วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 151 เธอเป็นพี่สะใภ้ของฉัน

วันถัดไป ณ.เย่ฮวางอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ป

เย่ฉ่าวเฉินบอกเลขาหลิวว่าพรุ่งนี้ไม่ต้องจัดตารางให้เขา เพราะเขามีธุระต้องไปทำ

เลขาหลิวส่ายหน้าบอกด้วยความเสียใจ “ประธานเย่ พรุ่งนี้มีประชุมสำคัญมากที่เมือง A คุณต้องไปด้วยตัวเอง ครั้งนี้เลื่อนไม่ได้จริงๆ”

“ให้ใครไปแทนผมไม่ได้หรอ” เย่ฉ่าวเฉินเงยหน้าจากกองเอกสารขึ้นมาถาม

“ไม่ได้ค่ะ เลขาของคณะกรรมการการประชุมเพิ่งโทรมาด้วยตัวเอง บอกว่าคุณต้องไป”

เย่ฉ่าวเฉินเอนหลังพิงเก้าอี้ นวดขมับ แล้วพูดอย่างเหนื่อยล้า “โอเค ออกไปก่อนเถอะ”

กว่าจะได้มีโอกาสอยู่กับเขา หรือพรุ่งนี้เขาจะไปไม่ได้แล้วจริงๆ

แผนกออกแบบ

มู่เวยเวยเสียใจนานมาก สุดท้ายก็โทรหาอาจารย์เสี่ยวฮัว

“คิดดีแล้วใช่มั้ย” อาจารย์เสี่ยวฮัวแปลกใจมาก

มู่เวยเวยเอนตัวพิงโต๊ะน้ำชา มองท้องฟ้าและเมฆขาวๆนอกหน้าต่าง จากนั้นก็พูดอย่างหม่นหมอง “อาจารย์ ขอโทษด้วยค่ะ ตอนนี้ฉันไม่ใช่แบบปกติแล้ว ดังนั้น….”

อาจารย์เสี่ยวฮัวเงียบไปชั่วขณะ แล้วพูดอย่างเสียดาย “อาจารย์เข้าใจ ผู้หญิงแต่งงานแล้วจะทำอะไรก็คิดถึงแต่ตัวเองไม่ได้ ไม่เป็นไร เย่ฮวางอินเตอร์เนชั่นแนลกรุ๊ปก็ไม่เลว ไม่แน่เธออาจต่อยอดไปได้อีกไกล”

“ขอบคุณค่ะอาจารย์”

หลังวางสายจิตใจของมู่เวยเวยก็หดหู่มาก โอกาสดีๆแบบนี้ได้หลุดไปจากมือเธอแล้ว จะบอกว่าไม่เสียใจก็เป็นแค่คำโกหก การไปเรียนแฟชั่นดีไซน์ที่มหาวิทยาลัยแคลร์มอนต์ในฝรั่งเศส เป็นความฝันของนักออกแบบทุกคน

แต่ตอนนี้ความฝันนี้เธอเป็นคนทำลายด้วยมือตัวเอง

เมื่อกลับมาถึงบ้านในตอนเย็น เย่ฉ่าวเฉินกับเย่ฉ่าวเหยียนกำลังนั่งคุยกันอยู่ที่ห้องนั่งเล่น มู่เวยเวยจึงไปช่วยในห้องครัว ตอนนี้เธอรู้แล้วว่าควรฝึกทำอาหาร อย่างน้อยตอนที่อยู่คนเดียวก็จะได้ไม่หิว

“ฉ่าวเหยียน พรุ่งนี้….” เย่ฉ่าวเฉินหยุดมองน้องชายแล้วพูดอย่างรู้สึกผิด “ตอนแรกพี่กะจะไปหาหมอฮัวเป็นเพื่อนแก แต่ว่าพรุ่งนี้มีการประชุมที่สำคัญมาก พี่เลื่อนไม่ได้”

เย่ฉ่าวเหยียนไม่ได้แสดงท่าทีผิดหวังออหมา แต่เขากลับปลอบเย่ฉ่าวเฉินว่า “ไม่เป็นไร ผมไปเองก็ได้ พี่ต้องรับผิดชอบหาเงินไม่ใช่หรอ ผมเข้าใจๆ”

เย่ฉ่าวเฉินขำกับคำพูดของเขา แล้วพูดอย่างโล่งใจ “จริงๆพี่อยากไปเป็นเพื่อนแกมาก ไปคนเดียวพี่ไม่สบายใจ แถมนี่ก็หลายปีแล้วที่พี่ใส่ใจแกน้อยเกินไป”

“พี่ผมก็กลับมาแล้วไม่ใช่หรอ ต่อไปนี้พี่ยังมีโอกาสชดเชยให้ผม” เย่ฉ่าวเหยียนเกิดความคิดขึ้นมาในใจ จึงยิ้มบางๆพูด “ถ้าพี่ไม่สบายใจก็ให้พี่สะใภ้ไปกับผมก็ได้ เพื่อนเธอเป็นคนแนะนำพอดี ไม่แน่หมออาจจะทำดีกับผมหน่อย เพราะเห็นแก่หน้าของเธอ”

เย่ฉ่าวเฉินตอบรับอย่างไม่ลังเล “อย่างนี้ก็ดี งั้นให้เวยเวยไปเป็นเพื่อนแกแล้วกัน”

ตอนกินข้าว หลังจากมู่เวยเวยรู้เรื่อง เธอก็แอบรู้สึกตกใจ “พรุ่งนี้ฉันไม่ต้องทำงานหรอ”

“คุณทำงานหรือไปหาหมอเป็นเพื่อนฉ่าวเหยียนสำคัญกว่า” เย่ฉ่าวเฉินขมวดคิ้วถาม

มู่เวยเวยเหลือบมองเย่ฉ่าวเหยียนแล้วพยักหน้า “เย่ฉ่าวเหยียนสำคัญกว่าอยู่แล้ว”

“งั้นก็ตกลงตามนี้นะ พรุ่งนี้ผมจะให้คนขับรถไปส่ง”

“อืม โอเคค่ะ” มู่เวยเวยก้มหน้ากินข้าวอย่างมีความสุข ในที่สุดก็มีวันที่เธอจะไม่ต้องอยู่บ้าน และใช้ชีวิตอยู่บริษัทอย่างเงียบเหงาแล้ว

เช้าวันถัดไป ท้องฟ้าภายนอกยังไม่สว่างดีนัก มู่เวยเวยก็ตื่นมาจัดของ ในขณะที่เย่ฉ่าวเฉินยังหลับอยู่

เมื่อวานแปลกมากที่เขาไม่แตะต้องเธอ ทั้งคู่นอนขอบเตียงคนละฝั่ง ตรงกลางว่างจนผู้ใหญ่สามารถมานอนได้อีกสองคน

มู่เวยเวยชอบเหตุการณ์แบบนี้มาก

อยากให้เป็นอย่างนี้ต่อไป

แปรงฟัน ล้างหน้า เลือกเสื้อผ้า รองเท้า….

เสียงกุกกัก ปลุกให้ใครบางคนตื่นขึ้นมาจากการหลับไหล เย่ฉ่าวเฉินมองเธอวุ่นวายไปมาด้วยความสะลืมสะลือ เขาถามเสียงแหบแห้ง “เช้าขนาดนี้คุณทำอะไรอยู่”

มู่เวยเวยเก็บของเล็กๆน้อยๆใส่กระเป๋าสะพายข้างของเธอ และตอบเขาโดยไม่ได้เงยหน้าขึ้นมา “หกโมงครึ่งแล้ว เมื่อวานเราคุยกันว่าจะออกเจ็ดโมง”

จริงด้วย เย่ฉ่าวเฉินเพิ่งนึกออก เพราะว่าบนถนนต้องใช้เวลาถึงสามชั่วโมง ถ้ารถติดอีกก็อาจจะช้ากว่านั้น

เย่ฉ่าวเฉินนอนงีบบนเตียงพักหนึ่ง จากนั้นก็ลุกขึ้นมาใส่เสื้อผ้า

มู่เวยเวยใส่ชุดออกกำลังกายสบายๆ และรองเท้าผ้าใบสีขาว ผมรวบสูง ดูแล้วทั้งบริสุทธิ์และสดใส

เธอสะพายกระเป๋าลงมาข้างล่าง ก็เห็นเย่ฉ่าวเหยียนนั่งกินข้าวที่ห้องอาหารแล้ว

“ฉันนึกว่านายยังไม่ตื่นซะอีก” มู่เวยเวยตกใจเล็กน้อย พลางเดินไปเบาๆ

เย่ฉ่าวเหยียนใจใส่ขึ้นมากับรอยยิ้มของเธอ

“ฉันตื่นมาวิ่งเวลานี้ทุกวัน เธอขี้เกียจเกินไปเลยไม่เคยเห็น” เย่ฉ่าวเหยียนหยอกเธอ จากนั้นก็ไปเทนมอุ่นในห้องครัวมาให้เธอ “กินเยอะหน่อย ออกไปแล้วไม่รู้ต้องไปกินข้าวเที่ยงที่ไหน”

“แค่มีตัง ไปที่ไหนก็ไม่ต้องกลัวหิวหรอก”

เย่ฉ่าวเหยียนหัวเราะแล้ววางขนมปังไว้ตรงหน้าเธอ “ขอบใจที่ไปเป็นเพื่อนฉัน ไม่งั้นฉันคงเบื่อตลอดทาง”

มู่เวยเวยเงยหน้ายิ้ม มองไปรอบๆ แล้วเขเาไปกระซิบเขาเสียงเบาว่า “จริงๆฉันอยากออกไปพักผ่อนหย่อนใจอยู่พอดี ตอนนี้ยังหย่าไม่ได้ พอเจอหน้าเย่ฉ่าวเฉินทุกวันก็อารมณ์ไม่ดี”

ลมหายใจของเธอเป่ารดอยู่บนใบหน้าของเขา ทำให้ใจของเย่ฉ่าวเหยียนสั่นขึ้นมา เขาหลุบตามองริมฝีปากแดงระเรื่อของเธอ แล้วรู้สึกอยากเข้าไปจูบใจจะขาด อยากจะรู้จริงๆว่ารสชาติจะเป็นยังไง

“นายเหม่ออะไร รีบกินข้าว กินเสร็จจะได้รีบไป” มู่เวยเวยไม่รู้สึกถึงความแปลกใจของเขา เธอจึงพูดเร่งออกไป

เย่ฉ่าวเหยียนแอบหายใจเข้าลึกๆ และก้มหน้าไม่มองเธออีก มีแต่เขาเท่านั้นที่รู้ว่าใจเต้นแรงขนาดไหน

จริงๆแล้วเขาไม่ใช่คนที่จะมองผู้หญิงคนนึงอยู่ไกลๆ ขอแค่ให้เธอมีความสุขก็พอ แต่เขาเป็นคนที่ชอบแย่งมา

ความรักคือการเห็นแก่ตัว

เขานึกถึงคำพูดที่พูดกับเฉียวซินโยวขึ้นมา จริงๆแล้วเขากำลังหลอกตัวเอง ชอบเธอ แล้วใครจะไม่อยากครอบครองบ้างล่ะ

ถ้าเธอเป็นผู้หญิงของคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับเขา เขาต้องตามจีบจนแทบคลั่ง แต่เธอดันเป็นภรรยาของพี่ชายของเขา ถึงเขาจะช่วยเธอหนีไปได้ แล้วเขาจะทำยังไงให้เธอมาอยู่ในอ้อมแขนของเขา

เย่ฉ่าวเฉินใส่ชุดนอนลงมาจากชั้นบน เมื่อเห็นทั้งคู่อยู่ในห้องอาหารจากไกลๆ เขาก็หยุดเดิน

สายตาอบอุ่นมองไปที่ทั้งคู่ ทั้งหลังเป็นไปด้วยแสงแดดอ่อนๆ คนหนึ่งกำลังยิ้มบางๆ อีกคนก็อบอุ่นอ่อนโยน ทั้งคู่คุยกันบ้างเป็นบางครั้งทำให้บรรยากาศอบอุ่นขึ้นมา

หัวใจของเย่ฉ่าวเฉินรู้สึกเหมือนถูกแทงด้วยอะไรบางอย่าง ทั้งคู่เข้ากันได้ดีขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน

ตอนนี้มู่เวยเวยดูสวยเหมือนดอกไม้แรกแย้ม ไม่เหมือนกับตอนอยู่กับเขาที่มีแต่เข็มที่คอยทิ่มแทงเขาตลอดเวลา

และสายตาของเย่ฉ่าวเหยียนที่มองมู่เวยเวยก็อ่อนโยนมาก

เขาคงจะไม่….

ไม่ ไม่มีทางหรอก เย่ฉ่าวเหยียนเป็นน้องแท้ๆของเขา เขาคงไม่ทำผิดกับพี่ของเขา

ต้องเป็นเพราะแสงไฟแน่ๆ

เขาข่มความรู้สึกสงสัยในใจแล้วแกล้งหระแอมเบาๆ จากนั้นก็ลงไปมองทั้งคู่อย่างกะตือรือร้น

สีหน้าของเย่ฉ่าวเหยียนไม่เปลี่ยน แค่รอยที่บนใบหน้าของมู่เวยเวยค่อยๆหายไป กลายเป็นใบหน้าที่เย็นชาแบบปกติ

“พี่ทำไมตื่นเช้าขนาดนี้เหมือนกันล่ะ” เย่ฉ่าวเหยียนถาม

เย่ฉ่าวเฉินเม้มปากมองมู่เวยเวย แล้วจึงยิ้มให้เขาพูดว่า “พี่สะใภ้แกทำพี่ตื่นน่ะสิ พี่เลยจะมาส่ง”

มู่เวยเวยกินขนมปังหน้าเนื้อคำสุดท้าย เมื่อได้ยินคำพูดของเขาก็รู้สึกว่าขนมปังรสชาติแปลกไปทันที

พี่สะใภ้ของแกหรอ

นี่เป็นครั้งแรกที่เย่ฉ่าวเฉ้นตั้งใจพูดคำว่า ‘พี่สะใภ้ของแก’ ต่อหน้าเย่ฉ่าวเหยียน

ปกติเขาไม่พูดแบบนี้ หรือวันนี้เธอยังไม่ตื่นดี

ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงใดๆบนใบหน้าอบอุ่นของเย่ฉ่าวเหยียน เขาใช้ทิชชู่เช็ดปากแล้วพูด “พวกเรากำลังจะออกไปพอดีเลย”

มู่เวยเวยรีบเช็ดปาก และจะหยิบกระเป๋าสะพายของตัวเองขึ้นมา แต่เย่ฉ่าวเฉินก็แย่งไปถือไว้ได้ก่อน

“ไปกันเถอะ พี่เห็นรถกำลังรออยู่ข้างนอกแล้ว” เย่ฉ่าวเฉินถือกระเป๋าเดินออกไป

มู่เวยเวยมองเขาด้วยสายตามืดมน เขากำลังจะทำอะไร

เพราะต้องไปที่ชนบท กลัวว่าถนนจะไม่ดี อาหวังจึงเตรียมรถฮัมเมอร์สีดำมา และคนขับรถก็เป็นคนขับรถเฉพาะของเย่ฉ่าวเฉิน

เย่ฉ่าวเฉินวางกระเป๋าของมู่เวยเวยไว้ที่ที่นั่งด้านหลัง และหันไปพูดกับเย่ฉ่าวเหยียน “พี่ใส่บอดี้การ์ดตามไปหน่อยดีมั้ย จะได้ปลอดภัย”

เย่ฉ่าวเหยียนหัวเราะขำๆ “พี่ผมไปหาหมอนะ ไม่ใช่จะไปตีกับใคร พี่ทำอย่างนี้หมอก็กลัวหมด แถมถ้าทุกอย่างราบรื่นตอนเย็นเราก็กลับมาแล้ว

เย่ฉ่าวเฉินไม่ได้บังคับ เขาตบบ่าน้องชายเบาๆ แล้วพูดด้วยสายตารักใคร่ “งั้นก็เดินทางปลอดภัยนะ”

“รู้แล้วๆ พี่นี่เหมือนแม่จริงๆ นับวันยิ่งจุกจิก” เย่ฉ่าวเหยียนบ่นจบก็ขึ้นรถไป

มู่เวยเวยกำลังจะตามขึ้นรถไป ก็ถูกเย่ฉ่าวเฉินยึดไหล่ไว้

“ทำอะไร” มู่เวยเวยขมวดคิ้วถามอย่างไม่เข้าใจ

เย่ฉ่าวเฉินกัดฟันด้วยความโกรธ เธอไม่คิดจะยิ้มให้เขาหน่อยหรอ

“คุณ…..ดูแลฉ่าวเหยียนให้ดี อย่าลืมสถานะของตัวเอง” เย่ฉ่าวเฉินกดเสียงต่ำ เน้นตรงคำที่สำคัญ

มู่เวยเวยนึกว่าเขาห่วงเย่ฉ่าวเหยียนจึงพูดอย่างจริงจัง “ฉันรู้แล้ว ถ้าเกิดอะไรขึ้น ถึงฉันจะได้รับบาดเจ็บก็จะไม่ทำให้เขากระทบอะไรเลยแม้แต่ปลายเล็บ”

เย่ฉ่าวเฉินมองเธอที่เข้าใจความหมายของเขาผิด แต่ก็ไม่อาจพูดออกมาตรงๆ ใจเขาจึงโกรธมากขึ้น

“มู่เวยเวย คุณเป็นสมองหมูหรอ”

“เย่ฉ่าวเฉินตอนเช้าคุณนอนไม่อิ่มก็กลับไปนอนต่อ ฉันไม่มีเวลามายืนฟังคุณด่า” มู่เวยเวยก็โกรธแล้ว เธอสะบัดมือเขาออกแล้วเดินขึ้นรถไป

มือของเย่ฉ่าวเฉินค้างอยู่กลางอากาศ ผู้หญิงคนนี้นับวันยิ่งไม่มีความเกรงใจ

“พี่ผมไปแล้วนะ” เย่ฉ่าวเหยียนโบกมือให้เขา

เย่ฉ่าวเฉินพยักหน้าพูด “ขับรถระวังๆ” จากนั้นรถฮัมเมอร์สีดำก็ ‘ฟิ้ว’ ขับออกไป

รถหายไปจากสายตาของเย่ฉ่าวเฉิน เขาหันหลังกลับไปมองบ้านที่อยู่ท่ามกลางแสงแดด แล้วรู้สึกว่าบ้านนี้ใหญ่และว่างเปล่าเกินไป

หรือเขาควรจะเพิ่มอีกคนเข้ามา

“อาหวัง เอาข้อมูลผู้หญิงทุกคนในเมือง A ที่ควรแต่งงานแล้วมาให้ผม” เย่ฉ่าวเฉินพูดพลางบอกพ่อบ้านหวังไปด้วย

พ่อบ้านสมองว่างเปล่า เขาถามอย่างสงสัย “คุณชาย คุณอยากได้ข้อมูลผู้หญิงพวกนั้นไปทำไม

เย่ฉ่าวเฉินหันไปมองเขา แล้วพูดอย่างลึกซึ้ง “คุณว่าฉ่าวเหยียนถึงวัยที่ต้องแต่งงานรึยัง”

พ่อบ้านหวังเพิ่งนึกออก เขาเขกหัวตัวเอง แล้วพูดอย่างยินดี “จริงครับ คุณชายเหยียนควรแต่งงานแล้ว ผมจะไปจัดการเดี๋ยวนี้ ผมจะหาผู้หญิงที่คู่ควรทุกคนมาให้ จากนั้นเราก็จัดปาร์ตี้ที่บ้าน ให้คุณชายเหยียนเลือกทีละคน….”

“อาหวัง คุณคิดรอบคอบจริงๆ” เย่ฉ่าวเหยียนยิ้ม และบิดขี้เกียจ “ผมไปงีบอีกสักหน่อย หวังว่าวันนี้ทางฝั่งฉ่าวเหยียนจะมีข่าวดี

……

รถฮัมเมอร์ขับไปตามแผนที่ที่ลูกชายของหมอฮัวให้มา

มู่เวยเวยเปิดหน้าต่าง เท้าคางไว้บนแขนมองวิวข้างนอก และบางครั้งก็ชี้ให้เย่ฉ่าวเหยียนดูอย่างมีความสุขราวกับเด็กน้อย

ถึงบรรยากาศจะสวยแค่ไหน เมื่อมองไปหนึ่งชั่วโมงก็รู้สึกตาล้าแล้ว

“ฉันงีบแปบนึง เมื่อเช้าตื่นเช้าเกิน” มู่เวยเวยหาวหวอดๆ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงง่วงๆ

เย่ฉ่าวเหยียนใส่หูฟังดูสารคดีอยู่ตอบ “อืม” กลับมาเบาๆ แล้วพูด “นอนเถอะ เดี๋ยวถึงแล้วเรียก”

มู่เลื่อนกระจกขึ้น เอาหัวพิงแล้วหลับตาลง

หลายนาทีหลังจากนั้น มู่เวยเวยก็เข้าสู่ห้วงความฝัน เย่ฉ่าวเหยียนหันไปมองเธอด้วยสายตาที่ไม่อาจคาดเดาได้ ตอนที่เธอกำลังจะสับพงก เขาก็ขยับไปใกล้เธอ และเอาหัวเธอมาพิงบนไหล่ของเขา

มู่เวยเวยยังไม่รู้นอนไม่สบาย จึงขยับเข้าไปใกล้เขาอีกนิด จากนั้นจึงนอนหลับสนิทขึ้น

เย่ฉ่าวเหยียนลูบกรอบหน้าเธอเบาๆ และยกยิ้มอย่างอ่อนโยน

คนขับรถแสร้งทำเป็นมองไม่เห็น ยกฉากกลางขึ้นมากั้นห้องทันที

ในสารคดีฉายทิวทัศน์ของทุ่งหญ้าทางแอฟริกาที่เปลี่ยนแปลงและดูน่าหวาดเสียวขึ้นเรื่อยๆ แต่เย่ฉ่าวเฉินไม่มีอารมณดูแล้ว ตอนนี้เขาชอบที่จะอยู่กันตามลำพังกับมู่เวยเวยมากที่สุด

ภายใต้ความอบอุ่นก็มีความรู้สึกตื่นเต้นด้วย

แต่ความตื่นเต้นอย่างนี้ ถึงจะทำให้รู้สึกน่าหลงไหล

การได้จับมือเล็กๆที่อบอุ่นของเธอ เย่ฉ่าวเฉินรู้สึกราวกับได้ครอบครองโลกทั้งใบ ถ้าถนนเส้นนี้ไม่มีทางสิ้นสุด รถก็จะขับไปอย่างนี้ จริงๆก็ไม่เลวเลย

รถขับไปได้ประมาณหนึ่งชั่วโมงกว่า เย่ฉ่าวเฉินก็รู้สึกว่ามือของเธอขยับเล็กน้อย เมื่อรู้ว่าเธอใกล้จะตื่นแล้ว เขาจึงปล่อยมือ และเอาเสียบหูฟังอีกครั้ง ตอนนี้สารคดีกำลังฉายเสือดาวกำลังล่าสัตว์ตอนกลางคืน ดวงตาของมันส่องประกายสีฟ้าเย็นยะเยือกอยู่

มู่เวยเวยค่อยๆลืมตาขึ้นมา ก่อนจะรู้ตัวว่าตัวเองกำลังพิงไหล่ของเย่ฉ่าวเหยียนอยู่ เธอตื่นเต็มตาทันที และสิ่งแรกที่ทำก็คือลูบมุมปาก ยังดีที่น้ำลายไม่ยืด

แต่เธอไปพิงไหล่เขาได้ยังไง เธอพิงกระจกหลับไปไม่ใช่หรอ

มู่เวยเวยเกาหน้าอย่างขัดเขิน “คือ ทำไมฉันถึง……”

เธอยังไม่ทันได้พูดจบ เย่ฉ่าวเหยียนก็ถอดหูฟังออกด้วยท่าทีสงบ และพูดอย่างเป็นธรรมชาติ “หัวของเธอชนหน้าต่างไม่หยุด ฉันกลัวหน้าต่าร้าวก็เลยให้ยืมไหล่พิง”

“อ๋อ อย่างนี้นี่เอง ขอบใจนะ”ด้วยความเกรงใจ

เย่ฉ่าวเหยียนใส่หูฟังต่อ แล้วพูดอย่างเป็นธรรมชาติ “เกรงใจอะไร พวกเราไม่ต้องขอบคุณกันขนาดนี้แล้ว”

มู่เวยเวยยิ้มเขินๆ เธอรู้สึกว่าบรรยากาศในรถร้อนขึ้น จึงเปิดหน้าต่างให้ลมพัดเข้ามา ทำให้ความง่วงงุนหายไปในพริบตา

เมื่อใกล้เข้าชนบท ข้างนอกก็มีทุ่งนากว้างใหญ่ และมีกระบือให้เห็นเป็นระยะๆ

เมื่อเข้ามาในชนบท ขับเข้ามาอีกนิด รถก็จอดลงตรงหน้าบ้านหลังหนึ่งที่มีอิฐสีฟ้าและผนังสีขาว

มู่เวยเวยลงจากรถดูทะเบียนบ้าน แล้วพูดกับเย่ฉ่าวเหยียนว่า “บ้านหลังนี้แหละ ไปถามดูก่อน”

ประตูเป็นประตูไม้สีดำที่ปิดอยู่ครึ่งหนึ่ง และยังมีเสียงจากข้างในดังออกมา

มู่เวยเวยเคาะประตูและตะโกนว่า “มีใครอยู่มั้ยคะ”

จากนั้นก็มีชายสูงอายุคนหนึ่งเดินออกมาอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นมู่เวยเวยกับเย่ฉ่าวเหยียนเขาก็ถามอย่างสงสัย “มาหาใคร”

มู่เวยเวยพูดยิ้มๆอย่างมีมารยาท “สวัสดีค่ะคุณลุง ฉันมาหาหมอฮัว อยากมารักษากับเขา”

“อ๋อ…เข้ามาเลยๆ” ชายชราเดินไปพลางชวนอย่างเป็นมิตร “ฮัวออกมาเร็ว มีคนมารักษา”

“เห้อ ฉันอุตส่าห์แอบมาหลบอยู่ที่นี่ได้ตั้งหลายวัน ทำไมมีคนมาหาฉันอีกแล้ว” จากนั้นก็มีเสียงดังกังวาลออกมา และตามด้วยร่างของชายชราเดินออกมาจากห้อง เขาขมวดคิ้วอย่างไม่พอใจ

“สวัสดีครับหมอฮัว รบกวนด้วยนะครับ” เย่ฉ่าวเหยียนค้อมตัวลงอย่างนอบน้อม

ชายชราเห็นท่าทีของเขาความโกรธก็ลดลงเป็นอย่างมาก เขามองไปที่ทั้งสองคนและพูด “ใครเป็นคนมาหาหมอ”

“ผมครับ” เย่ฉ่าวเหยียนพูด

ขายชรามองเขาขึ้นลง และสะบัดแขนเสื้อพูดว่า “เข้ามาสิ”

……

หมอฮัวจับกระดูกเย่ฉ่าวเหยียนอย่างละเอียด แล้วขมวดคิ้วจนเป็นปม ไม่พูดอยู่นานมาก

เย่ฉ่าวเหยียนชินแล้วกับสีหน้าแบบนี้ เขาแอบถอนหายใจในใจ แล้วพูดอย่างปกติ “ไม่เป็นไร ผมรู้ว่ารักษาไม่ได้….”

“ไร้สาระ” หมอฮัวโพล่งออกมาสายตาเป็นประกาย “ใครบอกรักษาไม่ได้ คนอื่นไม่มีวิธี แต่หมอฮัวอย่างฉันมี”

เย่ฉ่าวเหยียนใจเต้นถามอย่างดีใจ “จริงหรอครับ มือผมรักษาได้หรอ”

“รักษาได้แน่นอน แต่ว่า….” หมอฮัวขมวดคิ้ว ยิ้มอย่างล้ำลึก “คุณต้องทนทรมานหน่อย”

“ไม่เป็นไร แค่รักษาหายทรมานแค่ไหนก็ยอมครับ” นี่เป็นปมที่ลึกที่สุดในใจของเขา ในเมื่อตอนนี้มีความหวังแม้เพียงริบหรี่ จะให้เขาไปบุกน้ไลุยไฟที่ไหนเขาก็ยอม

หมอฮัวพยักหน้า และยิ้มอย่างน่าหวาดเสียว ”เอาอย่างนี้ ฉันจะรักษาเบื้องต้นให้ก่อน ตามมา”

เย่ฉ่าวเหยียนเดินตามขายชราเข้าไปในห้องที่มีผ้าม่านกั้นอยู่ มู่เวยเวยเดินออกมาอย่างรู้หน้าที่ และกระโดดโลดอยู่ในสนามด้วยความดีใจ

เยี่ยมสุดๆ

คิดไม่ถึงการไปโรงเรียนในครั้งนั้นจะได้รับอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนี้

ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น มู่เวยเวยเห็นว่าเป็นเย่ฉ่าวเฉินโทรมา

“พวกคุณถึงรึยัง” เขาถาม

“ถึงแล้วค่ะ หาหมอฮัวเจอแล้ว” น้ำเสียงของมู่เวยเวยเต็มไปด้วยความตื่นเต้น เธอพูดต่อว่า “แถมหมอฮัวบอกว่ารักษาได้ ตอนนี้กำลังรักษาเขาอยู่ในห้อง”

“จริงหรอ” เย่ฉ่าวเฉินก็ตื่นเต้นเช่นกัน “งั้นก็ดี”

พูดถึงตรงนี้ มู่เวยเวยก็ได้ยินเสียงลอกมาตามสายว่า ประธานเย่ต้องเข้าไปแล้ว หัวหน้ามาหมดแล้วค่ะ

เย่ฉ่าวเฉินตอบว่า “จะไปเดี๋ยวนี้” จากนั้นก็พูดกับเธอว่า “ถ้าเกิดอะไรขึ้นกับฉ่าวเหยียนให้บอกผมทันที ผมเสร็จจากทางนี้แล้วจะรีบไป”

“อืม” มู่เวยเวยตอบรับและวางสาย

พักใหญ่มู่เวยเวยก็ได้ยินเสียงของเย่ฉ่าวเหยียนครวญครางอย่างเจ็บปวดดังมาจากข้างใน มู่เวยเวยรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก นี่คงเป็นสิ่งที่หมอฮัวบอกว่า “ต้องทรมานสักหน่อย” มั้ง

ในความคิดของเธอ เย่ฉ่าวเหยียนเป็นคนที่สดใสราวกับหยก ไม่เคยมีเรื่องไหนที่เขาเอาชนะไม่ได้ และเรื่องที่ทำให้เขาร้องออกมาได้อย่างเจ็บปวดต้องไม่ใช่เรื่องธรรมดา

เสียงร้องโหยหวนดังออกมาไม่หยุด มู่เวยเวยกำมือแน่น พร้อมกับใจที่เต้นอย่างรุนแรง

สุดท้ายเธอก็ทนไม่ไหว วิ่งออกไปสูดหายใจอยู่ข้างรถ

คนขับรถยืนพิงหน้ารถสูบบุหรี่อยู่ เมื่อเห็นเธอออกมาก็ตกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร

เวลาผ่านไปเรื่อยๆ มู่เวยเวยนั่งอยู่ตรงม้านั่งเป็นเวลานานในที่สุดก็ได้ยินคนกำลังเรียกชื่อเธอ

“นี่หนู เข้ามาในในนี้หน่อย”

มู่เวยเวยหันหน้าไปมอง และเห็นหมอฮัวกำลังหวักมือเรียกเธอจากข้างใน จึงรีบลุกขึ้น

เหยียบพื้นดินวิ่งเข้าไป “หมอฮัว มีเรื่องอะไรให้ฉันทำหรอคะ”

“ใช่ เอาใบสั่งนี้ไปให้ร้านยาจัดยาให้หน่อย ไปสุดทางทิศตะวันออกของหมู่บ้าน ตรงนั้นมีร้านขายยาอยู่” หมอฮัวยื่นใบสั่งยาให้เธอ และมู่เวยเวยก็เหลือบมอง เอ่อ…อ่านไม่ออกเลยสักตัว

ไม่ผิดเลย หมอมีภาษาของตัวเอง

มู่เวยเวยหยิบใบสั่งยาเดินถามไปตลอดทาง ตอนสุดขอบหมู่บ้าน มู่เวยเวยก็เห็นร้านขายยาขนาดใหญ่ เมื่อเข้าไป ก็เห็นชายวันกลางคนใส่แว่นกำลังทุบอะไรบางอย่าง

ถึงจะบอกว่าเป็นร้านยาขนาดใหญ่ แต่ที่จริงก็แค่ห้องห้องหนึ่ง มีแค่ตู้ยานอกเล็กน้อย และข้างผนังก็มีกล่องไม้เล็กๆมากมาย แต่ละกล่องก็จะเขียนป้ายกำกับไว้ว่าโสมตังกุย หวงฉี และไป๋จู๋ต่างๆ

เหมือนในทีวีไม่มีผิด

“จะซื้อยาอะไร” ชายวัยหลางคนเงยหน้าขึ้นมาถาม

มู่เวยเวยยื่นใบสั่งยาให้ “ฉันมารับยา”

เจ้าของร้านรับใบสั่งไปและขยับแว่นอ่าน จากนั้นก็ไปเอายา

“นี่เป็นใบสั่งยาของหมอฮัวใช่มั้ย” เจ้าของร้านหยิบยาพลางถามไปด้วย

“ใช่ค่ะ”

มีแต่หมอฮัวที่กล้าแบบนี้ หมออื่นไม่กล้าสั่งยาพวกนี้หรอก” น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม

เขาชั่งน้ำหนัก ใส่ถุง และเอายาให้กับมู่เวยเวย

เมื่อมาถึงกำแพงอิฐสีฟ้าขาว ก็เห็นเย่ฉ่าวเหยียนนั่งอยู่ตรงม้านั่งหิน หัวเขาเปียกราวกับเพิ่งขึ้นมาจากน้ำ เสื้อผ้าด้านหลังของเขาแนบกับตัวไปหมด

มู่เวยเวยรีบวิ่งไปถามด้วยความเป็นห่วง “เป็นยังไงบ้าง เจ็บมากใช่มั้ย”

เย่ฉ่าวเหยียนพูดอย่างสบายๆ “เจ็บนิดหน่อย แต่ก็พอทนได้”

“เด็กหนุ่มคนนี้ความอดทนดีมาก ฉันเคยเจอคนไข้ไม่น้อยที่ร้องจะเป็นจะตาย ที่ร้องออกมาเบาๆนิดเดียว” คุณปู่ฮัวหยิบยาที่มู่เวยเวยเพิ่งไปซื้อมาดม และเดินเข้าห้องครัวไป

มู่เวยเวยชี้ตามหลังหมอฮัวและพูดเสียงเบา “ฉันรู้สึกว่าเขาเป็นปรามาจารย์ที่มีฝีมือเหมือนในหนังไม่มีผิด นิสัยเขาแปลกๆ”

เย่ฉ่าวเหยียนเห็นด้วยกับเธอมาก “จริง แต่เขาเก่งมากจริงๆ เพิ่งโดนเขาจับเส้นเมื่อหี้ ตอนนี้แขนขวาของฉันเริ่มรู้สึกร้อนๆขึ้นมา รู้สึกดีหว่ามือเย็นๆเมื่อก่อนมาก”

“เร็วขนาดนั้นเลยหรอ” มู่เวยเวยพูดอย่างตกลึง พร้อมทั้งจับแขนของเขา

“โอ้ย เบาหน่อยๆ เจ็บๆๆๆ” เย่ฉ่าวเหยียนร้องออกมา มู่เวยเวยรีบปล่อยมือเขาทันทีอย่างกับโดนไฟช้อต พร้อมรีบถามว่า “เป็นอะไรๆ”

เย่ฉ่าวเหยียนสูดหายใจเข้าลึกๆ แล้วส่งยิ้มออกมา “หมอฮัวเพิ่งฝังเข็มบนแขนไปมา แล้วนวดถึงสิบแปดกระบวนท่า”

“อ๋อ ขอโทษๆ ฉันผิดไปแล้ว”

ไม่นานก็มีกลิ่นสมุนไพรจีนลอยมาตามอากาศ และกลิ่นนั้นดูขมมาก

หมอฮัวถือพัดเดินออกมาจากห้องครัว เขานั่งตรงข้ามทั้งคู่และพูดอย่างจริงจัง “มือข้างนี้กระดูกหักน่ะเป็นเรื่องเล็ก แต่ประเด็นคือเส้นเอ็นมันขาด ถ้าเอามันต่อกันได้ก็หายแล้ว แต่มันต้องใช้เวลาสักครึ่งปี ช่วงนี้ฉันอยู่ที่นี่ตลอด จะช่วยรักษาให้ หลังจากนี้ไม่นานก็จะไปจากที่นี่แล้ว”

“งั้นพวกเราจะไปหาคุณเจอได้ที่ไหน” มู่เวยเวยรีบถาม

“จะรีบทำไม ถึงตอนนั้นฉันจะทิ้งยาไว้ให้ ส่วนเรื่องฝังเข็มและนวดหนูก็เรียนจากฉันไว้ หลังจากนี้ก็ช่วยชวดให้แฟนหน่อย”

เมื่อมู่เวยเวยได้ยินคำว่าแฟน ก็รีบพูดแก้ “ไม่ใช่ค่ะ เขาไม่ใช่แฟนของฉัน เขาเป็น….เป็นน้องชายของฉัน”

“น้องชายหรอ แต่เขาดูเด็กกว่าหนูมากเลยนะ” หมอฮัวมองเธออย่างสงสัย

มู่เวยเวยตอบหน้าแดง “หนูแค่ดูหน้าเด็กเฉยๆค่ะ

“หึหึ” หมอฮัวเหมือนจะดูอะไรออก จึงไม่ได้บังคับเธอ “งั้นก็ช่วยหาคนที่เก่งทางการแพทย์มาหน่อย ฉันอยู่ที่นี่ครึ่งปีเลยไม่ได้”

“อย่าได้กังวล พวกเรามีหมอประจำตระกูล เดี๋ยวพรุ่งนี้จะให้เขามา๒

……

มีโฮมสเตย์ในหมู่บ้าน มู่เวยเวย เย่ฉ่าวเหยียนและคนขับรถจึงพักกันชั่วครัว ช่วงนี้ไม่ใช่ไฮซีซั่น จึงมีห้องว่างจำนวนมาก ตกดึกก็มีลมพัดกรรโชกมา พร้อมมีฝนตกอย่างรุนแรง

กว่าเย่ฉ่าวเฉินจะประชุมเสร็จก็เป็นเวลาบ่ายสี่โมงแล้ว ต่อจากนั้นก็ต้องไปงานเลี้ยงที่สำคัญตอนกลางคืน ตอนแรกบอกว่าวันนี้จะรียไป สุดท้ายก็ไม่สามารถเปลี่ยนแพลนได้

“เป็นอย่างนี้แหละค่ะ ตอนนี้พวกเราอยู่ที่โฮมสเตย์ในอยู่บ้าน คิดว่าต้องอยู่อีกสี่ห้าวัน” มู่เวยเวยนั่งอยู่ริมหน้าต่าง ที่มีฝนกำลังโผรยปรายลงมา

เย่ฉ่าวเฉินยืนอยู่ที่ระดบียงด้านนอกงานเลี้ยง เมื่อได้ยินเสียงเธอ อารมณ์ที่หงุดหงิดทั้งวันก็ค่อยๆสงบลง “งั้นผมจัดการงานก่อน พรุ่งนี้จะไปพร้อมหมอหาน”

มู่เวยเวยกรอกตามองบน เธอจะบอกว่าไม่ต้องมาได้มั้ย

เย่ฉ่าวเฉินไม่ได้ยินเธอพูดอะไร ก็พูดต่อด้วยเสียงอบอุ่นมาก “งั้นแค่นี้ก่อน ผมยุ่งอยู่”

“เดี๋ยวๆ” มู่เวยเวยรีบเรียก “ตอนฉันมาก็ใส่มาแค่ชุดเดียว ตอนคุณมาช่วยเอาชุดมาให้เปลี่ยนหน่อย เอาของใช้ในห้องน้ำมาด้วย”

เย่ฉ่าวเฉินยกยิ้มขึ้นมา และตอบ “อืม” เบาๆที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยน

ความอ่อนโยนนี้ของเขาถูกเสียงฝนกลบไป ทำให้มู่เวยเวยไม่ได้ยิน

ถึงฝนไม่ตกมู่เวยเวยก็คงฟังไม่ออก

กว่างานเลี้ยงจะเลิกราก็ดึกมากแล้ว เย่ฉ่าวเฉินดื่มไปเยอะมากเมื่อกลับมาถึงบ้านจึงหลับไปทันที เช้าวันต่อมาก็จัดของตามคำสั่งของมู่เวยเวย

เขาเอาเสื้อโค้ทไปหลายตัว แต่ก็ยังรู้สึกไม่พอ จึงเปิดลิ้นชักที่มีกางเกงจัดอย่างเป็นระเบียบ แล้วหยิบออกมาสี่ตัว จากนั้นก็เปิดลิ้นชักอีกอัน แล้วหยิบสีดำออกมา

น่าจะพอแล้ว

อ้อ ใช่สิ ยังมีอุปกรณ์อาบน้ำของเธอ

เขายกกระเป๋าใบใหญ่ออกมาจากห้องแต่งตัว แต่ก็ไม่ระวังชนกับกระเป๋าใบหนึ่งตกลงมาบนพื้น จึงหันกลับไป ก่อนที่ซองเอกสารข้างในจะดึงดูดความสนใจของเขา

เมื่อเขาเปิดอ่าน สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที

เธอจะไปเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนลับหลังเขาจริงๆ

หึ ไม่ถามหน่อยหรอว่าสามีคนนี้เห็นด้วยรึเปล่า

อารมณ์ดีๆของเขาในตอนเช้าถูกทำลายด้วยเอกสารฉบับนี้ หมอหานมาถึงบ้าน เอากระเป๋าใส่หลังรถ แล้วสะกิดถามพ่อบ้าน “ใครไปทำให้บอสไม่พอใจอีก อารมณ์นี้น่ากลัวจริงๆ”

พ่อบ้านส่ายหน้า เมื่อวานกลับมายังดีๆอยู่เลย

“คุณระวังหน่อย ระหว่างทางก็อย่าพูดพล่อยๆ”

หมอหานเม้มปาก “ผมไม่มีอะไรจะพูดอยู่แล้ว นอนหลับดีกว่าเป็นไหนๆ”

และหมอหานก็หลับตลอดทางจริงๆ

ฝนตกทั้งคืน สระบัวหน้าโฮมสเตย์บานสะพรั่ง ลมพัดมาเบาๆ ทำให้หยดน้ำกลิ้งลงมา ภาพนี้สวยราวกับภาพวาด

มู่เวยเวยกับเย่ฉ่าวเหยียนกอนข้าวเสร็จก็ไปเดินเล่นริมสระบัว เมื่อใกล้ถึงเวลาก็มาที่บ้านของหมอฮัวเพื่อทำการรักษาต่อ

เป็นอีกครั้งที่ยาวนานและเจ็บปวด ตอนที่เย่ฉ่าวเหยียนเดินออกมาจากห้องเล็กๆสีดำ อาการของเขาก็แย่กว่าเมื่อวาน ใบหน้าของเขาซีดเผือด ขาของเขาอ่อนจนเดินแทบไม่มั่นคง

มู่เวยเวยเดินไปพยุงเขา เมื่อเห็นเขากัดปากจนแตกก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา เธอถามเขาตาแดงๆ “คราวหลังถ้าเจ็บก็ร้องออกมา ไม่ต้องทน”

เย่ฮ่าวเหยียนรู้สึกอ่อนแรงเล็กร้อย เขาพิงเธอทั้งตัว แต่ใบหน้าของเขาก็ยังคงมีรอยยิ้ม “ผู้ชายอกสามศอกทั้งร้องไห้ ทั้งครวญครางจะน่าเกลียดขนาดไหน ทนเอาก็ได้ไม่ใช่หรอ”

“นายนี่มัน….” มู่เวยเวยโกรธจนพูดไม่ออก

“ฉ่าวเหยียน” เสียงเย็นยะเยือกดังขึ้น ทั้งคู่เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกัน เย่ฉ่าวเฉินยืนหันหลังบังแสงแดด ทำให้หน้าของเขาอยู่ในความมืด

หัวใจของมู่เวยเวยสั่นขึ้นมาอย่างรุนแรง ท่าทางของเธอกับเย่ฉ่าวเหยียนในตอนนี้ เย่ฉ่าวเฉินต้องคิดอะไรบ้าๆแน่

แต่เธอไม่สามารถดันเย่ฉ่าวเหยียนออกไปได้

เย่ฉ่าวเหยียนก็ตะลึงไปพักหนึ่ง แต่ก็กลับมาเป็นแกติอย่างรวดเร็ว เขายกมืออีกข้างมาหาเย่ฉ่าวเฉินยิ้มๆ “พี่รีบมาพยุงผมหน่อย พี่จะใภ้แรงน้อยเกินไป ผมกลับผมจะล้มไปทับเธอเข้า”

เมื่อเย่ฉ่าวเฉินได่ฟังก็รีบเดินเข้าไป และดึงตัวเย่ฉ่าวเหยียนมาพยุง เมื่อเห็นใบหน้าซีดๆของเขาก็ถามอย่างเป็นห่วง “รักษาทรมานมากหรอ”

เย่ฉ่าวเหยียนย่นจมูกอ้อนๆราวกับเด็กๆ “เจ็บมาก เจ็บสุดๆ”

“เจ็บก็ถูกแล้ว มา มากินยานี่” หมอฮัวเดินเข้ามา แล้วถามเย่ฉ่าวเฉิน “คุณเป็นพี่ชายเขาหรอ”

เย่ฉ่าวเฉินพยักหน้า “ใช่ ช่วงนี้รบกวนคุณด้วยนะครับ”

“หมอที่พามาล่ะ”

หมอหานรีบเดินเข้ามา และพูดยิ้มๆ “ผมเองครับ”

“คุณตามผมมา” หมอหานรับถ้วยยาที่เย่ฉ่าวเหยียนกินหมดแล้วมา จากนั้นก็เดินไปในห้องรับแขก ส่วนหมอหานก็เดินตามไปด้วยสีหน้าชื่นชม

เขาก็เคยตรวจอาการเย่ฉ่าวเหยียนมาก่อน จากที่เขารู้ มือของเย่ฉ่าวเหยียนไม่สามารถฟื้นฟูได้ คิดไม่ถึงว่าชายชราคนนี้จะเก่งขนาดนี้ เขาจึงชื่นชมเป็นอย่างมาก

เมื่อพยุงเย่ฉ่าวเหยียนกลับโฮมสเตย์แล้ว เขาก็หันมาลากมู่เวยเวยกลับห้องของเธอ

“เย่ฉ่าวเฉิน ฉันเจ็บ ปล่อยมือ” มู่เวยเวยพูดขืนๆ

เย่ฉ่าวเฉินหยิบเอกสารจากในกระเป๋ามาโยนใส่หน้าเธอ จากนั้นก็พูดใส่เธอด้วยความโกรธ “คุณอธิบายมา นี่หมายความว่าไง”

มู่เวยเวยก้มหน้าลงอ่านชื่อเอกสารฉบับนั้น จากนั้นก็เข้าใจทันทีว่าเขาโกรธอะไร

“มีอะไรต้องอธิบาย ก็แค่เอกสารแลกเปลี่ยนไม่ใช่หรอ คุณอยากให้ฉันอธิบายอะไร”

“เย่ฉ่าวเฉินดันเธอไปชิดผนัง จ้องเธอเขม็ง และกัดฟันถามว่า “คุณอยากแอบไปฝรั่งเศสหรอ”

“อยากไปอยู่แล้ว นี่เป็นความฝันของนักออกแบบทุกคน ทำไมฉันจะคิดบ้างไม่ได้” มู่เวยเวยเถียงคอเป็นเอ็น เธอรู้ว่าทำอย่างนี้จะทำให้เขาโกรธ แต่เธอไม่อยากทำตามความต้องการของเขา

“มู่เวยเวนคุณฝันไปเถอะ” เย่ฉ่าวเฉินกำแขนเธอแน่น และมองเธออย่างดุร้าย ฎคุณเป็นของเล่นที่ผมซื้อมา ถ้าผมไม่อนุญาต คุณไปไหนไม่ได้ทั้งนั้น และอีกเรื่อง คุณมีเงินหรอ”

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset