งแก้ว เสียง “อึก อึก” ดังขึ้นพร้อมกับไวท์ที่ลงท้องเธอไป เย่ฉ่าวเฉินเงยหน้ามองคอขาวบางของเธอ

ค่อยๆเผาไหม้ …

ต่อมา ตราบใดที่มีคนมาชนแก้วกับเย่ฉ่าวเฉิน ไวท์ทั้งหมดก็จะลงไปในท้องของมู่เวยเวย เธอได้กินอาหารอร่อยๆเพียงไม่กี่คำตลอดทั้งคืนและเอาแต่ดื่มแทนคนอื่น

เมื่อเย่ฉ่าวเฉินเห็นเธอเมาได้ที่และกำลังเขย่าหัวไปมาแถมยังเกือบชนโต๊ะอาหารหลายครั้ง ในใจก็คิดขึ้นมาว่าควรถึงเวลาแล้ว

“มู่เวยเวยเรากลับกันเถอะ” เย่ฉ่าวเฉินกระซิบข้างหูของเธอ

หลังจากนั้นมู่เวยเวยก็ผลักเขาออกไปและพูดว่า “ฉันไม่กลับ ฉันจะดื่มไวน์ ไวน์นี้อร่อยจัง”

เย่ฉ่าวเฉินรีบจับมือเธอเพื่อคว้าแก้วไวน์และจับเธอไว้ในอ้อมแขนของเขา “เรากลับไปดื่มกัน ไวน์ที่บ้านอร่อยกว่าเยอะ”

“คุณโกหก ฉันไม่กลับหรอก” มู่เวยเวยชกหน้าอกของเขาด้วยกำปั้นเล็กๆผ่านเสื้อเชิ้ตตัวบางแล้วหยอกล้อกับความปรารถนาที่รอคอยมานานของเขา

“เป็นเด็กดีนะ ผมอุ้มคุณกลับบ้าน” เสียงของเย่ฉ่าวเฉินพูดอย่างนุ่มนวล เพื่อนร่วมงานที่อยู่ข้างๆต่างมองและพากันอิจฉา

“ประธานเห่อ ประธานหลี่ คุณกับเพื่อนร่วมงานตามสบายเลย ผมขอตัวส่งเวยเวยกลับก่อน”

“ได้เลย ประธานเย่เดินทางปลอดภัย” หลีจื่อเจี๋ยพูดอย่างรวดเร็ว

เย่ฉ่าวเฉินพยักหน้าให้ทุกคน สายตาของเขากวาดไปที่เฉียวซินโยวที่กำลังเมาเหมือนกัน ท่าทางการแสดงออกของเขาไม่เปลี่ยนไปเลย เขาก้มตัวลงคลุมชุดสูทของตัวเองให้กับมู่เวยเวย จากนั้นก็อุ้มเธอแล้วเดินออกไป

“โอ้ … ประธานเย่ช่างสมบูรณ์แบบจริงๆ … ฉันอิจฉามู่เวยเวยจัง” เพื่อนร่วมงานหญิงคนหนึ่งพูดออกมาภายใต้เสียงที่อยู่ในใจของผู้หญิงหลายๆคน

“ใช่ เวลาหาสามีต้องหาแบบประธานเย่ ทั้งมีอำนาจทั้งอ่อนโยน เธอเห็นแววตาของเย่ฉ่าวเฉินตอนที่เธอมองไปที่เวยเวยไหม?หวานจนแทบจะฆ่ากันเลย … ”

“อ่า ไม่ได้ ไม่ได้การแล้ว ฉันก็อยากมีความรัก … ”

เฉียวซินโยวเมามากแล้ว เมื่อได้ยินสิ่งที่พวกเขาพูด ทันใดนั้นเขาก็กระแทกแก้วในมือของเขา “ฉันจะบอกพวกเธอให้ ไม่ช้าก็เร็วฉันจะแย่งเขามา!”

จู่ๆบรรยากาศที่คึกคักรอบโต๊ะอาหารที่มีชีวิตชีวาก็เงียบหายไป ทุกคนมองเธอด้วยท่าทางแปลก ๆ ฉากต่างๆดูเข้าที่มาก

เหอเหม่ยหลิงกลัวว่าเธอจะพูดอะไรออกมาอีก จึงรีบบอกเพื่อนร่วมงานผู้หญิงทั้งสองคนในแผนกทันที“เฉียวซินโยวเมาแล้ว เสี่ยวจาง คุณกับลีน่าพาเธอออกไปก่อนและถามว่าเธอพักที่ไหน”

“โอเค ได้”

“อย่าแตะต้องตัวฉัน ฉันจะดื่มต่อ … ฉันสาบาน ฉันต้อง … ” เสี่ยวจางปิดปากของเธออย่างรวดเร็วและพูดว่า “เฉียวซินโยว คุณเมาแล้ว เราจะพาคุณไปตั้งสติ”

หลังจากฉุดกระชากลากถู ในที่สุดเฉียวซินโยวก็ถูกทั้งสองนำตัวออกมาได้

พวกเขาต่างนั่งอยู่ในห้องรับแขกของร้านอาหาร เฉียวซินโยวนอนลง เสี่ยวจางลูบแขนที่เมื่อยของเธอแล้วบ่นว่า “เธอว่าเขาบ้าไปแล้วเหรอ เรื่องนั้นเพิ่งผ่านไป ประธานเห่อก็แสดงท่าทีออกมาแล้ว เขายังไม่สนใจแถมยังดื้อดึงอีก เขาจะทำอะไรกันแน่ ”

ลีน่าเช็ดเหงื่อด้วยทิชชู่ มองไปที่เฉียวซินโยวแล้วพูดว่า “เขาพูดว่าอะไรนะ? อยากแย่งประธานเย่มา เขาไม่ดูตัวเองเลย ทำอย่างกับว่าตัวเองสวยกว่ามู่เวยเวย แต่เอาเข้าจริงๆนิสัยใจคอเขาก็แย่กว่าเยอะ อีกทั้งยังไม่มีความสามารถเท่ามู่เวยเวย แบบนี้ยังอยากแย่งประธานเย่เหรอ? เห้อ ”

“พระเจ้า… โชคดีที่ประธานเย่จากไปแล้ว ถ้าเขายังอยู่ที่นั่นหนังเรื่องนี้ก็คงจะสนุกน่าดู” เสี่ยวจางพูดอย่างซุบซิบ

“พอแล้ว หยุดพูดได้แล้ว คิดก่อนว่าจะทำยังไงกับเธอดี”

ทำเอาพวกเขาสองคนปวดหัวทีเดียว เหอเหม่ยหลิงเดินไป

“ประธานเห่อ ควรทำยังไงกับเฉียวซินโยวดี” เสี่ยวจางถาม พวกเขาต่างรู้ว่าเฉียวซินโยวอาศัยอยู่ในบ้านของเย่ฉ่าวเฉิน แต่ถ้าโทรหาเย่ฉ่าวเฉินเกี่ยวกับเรื่องนี้ เห็นได้ชัดว่าไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง

เหอเหม่ยหลิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วขมวดคิ้วและพูดว่า “ตึกข้างๆเป็นโรงแรม เปิดห้องให้เธอพักสักคืนไหม”

“ก็คงต้องเป็นแบบนั้น”

เมื่อมู่เหว่ยเหว่ยเมาจะมีนิสัยประหลาด นั่นคือเธอชอบร้องเพลง อาจเป็นเพราะน้ำเสียงที่ไม่สมบูรณ์แบบของเธอเลยไม่เคยกล้าร้องต่อหน้าคนแปลกหน้า ดังนั้นเธอจึงปล่อยตัวเองเฉพาะตอนที่เมาเท่านั้น

ในรถเย่ฉ่าวเฉินมองไปที่ใครบางคนด้วยความปวดหัวเพราะเขากำลังร้องโหยหวนอย่างน่ากลัว ในที่สุดก็เข้าใจสิ่งที่เธอพูดประโยคนั้นก่อนจะเมา ทำให้ตอนนี้เขาอยากจะทิ้งเธอไว้ข้างถนนจริงๆ

“กะหล่ำปลีน้อย … สีเหลืองทั้งพื้น … สองหรือสามขวบ … แม่ที่ตาย … ” มู่เวยเวยร้องเพลงผ่านหน้าต่าง เย่ฉ่าวเฉินสาบานว่าเขาไม่เคยได้ยินเสียงใครที่ร้องเพลงได้แย่ขนาดนี้มาก่อน

“มู่เวยเวยหยุดร้องสักพักได้ไหม?” เย่ฉ่าวเฉินตะโกนใส่เธอ

แรงกระตุ้นและความปรารถนาเล็กๆก่อนที่จะอุ้มขึ้นรถถูกเธอกวาดหายไปหมด แล้วทำไมเขาถึงไม่รู้ว่าเวลาเธอเมาแล้วจะกลายเป็นสภาพนี้

มู่เวยเวยจ้องกลับมาที่เขาหลังจากร้องเพลงจบ “คุณ … คุณมีสิทธิ์อะไรไม่ให้ฉันร้อง”

“เสียงแย่มาก”

“แย่เหรอ? ฉันว่าเสียงดีออก” มู่เวยเวยส่ายหัวและอ้าปากอีกครั้ง “กะหล่ำปลีน้อย … ”

เย่ฉ่าวเฉินไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาจึงดึงเธอเข้ามาแล้วเอามือปิดปากเธอไว้ “เลิกร้องได้แล้ว”

เพราะมู่เวยเวยดื่มไวน์จนเมา เธอจึงไม่ค่อยมีสตินัก ปากที่ค้างอยู่ของเธอจึงกัดนิ้วของเขาทันที

“อ๊าก มู่เวยเวย เธอเป็นหมาหรือไง?”เย่ฉ่าวเฉินหายใจเข้าลึกๆจากนั้นให้เธออ้าปากแล้วเอานิ้วออกมา นิ้วของเขาเห็นถึงรอยฟันอย่างชัดเจน

“ใครสั่งให้คุณไม่ให้ฉันร้องเพลง” หลังจากที่มู่เวยเวยพูดประโยคนี้จบ เธอก็เกาะเข้ากับกระจกรถแล้วร้องเพลง”กะหล่ำปลีน้อย” ของเธอต่อ

เย่ฉ่าวเฉินยอมแพ้โดยสิ้นเชิง เมื่อเธอร้องเพลงวนมาถึงรอบที่สาม เขาก็พูดเชิงแนะนำว่า “มู่เวยเวย คุณเปลี่ยนเพลงได้ไหม”

มู่เวยเวยดูเหมือนจะกำลังนึกเพลงในหัวอย่างจริงจัง นึกแล้วนึกอีก จากนั้นหัวของเธอก็ซบลงบนไหล่ของเขาและหลับไป

เย่ฉ่าวเฉินถอนหายใจด้วยความโล่งอก ถ้ารู้ว่าวิธีนี้ใช้ได้ผล หูของเขาคงไม่ต้องทนฟังนานขนาดนี้

เมื่อมาถึงบ้าน เย่ฉ่าวเฉินก็อุ้มเธอขึ้นไปชั้นบนและโยนเธอลงบนเตียงทันที จากนั้นก็หันหลังจากไป

ตอนนี้เขาในหัวเขามีแต่ “กะหล่ำปลีน้อยๆ ” วนไปวนมาและไม่มีความปรารถนาที่จะทำอะไรอีกเลย

ในตอนเช้า มู่เวยเวยตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดหัว เมื่อก้มมองไปที่ตัวเองที่ยังสวมเสื้อผ้าเมื่อคืนเลยก้มศีรษะลงพร้อมดมกลิ่น พระเจ้านี้มันกลิ่นอะไรทำไมเหม็นแบบนี้

ยังไม่ทันได้คิดอะไร มู่เวยเวยก็พลิกตัวและวิ่งไปที่ห้องน้ำทันที

ในห้องอาหารเมื่อเย่ฉ่าวเฉินเห็นเธอเดินมา เขาก็นึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในเมื่อคืนอย่างอัตโนมัติและล้อเธอว่า ” กะหล่ำปลีน้อย ตื่นแล้วหรอ?”

มู่เวยเวยแข็งทื้อไปชั่วขณะ“ กะหล่ำปลีน้อยอะไร?”

“เฮ้ ผมก็ไม่รู้ว่าใคร ดื่มจนไม่มีสติแถมยังเกาะหน้าต่างแล้วร้องเพลงกะหล่ำปลีน้อย” เย่ฉ่าวเฉินยิ้มด้วยดวงตาที่สดใสและดูดี

เย่ฉ่าวเหยียนเดินเข้ามาพร้อมกับถามอย่างสงสัย “จริงเหรอ?พี่สะใภ้ชอบร้องเพลงตอนเมาหรอ?ร้องเพราะไหม?”

มู่เวยเวยรีบพูดว่า “แย่มาก มันแย่มากจริงๆ”

“ฮึ ยังรู้ตัวนิ” เย่ฉ่าวเฉินหันหน้ามายิ้มและพูดกับน้องชายว่า “เธอเป็นคนที่ร้องเพลงได้แย่ที่สุดเท่าที่ฉันเคยได้ยินมา ถ้านายคิดว่าหูนายทนได้ ก็ขอเธอร้องให้ฟังสักท่อนสองท่อน”

“เฮ้! เย่ฉ่าวเฉิน ฉันไม่ใช่นักร้องตามข้างทางสักหน่อย คุณหมายความว่ายังไงกับท่อนสองท่อน” มู่เวยเวยไม่พอใจและยัดซาลาเปาเข้าปากของเขาพร้อมกับตำหนิเขา ขายหน้า ขายหน้าจริงๆ!

เย่ฉ่าวเฉินมองไปที่มู่เวยเวยที่กำลังโวยวาย แต่ในใจเขาก็มีความคาดหวังบางอย่าง ถ้าเขามีโอกาสเขาจะต้องสอนเธอร้องเพลงอย่างแน่นอน

“เอ๊ะ? เฉียวซินโยวล่ะ?ยังไม่ลงมาอีกเหรอ?” มู่เวยเวยถาม ปกติเธอมักจะตื่นเช้าที่สุด

แม่บ้านฉินพูดอยู่ข้างๆว่า “เมื่อคืนคุณเฉียวไม่ได้กลับมา”

“อ้อ ~” มู่เว่ยเว่ยแหล่สายตาไปยังเย่ฉ่าวเฉินเมื่อเห็นใบหน้าที่ไม่เปลี่ยนไปของเขาเลยกลืนสิ่งที่จะพูดลงไป

ในโรงแรมเฉียวซินโยวก็ตื่นนอนแล้วและยังนอนอยู่บนเตียงสักพักก่อนที่จะค่อยๆนึกสิ่งที่เกิดขึ้นได้ แต่เธอกลับลืมสิ่งที่พูดไปจนหมด

ใครพาเธอมาที่โรงแรม?

เฉียวซินโยวเปิดผ้าห่มออก เสื้อผ้าทั้งหมดบนร่างกายของเธอยังอยู่ครบและมีกระดาษโน้ตแปะอยู่บนหัวเตียง เขาหยิบมันขึ้นมาอ่าน: เฉียวซินโยว คุณดื่มจนเมา เราเลยส่งคุณมาที่โรงแรม จ่ายเงินไปแล้ว ตอนเที่ยงอย่าลืมเช็คเอาท์ ลายเซ็นคือเห่อเหม่ยหลิง

อืม คำสั้นๆกระชับและรัดกุมตามสไตล์ของเธอ โดยไม่มีคำพูดไร้สาระแม้แต่คำเดียว

แต่เธอไม่ได้กลับบ้านทั้งคืน เย่ฉ่าวเฉินตามหาเธอไหมนะ?

เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ เฉียวซินโยวก็ลุกจากเตียงและดึงโทรศัพท์มือถือออกมาจากกระเป๋า ไม่มีสายที่ไม่ได้รับ รวมทั้งข้อความแม้แต่ข้อความเดียวก็ไม่มี …

น้ำตาร่วงลงมาอย่างอธิบายไม่ถูก เธอไม่ได้กลับบ้านทั้งคืนและไม่มีใครติดต่อหาเธอเลย ถ้าเธอเกิดอุบติเหตุอยู่ข้างนอกจนเสียชีวิต ก็จะไม่มีใครรู้ใช่ไหม?

เสียงร้องไห้ดังขึ้นเรื่อยๆ จากสะอื้นจนร้องไห้และวนกลับมาร้องไห้อย่างเงียบๆอีกครั้ง เฉียวซินโยวดูเหมือนจะร้องไห้ด้วยความคับข้องใจของทั้งหมดในช่วงนี้ออกมา

เมื่อช่วงเวลาบ่ายโมงก็มาถึงบริษัท เฉียวซินโยวสังเกตเห็นดวงตาของเพื่อนร่วมงานมองเธอแปลกๆ รอยคล้ำใต้ตาไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้นหรือเปล่า

ในห้องรับรองมีเพื่อนร่วมงานหญิงหลายคนกำลังดื่มกาแฟ เฉียวซินโยวแอบยืนฟังอยู่ในที่ที่พวกเขามองไม่เห็น

“เห็นตาของเฉียวซินโยวไหม มันแดงไปหมดเลยฉันเดาว่าต้องเป็นเพราะเมื่อคืนร้องไห้แน่ๆ”

“หึ เธอทำตัวเองไม่ใช่เหรอ? จู่ๆเมื่อคืนก็พูดแบบนั้นออกมา พวกเธอลองทายว่าเธอจะจำได้ไหม?”

เฉียวซินโยวขมวดคิ้ว เมื่อคืนเธอพูดอะไรออกไป?

“ฉันว่าแปดสิบเปอร์เซ็นต์เธอต้องลืมเรื่องนี้ไปแล้วแน่ๆ ไม่งั้นเธอก็หน้าหนาเกินไปแล้ว”

“เฮ้ – แต่พูดตามตรง ฉันชื่นชมเธอจริงๆที่กล้าพูดว่าจะแย่งประธานเย่มา ปกติฉันแค่แอบคิดแค่ในหัวเท่านั้นเอง ฮ่าฮ่าฮ่า… ”

ตาของเฉียวซินโยวกระตุกสองสามครั้ง แท้จริงแล้วเมื่อวานหลังจากที่เธอเมา เธอพูดความในใจออกไป?

ถึงว่าพวกเขาถึงมองเธอแปลก ๆ

ช่างเถอะ พวกเขาจะรู้ก็ปล่อยให้รู้ไป ยังไงซะเรื่องนี้ก็จะเป็นจริงในไม่ช้า

สองวันต่อมาในวันหยุดสุดสัปดาห์ท้องฟ้าช่างปลอดโปร่ง

มู่เวยเวยตื่นเช้ามาก เมื่อคืนเธอฝันถึงพ่อแม่ที่เสียชีวิตไปแล้ว พวกเขายืนอยู่ห่างๆและยิ้มให้เธอด้วยความรัก พวกเขาพูดกับเธอว่า “เวยเวยสุขสันต์วันเกิด ลูกต้องใช้ชีวิตให้ดีๆกลับมาอยู่พร้อมหน้ากับพี่ชายนะ”

น้ำตาเธอไหลและวิ่งเข้าไปเพื่ออยากจะกอดพวกเขาไว้ แต่ดูเหมือนเท้าของเธอจะผูกติดกับก้อนหิน ยิ่งเธอวิ่งมากขึ้นเท่าไหร่ก็ยิ่งช้าลงเรื่อยๆ ร่างของพวกเขาก็ยิ่งไกลออกไปเรื่อยๆ สุดท้ายพวกเขาก็หายไป

พ่อกับแม่รู้ว่าวันเกิดเธอถึงแล้ว ดังนั้นพวกเขาจึงมาอวยพรเธอเป็นพิเศษอย่างนั้นหรอ?

เธอไม่ได้ฝันถึงพี่ชาย ซึ่งหมายความว่าพี่ชายของเธอยังมีชีวิตอยู่

“คุณหนูวันนี้เป็นวันหยุดสุดสัปดาห์ คุณไม่ไปทำงานนิ ทำไมยังตื่นเช้าแบบนี้ล่ะ?” แม่บ้านฉินเดินเข้าไปในครัว ยืนมองเธอที่ดูโทรศัพท์มือถือและกำลังมองหาวัสดุบางอย่างพร้อมกัน

มู่เวยเวยดูเหมือนจะเห็นผู้ช่วยชีวิตแล้วรีบเดินขึ้นไปและพูดว่า “แม่บ้านฉิน คุณสอนฉันทำบะหมี่อายุยืนหน่อย”

พ่อกับแม่บอกว่าต้องใช้ชีวิตให้ดี ถ้าอย่างนั้นเธอก็จะอยู่ดีกินดีแน่นอน

แม่บ้านฉินตกตะลึงและถามเธอว่า “วันเกิดใคร คุณหรอ?”

มู่เวยเวยทำเสียง “ชู่ว์” สักพัก แล้วมองไปข้างนอกและกระซิบว่า “แม่บ้านฉิน วันนี้เป็นวันเกิดฉัน แต่ฉันแค่อยากทำอาหารที่ง่ายๆอย่างบะหมี่อายุยืนสักหนึ่งชามให้ตัวเองและอย่าบอกใครทั้งนั้น ฉันไม่อยากให้พวกเขารู้”

แม่บ้านฉินเข้าใจความยากลำบากของเธอและถอนหายใจในใจแล้วพูดว่า “โอเค ฉันรู้แล้วคุณหนู แต่ตอนนี้ฉันจะต้องทำอาหารเช้าให้เหล่าคุณชายก่อน ช่วงสายๆไม่มีอะไรให้ทำฉันจะสอนคุณทำบะหมี่อายุยืนแล้วกันนะ”

มู่เวยเวยยิ้มด้วยความสุขแล้วเอื้อมมือไปกอดเธอแล้วพูดว่า “ขอบคุณค่ะแม่บ้านฉิน ถ้างั้นฉันออกไปก่อนนะ”

“คุณหนู” แม่บ้านฉินเรียกเธอแล้วยิ้มอย่างใจดี “สุขสันต์วันเกิด”

ดวงตาของเธอชุ่มชื้นขึ้นในทันที เธอกลั้นน้ำตาและพยักหน้าให้เธอจากนั้นก็จากไป

หลังจากเธอลืมตานี่เป็นคนแรกที่กล่าวอวยพรวันเกิดให้เธอ เธอดีใจมากที่มีคนอวยพรให้เธอในวันดังกล่าวอย่างจริงใจ

เมื่อขึ้นไปถึงชั้นบน ก็มองหากระโปรงตัวใหม่ที่ยังไม่เคยใส่และแต่งหน้าเบาๆ แม้ว่าจะไม่มีใครรู้ แต่ในวันนี้เธอก็ต้องทำให้ตัวเองมีความสุขและอยากให้พ่อแม่ที่อยู่บนสวรรค์วางใจเช่นกัน

หลังเวลาสิบโมงกว่า มู่เวยเวยกับแม่บ้านฉินกำลังทำบะหมี่อายุยืนในครัว พ่อบ้านหวังก็เดินเข้ามาพร้อมกับพัสดุห่อใหญ่ในมือ “คุณหนูนี่เป็นพัสดุของคุณ”

มู่เวยเวยรู้สึกประหลาดใจอยู่ครู่หนึ่งและถามซ้ำเพราะไม่เชื่อ “พัสดุของฉัน?”

“ใช่ครับ ด้านบนมีชื่อของคุณ มู่เวยเวย” คุณอาหวังยืนยันอีกครั้ง

มู่เวยเวยเช็ดมือของเธอแล้วรับพัสดุมา เมื่อลองกะน้ำหนักก็ไม่หนักมาก

แต่ว่า ทำไมถึงมีคนส่งของให้เธอละ? มันดูแปลกเกินไป

“ขอบคุณค่ะ คุณอาหวัง” มู่เวยเวยขอบคุณเสร็จเลยหันมาพูดกับแม่บ้านฉิน “ฉันขึ้นไปดูก่อนว่ามันคืออะไร รอสักแป๊บค่อยมาเรียนต่อนะ”

“ อืม ไปเถอะ”

ในห้องนอน มู่เวยเวยหยิบกรรไกรและเปิดกล่องอย่างระมัดระวัง ด้านในมีกล่องกระดาษห่ออยู่ จากนั้นก็เปิดกล่องกระดาษออกอีกครั้ง เมื่อเปิดออกเธอถึงกับตะลึง

เพราะมีหมีพูห์แสนน่ารักนอนอยู่ข้างใน

เธอชอบหมีพูห์มาตั้งแต่เด็กและในห้องนั้นเต็มไปด้วยของที่เป็นหมีพูห์มากมาย

วันนี้มีคนให้ของขวัญเธอแถมยังเป็นหมีพูอีกด้วย มู่เวยเวยทราบซึ้งจนน้ำตาไหลและหยิบหมีพูห์ออกมาจูบอย่างหนักหน่วง และพึ่งสังเกตเห็นการ์ดที่อยู่ด้านในกล่อง

เมื่อก้มลงหยิบการ์ดขึ้นมา ด้านบนเขียนด้วยตัวอักษรไม่กี่บรรทัด: สุขสันต์วันเกิดให้กับเวยเวยที่น่ารักที่สุด มีแต่ความสงบสุขตลอดไป

ไม่มีลายเซ็น แต่มู่เวยเวยรู้สึกว่าตัวหนังสือนี้คุ้นเคยมาก ราวกับว่าเคยเห็นมันที่ไหนมาก่อน ตกลงเคยเห็นจากที่ไหน …

ในสมองครุ่นคิดอย่างรวดเร็ว ทันใดนั้นก็นึกขึ้นมาได้ทันที ใช่นี่คือตัวหนังสือของพี่ชาย ทำให้รู้สึกถึงแรงผลักดันที่เข้ามาครอบงำ

เธอและพี่ชายได้รับการอบรมสั่งสอนจากพ่อตั้งแต่ยังเด็ก ตัวหนังสือที่พี่ชายลอกคือแบบของ หลิวทีส่วนเธอเขียนแบบของซิงไค

เธอยังจำได้ว่าทุกครั้งที่เธอมีการบ้านมากเกินไปจะขอให้พี่ชายช่วยเขียน ครูต่างสังเกตเห็นได้ว่าตัวหนังสือต่างกันเกินไป ภายหลังแม้ว่าพี่ชายจะไม่ค่อยเขียนด้วยมือ แต่ตัวหนังสือของเขาก็ยังฝังไว้ในหัวของเธอ

พี่ชายฉันส่งมาให้จริงเหรอ? เขารู้ว่าฉันอยู่ที่นี่?

มู่เวยเวยตื่นเต้นมากจนไม่รู้ว่าจะแสดงอารมณ์ออกมาอย่างไร เธออยากตะโกนออกมาแต่ก็ไม่กล้า เธอจึงทำได้เพียงลูบหน้าหมีพูห์ไปมา

พระเจ้า ฉันไม่อยากจะเชื่อเลย เป็นไปได้ไหมที่พี่ชายเห็นข่าวในช่วงนี้เกี่ยวกับเธอและเย่ฉ่าวเฉินผ่านทางอินเทอร์เน็ต?

เธอรู้ว่ามันมีประโยชน์!

โอ้โห้ มีความสุข มีความสุขจัง

แน่นอนว่านี่เป็นของขวัญที่ดีที่สุดที่เธอเคยได้รับมา

หลังจากม้วนไปมาบนเตียงหลายครั้ง ทันใดนั้นฉันก็นึกอะไรบางอย่างออก เลยหยุดแล้วมองไปที่การ์ดอีกครั้ง

นี่เป็นลายมือพี่ชายฉันจริง แต่ทำไมถึงรู้สึกว่ามันไม่ใช่ความจริง

นอกจากนี้ยังเขียนเกี่ยวกับ “มีแต่ความสงบสุข” สิ่งนี้ดูเหมือนจะไม่ใช่สไตล์ของพี่ชายฉัน โดยปกติแล้วเขาจะพูดว่าสวยขึ้นเรื่อยๆประเภทที่เป็นคำพูดธรรมดาทั่วไป แต่ประโยคนี้ดูสง่า…

ไม่ใช่ว่ามีใครตั้งใจแอบอ้างหรือเปล่า? เมื่อมู่เวยเวยนึกถึงความเป็นไปได้นี้ก็ลุกขึ้นจากเตียงทันที รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็ค่อยๆหายไป

ถ้าฉันเป็นพี่ชาย จะให้ของขวัญน้องสาวในวันนี้ไหม? นี่มันอดไม่ได้ที่จะบอกว่าอื้ออึงเกิดไปแล้ว ยังให้ผ่านมือของพ่อบ้านหวังอีก ราวกับจะให้ทุกคนที่นี่รู้ว่าฉันได้รับของขวัญในวันนี้

หรือเพราะมีคนต้องการใช้พี่ชายเพื่อให้ฉันติดกับหรือเปล่า?

เฉียวซินโยวกับหนานกงเฮ่า?

ตามนิสัยของสองคนนี้ ถ้ายังไม่บรรลุเป้าหมายพวกเขาจะยอมแพ้ได้อย่างไร?

กลับกันช่วงนี้เงียบมาก ซึ่งดูไม่สอดคล้องกับนิสัยของพวกเขาเลย

ถ้านี่เป็นแผนของพวกเขาจริงๆ …

เมื่อไม่กี่นาทีที่ผ่านมา เฉียวซินโยวยืนดูอยู่ที่มุมตึกเฝ้าดูคุณอาหวังเอาพัสดุมาให้มู่เวยเวย มองเธอถือพัสดุแล้วเข้าไปในห้องนอนด้วยรอยยิ้มที่น่ากลัว จากนั้นก็สางผมแล้วเดินขึ้นชั้นบนแล้วตรงไปที่ห้องหนังสือ เธอกำลังจะเชิญใครสักคนมาดูการแสดงแล้ว

“ก๊อก ก๊อก ก๊อก ”

“เข้ามา” เย่ฉ่าวเฉินพูดออกมาด้วยน้ำเสียงต่ำ

เฉียวซินโยวบิดลูกบิดประตูแล้วเปิดประตูออก เธอยืนอยู่ตรงประตูไม่ได้เข้าไป เธอจำได้ชัดเจนว่าเย่ฉ่าวเฉินเคยบอกว่าถ้าเขายังไม่อนุญาตให้เข้าไปในห้องหนังสือก็ห้ามก้าวเข้าไปแม้แต่ก้าวเดียว

เมื่อเย่ฉ่าวเฉินเห็นว่าเป็นเธอ สีหน้าของเขายังคงนิ่งแล้วถามอย่างเย็นชาว่า “มีเรื่องอะไร?”

“ฉ่าวเฉิน วันนี้เป็นวันเกิดของเวยเวย ฉันเลยอยากให้ของขวัญเธอ แต่กลัวว่าเธอจะไม่รับไว้ คุณช่วยฉัน … ” เฉียวซินโยวหยุดพูดกลางคัน สีหน้าเปลี่ยนไปด้วยความคาดหวัง

เย่ฉ่าวเฉินตกตะลึง วันเกิดของมู่เวยเวย?

ถึงว่าทำไมเช้านี้เธออารมณ์ดีแถมยังแต่งหน้าเบาๆ คิดว่าเธอจะออกไปข้างนอกซะอีก แท้จริงแล้วเป็นวันเกิดของเธอนี้เอง แต่ทำไมไม่มีใครพูดถึงเลย?

“ไปกันเถอะ ผมพาคุณไป” เย่ฉ่าวเฉินเดินออกจากโต๊ะทำงานและถามเธอ “คุณให้ของขวัญอะไรเธอ?”

เฉียวซินโยวหยิบผ้าพันคอไหมพรมออกมาจากกระเป๋าถือของเธอและให้เขาดู “อากาศเริ่มหนาวแล้ว ฉันเลยเลือกผ้าพันคอไหมพรมให้เธอ ไม่รู้ว่ามู่เวยเวยจะชอบไหม”

“สีนี้ไม่เลว ดูเหมาะกับเธอดี” ท่าทางของเย่ฉ่าวเฉินดูสงบมาก

ทั้งสองคนเดินผ่านทางเดินลงจากชั้นสามไปยังชั้นสอง และยังคงเดินต่อไปที่ห้องนอนของมู่เวยเวย

ในห้องนอน มู่เวยเวยคิดเรื่องนี้ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ก็ยังรู้สึกว่าเรื่องนี้ดูแปลกๆและสำหรับการ์ดใบนี้ก็ไม่สามารถเก็บไว้ได้

ฉันเจอกล่องไม้ขีดไฟที่เย่ฉ่าวเฉินทิ้งไว้บนโต๊ะเครื่องสำอาง ตอนที่เย่ฉ่าวเฉินมานอนที่นี่เขามักจะสูบบุหรี่เป็นครั้งคราว ดังนั้นห้องนี้จึงมีเศษไม้อยู่เป็นจำนวนมากและกล่องไม้ขีดนี้ก็เป็นหนึ่งในนั้น

“ซิ” เปลวไฟพุ่งขึ้นที่ปลายนิ้วของเธอและมู่เวยเวยเหลือบมองการ์ดเป็นครั้งสุดท้ายจากนั้นก็วางมันลงบนเปลวไฟ

ในขณะนั้น ประตูก็ถูกผลักและเปิดออกจากด้านนอก มู่เวยเวยมองย้อนกลับไป เย่ฉ่าวเฉินกระโดดข้ามไปแล้วคว้าการ์ดในมือของเธอแล้วบีบเปลวไฟจนดับ

“คุณนี้มันโง่จริงๆ คุณกำลังทำอะไร?” เย่ฉ่าวเฉินตะโกนใส่เธอด้วยความโกรธ “จะเผาบ้านหลังนี้หรือไง?”

มู่เวยเวยตกตะลึงไปชั่วขณะ เธออยากแย่งการ์ดในมือแต่ก็ถูกเขาคัดขืนไว้

“ฉันไม่ใช่คนโง่สักหน่อย ถ้าฉันอยากจะเผาบ้านหลังนี้ ฉันก็ต้องเป็นคนแรกที่หนีไป คืนของของฉันมา”

เย่ฉ่าวเฉินสงบลงอย่างรวดเร็ว เขากระวนกระวายเมื่อเห็นพฤติกรรมของเธอ คิดว่าเธออยากจะจุดไฟเผามันจริงๆ หลังจากที่เธอพูดอย่างนั้น การ์ดที่อยู่ในมือของอีกฝ่ายก็เกิดสนใจขึ้นมา

การ์ดไหม้เพียงมุมเล็กๆ ตัวหนังสือบนการ์ดก็ยังคงอยู่

“สุขสันต์วันเกิดให้กับเวยเวยที่น่ารักที่สุด มีแต่ความสงบสุขตลอดไป” เย่ฉ่าวเฉินอ่านออกอย่างนุ่มนวล แต่ใบหน้าของเขากลับหม่นหมองมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อเห็นว่าบนเตียงยังคงมีหมีพูห์นอนอยู่ เขาจึงคว้ามันและถามอย่างน่ากลัว “มีตุ๊กตาอีกตัว?ดูเหมือนจะคุ้นเคยกับสิ่งที่คุณชอบ” หลังจากพูดจบเขาก็โยนหมีพูห์ลงบนพื้นแล้วเหยียบมัน

“ ไหนพูด ของขวัญวันเกิดชิ้นนี้ใครให้คุณ?” ทันใดนั้นหัวใจของเย่ฉ่าวเฉินก็เต็มไปด้วยความเกลียดชัง

มู่เวยเวยตกใจเพราะเขาและถอยหลังออกไปหนึ่งก้าว“ ก็แค่เพื่อนทั่วไป”

“เพื่อนทั่วไป? ถ้าเป็นเพื่อนทั่วไปทำไมไม่เขียนลายเซ็นล่ะ? ถ้าเป็นเพื่อนทั่วไปทำไมถึงเผาการ์ดใบนี้?” เย่ฉ่าวเฉินคิดในใจอย่างว่องไวและเปิดเผยคำโกหกของเธออย่างรวดเร็ว

มู่เวยเวยรู้สึกผิดขึ้นมาจริงๆ แต่เธอไม่สามารถบอกความจริงกับเขาได้ ถ้าเกิดพี่ชายของเธอให้จริงๆล่ะ?

“เย่ฉ่าวเฉิน เป็นแค่เพื่อนทั่วไปจริงๆ ฉันเผาการ์ดใบนี้เพราะกลัวว่าถ้าคุณเห็นคุณจะโกรธ”

เฉียวซินโยวเดินเข้ามา พร้อมกับรอยยิ้มที่น่าสงสัยบนใบหน้าของเธอ “เวยเวย โดยทั่วไปฉันรู้จักเพื่อนของเธออยู่บ้าง ถ้ายังนั้นเธอลองพูดชื่อของเขาออกมาจากนั้นฉันจะลองโทรถามเขา คุณก็บริสุทธิ์แล้วนิ?”

มู่เวยเวยจ้องมองเธออย่างดุร้าย หากสงสัยว่าเธอเป็นคนแอบอ้างเรื่อง”พี่ชาย”ไปแล้วสี่สิบเปอร์เซ็นต์ ตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็นหกสิบเปอร์เซ็นต์ ไม่เช่นนั้นทำไมเฉียวซินโยวจึงพาเย่ฉ่าวเฉินเข้ามาในตอนที่เธอกำลังจะเผาการ์ด?

ช่างเป็นเรื่องบังเอิญจริงๆ

เย่ฉ่าวเฉินเห็นด้วยกับคำพูดของเฉียวซินโยวและพูดว่า “เฉียวซินโยวพูดถูก เพื่อนทั่วไปคนไหนเพียงแค่คุณพูดออกมา ถ้าพิสูจน์แล้วว่าเป็นเพื่อนทั่วไปจริงๆฉันจะเชื่อคุณในเรื่องนี้”

มู่เวยเวยแสยะยิ้ม“เย่ฉ่าวเฉิน คุณไม่เชื่อฉันมาตั้งแต่แรกแล้ว อย่าแกล้งพูดอะไรทำนองว่าตอนนี้เชื่อฉัน?ฉันบอกว่าเพื่อนทั่วไปก็คือเพื่อนทั่วไป คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็ตามใจ”

เย่ฉ่าวเฉินรู้สึกหงุดหงิดกับท่าทีของเธอและผลักเธอล้มลงกับพื้น “มู่เวยเวย ผมจะถามคุณอีกครั้ง ใครให้คุณมา?ลู่จื่อหาง?หรือเป็นชู้คนไหนของคุณ?”

มู่เวยเวยนอนอยู่บนพื้นหันศีรษะและจ้องมองเขา “เย่ฉ่าวเฉิน จะพูดอะไรระวังปากหน่อย อะไรชู้คนไหน?”

“ไม่ใช่ชู้แล้วจะมีใครในโลกนี้ที่จำวันเกิดของคุณได้” เมื่อเย่ฉ่าวเฉินพูดถึงประโยคนี้ก็มีร่างที่แวบขึ้นมาในความคิดของเขา มู่เทียนเย่!

ใช่ ถ้าในโลกนี้ยังมีใครที่ใส่ใจเธอ ก็มีเพียงมู่เทียนเย่เท่านั้น!

เย่ฉ่าวเฉินมองไปที่การ์ดอย่างระมัดระวังอีกครั้ง ตัวหนังสือนี้เหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน

ถูก เป็นตัวหนังสือของมู่เทียนเย่

ในปีที่ผ่านมาเพื่อตามหามู่เทียนเย่ เขารวบรวมข้อมูลตั้งแต่มู่เทียนเย่ยังอยู่ในวัยเด็ก ตัวหนังสือนี้เคยวางไว้บนหมอนของเขาเป็นเวลานับครั้งไม่ถ้วนและเขาเกือบจะลืมมันไปแล้ว

“ พูด ใช่มู่เทียนเย่หรือเปล่า?” ทันทีที่เขาเอ่ยถึงคนๆนี้ ความเป็นศัตรูของเย่ฉ่าวเฉินก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างสมบูรณ์ เขาก้มตัวลงและจับผมที่ยาวของเธอ จ้องมองไปที่ดวงตาของเธอด้วยสายตาเจตนาฆ่าอย่างกระหายเลือด

หนังหัวของมู่เวยเวยชาไปหมดและใบหน้าของเธอซีดจาง “ฉันจะรู้ได้ไง ด้านบนไม่เห็นมีลายเซ็นอยู่”

“ต้องเป็นเขาแน่ๆ เลยเป็นเหตุผลที่คุณจะเผาการ์ดเพียงเพราะกลัวผมรู้แล้วไปหาเขา” เย่ฉ่าวเฉินยิ่งคิดยิ่งรู้สึกว่าเป็นไปได้ เมื่อเขาเหลือบมองเห็นกรรไกรที่อยู่ข้างโต๊ะ เขาหยิบมันขึ้นมาแล้วทำท่าจะปาดลงคอที่ขาวบางของเธอแล้วขู่ว่า “พูด มู่เทียนเย่อยู่ไหน”

“ฉันไม่รู้!” ความตายของมู่เวยเวยอยู่ในมือของเขาแต่เธอกลับไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย นอกจากนี้เธอก็ไม่รู้จริงๆว่าพี่ชายของเธออยู่ที่ไหน

ในช่วงเวลานี้ เธอเคยคิดว่านิสัยของเย่ฉ่าวเฉินดีขึ้นมาบ้างแล้ว แต่เธอไม่คาดคิดว่าตัวเองจะโง่ที่คิดแบบนั้น เขาไม่เคยเปลี่ยนแปลงเลย เพียงแค่เก็บความโหดร้ายและความเผด็จการไว้เท่านั้น สิ่งเหล่านี้ต่างไหลเวียนอยู่ในเส้นเลือดของเขา

เฉียวซินโยวมองไปที่พวกเขาอย่างใกล้ชิด ในใจรู้สึกมีความสุขอย่างมากและดูเหมือนว่าไม่ว่าเวลาจะผ่านไปเท่าไหร่ มู่เทียนเย่ก็ยังคงเป็นปมในใจของเย่ฉ่าวเฉิน

มันจะดีมากถ้าตอนนี้กรรไกรของเย่ฉ่าวเฉินเจาะเข้าไปในลำคอของเธอและเธอจะได้ไม่ต้องหนักใจเพื่อเตรียมตัวสำหรับเหตุการณ์ต่อไป

“มู่เวยเวยอย่าบังคับให้ผมต้องฆ่าคุณ!” เย่ฉ่าวฉินขยับมือของเขา ใบมีดที่แหลมคมได้กรีดผ่านผิวหนังที่บอบบางของเธอ เลือดไหลลงมาย้อมกับเสื้อผ้าของเธอจนกลายเป็นสีแดง

“เย่ฉ่าวเฉิน ฉันบอกแล้ว ฉันไม่รู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน แม้ว่าคุณจะฆ่าฉันฉันก็ยังไม่รู้” มู่เวยเวยพูดอย่างเย็นชาโดยไม่รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่คอของเธอเลย

มีเสียงเร่งฝีเท้าอย่างรวดเร็วดังจากด้านนอกห้อง เย่ฉ่าวเหยียนรีบวิ่งเข้ามา เมื่อเห็นฉากตรงหน้าเขาก็สั่นอยู่สักพัก และตะโกนใส่เย่ฉ่าวเฉิน “พี่ใหญ่ ปล่อยมือออก พี่จะฆ่าเธอจริงๆหรือ?”

คำพูดนั้นไม่มีผลต่อเย่ฉ่าวเฉิน“ ฉันเก็บเธอไว้เพื่อตามหามู่เทียนเย่ ถ้าเกิดเธอไม่พูดจะเก็บเธอไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร ส่งเธอไปอยู่กับพ่อแม่เธอไม่ดีกว่าหรอ?”

“มู่เทียนเย่? เขาปรากฏตัวแล้ว?” เย่ฉ่าวเหยียนประหลาดใจ

เฉียวซินโยวอธิบายอยู่ข้างๆเขา “ฉ่าวเหยียน วันนี้เป็นวันเกิดมู่เวยเวยและมู่เทียนเย่ก็ส่งของขวัญพร้อมกับการ์ดให้เธอ”

หลังจากเย่ฉ่าวเหยียนฟังจบ เขาก็เห็นการ์ดบนพื้นแล้วหยิบมันขึ้นมาและพูดอย่างปฏิเสธไม่ได้ว่า “พี่ใหญ่ใช้การ์ดใบนี้เพื่อคาดคะเนว่าเป็นมู่เทียนเย่ นี้มันตัดสินโดยพลการเกินไปแล้ว”

“นี่เป็นลายมือของเขา ไม่ผิดหรอก” กรรไกรในมือของเย่ฉ่าวเฉิน ขยับไปข้างหน้าหนึ่งนิ้วและเลือดก็ไหลนองออกมา “จะพูดไม่พูด ถ้าคุณยังไม่พูดผมจะให้คุณกระอักเลือดแล้วปล่อยให้เลือดไหลจนตาย”

ใบหน้าของมู่เวยเวยซีดไปหมดและลมหายใจของเธอค่อยๆอ่อนลง“เย่ฉ่าวเฉิน ถ้าฉันรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน ฉันคงออกจากบ้านนรกนี้ไปหาเขาแล้ว ยังต้องรอถึงวันนี้หรือไง? คุณมีอำนาจทำไมไม่ไปหาเขาด้วยตัวเองล่ะ? ”

เย่ฉ่าวเหยียนมองไปที่ริมฝีปากซีดของเธอแล้วรู้สึกกังวลขึ้นมา แต่ไม่กล้าไปแตะต้องเย่ฉ่าวเฉิน“ พี่ใหญ่ ถ้าพี่ยังไม่ปล่อยเธอจะตายจริงๆ พี่ต้องการใช้เธอเพื่อล่อมู่เทียนเย่ไม่ใช่หรอ? ถ้าเธอตายแล้วมู่เทียนเย่จะปรากฏตัวได้ยังไง?”

เย่ฉ่าวเฉินจ้องมองดวงตาที่ไร้ชีวิตชีวาของเธอ ในใจของเขาก็รู้สึกแน่นขึ้นมาและเอากรรไกรออก “ครั้งนี้ผมจะปล่อยคุณไป รอวันที่ผมเจอมู่เทียนเย่ วันนั้นจะเป็นวันตายของคุณ”

“โอเค ฉันอยากให้ถึงวันนั้นเร็วๆจริงๆ … ” หลังจากพูดจบ อาจเป็นเพราะเลือดไหลมากเกินไป มู่เวยเวยก็เป็นลมไป

เย่ฉ่าวเฉินก็ตื่นตระหนกขึ้นมาโดยไม่รู้ว่าทำไม จึงรีบกดแผลของเธอและหันไปพูดกับเย่ฉ่าวเหยียน “รีบโทรเรียกคุณหมอหาน” จากนั้นเขาก็ตะโกนออกไปนอกห้อง “คุณอาหวัง เอากล่องยามา”

พ่อบ้านหวังได้ยินการเคลื่อนไหวของที่นี่ก็มารออยู่ที่ประตูนานแล้ว เขากลัวว่าเย่ฉ่าวเฉินจะสั่งอะไรสักอย่าง แต่ก็ไม่คาดคิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆ

“ครับคุณชาย จะมาทันที”

เย่ฉ่าวเหยียนรู้สึกรำคาญพี่ชายของเขามากจนแทบรอไม่ไหวที่อยากจะเอาชนะเขา แต่เดิมเขาคิดว่ามู่เวยเวยพูดเกินจริง แต่วันนี้เขาได้เห็นมันกับตา

ทำไมเขาไม่สามารถปฏิบัติต่อมู่เวยเวยให้ต่างจากมู่เทียนเย่ล่ะ?

เอาความผิดของมู่เทียนเย่มาลงที่มู่เวยเวย นี่มันไม่ยุติธรรมกับเธอเลย และเธอยังเป็นภรรยาของเขา เขาทำลงคอได้อย่างไร?

จริงไหมที่ช่วงนี้อยู่ร่วมกันอย่างสงบสุขล้วนเป็นความรู้สึกจอมปลอม

พ่อบ้านหวังรีบส่งกล่องยาและเมื่อเห็นว่าเสื้อผ้าของมู่เวยเวยเปื้อนเลือดจนเสื้อเลอะเป็นสีแดง มือของเขาก็สั่น กล่องยาแทบจะตกลงพื้นโชคดีที่เย่ฉ่าวเฉินจับไว้ทัน

เย่ฉ่าวเฉินเปิดกล่องยาออก แต่ไม่รู้ว่าควรจะทำความสะอาดแผลก่อนหรือพันผ้าพันแผลเลย เมื่อเห็นเลือดของเธอไหลออกมามากขึ้นเรื่อยๆ หัวใจของเขาก็ยิ่งสับสนวุ่นวายมากขึ้น

“พี่ใหญ่ พี่วางเธอราบกับเตียง ผมจัดการแผลเอง” เย่ฉ่าวเหยียนกล่าวและถ้ายังล่าช้า เขากลัวว่ามู่เวยเวยจะอันตรายถึงชีวิตจริงๆ

เย่ฉ่าวเฉินผงะและทำตามคำพูดของน้องชาย เขาเลยอุ้มมู่เว่ยเว่ยขึ้นมาแล้ววางราบกับเตียง

เย่ฉ่าวเหยียนก้าวไปข้างหน้าและทำความสะอาดแผลด้วยแอลกอฮอล์อย่างรวดเร็ว บาดแผลนั้นแคบและยาวมาก แต่ไม่ลึกเท่าไหร่และแผลยังไม่ถึงหลอดเลือดแดง เลือดที่ไหลออกมาเป็นเลือดทั้งหมดในเส้นเลือดฝอยด้านนอก แต่ถึงอย่างนั้นสำหรับวัยกลางคนการไหลเวียนของเลือดค่อนข้างมาก

เมื่อเห็นขวดสเปรย์ยูนนานไป่เหยาในกล่องยา เขาจึงหยิบมันออกมาและฉีดลงบนแผลหลายครั้ง มู่เว่ยเว่ยดูเหมือนจะถูกกระตุ้นเข้าเลยพึมพำด้วยความเจ็บปวด

ยังมีปฏิกิริยาแสดงว่ายังไม่สาหัสขนาดนั้น

ในที่สุดเย่ฉ่าวเหยียนก็เอาผ้าก๊อซออกมาพันที่คอของเธอ ในตอนแรกเลือดไหลออกมาไม่หยุด แต่พอพันไปหลายชั้นเลือดก็ค่อยๆหยุด

เย่ฉ่าวเฉินยืนอยู่หน้าเตียง คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันแน่นและเมื่อเห็นเย่ฉ่าวเหยียนทำทุกอย่างเสร็จจึงถาม”ฉ่าวเหยียน ทำไมนายถึงทำเป็น”

เย่ฉ่าวเหยียนตอบอย่างเฉยเมย “พี่ไม่เคยได้ยินมาก่อนเหรอ?ความเจ็บป่วยระยะยาวทำให้กลายเป็นหมอไปแล้ว หลังจากอยู่ข้างนอกมานาน ถ้าผมไม่เข้าใจความรู้ในการปฐมพยาบาลเหล่านี้และผมก็ไม่รู้ว่าจะตายไปกี่ครั้งแล้ว”

เย่ฉ่าวเฉินนึกถึงความยากลำบากของน้องชายและพูดด้วยความโกรธว่า “มู่เทียนเย่ไม่ได้เป็นฝ่ายเจ็บเหรอ?ถ้าจับเขาได้ฉันจะล้างแค้นให้นายเอง!”

เย่ฉ่าวเหยียนลุกขึ้นจากเตียงโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ เขาเอาความรับผิดทั้งหมดไปลงที่มู่เทียนเย่? แล้วเขาล่ะ? ในเรื่องนี้เขาไม่ต้องรับผิดชอบเลยหรอ?

“ พี่ใหญ่ พี่เพิ่งพูด ปีนั้นที่เกิดเรื่องขึ้นมู่เทียนเย่ได้รับบาดเจ็บ แต่ทำไมพี่ถึงแสดงความเกลียดชังต่อมู่เวยเวย?ถามใจพี่ดูพี่ทำแบบนี้มันยุติธรรมกับเธอหรอ?”

เย่ฉ่าวเฉินไม่คิดว่าเย่ฉ่าวเหยียนจะพูดแบบนี้กับเขาและความยุ่งเหยิงในใจของเขาก็วุ่นวายมากขึ้น

เฉียวซินโยวเห็นใบหน้าของเย่ฉ่าวเฉินเปลี่ยนไป เธอกลัวว่าเขาจะคิดเหมือนเย่ฉ่าวเหยียน, มู่เทียนเย่คือมู่เทียนเย่,มู่เวยเวยคือมู่เวยเวย ถ้าอย่างนั้นหลังจากนี้ถ้าเธอจะทำอะไรก็คงลำบากและยากมากขึ้น?

“ฉ่าวเหยียนสิ่งที่คุณพูดนั้นไม่ถูก มู่เทียนเย่เจ้าเล่ห์และร้ายกาจ ถ้าฉ่าวเฉินไม่ใช้มู่เวยเวย เขาจะหามู่เทียนเย่เจอได้อย่างไร?พูดอีกอย่างก่อนที่มู่เวยเวยจะแต่งงานกับฉ่าวเฉิน ชีวิตของเขาก็ … ”

“หุบปาก!” เย่ฉ่าวเหยียนโกรธขึ้นมาและชี้ไปที่จมูกของเฉียวซินโยวพร้อมกับด่าว่า “ผมคุยกับพี่ชาย มาขัดจังหวะทำไม?”

ถ้าไม่ใช่เพราะเธอยังมีประโยชน์อยู่บ้าง คงถูกไล่ออกจากตระกูลเย่นานแล้ว

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset