วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 150 ชื่อที่เขาเรียกในความฝัน

มู่เวยเวยกลั้นน้ำตาที่ไหลอยู่ในหัวใจ พูดด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา “พ่อแม่ขอเขาสุขภาพไม่ดี กลับบ้านเกิดไปแล้ว”

“อ๋อ….ฉันคิดออกแล้ว ก่อนหน้านี้ พ่อแม่ของเขาเคยมาหาเขาที่ประตูบริษัทใช่ไหม? ได้ยินว่าพ่อของเขายังนอนรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล”

มู่เวยเวยตอบอย่างไว “อื้ม เพราะว่าพ่อเขาไม่สบาย เขาคือลูกคนเดียวของครอบครัว ยังไงก็ต้องไปดูแลพ่อแม่”

“เรื่องมันเป็นเช่นนี่นี้เอง ฉันนึกว่าเขาจะเเอบอู่งาน หนีไปซะอีก ลีน่าพูดด้วยน้ำเสียงประชด”

ล้วนพูดกันว่าคนตายแล้วมักจะเป็นใหญ่ ถึงแม้ว่าจะทำไม่ดีไม่ร้ายไว้ แต่เขาก็จากไปดั่งสายลม มู่เวยเวยไม่อยากฟัง คำพูดที่ใส่ร้ายป้ายสีเขาลับหลัง

“แยกย้ายเถอะแยกย้าย เดี๋ยวประธานเหอก็ออกมาตำหนิหรอก “คำพูดมู่เวยเวยทำให้ทุกคนแยกแตกกลุ่ม

เพราะว่าเพิ่งเริ่มทำงาน มู่เวยเวยไม่มีคำพูดมากมาย ตั้งใจอ่านนิตยสารแฟชั่นฉบับใหม่อย่างจริงจังและเต็มไปด้วยการคาดหวัง อวยพรให้พี่ชายใหญ่มองเห็น และรีบมาหาฉันโดยเร็ว แบบนี้จะทำให้รอดพ้นจากเงื้อมมือปีศาจ

เที่ยงแล้ว มู่เวยเวยและเพื่อนร่วมงานเดินไปพลางพูดคุยจะไปทานอาหารเที่ยงที่ไหนกัน ลิฟต์จากด้านบนเลื่อนลงมา แล้วเปิดออกด้านในมีหนึ่งคนยืนอยู่

ผู้คนที่กำลังพูดคุย จีจี ชาชา อยู่ในลิฟต์ก็เงียบเสียงลงทันที มู่เวยเวยมองไปที่ใบหน้าที่เฉยเมยเย่ฉ่าวเฉิน มีคนเข้ามาในลิฟต์ คนในลิฟต์ทยอยกันเข้าไปด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย

“สวัสดีประธานเย่ ”

“สวัสดีประธานเย่ ”

เย่ฉ่าวเฉินตอบด้วยน้ำเสียงนุ่มโทนสูง “อื้ม” เสมือนตอบรับคำทักทาย

เสี่ยวหลี่และลีน่าพยักหน้าและสบตา ดูเหมือนจะโชคดีมาก ปกติประธานเย่ใช้ลิฟต์ส่วนตัวของเขา?ทำไมวันนี่มาใช้ลิฟต์พนักงานละ?

อ่ะ ต้องมาดูมู่เวยเวยแน่ๆ เพื่อนร่วมงานสาวๆเหล่านั้นเกิดความเสื่อมใสในมู่เวยเวยยิ่งขึ้น

ถึงแม้ว่าพวกหล่อนจะแต่งงานแล้ว แต่ก็อดอิจฉากับผู้ชายในฝันแบบเขาไม่ไหว

ได้เวลาเลิกงาน คนใช้ลิฟต์ยิ่งเยอะขึ้น มู่เวยเวยเพิ่งแยกระยะห่างจากเย่ฉ่าวเฉิน แต่พื้นที่ยิ่งน้อยลงเรื่อยๆจนบีบพวกเขากลับมายืนใกล้กันจนได้

เย่ฉ่าวเฉินลดสายตาลงมอง ทรงคิ้วโค้งดำที่ขมวดอยู่บางๆ ขนตาที่ปิดบังแววตาอันสดใสของเธอ เม็ดเหงื่อซึมๆที่บริเวณสันจมูกโด่งคม มุมปากที่โค้งงอเล็กน้อย ถึงแม้ว่าในลิฟต์จะมีผู้คนจำนวนมากแต่เธอก็เกร็งที่จะขับไปติดตัวเขา ราวกับเขาเป็นวัตถุเคมี

“ดิ้ง ——” ประตูลิฟต์เปิดออก มีคนเข้ามาเพิ่ม

“อย่าดันเข้ามาจ้า อย่าดันเข้ามา”มีเสียงตะโกนออกมา

มู่เวยเวยและเย่ฉ่าวเฉินยืนเคียงกันอยู่ด้านหลัง ด้านหน้ามีผู้ชายส่วมเสื้อเชิ้ตสีขาวโดนบีบดันเข้าไปด้านข้างมู่เวยเวย เย่ฉ่าวเฉินดึงมูเวยเวยเข้ามาเสมือนอยู่ในอ้อมกอดอย่างไว และหันหลังให้ทุกคน เขาเหยียดมือทำเป็นห้องเล็กๆ

หลายคนรอบข้างมองเห็นบรรยากาศเหล่านี้ ไม่ว่าแกล้งหันไปพูดคุย ก้มเล่นโทรศัพท์ หรือทำเป็นมองไม่เห็น แต่ในความเป็นจริงนั้นทุกคนหูชาจนหูอื้อ อยากรู้ว่าประธานเย่และภรรยาพูดอะไรกัน

มู่เวยเวยรู้สึกร้อนขึ้นเล็กน้อยจากลมหายใจอันร้อนระอุของเขา ต้องการให้เขาข้างออก แต่ในลิฟต์มีคนจำนวนมากไม่สะดวกที่จะพูดได้ แต่มองขึ้นไปที่เขาและแสดงความไม่พอใจออกมา

เย่ฉ่าวเฉินถูกสายตาของเธอจับจ้องจนทำให้หัวใจเต้นระรัว เขาก้มหน้าไปกระซิบที่หูเธอ “ไปทานข้าวที่?”

มู่เวยเวยหันหน้าหนีไม่สนใจเขา

เย่ฉ่าวเฉินเห็นเขาไม่พูดคุย จึงพูดกัดข้างๆหูต่อ “เชื่อหรือไม่ หากเธอไม่ตอบฉัน ฉันจะจูบเธอในนี้?”

ใบหน้าของมู่เวยเวยเริ่มๆแดงขึ้น ผู้ชายคนนี้มีความละอายใจบ้างไหม?

“ยังไม่แน่ใจ เพิ่งจะปรึกษากัน” มู่เวยเวยตอบอย่างเฉยเมย

“โอ้…..”ก่อนเย่ฉ่าวเฉินจะจากไป เขากัดที่ติ่งหูสีชมพูของเธอเบาๆ จากมุมที่ไม่มีใครมองเห็น

มู่เวยเวยตกตะลึงกับพฤติกรรมอยู่สองสามวินาที หลังจากที่มีติกลับมาได้ เธอใช้ข้อศอกกระแทกเขาอย่างไม่เกรงใจ หยอกล้อในที่สาธารณะ ต้องการต่อสู้?

เย่ฉ่าวเฉินจุกแทบหายใจไม่ออกจนคิ้วขมวด ผู้หญิงคนนี่แรงไม่น้อยเลย

บรรยากาศในลิฟท์เป็นไปด้วยความกังวลและแปลก ไม่มีใครพูดเสียงดัง สายตาของคนส่วนใหญ่กำลังจับจ้องตัวเลขที่เปลี่ยนไป

0、19、18……

เป็นครั้งแรกที่มู่เวยเวยรู้สึกว่าลิฟต์เลื่อนลงช้าจริงๆ ทันใดนั้น มือของเย่ฉ่าวเฉินยื่นไปเหนือศีรษะแล้วเลื่อนลงมาเกาะที่เอว เสมือนว่าโอบเธอไว้ในอ้อมแขน

มู่เวยเวยใช้สายตาที่ร้ายกาจเพ่งมองเขา นี่เธอจะทำอะไร?

เย่ฉ่าวเฉินแบะปากเบาๆ ก็แก้แค้นไงละ ใครใช้ให้เธอทำร้ายฉันก่อน?

เธอขยับปากก่อนนะ!

ก็เธอกัดฉันก่อน

มู่เวยเวยมองบนพูดไม่ออก ใช้ชีวิตยี่สิบกว่าปีแล้ว เธอไม่เคยเจอผู้ชายที่ไร้ยากอายเช่นนี้

“ดิ้ง ——“ สิ่งที่ทุกคนคาดหวัง ลิฟต์ก็ถึงชั้นหนึ่งสักที

ทำให้มู่เวยเวยปลื้มปริ่ม เย่ฉ่าวเฉินไม่มีพฤติกรรมที่แปลกประหลาดอะไร เขาเดินออกไปพร้อมๆผู้คน

“เวยเวย เธอกับประธานเย่ไปทานอาหารกันก่อนเถอะ” ลีน่าพูดด้วยรอยยิ้มกรุ้มกริ่ม

มู่เวยเวยคว้าแขนของเธออย่างรวดเร็ว “ฉันไปกับพวกเธอ เย่ฉ่าวเฉินมีธุระ….”

“ฉันไม่ธุระ ฉันตั้งใจพาเธอไปทานอาหาร” เย่ฉ่าวเฉินพูดแทรก

มู่เวยเวยอดทนไว้ ปฏิเสธตรงๆอยากไม่ให้หน้าเขา “แต่ฉันไม่อยากทานข้าวกับคุณ”

ทำให้ผู้คนที่ในสถานการณ์นั้นตกตะลึง เมื่อได้ยินมู่เวยเวยพูดกับเย่ฉ่าวเฉินเช่นนี้?

เย่ฉ่าวเฉินก็ตะลึงไปเลย หลังจากที่มึนงงอยู่พักนึง ดวงตาสีฟ้าที่เย็นชาก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มจางๆ “ไม่เป็นไร เธอก็ทานของเธอไป ทำเหมือนไม่มีฉันอยู่”

ตั้งแต่เช้าเขาก็เริ่มจัดการกับกองเอกสาร ไม่ต้องการหยุดการทำงาน เพราะเมื่อสมองหยุดคิดเรื่องงานเขาก็กลับมาคิดเรื่องเดิมๆ ตอนนี่มู่เวยเวยทำอะไรอยู่?

หลายต่อหลายครั้ง ที่เขาหาข้ออ้างที่จะลองไปแผนกออกแบบเพื่อตรวจสอบ แต่ก็ถูกระงับด้วยเหตุผลของตัวเอง

ความคิดนี่หลอกหลอนจนถึงเที่ยง เขาวางเอกสารในมือลง ลงไปชั้นล่างเพื่อหาไปมู่เวยเวย

เสี่ยวหลี่และลีน่ารู้สึกทำอะไรไม่ถูก ยิ่งนิ่งเงียบลง

เขาทั้งสอง…..ทะเลาะกันเหรอ?

มู่เวยเวยไม่ต้องการให้มายุ่ง พูดอย่างเย็นชา “แล้วแต่เธอ”

……

คนกลุ่มหนึ่งมาที่โรงแรมใกล้บริษัท

เย่ฉ่าวเฉินหยิบเมนูขึ้นมาสั่งอาหาร เสี่ยวหลี่ดึงแขนเสื้อมู่เวยเวยเบาๆ แล้วพูด “เธอดูเย่ฉ่าวเฉินง้อเธอขนาดนี่แล้ว อย่าโกรธเลย”

“ใช่แล้วใช่แล้ว พวกเราล้วนอิจฉาไม่ลงแล้ว อย่าเล่นตัวนักเลย”ลีน่าก็ชักชวนอีกคน

มู่เวยเวยก็ทุกข์ยากซ่ะจริงๆ เมตตาเขา?

ตั้งแต่ที่พ่อแม่เสียไปและการหายตัวของพี่ชาย คำนี้ก็ถูกขีดฆ่าออกจากพจนานุกรมของเธอ

เย่ฉ่าวเฉินสั่งอาหารเสร็จ ก็หันไปถามมู่เวยเวย “ต้องการดื่มอะไร?”

“น้ำเปล่า” พูดออกมาชนิดที่ไม่ต้องการสนทนา

เย่ฉ่าวเฉินหน้านิ่ง บอกพนักงานบริการ “เอานมเปรี้ยวหนึ่งลังให้คุณผู้หญิงท่านนี้”

“ค่ะ รอสักครู่”

เมื่อพนักงานเดินออกไป ลีน่าขยิบตาให้เพื่อนร่วมงานอีกสามคน ลุกลี้ลุกลนขึ้นยืนแล้วพูดว่า “ประธานเย่ ฉันจะไปห้องน้ำสักครูค่ะ”

“ ฉันไปด้วย ฉันไปด้วย”

ลุกลี้ลุกลนกันออกไป จนเหลือเพียงแค่พวกเขาสองคน

มู่เวยเวยกอดอก แล้วมองไปที่เขาด้วยสีหน้าต่อต้าน “เย่ฉ่าวเฉิน เธอจะทำอะไรกันแน่?”

“กินข้าวเถอะ” เย่ฉ่าวเฉิน เย็นชาไม่สนใจ

“งั้นเธอก็กินเองสิ ทำไมต้องตามพวกฉันมาด้วย?” มู่เวยเวยไม่เข้าใจเขา

เย่ฉ่าวเฉินหยิบบุหรี่ออกมาถือไว้ที่ปลายจมูกของเขาดมกลิ่นแล้ววางลง จ้องดวงตาสีดำของเธอ “มู่เวยเวยฉันช่วยคุณจากน้ำมือหนานกงเฮ่า นี่คือทัศนคติของเธอที่มีต่อคนที่ช่วยชีวิตเธอ?”

“เหอะเหอะ ——”มู่เวยเวยเยือกเย็นยิ้ม “เย่ฉ่าวเฉิน เธอไม่ต้องช่วยก็ได้นะ”

หากเธออดทนต่อเพื่อนที่กำลังจะแยกภรรยาของเธอไปได้ ถ้าคุณไม่สนใจความคิดเห็นสาธารณะของสังคม ก็ไม่ต้องช่วยฉัน

ถึงแม้ว่าประโยคหลังนี้ไม่ได้พูดออกมา แต่สมองของเย่ฉ่าวเฉินก็สำนึกได้

ความรู้สึกถูกปิดกั้นหัวใจนั้นกลับมาอีกครั้ง เย่ฉ่าวเฉินเงียบโกรธ และในที่สุดก็เริ่มประนีประนอม “มู่เวยเวยฉันช่วยเธอครั้งหนึ่ง แต่ก็เคยหลอกเธอครั้งเดียวเช่นกัน มันเป็นเรื่องที่เสมอกัน เราจะไม่สามารถกลับมาสงบสุขเหมือนเมื่อก่อนเหรอ?

มู่เวยเวยเบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ “เย่ฉ่าวเฉิน พวกเราเคยอยู่อย่างสงบสุข เหรอ? ทำไมฉันไม่รู้?”

“ถ้างั้นเธอต้องการยังไง?” ความโกรธของเย่ฉ่าวเฉินก็พุ่งสูง

“ง่ายมาก หย่า” มู่เวยเวยรื้อฟื้นเรื่องเก่า

“อย่าแม้แต่จะคิด ฉันไม่ตกลง” เย่ฉ่าวเฉินจำสิ่งหนึ่งได้ ทันใดนั้นดวงตาของเขาก็จ้องไปที่ใบหน้าของเธอ “ฉันก็รู้สึกแปลกใจจริงๆ เธอไม่กลัวที่จะเป็นบ้าเมื่อเห็นฉันเหรอ? ทำไมดีขึ้นแล้วล่ะ?”

มู่เวยเวยไม่คาดคิดว่าเขาจะพูดถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน แต่ไม่ต้องการให้เขารู้ความจริงและแสร้งทำเป็นสงบแล้วพูดเสียงแข็งว่า “มันจะเป็นทักษะทางการแพทย์ของแพทย์ที่มีฝีมือ”

เย่ฉ่าวเฉินมองดูเธอด้วยสายตาที่กลั่นกรองและพูดอย่างเย็นชา “ใช่เหรอ”

“ใช่ เป็นไปได้ไหมที่เธอต้องการให้ฉันบ้าคลั่งตลอดไป?” มู่เวยเวยถามกลับ

เย่ฉ่าวเฉินมองเธออย่างลึกซึ้ง แล้วหักบุหรี่ในมือเขาแล้วพูดอย่างเย็นชาว่า “มู่เวยเวย อย่าให้ฉันรู้ความลับของเธอ ไม่งั้น…..”

“จะยังไง? ฆ่าฉันเหรอ? ทารุณฉัน?” มู่เวยเวยท้าทายแบบที่ไม่กลัวตาย “เย่ฉ่าวเฉิน เธอเคยทำเรื่องที่โหดร้ายที่สุดกับฉัน แล้วเธอคิดว่าฉันจะกลัวหรือไม่?”

แม้แต่ความตายเธอก็ไม่กลัว ยังกลัววิธีการของเขาเหรอ? ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต

คำพูดมู่เวยเวยทำให้เย่ฉ่าวเฉินนึกถึงสิ่งที่เขาเคยทำกับเธอเมื่อก่อน หินในใจก้อนนั้นก็ยิ่งทำให้เขาหดหู่ขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเห็นท่าทีของเธอ ชีวิตนี้เธอคงไม่มีวันให้อภัยเขา

ถ้า…..ตอนนี่เขาพูดขอโทษ……

ไม่ นี่ไม่ใช่สไตล์ของเขา นอกจากไม่รู้ว่าครั้งแรกของเธอให้ไอคนเลวหน้าไหน เรื่องนี้เรื่องเดียวที่เขาก็ไม่สามารถให้อภัยเธอได้

ลีน่ากับเพื่อนๆกลับมา ทั้งสองต่างหน้าขรึมไม่คุยกัน ดูๆแล้ว ขัดแย้งจะทวีคูณไปใหญ่แล้ว

อาหารมาอย่างเร็วไว ล้วนเป็นอาหารขึ้นชื่อของโรงแรม ทั้งสีสวยกลิ่นหอม

แต่ด้วยความเสียอารมณ์ของเย่ฉ่าวเฉิน ทำให้คนที่เหลือรู้สึกหดหู่มาก ยกเว้นมู่เวยเวยที่เคยชินกับอารมณ์ของเขา เขาโกรธเขาและเธอก็กินอาหารโดยไม่รบกวนซึ้งกันและกัน

ทันใดนั้น เสียงที่เสนาะหูก็เปล่งออก อากาศที่อึกอัดจนหายใจไม่ออกก็ถูกทำลาย

“ดีจ้า อาจารย์เสี่ยวฮัว” มู่เวยเวยทักทายอย่างรักใคร่

“เวยเวย ช่วงบ่ายกลับมหาวิทยาลัยสักแป๊ป มีธุระ”เสียงของอาจารย์เสี่ยวฮัวจากโทรศัพท์ออกมา เย่ฉ่าวเฉินที่นั่งอยู่ข้างๆได้ยินอย่างชัดเจน

“ค่ะ ฉันรับทราบแล้ว”

“เฉียวซินโยวคนนั้นโทรศัพท์ติดต่อไม่ได้เลย เธอคุ้นเคยกับเขาใช่ไหม? ฝากบอกเขาหน่อย ช่วงบ่ายพวกเธอมาหาฉัน”

มู่เวยเวยสะดุ้งวูบ เงยหน้าไปสบตากับเย่ฉ่าวเฉิน เขาก็กำลังจ้องมองเธออยู่พอดี

“อื้ม ช่วงบ่ายฉันถึงแล้วจะโทรหาค่ะ” มู่เวยเวยตอบด้วยน้ำเสียงละห้อย

“ค่ะ บ๊ายบาย”

วางสายโทรศัพท์แล้ว มู่เวยเวยกลับสู่อาการทานข้าวไม่ลง ในหมอกในดวงตาค่อยๆปรากฏ เขาไม่กล้าให้เพื่อนร่วมงานรู้ เจึงรีบลุกขึ้นอ้างว่าจะไปห้องน้ำ

คนที่ยังไม่ชีวิตอยู่กลับต้องหายไป ฉันจะอธิบายทุกคนยังไง?

ไม่หยุดที่จะใช้คำโกหก แต่เป็นการโกหกที่ต้องโกหกวกไปวนมา เสมือนก้อนลูกบอลหิมะ เธอบอกทุกคนได้ว่าเฉียวซินโยวกลับบ้านเพื่อดูแลพ่อแม่แล้ว

ถ้าพ่อแม่เขารู้ขึ้นมาล่ะ?

มู่เวยเวยไม่กล้าที่จะคิดต่อไป เรื่องนี้ต้องถูกเปิดเผยสักวัน

ถึงแม้ว่าเธอจะไม่ใช่ฆาตรกร แต่การตายเฉียวซินโยวก็แยกจากเธอไม่พ้น

เมื่อถึงเวลาจะต้องอธิบายยังไง?

“อย่าคิดมาก ฉันสามารถจัดการได้”เย่ฉ่าวเฉินมาโดดที่เขาไม่รู้ตัว เขายื่นทิชชูให้เธอ

มู่เวยเวย น้ำตาเอ่อ พูดไม่ออก

จิตใจของเย่ฉ่าวเฉินเห็นน้ำตาของเธอที่ไหลเอ่อจนทำให้เขาใจหาย เขาดึงตัวเธอเข้ามากอดลูบไปที่เส้นผมที่ยาว พูดเบาๆ “หยุดร้องเถอะ จะไม่เกิดเรื่องเหล่านั้นได้”

มู่เวยเวยร้องได้ในอ้อมแขนเขาครู่หนึ่ง รู้สึกท่าทางไม่ถูกต้อง จึงผลักเขาออกไป

เช็ดน้ำตา ทิ้งทิชชูลงชักโครก มู่เวยเวยมองเขาด้วยสายตาแดงก่ำ “เย่ฉ่าวเฉิน อย่าเสแสร้ง สิ่งที่ฉันไม่ต้องการในโลกนี้คือความห่วงใยของเธอ”

เย่ฉ่าวเฉินพูดไม่ออก

……

ในมหาวิทยาลัยเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อ่อนเยาว์ ใบหน้าที่ยิ้มแย้มสดใสในทุกที่ช่วยบรรเทาอาการซึมเศร้าของมู่เว่ยเว่ยให้หายไป

มู่เวยเวยมาถึงห้องทำงานของที่ปรึกษา อาจารย์เสี่ยวฮัวตอนรับอย่างดีเขาให้เธอนั่งลง

“เธอมาคนเดียวเหรอ? เฉียวซินโยวละ?”

“เขากลับบ้านเกิดแล้ว พ่อแม่ของเธอไม่สบาย กลับบ้านดูแลพ่อแม่แล้ว”มู่เวยเวยวนกลับมาพูดโกหกอีกครั้ง

อาจารย์เสี่ยวฮัวฟังจบก็ไม่สงสัยอะไร ยื่นเอกสารให้เธอ ยิ้มแล้วพูด “เธอลองดูนี่ก่อนสิ”

มู่เวยเวยเปิดเอกสารอย่างสงสัย อ่านคร่าวๆ นี่คือเอกสารสำหรับส่งนักเรียนแลกเปลี่ยนเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังในปารีสประเทศฝรั่งเศส

“อาจารย์ นี้คือ?”

“ตอนนี้ในมหาวิทยาลัยมีนักเรียนแลกเปลี่ยนสิบคน ในสาขาเรามีเธอและเฉียวซินโยวที่ผลการเรียนเป็นเลิศ หากเธอยินดี ก็สามารถไปศึกษาต่อที่ฝรั่งเศสเป็นเวลาสองปีและกลับมารับประกาศนียบัตรบัณฑิตที่โรงเรียนของเรา”

มู่เวยเวยทั้งตื่นเต้นและประหลาดใจ แล้วพูด “จริงๆเหรอ? ฉันสามารถไปได้จริงๆ เหรอ?”

อาจารย์เสี่ยวฮัวกล่าวอย่างภาคภูมิใจ“แน่นอน เธอเป็นผู้หญิงที่มีความสามารถในสาขาออกแบบ ผลเป็นที่หนึ่งในการสอบทุกๆครั้ง และเธอมีความสามารถเพียงพอถ้าเธอออกไปเรียนรู้โลกภายนอกใบนี้ จะเป็นประโยชน์อย่างมากในการประกอบอาชีพในอนาคต”

“ฉันรู้ ฉันรู้”มู่เวยเวยรีบตอบ แต่ในวินาทีถัดมาเธอก็คิดถึงเย่ฉ่าวเฉิน อารมณ์ความตื่นเต้นของเธอก็ลดลง เขาไม่เห็นด้วยที่เธอจะไปต่างประเทศตั้งสองปี? เพียงแค่ฝัน

อาจารย์เสี่ยวฮัวเห็นบางอย่างผิดปกติจึงถามเธอว่า “มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”

“ฉัน… อาจารย์ คุณรู้ไหม ฉันแต่งงานแล้ว ดังนั้น …” มู่เวยเวยพูดอย่างเขินอาย “เรื่องนี้ฉันต้องการปรึกษากับ … สามีของฉันก่อน”

อาจารย์เสี่ยวฮัวเข้าใจ ปรบมือเบาๆแล้วพูดว่า “ใช่ ควรปรึกษากัน อีกอย่างต้องใช้เวลาสองปี ไม่แต่เวยเวยโอกาสนี้ไม่ได้มีทุกปีคุณต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ”

“ค่ะค่ะ อาจารย์ ขอบคุณค่ะ ฉันจะพิจารณาอย่างถีถ้วน”

“ตอนนี้ในมหาวิทยาลัยมีหลายคนที่กำลังแย่งชิงโอกาสนี้ ฉันให้เวลาคุณได้แค่สามวัน นำเอกสารนี้กลับไปดูและปรึกษากับครอบครัวของเธอ”

หลังจากออกจากอาจารย์เสี่ยวฮัว มู่เวยเวยไม่รีบกลับไปบริษัท แต่เธอเดินเล่นรอบ ๆ สวนสาธารณะมหาวิทยาลัย

ฉันไม่ได้มาที่มหาวิทยาลัยนานแล้ว

ห้องสมุด ห้องเรียน หอพัก แต่ละแห่งมีความทรงจำที่สดใสที่สุด

ครั้งหนึ่งที่สนามบาส เธอเคยมาที่นี่กับเพื่อนผู้หญิงเพื่อดูการแข่งขันและเชียร์รุ่นพี่หนุ่มหล่อ

นอกจากที่นี้ยังมีสนามวิ่งหญ้าเทียมแล้ว เพื่อที่จะวิ่งได้แปดร้อยเมตร มีอยู่ช่วงนึงเธอซ้อมวิ่งทุกคืน

สนามกีฬาแห่งนี้มีทั้งความฝันและความทรงจำที่สวยงาม แฟนของเธอ และเพื่อนสนิทของเธอ….

ถ้าหากความทรงจำเหล่านี้หยุดอยู่ที่นี้น่าจะดี ไม่ต้องทรยศ ไม่ต้องทนทุกข์

มู่เวยเวยนั่งอ่านเอกสารอ่านแล้วอ่านเล่าอยู่บนอัฒจันทร์ตลอดบ่าย

เธออยากไปจริงๆ แต่ด้วยความเป็นจริงนั้นเป็นไปไม่ได้

ไม่ว่าเย่ฉ่าวเฉินจะตกลงหรือไม่ เธอก็ไม่สามารถจ่ายค่าเล่าเรียน ค่าที่พัก ค่าครองชีพตามลำพังได้อยู่ดี แม้ว่าเธอจะสามารถทำงานพาร์ทไทม์ได้บางส่วน แต่มันก็เป็นเงินเล็กน้อย

“เวยเวย ——” เสียงแปลกๆ

มู่เวยเวยหันไปมอง ใบหน้าที่ไม่คุ้นเคย แต่อ่อนโยนปรากฏอยู่ตรงหน้าเธอ

เขาคือ……

“ใช้เธอจริงๆ ฉันนึกว่าจำผิดคนแล้วซะอีก” ฝ่ายชายรู้สึกประหลาดใจ

อ่ะ มู่เวยเวยนึกขึ้นได้แล้ว นี่คือพี่ชายรุ่นพี่ของเธอ ช่วงปีสองเขาเคยไล่ตามเธอจีบ แต่เธอปฏิเสธ เขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์เมื่อตอนที่เขาอยู่ปีสาม และหลังจากนั้นก็ไม่ได้ยินข่าว ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะเจอที่นี่

มู่เวยเวยจำเขาได้ ใจกว้างทักทาย “หนุ่มหล่อ ไม่เจอกันตั้งนาน”

“เธอยังรู้จักฉันเหรอ” ชายผู้นั้นนั่งข้างเธอ

“ทำไมจะไม่รู้จักละ?”เป็นผู้มีความสามารถพิเศษในแผนกภาษาต่างประเทศ “มู่เวยเวยแกล้งเขา

ชายผู้นั้นตั้งใจมองไปที่เธอ ถอนหายใจ “มีความสามารถที่ยอดเยี่ยมก็ยังไม่เข้าตาเธอ”

“หนุ่มหล่อ เรื่องราวที่ผ่านไปแล้วก็อย่าพูดถึงเลย”มู่เวยเวยรู้สึกอายนิดหน่อย

“ไม่พูดแล้ว พูดแล้วน้ำตาจะไหล ใช่แล้ว เธอกำลังจะจบการศึกษาแล้วใช่ไหม”

มู่เวยเวยพยักหน้า “อื้ม จะจบละ เธอละหนุ่มหล่อ? หลังจากเรียนจบทำอะไรอยู่เหรอ?” มู่เวยเวยกลัวว่าเขาจะถามเกี่ยวกับเธอ จึงรีบถามถึงเรื่องราวของเขา

“ฉันทำงานอยู่ในบริษัทต่างชาติ วันนี้ฉันกลับมาติดต่อธุระ” ชายหนุ่มมีท่าทางสงบ มุมปากของเขามีแต่รอบยิ้ม “ยังไงก็ยังรู้สึกโรงเรียนดีที่สุด ทุกครั้งที่ฉันมาที่นี่ฉันมักจะรู้สึกว่าเวลาเดินช้าลง”

“ใช่ ฉันก็รู้สึกเช่นนั่น”มู่เวยเวยสะท้อนนึกถึงอุบัติเหตุทางรถยนต์ของเขา ถามอย่างห่วงใย “พี่ชาย ฉันได้ยินมาว่าเธอประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ดีขึ้นแล้วใช่ไหม?”

เขาเขย่าๆบริเวณแขน แล้วยิ้ม “ไม่เป็นอะไรแล้ว ตอนแรกฉันนึกว่าแขนจะเสียแล้วโชคดีพ่อของฉันหาแพทย์จีนคนหนึ่งเจอ ใช้เวลาทั้งปีในการรักษาเพื่อให้ฟื้นตัวเต็มที่”

“ทุกข์ไม่น้อยสิ”

“ไม่ใช่น้อยๆเลยนะ แต่ช่างเถอะพูดเรื่องสุขภาพแล้ว ประสบบ้างก็ไม่สำคัญ” เขายิ้มอย่างสงบ

ทั้งสองพูดเรื่องตลกในสมัยเรียน เสียงโทรศัพท์มู่เวยเวยดังขึ้น เป็นเย่ฉ่าวเฉิน

“มีธุระอะไร?”มู่เวยเวยพูดน้ำเสียงเยือกเย็น

“ทำธุระเสร็จหรือยัง?” ตอนนี้ฉันอยู่หน้าประตูมหาวิทยาลัย

“อื้ม ฉันรู้แล้ว กำลังออกไป”มู่เวยเวยวางสาย หันไปยิ้ม “พี่ชายฉันต้องไปแล้ว”

“ฉันไปส่ง” ฝ่ายชายรู้สึกเจ็บปวดเล็กน้อย เพราะเป็นผู้หญิงที่เขาเคยแอบชอบ ได้ดูแลก็ดีใจแล้ว

มู่เวยเวยรีบปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ฉันไม่หลงหรอก”

“ไปเถอะไปเถอะ ไม่ง่ายที่ได้เจอกัน ให้ฉันเห็นหน้าตาแฟนเธอว่าเป็นยังไงบ้าง ฉันก็ยอมแพ้แล้ว”เขาพูดล้อเล่น แต่มีร่องรอยความสูญเสีย

เขารู้มาตั้งนานแล้ว มู่เวยเวยทั้งสวยทั้งเก่งขนาดนี้ ต้องมีคนตามจีบไม่ขาด

มู่เวยเวยไม่สามารถปฏิเสธได้ ได้แต่ให้เขาตามไปส่งถึงประตูมหาวิทยาลัย

จากระยะไกล เขาเห็นเย่ฉ่าวเฉินยืนอยู่ข้างปอร์เช่ คาเยนน์และบุหรี่ในมือ เขามาดสง่าจนทำให้สาว ๆ ที่ผ่านไปมาเป็นต้องมอง

เย่ฉ่าวเฉินมองเห็นเขาเดินยิ้มมากับผู้ชายคนหนึ่ง ตกใจชั่วขณะ เขาโยนบุหรี่ที่สูบได้ครึ่งหนึ่งทิ้งแล้วเดินย่ำเข้าไปอย่างไว

สังเกตได้ว่าเป็นรุ่นพี่ อารมณ์ที่พลุ่งพล่านของเขาได้ลดลง

“ทำไมนานขนาดนี้?” เย่ฉ่าวเฉินกวาดสายตาไปมองรุ่นพี่ แล้วจ้องมาที่มู่เวยเวยด้วยสายตาที่เฉียบคม

“บังเอิญเจอเพื่อนสมัยเรียน”มู่เวยเวยเย็นชามาก แล้วตอบกลับรุ่นพี่ “พี่ชาย ฉันไปก่อน เจอกันใหม่”

“อื้ม…..เจอกันใหม่”ใบหน้าของพี่ชายคือความสูญเสีย ผู้ชายเช่นนี้ ชีวิตของเขาก็ไม่มีวันตามทัน

เย่ฉ่าวเฉินมองไปที่เขาก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึก เขาโอบเอวมู่เวยเวย ไปที่รถ

“เอามือน่าเกียจออกไป”มู่เวยเวยพูดเสียงเบา อย่างไม่พอใจ

เย่ฉ่าวเฉินไม่ปล่อยมือออก ก้มลงไปที่ข้างพูด “เธอรอหน่อยฉันจะอธิบายให้เข้าใจชัดเจน”

“มีอะไรต้องอธิบาย? เย่ฉ่าวเฉิน เธอเบื่อไม่เบื่อ? มู่เวยเวยเงยมองไปที่เขา

มุมปากของเย่ฉ่าวเฉินเต็มไปด้วยรอยยิ้มที่เย็นชา “อธิบายอธิบาย ผู้ชายคนนี้เคยนอนกับเธอหรือไม่”

“เย่ฉ่าวเฉิน ฉันพูดกับผู้ชายคนไหน ยิ้มกับผู้ชายคนไหน ฉันต้องเคยนอนกับผู้ชายคนนั้นเหรอ? มู่เวยเวยไม่มีความโกรธแล้ว มีแค่ความเย็นชา “ถ้าเธอคิดมากขนาดนั้น ฉันแนะนำให้เธอไปพบจิตแพทย์”

เย่ฉ่าวเฉินกัดฟัน ไม่มีอะไรจะพูด

รอก่อน มู่เวยเวยดูเหมือนจะมีความคิดอะไรบางอย่าง โรงพยาบาล?

ใช่แล้ว รุ่นพี่เคยบอกว่าบริเวณแขนของเขาได้รับการรักษาโดยแพทย์จีนไม่ใช่เหรอ? ก็อาจจะรักษามือของเย่ฉ่าวเฉินได้?

มู่เวยเวยแยกแขนของเย่ฉ่าวเฉินออก พูด “เธอรอฉันสักครู่ ฉันมีเรื่องสำคัญ”

พูดจบก็ขอเย่ฉ่าวเฉินตอบ กลับหลังแล้ววิ่งตามทางที่รุ่นพี่ไป

“รุ่นพี่ เธอเพิ่งบอกว่าแขนของเขาได้รับการรักษาโดยแพทย์จีน เธอมีเบอร์ติดต่อเขาไหม? ฉันมีเพื่อนคนหนึ่ง มือขวาได้รับบาดเจ็บ”มู่เวยเวยพูดอย่างกระตือรือร้นพร้อมคาดหวังบนใบหน้าของเธอ

“อ่อ มีสิ แต่ไม่ใช่เบอร์คุณลุงนะ เป็นเบอร์ลูกชายเขา”

มู่เวยเวยรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย “ได้ ได้”

รุ่นพี่นำเบอร์โทรศัพท์ให้เธอ พูด “คุณลุงท่านนี้ชื่อฮัว ชอบท่องเที่ยว หากเธอจะไปหาเขาติดต่อลูกชายเขาล่วงหน้า”

“ค่ะค่ะค่ะ ขอบคุณค่ะพี่”

รุ่นพี่เงยหน้ามองบางคนที่ยืนอยู่ห่าง ๆ รู้สึกถึงคลื่นแห่งความเยือกเย็นพุ่งมาที่เขา ถึงรีบบอก “ลาก่อน” แล้วหันกลับเดินจากไป

มู่เวยเวยกลับไปหาเย่ฉ่าวเฉินอย่างมีความสุข เมื่อเห็นใบหน้าที่เย็นชาและน่ากลัวของเขา เธอก็ขี้เกียจที่จะสนใจแล้วตรงเข้าไปนั่งในรถ

เย่ฉ่าวเฉินหายใจเข้าลึกๆ ปิดประตูแล้วบังคับให้ตนเองสงบสติอารมณ์ แล้วกลับขึ้นรถไป

“พูดเถอะ เมื่อกี้กลับไปหาเขาธุระอะไร?” เย่ฉ่าวเฉินพยายามใช้น้ำเสียงนิ่งสงบ

มู่เวยเวยเหลือบไปมองเขา แต่เขาไม่แสดงอาการเสียอารมณ์?

นี่แทบจะเป็นเรื่องที่น่าอัศจรรย์เหลือเกิน

มู่เวยเวยอธิบายง่ายๆ เมื่อสักครู่รุ่นพี่คนนั้นได้รับบาดเจ็บที่แขนจากอุบัติเหตุทางรถยนต์

“เธอต้องการให้ฉ่าวเหยียนพบแพทย์จีนคนนี้?” เย่ฉ่าวเฉินเข้าใจเจตนาของเธอและอารมณ์ของเขาก็ค่อยๆดีขึ้น จริงๆแล้วที่เธอไปหาผู้ชายคนนั้นด้วยเหตุผลนี้”

“ใช่แล้ว ลองไปดูสิ อาจจะได้ผลนะ”

เย่ฉ่าวเฉินคิดไตร่ตรอง แล้วพยักหน้า

ตอนรับประทานอาหารเย็น เย่ฉ่าวเฉินพูดกับเย่ฉ่าวเหยียนในเรื่องนี้ จริงๆเย่ฉ่าวเหยียนได้ปฏิเสธ เพราะเขาตามหาแพทย์จีนจำนวนมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมาและดื่มยาจีนเป็นจำนวนมาก แต่ก็ไม่มีผลอะไรมากนัก

แต่เมื่อได้ยินความคิดของมู่เวยเวย ก็เงียบขรึมไปสักพัก “ครับ งั้นก็ไปลองดู”

มู่เวยเวยเห็นเขาตกลง รีบนำเบอร์โทรศัพท์ให้เย่ฉ่าวเฉิน กำชับเขาว่า “ตอนนี้เธอก็โทรไป หากคุณลุงฮัวอยู่ละก็ พวกเรารีบไปที่นั่นเพื่อรักษาโดยเร็วที่สุดที่

เย่ฉ่าวเฉินหยิบโทรศัพท์กดโทรไป หลังจากติดต่อไปแล้วสองสาย จนเย่ฉ่าวเฉินลุกขึ้นยื่นเดินไปเดินมา

เย่ฉ่าวเหยียนเหลือบไปมองมู่เวยเวย ถามอยากใจเย็น “ทำไมจู่ๆเป็นห่วงมือของฉันขึ้นมา?”

“อ่า? เธอเป็นเพื่อนฉัน ฉันก็ต้องเป็นห่วงเธอแน่นอน” มู่เวยเวยพูดถึงเหตุผล จริงๆ ยังมีอีกหนึ่งเหตุผล ถึงแม้ว่าเย่ฉ่าวเหยียนไม่พูด แต่เธอก็รู้ดีว่ามือของเย่เฉาเหยียได้รับบาดเจ็บเพราะพี่ชายของเธอ ถ้ามันสามารถรักษาได้ ก็อาจทำให้ความเกลียดชังของเธอที่มีต่อพี่ชายจะลดน้อยลง?

เย่ฉ่าวเหยียนก้มหน้า ดื่มโจ๊ก มุมปากของเขาโค้งงออย่างเงียบๆ

ผ่านไปไม่กี่นาที เย่ฉ่าวเฉินเดินเข้ามา ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยยิ้ม

“วันมะรืนนี้คุณลุงฮัวมาเยี่ยมเพื่อนที่เมืองAพอดี อาศัยอยู่ที่บ้านของเพื่อนในชนบทของเมือง A เมื่อเขาถึงแล้วพวกเราตามหาเขาได้ ลูกชายของเขาจะส่งที่อยู่ให้เขาในภายหลัง”

“ทำไมบังเอิญขนาดนี้ พวกเราโชคดีจัง”มู่เวยเวยก็ได้รับความสุขนั้น

“เช้าวันมะรืน ฉันขับรถพาเธอไป” เย่ฉ่าวเฉินพูดกับเย่ฉ่าวเหยียน

เย่ฉ่าวเหยียนพยักหน้า “ครับ”

หวังว่าสิ่งที่มู่เวยเวย โชคชะตาครั้งนี้จะดีสักที

……

สี่ทุ่มกว่าๆ มู่เวยเวยนอนอยู่บนเตียงดูข้อมูลเกี่ยวกับนักเรียนแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัยต่างๆ ตามที่คาดไว้ค่าใช้จ่ายของนักเรียนแลกเปลี่ยนหนึ่งปี อย่างน้อยก็ต้องใช้หนึ่งแสนหยวน สองปีก็คือสองแสนหยวน เธอจะได้เงินเหล่านี้มาจากไหน?

เย่ฉ่าวเฉินไม่ให้แน่ๆ ส่วนคุณลุงตระกูลมู่ เขาไม่ยื่นมือมาขอเงินก็ไม่เลวแล้ว

ดูเหมือนว่าจะยอมทิ้งโอกาสนี้ไปโดยเปล่าประโยชน์

มองไปที่เพดานด้วยความงุนงงจริงๆ เย่ฉ่าวเฉินเดินเข้ามาด้วยรองเท้าแตะ มู่เวยเวยลุกขึ้นจากเตียงอย่างระมัดระวังขมวดคิ้วและถามเขาว่า “เธอมาทำอะไรที่นี่?”

เย่ฉ่าวเฉินพูดไปปลดกระดุมเสื้อของเขาไป “แน่นอนว่ามานอน ไม่อย่างนั้นละ?

“เธอไปที่ห้องอื่น ๆก็ได้ ตระกูลเย่บ้านใหญ่โต มีห้องว่างมากมาย”

เย่ฉ่าวเฉินยิ้มอย่างชั่วร้าย “มู่เวยเวย เธอลืมไปแล้วเหรอ นี่มันห้องของฉัน”

“ได้ งั้นเธอนอนที่นี่ฉันจะไปห้องพักสำหรับแขก”มู่เวยเวยไม่สวมรองเท้าแล้วเดินออกไปข้างนอก”

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset