วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 164 คนท้องต้องเชื่อฟังคำพูดไม่ดื้อ

เย่ฉ่าวเฉินนั่งฝั่งคนขับ สตาร์ทรถ ปรับเปลี่ยนทิศทาง

“เย่ฉ่าวเฉิน คุณหยุดรถให้ฉันเดี๋ยวนี้นะ! คุณไม่สนใจพี่ชายฉันแล้วเหรอ? เขาสามารถตายได้ คุณจอดรอดให้ฉัน ” มู่เวยเวยดึงแขนเย่ฉ่าวเฉิน

เย่ฉ่าวเฉินไม่หยุดการเคลื่อนไหว เพียงแค่โยนโทรศัพท์ของมู่เทียนเย่ที่วางไว้ในรถให้เธอ “ไม่อยากให้เขาตาย โทร120”

ใช่ เขาพูดถูก โทร120

มู่เวยเวยใช้มือที่สั่นเทาของเธอกดที่เบอร์สามตัวนั้น โทรศัพท์สักครู่เดียวก็โทรติดแล้ว

“ฮัลโหล ฮัลโหล? พี่ชายฉันได้รับบาดเจ็บ ค่อนข้างหนักมาก พวกคุณรีบมา ที่เส้นทางไปสนามบิน…..”เสียงของมู่เวยเวยมีเสียงร้องไห้ปะปนอยู่ด้วย

“คุณผู้หญิงอย่าเพิ่งตื่นตระหนกครับ รถของพวกเราสักครู่เดี๋ยวก็ถึง ขอถามหน่อยว่าพี่ชายคุณบาดเจ็บจากสาเหตุอะไร?”

“ถูกคนใช้มีดแทง ขอร้องพวกคุณนะคะ รีบมาหน่อย เขาเลือดไหลออกมาเยอะมาก”

“ตกลง พวกเราจะไปให้ถึงทันทีทันใด”

หลังจากวางโทรศัพท์ ร่างกายของมู่เวยเวยยังมีอาการสั่นอยู่ เธอไม่สามารถมองดูพี่ชายของเธอเลือดไหลนองเต็มพื้น แต่ทว่าตเธอนั่งอยู่บนรถยิ่งไกลพี่ชายออกมา”

“เย่ฉ่าวเฉิน หยุดรถ ให้ฉันไปดูเขาได้ไหม?” มู่เวยเวยอ้อนวอนเขา

เย่ฉ่าวเฉินโกรธจนหน้ามืดตามัว ไม่ว่าเธอจะพูดอะไร เขารู้เพียงแค่ว่าต้องพาเธอกลับไป

มู่เวยเวยร้องไห้น้ำตานองเหมือนฝนตก “เย่ฉ่าวเฉิน ฉันขอร้อง เขาเป็นพี่ชายของฉัน เป็นญาติคนเดียวที่ฉันเหลืออยู่ คุณก็มีน้องชาย คุณสามารถมองดูเย่ฉ่าวเหยียนตายเหรอ? ฉันขอร้องคุณขับรถวนกลับไปได้ไหม?”

ได้ยินชื่อของเย่ฉ่าวเหยียน เย่ฉ่าวเฉินยิ่งโกรธมากขึ้น “ปีนั้นพี่ชายเธอเป็นคนทำร้ายเย่ฉ่าวเหยียน ทำให้เขาหายตัวไปอยู่หลายปี ลำบากยากเข็ญ วันนี้กรรมก็ตามสนองเขา”

เธอมองร่างของพี่ชายที่กำลังจะหายจากสายตาเธอ มู่เวยเวยยิ่งร้อนใจมากขึ้น “เย่ฉ่าวเฉิน อยู่ถึงแค่ตอนที่รถฉุกเฉินมา ฉันก็จะกลับไปกับคุณ เด็กในท้องฉันจะเก็บไว้ ตกลงไหม?”

เย่ฉ่าวเฉินหนังตากระตุก เหยียบเบรกทันที หันกลับมามองเธอที่น้ำตาคลออยู่ “เธอสาบาน?”

มู่เวยเวยรีบยกนิ้วขึ้น “ในนามของพ่อแม่ฉันสาบานว่า ที่ฉันพูดมาเมื่อกี้คือความจริง”

เย่ฉ่าวเฉินมองเธอชั่วขณะ ทุบพวกมาลัยรถทันที หมุนรถวนกลับไปทิศทางที่มู่เทียนเย่อยู่

มีดแทงลงลึกมาก มู่เทียนเย่ลองอยู่หลายครั้งแต่ก็ไม่กล้าเอามีดออกมา เขากลัวโดนเส้นเลือดแดงใหญ่ ถึงเวลานั้นจะไม่สามารถห้ามเลือดได้ทัน อย่างนั้นก็แย่แล้ว

บนถนนรถผ่านไปมา แต่ทว่าไม่มีสักคันกล้าจอดช่วยเขา

นั่งพักอยู่ขอบถนนหลายนาที ก็เห็นว่ารถBentleyสีดำของเขาขับวนกลับมา

เด็กโง่คนนี้ ต้องขอร้องเย่ฉ่าวเฉินมาแน่นอน

รถเพิ่งจะจอดสนิท มู่เวยเวยก็วิ่งมาอยู่ข้างกายเขา “พี่ ฉันโทรหา120แล้ว อีกสักพักหมอก็มาแล้ว…..”

“ร้องไห้ทำไม?” มู่เทียนเย่ไม่สามารถที่จะมองได้มากที่สุดคือเธอร้องไห้ เธอแค่น้ำตาไหล ใจของเขาก็อ่อนยวบ “วางใจ พี่ชายเธอชีวิตแข็งแกร่ง ไม่มีทางตาย”

“เลือดไหลออกมาเยอะขนาดนี้แล้ว พี่ยังพูดคำที่ไม่เป็นสิริมงคลอีก?” มู่เวยเวยมองเลือดที่ไหลออกมาจากบาดแผลของเขา แค่หายใจก็เจ็บมาก ถ้าหากไม่ใช่เพราะเธอ พี่จะได้รับบาดเจ็บอย่างนี้เหรอ?

เย่ฉ่าวเฉินพิงหลังอยู่ที่หน้ารถ มองมู่เทียนเย่เย็นชา ยิ้มเยือกเย็น “มู่เทียนเย่ มีดที่ฉันแทงเมื่อกี้ควรที่จะแทงเข้าหัวใจ ดูว่าชีวิตของนายยังจะแข็งแกร่งอยู่ไหม?”

“ได้สิ นายมาลองดูอีกสิ?” มู่เทียนเย่ไม่มีท่าทางอ่อนแอ มองเห็นดวงตาคู่สีม่วงนั้น พูดกระตุ้นว่า “ถ้าหากว่านายไม่มีความสามารถพิเศษ ครั้งแรกที่อยู่คฤหาสน์ตระกูลมู่ ฉันก็พาเวยเวยหนีไปแล้ว ทำไมยังจะต้องมาพูดเรื่องไม่มีสาระกับนาย?”

เย่ฉ่าวเฉินถูกทำให้สำลัก เพราะว่าเขารู้ มู่เทียนเย่พูดมาเป็นความจริง

“เย่ฉ่าวเฉิน นายควรที่จะปีติยินดีกับความจิตใจดีของน้องสาวฉันนะ ถ้าหากไม่ใช่เพราะเธอขอร้องฉัน บุณคุณความแค้นระหว่างนายกับฉัน นายคิดว่าฉันจะปล่อยนายเอาบทความผลงานชิ้นสำคัญนั้นไปดีๆไหม?” มู่เทียนเย่พูดถึงเรื่องนี้ เพราะอยากให้หลังจากที่มู่เวยเวยถูกพาตัวกลับไป อยากให้เย่ฉ่าวเฉินระลึกถึงเรื่องนี้สักนิดหนึ่ง ทำดีกับน้องสาวเขาสักนิดหนึ่ง

เย่ฉ่าวเฉินมองมาที่มู่เวยเวย ความดื้อรั้นในตัวเขาลดลงไปมาก

ไม่กี่นาทีหลังจากนั้น รถฉุกเฉินก็ได้มาถึง พยาบาลกับหมอจำนวนหนึ่งนำมู่เทียนเย่ขึ้นรถ มู่เวยเวยก็อยากที่จะขึ้นรถไปด้วย แต่ทว่าถูกเย่ฉ่าวเฉินดึงรั้งไว้

“เธอลืมแล้วว่าตัวเองพูดอะไร?”

มู่เวยเวยชะงักฝีเท้า ใช่ เธอเพิ่งจะพูดไป รอรถฉุกเฉินมาถึงก็จะกลับไปกับเขา แต่ว่า….

“อ้าว? พวกคุณไม่ไปโรงพยาบาลเป็นเพื่อนเขาเหรอ? ถ้าถึงเวลาที่จะต้องเซนชื่อจ่ายเงินใครทำ?” หมอคนหนึ่งถามขึ้นมา

เย่ฉ่าวเฉินเหลือบมองมู่เทียนเย่ที่ได้สติอยู่ พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา ” เซนชื่อ ให้เขาเซนเอง เกี่ยวกับเรื่องค่าใช้จ่ายเหรอ ” เย่ฉ่าวเฉินหยิบบัตรออกมาหนึ่งใบจากช่องที่มีเงินหนีบอยู่ ยื่นให้หมอ “ในนี้มีห้าหมื่นหยวน พอหรือไม่พอ?”

หมอทำงานมาก็หลายปีแล้ว ยังไม่เคยเจอเหตุการณ์อย่างนี้ ไม่รู้ว่าควรรับหรือไม่ควรรับบัตรนี้

“ถ้าหากว่าไม่พอ หลังจากนี้จะมีคนไปที่โรงพยาบาลรับผิดชอบเรื่องนี้ ” เย่ฉ่าวเฉินเอาบัตรใบนั้นยัดใส่ถุงเสื้อของหมอ ดึงมู่เวยเวยที่ไม่ได้สมัครใจไปขึ้นรถกับเขา

“ไม่ต้องพูด ไม่ต้องอ้อนวอน มู่เวยเวย ฉันสามารถทำให้มู่เทียนเย่ถึงขนาดนี้แล้วจริงๆมันเกินขอบเขตฉันไปแล้ว” เย่ฉ่าวเฉินสตาร์ทรถ พูดอย่างเย็นชา

มู่เวยเวยเกาะที่หน้าต่างมองรถฉุกเฉินที่ห่างออกจากทิศทางเดิม น้ำตาที่แห้งแล้วก็ไหลออกมาอีก “เย่ฉ่าวเฉิน ฉันต้องขอบคุณคุณที่มีบุญคุณไม่ฆ่าเขาไหม?”

“ไม่ต้อง ใช้มู่เทียนเย่มาแลกชีวิตลูกฉัน ก็คุ้มค่ามากแล้ว”

มู่เวยเวยไม่มีคำพูดที่จะตอบโต้

หลังจากเรื่องวุ่นวายในช่วงเช้าผ่านไป มู่เวยเวยกลับถึงคฤหาสน์ตระกูลเย่ก็ได้มุ่งตรงไปที่ห้องนอนเลย

ในเวลานั้น เธอไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อกลอนกับเย่ฉ่าวเฉินแล้ว เพียงแค่อยากภาวนาให้พี่ชายผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

เธอไม่กล้าคิดจริงๆว่า ถ้าเกิดว่าพี่ชายเป็นอะไป เธอจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร

ชั้นล่าง เย่ฉ่าวเฉินสั่งให้พ่อบ้านหวางไปที่โรงพยาบาล เขาถึงคฤหาสน์แล้วเพิ่งจะนึกได้ว่าจางเห่อยังหมดสติอยู่ ไม่รู้ว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง

“ถือโอกาสเอารถคันนี้ไปที่โรงพยาบาลด้วย ไปหาจางเห่อ เขารู้ว่าจะต้องจัดการอย่างไร” พอนับเวลาดูแล้ว ตอนนี้ตระกูลมู่น่าจะถึงโรงพยาบาลแล้ว

“ครับ คุณชาย” พ่อบ้านหวางรู้สึกประหลาดใจ ตอนขับออกไปก็เห็นอยู่ว่าขับปอร์เช่ คาเยนน์ ขากลับขับBentleyกลับมาได้อย่างไร? และอีกอย่างรถคันนี้ไม่ใช่ของคุณชาย ในระหว่างนี้เกิดอะไรขึ้น?

เย่ฉ่าวเฉินสั่งพ่อบ้านหวางเสร็จก็ขึ้นชั้นบน แต่ไม่ใช่ห้องนอนของมู่เวยเวย เขาไปห้องที่เย่ฉ่าวเหยียนเคยพักอยู่

เวลานี้ เขาต้องการที่จะพักผ่อนมากที่สุด สามารถอดทนได้ถึงตอนนี้ จริงๆจะถึงขีดจำกัดแล้ว

เพราะฉะนั้นแค่มองเห็นเตียง เขาก็ล้มตัวลงไปเลย

มู่เทียนเย่ยังอยู่ที่โรงพยาบาล คงจะไม่มีใครมาก่อความวุ่นวายแล้ว

……………..

ภายในโรงพยาบาล

เวลาผ่านไปสามชั่วโมงหลังจากนี้ มู่เทียนเย่ได้รับการผ่าตัดเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่ามีดที่เย่ฉ่าวเฉินแทงลงมาแผลจะลึก แต่ก็ไม่ได้โดนจุดสำคัญ ด้วยเหตุนี้ทำให้การผ่าตัดผ่านพ้นไปได้ด้วยดี

หลังจากที่ยาชาหมดฤทธิ์ มู่เทียนเย่นอนคิดอยู่บนเตียง

เย่ฉ่าวเฉินกับคนข้างๆมีความแต่งต่างกัน สุดท้ายแล้วเขาต้องทำอย่างไร ถึงจะช่วยน้องสาวออกมาได้?

ถ้าจะดันทุรังทำละ

ไม่ได้ การเคลื่อนไหวแบบนี้ยิ่งใหญ่บุ่มบ่ามเกินไป ไม่แน่อาจจะทำให้ตำรวจตกใจ อย่างนี้ไม่ดีต่อตระกูลมู่

หงุดหงิดจะตายอยู่แล้ว

มีบางครั้งที่มู่เทียนเย่คิด ถ้าเขาไม่ทำคือไม่ทำ ถ้าหากว่าเขาทำจะทำให้ถึงที่สุดเปิดเผยความลับของเย่ฉ่าวเฉิน

ออกมา อย่างนี้เย่ฉ่าวเฉินก็ต้องยุ่งอยู่กับการจัดการเสียงของโลกภายนอก ดังนั้นจึงระวังตัวกับเรื่องมู่เวยเวยน้อยลง ถ้าเป็นเช่นนั้นเขาก็ลงมือง่ายมากขึ้น

แต่ในเมื่อเขาสัญญากับมู่เวยเวยแล้ว เขาจะมากลับคำได้อย่างไรกัน?

นึกถึงลูกของมู่เวยเวยขึ้นมาทันที ในกรณีที่ลูกได้รับการถ่ายทอดกรรมพันธุ์ที่มีลักษณะพิเศษจากเย่ฉ่าวเฉิน อย่างนั้นต่อไปเขาก็จะเก่งมากขึ้น?

ทำไมพอนึกถึงเรื่องนี้ เขาถึงต้องตื่นเต้นดีใจ?

ช่วงเวลากลางคืน

มู่เวยเวยที่มีเรื่องคิดมากทับถมอยู่ในใจเดินลงมาด้านล่าง มองเห็นเย่ฉ่าวเฉินที่กำลังวางสายโทรศัพท์อยู่ในห้องรับแขก รีบเดินไปถามเขา” เย่ฉ่าวเฉิน การผ่าตัดของพี่ชายฉันเป็นอย่างไรบ้าง?”

เย่ฉ่าวเฉินนวดที่จุดไท่หยาง พูดเสียงเย็นชาว่า”มู่เทียนเย่ไม่ใช่พูดแล้วเหรอ?ชีวิตเขาแข็งแกร่งมีพลัง ไม่ตาย”

“ถ้าอย่างนั้นก็หมายความว่า พี่ชายฉันไม่ได้เป็นอะไรแล้ว?” มู่เวยเวยถามเขาอย่างโล่งอก ภายในใจภาวนาอยู่เงียบๆ พ่อแม่พวกคุณอยู่บนสวรรค์ต้องปกป้องคุ้มครองพี่ชายด้วยนะ ขอให้แข็งแรงโดยเร็ววัน

เย่ฉ่าวเฉินมีสีหน้าหงุดหงิด

“ตอนนี้เขาฟื้นหรือยัง?ฉันสามารถคุยกับเขาได้ไหม?” มู่เวยเวยถามเขาอย่างตื่นเต้น

เย่ฉ่าวเฉินมองเธอ ปฏิเสธอย่างเย็นชา “ฟื้นแล้ว แต่ไม่จำเป็นต้องพูดคุย”

“ไม่ มันจำเป็นมากๆ ฉันอยากรู้ว่าเขาสุขภาพแข็งแรงหรือไม่แข็งแรง อย่างนี้ ฉันถึงจะสบายใจ ฉันอารมณ์ดีสบายใจลูกก็จะแข็งแรง ” มู่เวยเวยรู้ว่าตัวเองพูดไม่มีเหตุผลแล้วทำให้มีเหตุผลขึ้นมา แต่ถ้าไม่พูดอย่างนี้ เธอจะบรรลุเป้าหมายได้อย่างไร?

เป็นครั้งแรกที่เขาได้ยินเธอพูดถึงลูก ในใจรู้สึกเกิดความอบอุ่น จ้องมองเธอชั่วขณะ หยิบโทรศัพท์กดโทรหามู่เทียนเย่แล้วเปิดลำโพง

“ฮัลโหล? พี่ ฉันเองนะเวยเวย พี่เป็นอย่างไรบ้าง?ผ่าตัดผ่านไปได้ดีไหม?ยังเจ็บแผลไหม?” มู่เวยเวยถามเขาอย่างร้อนรน เย่ฉ่าวเฉินที่ฟังอยู่ขมวดคิ้วขึ้น

มู่เทียนเย่รู้ฉับพลันทันที ก็ว่าแล้ว เย่ฉ่าวเฉินจะโทรหาเขาได้อย่างไร?

“เวยเวย ไม่ต้องกังวล ผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี นอนพักฟื้นที่โรงพยาบาลไม่กี่คืนก็ดีแล้ว” มู่เทียนเย่พูดด้วยความอ่อนเพลียเหนื่อยล้า

มู่เวยเวยเจ็บปวดหัวใจมาก “ขอโทษนะคะพี่ พี่นอนโรงพยาบาลแต่ทว่าฉันไม่สามารถไปดูแลได้”

“ขอโทษพี่ทำไม? แค่เธอดูแลตัวเองดีๆ พี่ก็จะขอบคุณเธอมาก” มู่เทียนเย่พูดด้วยความรักใคร่เอ็นดู

“อืม พี่ ฉันจะดูแลตัวเองดีๆค่ะ พี่วางใจ”

เย่ฉ่าวเฉินได้ยินคำนี้ในใจรู้สึกรับไม่ได้ ภรรยาของตัวเองพูดกับผู้ชายคนอื่นอย่างเชื่อฟังบอกอะไรก็ทำตาม แต่ทว่ากับเขาเย็นชาใส่มาตลอด แม้ผู้ชายคนนั้นจะเป็นพี่ชายแท้ของเธอก็ตาม เขาก็ยังยากที่จะรับได้

รีบคว้าโทรศัพท์มากดตัดสาย พูดกับมู่เวยเวยที่สีหน้ายังไม่เข้าใจว่า” โอเค ตอนนี้รู้แล้วว่าเขาไม่ได้เป็นอะไรแล้ว? ไปรับประทานอาหารกันเถอะ”

มู่เวยเวยกำลังรักษาท่าทางทีเพิ่งจะพูดคุยกันสองวินาที ใจคิดว่า เย่ฉ่าวเฉิน นับว่าคุณร้ายมาก

พูดเชอะเสียงเย็นออกมาครั้งหนึ่ง เดินช้าๆไปที่ห้องอาหาร จมูกได้กลิ่นรสชาติเปรี้ยว

“ฉินหม่า คุณทำอะไรเหรอคะ?” มู่เวยเวยถามเสียงดัง อารมณ์ดีมากขึ้น

ฉินหม่าหันศรีษะกลับมาหัวเราะแล้วหัวเราะอีก พูดว่า”คุณชายบอกว่าคุณอยากกินก๋วยเตี๋ยวต้มยำ แต่ว่าด้านนอกทำไม่สะอาด คุณชายเลยสั่งให้ฉันทำให้คุณหนึ่งถ้วยแก้ความอยากค่ะ”

“คุณทำก๋วยเตี๋ยวต้มยำเป็นเหรอ?” มู่เวยเวยถามอย่างประหลาดใจ รู้สึกว่าฉินหม่าไม่มีอะไรที่ทำไม่ได้จริงๆ อาหารอะไรขอแค่ให้บอกเธอ ไม่มีที่ทำออกมาไม่ได้

“อันนี้มีอะไรยากคะ?” ฉินหม่าเอาเครื่องปรุงรสสิบกว่าอย่างใส่ลงทัพพีเทลงน้ำซุบไก่ที่ต้มไว้ดีแล้ว หลังจากนั้นก็เอาตะเกียบหนึ่งคู่ยื่นให้เธอ พูดว่า”มา ชิมดูว่ารสชาติเป็นอย่างไร?”

มู่เวยเวยตักขึ้นมาเป่าแล้วเป่าอีก ยัดเข้าไปในปาก รสชาติทั้งหอมทั้งเผ็ดเต็มปากของเธอ ทำให้เธอเจริญอาหารมากขึ้น อดไม่ได้รับประทานไปอีกหลายคำ แล้วค่อยจะพูดว่า”อร่อย อร่อยกว่าด้านนอกอีก ”

“ฮ่าๆ ชอบก็ดีแล้ว ช่วงไม่กี่วันมานี้คุณไม่ค่อยอยากอาหาร ชอบก็รับประทานให้เยอะๆนะคะ ”

ในเวลานั้นเย่ฉ่าวเฉินก็เดินผ่านมา “ฉินหม่า ให้ผมหนึ่งถ้วยนะ”

“ไม่ได้ !” มู่เวยเวยพูดอย่างไม่มีเหตุผล “เหล่านี้เป็นของฉัน ไม่มีสำหรับของคุณ”

เย่ฉ่าวเฉินมองคนที่กำลังอารมณ์ขึ้น ชะงักสักพักหนึ่งก็รู้สึกว่าการแสดงออกของเธอน่ารัก พูดอย่างไม่อะไรว่า”โอเคๆๆ ทั้งหมดเป็นของเธอ ฉันไม่แย่ง”

บางทีรสชาติเปรี้ยวเผ็ดคงจะถูกปากเธอ รับประทานไปหนึ่งถ้วยใหญ่ นึกไม่ถึงว่ามู่เวยเวยไม่อยากจะอาเจียนออกมา จากนั้นเย่ฉ่าวเฉินได้พูดกับฉินหม่าว่า”ช่วงนี้ทำอาหารออกไปทางรสชาติเปรี้ยวนะ ผมดูแล้วว่าเธอชอบจริงๆ”

ฉินหม่าแอบยิ้มออกมา พูดว่า” รสเปรี้ยวเป็นผู้ชาย ผู้หญิงเป็นรสเผ็ด คุณหนูท้องเกรงว่าจะเป็นคุณชายน้อยนะคะ”

เย่ฉ่าวเฉินย่นหน้าผากขึ้นอย่างฮึกเหิมดีใจ “ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงหรือผู้ชาย ผมก็ชอบหมด”

เป็นเด็กผู้ชาย เขาจะให้เรียนขี่ม้าฟันดาบเรียนโรงเรียนที่ดีที่สุด เป็นผู้หญิง ดีที่สุดคือเหมือนมู่เวยเวย เขาจะดูแลให้เป็นเหมือนเจ้าหญิง ให้ความรักความอบอุ่นที่สมบูรณ์จากพ่อ

การใช้ชีวิตกลับมาเป็นปกติ

เย่ฉ่าวเฉินไปทำงานทุกวัน มู่เวยเวยอยู่บ้านดูแลการตั้งครรภ์ ที่จริงเขาอยากพาเธอไปที่บริษัทด้วยมากๆ แต่ด้วยสถานการณ์รถติดยังมีแสงรังสีจากคอมพิวเตอร์อีก เขาก็เลยละทิ้งความตั้งใจนี้

ห้องทำงานของผู้บริหารเย่ฮวางอินเตอร์เนชั่นแนล

เลขาหลิวถือการ์ดเชิญเข้ามาหนึ่งฉบับ “ประธานเย่ วันมะรืนนี้นิตยสารแฟชั่นจัดงานแฟชั่นประจำปีทำพิธีมอบรางวัล ได้ส่งการ์ดเพื่อเชิญคุณไปร่วมงานครับ”

“นี่เพิ่งจะเดือนสิบ พวกเขาก็เริ่มมอบรางวัลประจำปีแล้ว เร็วมากจริงๆ วางไว้เถอะ ฉันจะดูตารางเวลา”

“ครับ”

กลับถึงคฤหาสน์ มู่เวยเวยนิ่งเฉยอยู่บนโซฟา ได้ยินเสียงฝีเท้า เพียงแค่มองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้ทักทาย

เย่ฉ่าวเฉินถอดชุดสูทออก นั่งลงที่โซฟาอีกมุมข้างๆเธอ พูดว่า”เกิดอะไรขึ้น? ไม่สบายเหรอ?”

“แค่เบื่อ ” มู่เวยเวยตอบเสียงราบเรียบ ชะงักงันก่อนพูดขึ้นว่า”เย่ฉ่าวเฉิน พรุ่งนี้ฉันจะไปทำงานนะ อยู่บ้านทุกวันฉันเบื่อจะแย่แล้ว”

ทุกวันรับประทานอาหารเสร็จก็นอน ไม่ก็นั่งอยู่เฉยๆ ก็ไม่มีคนคุยเป็นเพื่อนเธอ ยังไม่ให้เธอออกไปข้างนอกอีก ชีวิตแบบนี้ใช้แค่หนึ่งวันก็พอได้ แต่นี่ผ่านไปหลายวันแล้ว เธอใกล้จะนับดอกไม้ในสวนครบแล้วว่ามีกี่ดอก

“ตอนนี้ร่างกายของเธอยังไม่เหมาะกับการทำงาน “เย่ฉ่าวเฉินพูดปลอบใจเธอ

มู่เวยเวยลุกขึ้นจากโซฟาทันที เย่ฉ่าวเฉินตกใจรีบประคองไว้ กลัวเธอไม่มีสติล้มลงไป

“ใครพูดว่าไม่เหมาะ? ในบริษัทก็มีหลายคนที่ตั้งครรภ์ยังทำงานอยู่เลย? ทำไมคนอื่นทำได้ ฉันทำไม่ได้?” มู่เวยเวยโมโห อยู่อย่างนี้ต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเธอจะต้องเป็นบ้า ตอนนี้เธอเหมือนนกน้อยที่ถูกขังอยู่ในกรง

“คุณไม่ให้ฉันออกไปข้างนอก ทั้งยังไม่ให้ฉันไปทำงาน?ทุกวันฉันต้องเดินไปเดินมาอยู่ในคฤหาสน์ใหญ่โตนี้ อารมณ์ดีๆของฉันก็จะติดลบแล้ว”

เย่ฉ่าวเฉินมองหน้าเธอที่หงุดหงิด ลังเลใจวิธีการก่อนหน้าที่คิดไว้ “ให้ฉันคิดดูก่อน”

“ได้ อย่างนั้นก็ค่อยๆคิดเถอะ” มู่เวยเวยขี้เกียจคุยกับเขา ถอยหลังไปแล้วนอนนิ่งๆบนโซฟาเหมือนเดิม

บรรยากาศอึมครึม เย่ฉ่าวเฉินนึกขึ้นได้ว่าตอนบ่ายเลขาหลิวเอาการ์ดเชิญมาให้หนึ่งฉบับ กลางใจกระตุกพูดขึ้นว่า “มะรืนนี้นิตยสารแฟชั่นจัดงานมอบรางวัลประจำปี เธออยากหรือไม่อยากไป?”

“ไม่ไป!” มู่เวยเวยพูดออกมา สมองคิดกลับมาแล้วถามว่า”คุณว่าบริษัทไหนนะ?”

“นิตยสารแฟชั่น ที่ครั้งก่อนให้เธอรับผิดชอบสัมภาษณ์”

มู่เวยเวยสนใจขึ้นมานิดหนึ่ง “ถ้าอย่างนั้นก็มีดาราที่มีชื่อเสียงเข้าร่วมเยอะ?”

เย่ฉ่าวเฉินไม่ค่อยเข้าใจเรื่องอย่างนี้ ตอบอย่างไม่แน่ใจว่า”น่าจะใช่ อย่างไรเสียดาราคนไหนที่ได้ขึ้นปกนิตยสารของพวกเขา ก็เป็นเรื่องที่น่าภูมิใจ”

“อย่างนั้นก็ตกลง ฉันจะไป ” มู่เวยเวยพูดอย่างตื่นเต้นดีใจ ก็ทำเหมือนว่าไปดูคนสวยคนหล่อแล้วกัน โตขนาดนี้แล้ว นอกจากมองเห็นไกลๆในงานการแสดงร้องเพลงของเจโชแล้ว เธอยังไม่เคยเห็นดาราเลย อยากจะรู้ตัวจริงของพวกเขาใช่หรือไม่ใช่ว่าน่าเคารพน่าศรัทธาและดีเลิศสว่างไสวเหมือนกับในหน้าจอ

เธออารมณ์ดีแล้ว เย่ฉ่าวเฉินก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย “ก็ดี ฉันจะจัดการให้”

ที่สำคัญที่สุดก็คือ ต้องเตรียมการไว้เผื่อมู่เทียนเย่คิดจะทำอะไรอีก

ตอนกลางคืน มู่เวยเวยพิงหัวเตียงอ่านหนังสือ เย่ฉ่าวเฉินอาบน้ำเสร็จเดินมา มุ่งตรงเอาหนังสือออกจากมือเธอ “ตอนกลางคืนอ่านหนังสือสายตาเสีย”

มู่เวยเวยยกมือสองขึ้นผายออกมองเขา ” ขอร้อง ตอนนี้เพิ่งจะสามทุ่ม จะนอนหลับได้อย่างไร?”

เย่ฉ่าวเฉินจับผ้าห่มเปิดออกแล้วนั่งเข้าไป มองและพูดตามอำเภอใจว่า “ฉันจะอ่านให้เธอฟัง”

เอิ่ม……

มู่เวยเวยมึนงง เย่ฉ่าวเฉิน คุณต้องหรือไม่ต้องทำได้จน…..รอบคอบเช่นนี้?

หดตัวเข้าผ้าห่มเงียบๆ เธอพูดได้ด้วยเหรอว่าไม่ต้องการ?

เห็นเธอไม่ได้ปฏิเสธ เย่ฉ่าวเฉินยิ้มที่มุมปาก ดูชื่อของหนังสือชื่อว่าท่องเที่ยวในราตรีสีขาว…..หนังสือนี้ดี แต่อ่านตอนกลางคืน….

“เธอรอสักครู่ ฉันจะไปห้องหนังสือหาอีกเล่ม เล่มนี้คนท้องอ่านแล้วไม่ค่อยเหมาะสม”

ไม่รอเธอปฏิเสธ เย่ฉ่าวเฉินลงจากเตียงแล้วออกไป กลับมาอีกครั้งในมือถือหนังสือชื่อว่าใกล้ประวัติศาสตร์โลกปัจจุบัน

มู่เวยเวยเบิกตากว้าง “คุณจะให้ฉันเรียนวิชาประวัติศาสตร์?” และยังเป็น……ประวัติศาสตร์โลก? เธอรู้ประวัติศาสตร์ของประเทศตัวเองก็ดีเท่าไหร่แล้ว?

สวรรค์รู้ เมื่อก่อนที่เธอเรียนหนังสือ นอกจากวิชาเคมีฟิสิกส์ทั้งหมดคือยุ่งเหยิงหมด ที่กลัวที่สุดคือวิชาประวัติศาสตร์แล้ว แค่เข้าเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ไม่ถึงห้านาทีอย่างแน่นอนก็หลับแล้ว

“เล่มนี้ไม่ชอบเหรอ?ถ้าอย่างนั้นฉันเปลี่ยนเป็นเศรษฐศาสตร์หรือสถาปัตยกรรม?” เย่ฉ่าวเฉินหยอกล้อเธอ

“ช่างเถอะๆ เหมือนกันหมด” มู่เวยเวยพูดอย่างละทิ้งการต่อต้าน วิชาเศรษฐศาสตร์ วิชาสถาปัตยกรรม? อย่างนั้นเธอยอมเอาประวัติศาสตร์ดีกว่า อย่างน้อยเธอก็ฟังเข้าใจ

เสียงทุ้มต่ำดังอยู่ในห้อง เสียงของผู้ชายสมบูรณ์แบบมีเสน่ห์ เขาอ่านดีมาก ทำเสียงสูงต่ำหยุดเพื่อเปลียนทำนอง ออกเสียงชัดเจน จะทำอย่างไรมู่เวยเวยไม่ได้มีพรสวรรค์ทางด้านนี้ และเธอก็มีภูมิคุ้มกันกับเสียงของเขานานแล้ว เพราะฉะนั้น คำนำยังพูดไม่จบ มู่เวยเวยก็สติเลอะเลือนหลับแล้ว

เสียงหายใจสม่ำเสมอดังขึ้น เย่ฉ่าวเฉินหยุดอ่าน สายตามองที่ใบหน้าของเธอ ขาวสะอาดเนียนนุ่ม ช่วงไม่กี่วันมานี้เธอไม่ค่อยอาเจียนออกมา รับประทานเยอะขึ้น สีหน้าดีขึ้นมากกว่าเมื่อก่อน

วางหนังสือเบาๆไว้บนโต๊ะ เย่ฉ่าวเฉินเข้าไปในผ้าห่ม หันข้างมองมู่เวยเวย

ตั้งแต่วันที่รู้ว่าเธอท้องในวันนั้น เขาก็ไม่เคยแตะต้องเธอ มีบางเวลาที่อยากจะกอดเธอจริงๆ ทำได้เพียงแค่โผเข้ากอดเธอในเวลาที่เธอหลับ ระมัดระวังอย่างมากเวลากอดที่เอว

แน่นอน ถ้าหากว่าเธอตื่นแล้ว ไม่มีทางให้เขายอมทำอย่างนี้แน่นอน

ปลายจมูกของผู้หญิงท่าทางที่หอมหวาน เย่ฉ่าวเฉินใช้มือลูบเบาๆบริเวณเอวของเธอ ถอนหายใจอย่างไม่สามารถพูดออกมาได้ พลิกตัวกลับเข้าไปในห้องอาบน้ำ

ตัวเองทำแล้วตัวเองต้องยอมรับผลจริงๆ

แต่ว่าเขาชอบความรู้สึกอย่างนี้มาก เพียงแค่เธออยู่ในอณาเขตของเขา แค่รอหนึ่งปีก็ไม่เป็นไร ช่วงก่อนหน้านี้มู่เทียนเย่พาตัวเธอไปความรู้สึกคิดถึงที่ไฟสุมหัวใจลามไปที่ตับอย่างโศกเศร้าอย่างนั้น เขาไม่อยากรับมันมาอีกครั้ง

………

นิตยสารแฟชั่นเป็นนิตยสารที่มีชื่อเสียงระดับนานาชาติ ก็คือแหล่งทรัพยากรด้านแฟชั่นที่มีดาราที่มีชื่อเสียงช่วงชิงกันมาอย่างคึกคักอันดับหนึ่ง เพราะฉะนั้นวันนี้ตอนบ่ายพรมแดงพอที่จะพูดได้ว่าเป็นแสงดาวแสงสว่างกระพริบสวยงาม

เนื่องจากท้อง มู่เวยเวยสวมใส่แค่ชุดสีขาวผูกเอวอย่างสง่างามและเรียบง่าย ด้านนอกคลุมด้วยเสื้อคลุมสีชมพู เย่ฉ่าวเฉินไม่ให้เธอแต่งหน้าและก็ยังไม่ให้เธอใส่รองเท้าส้นสูง เธอใส่แค่รองเท้าผ้าใบสีขาว

“เย่ฉ่าวเฉิน อย่างน้อยก็ให้ฉันทาลิปสติกเถอะ” ก่อนออกเดินทางมู่เวยเวยพูดอย่างไม่พอใจ ถ้าเกิดว่าเจอเทพบุตรจะทำอย่างไร? หรือว่าจะให้เอาหน้าซีดขาวนี้ไปหาเขาให้เซนชื่อให้?

“ไม่ได้ เธอเป็นอย่างนี้ก็ดีอยู่แล้ว” เย่ฉ่าวเฉินไม่ให้โอกาสเธอ มุ่งตรงมายัดเธอให้นั่งฝั่งข้างคนขับ

เอิ่ม….. ไม่ทาก็ไม่ทา จำเป็นต้องพูดให้น่าขนลุกอย่างนี้ไหม?

พิธีมอบรางวัลของนิตยสารแฟชั่นอยู่ที่โรงละครที่ใหญ่ที่สุดของเมืองA หลังจากที่เย่ฉ่าวเฉินเซนชื่อในสมุดเซนชื่อเรียร้อยแล้ว ได้จูงมือมู่เวยเวยเข้าไปภายในโรงละคร อยู่ที่นั่งด้านหน้าสุด เพิ่งจะหาชื่อของเขาและมู่เวยเวยเจอ ก็ได้พบกับคนสนิทที่ไม่ได้เจอกันนาน

“ประธานเย่ เวยเวย คาดไม่ถึงว่าจะได้บังเอิญเจอกัน”

เย่ฉ่าวเฉินได้ยินเสียงนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็หายไป เปลี่ยนเป็นสีหน้าที่ว่างเปล่าไร้ความรู้สึก “คุณหนานกงเฮ่า บังเอิญจริงๆ”

หนานกงเฮ่าจ้องมองเย่ฉ่าวเฉินอย่างลึกๆ นึกถึงเรื่องราวก่อนหน้า อดไม่ได้ที่จะมีความหวาดกลัวอยู่สักพัก จึงได้หันมามองไปที่มู่เวยเวย

“เวยเวย ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ” หนานกงเฮ่ามองความสวยงามอยู่แวบหนึ่ง วันนี้ผู้หญิงที่มา ไม่เพียงแต่แต่งหน้าสวยสดงดงามหรือปากแดงฉ่ำเหมือนเปลวเพลิง แต่ทว่าเธอไม่ได้ทา คล้ายกับดอกบัวหนึ่งดอก เพียงแค่ยืนอยู่อย่างนั้นก็สามารถทำให้คนหลงใหลได้

“ป้าง——”

หนานกงเฮ่าได้ยินเสียงเปลวไฟในใจของตัวเอง

หลังจากครั้งก่อนที่ถูกเย่ฉ่าวเฉินทำให้ตกใจนั้น หนานกงเฮ่าก็ตั้งใจว่าจะปล่อยมู่เวยเวยแล้ว เวลาที่อยู่ต่อหน้ากำลังจะตายจริงๆ เขาเพิ่งพบว่า ผู้หญิงก็เป็นเมฆลอยไม่อยู่กับที่ แต่ทว่าตอนนี้ เขาควบคุมตัวเองไม่ได้ที่อยากจะได้มู่เวยเวยมาครอบครอง แม้เพียงได้ใกล้ชิดกลิ่นหอมและความงาม ตราตรึงอยู่ในใจนั่นก็เพียงพอแล้ว

มู่เวยเวยไม่ได้รู้สึกอะไรไม่ว่าสิ่งใดกับหนานกงเฮ่ามานานแล้ว ถ้าหากวันนี้เขาไม่ได้อยู่ต่อหน้าเธอ ชาตินี้เธอก็อาจจะไม่ได้นึกถึงเขาขึ้นมา

“คุณหนานกงเฮ่า สวัสดี” มู่เวยเวยทักทายเขาอย่างเกรงใจ

แต่ทว่าหนานกงเฮ่าตั้งใจที่จะเปลี่ยนเรื่อง “เวยเวย ทำไมถึงพูดอย่างนั้น พวกเราก็เคยมีช่วงเวลาดีๆร่วมกันอยู่ช่วงหนึ่ง พูดเหมือนคนแปลกหน้าฉันรู้สึกเสียใจมาก”

คำพูดนั้นออกมา หน้าของเย่ฉ่าวเฉินก็เคร่งขรึมขึ้นอีก เขายังจิตใจชั่วร้ายไม่เปลี่ยนจริงๆ

มู่เวยเวยถูกเย่ฉ่าวเฉินฝึกฝนเรื่องหัวใจมาแข็งแกร่งมากพอสมควร คำพูดแบบนี้เธอไม่มีทางเอามาใส่ใจ สีหน้าไร้อารมณ์ “เคยมีช่วงเวลาดีๆ? คุณหนานกงเฮ่า สิ่งที่คุณทำก็ไม่ใช่เรื่องราวที่ดี”

หนานกงเฮ่าขมวดคิ้ว “เวยเวย ปากคุณพูดจากคล่องแคล่วตั้งแต่เมื่อไหร่? ผู้หญิงอ่อนโยนนิดหนึ่งถึงจะทำให้คนชื่นชอบ ผมคิดว่าคุณเย่เข้าใจความหมายนี้ดี”

เย่ฉ่าวเฉินยังไม่ได้ตอบ มู่เวยเวยยิ้มออกมาหนึ่งครั้งพูดว่า”คุณหนานกงเฮ่าพูดถูก ผู้หญิงต้องอ่อนโยนนิดหนึ่ง แต่ว่าฉันก็จะเป็นแม่คนแล้ว อ่อนโยนไม่อ่อนโยน ก็ไม่เป็นไร” เพราะฉะนั้น คุณหนานกงเฮ่าฉันจะเป็นแม่คนแล้ว คุณก็ไม่ต้องโหยหาฉันแล้ว

ภายในใจของหนานกงเฮ่าตื่นตระหนก “คุณ….ตั้งครรภ์แล้ว?”

เย่ฉ่าวเฉินพึงพอใจกับคำพูดของมู่เวยเวย ใช้มือโอบรอบเอวเธอแล้วพูดว่า “ใช่ ถึงเวลาเมื่อลูกของพวกเราครบหนึ่งเดือนต้องขอเชิญคุณหนานกงเฮ่ามาเป็นเกียรติ”

มือของหนานกงเฮ่าที่อยู่ในกระเป๋ากางเกงกำแน่น พูดอย่างคนฝืนยิ้มว่า”ตกลง ถึงเวลานั้นไปแน่นอน” หนานกงเฮ่ากัดฟันพูด หันหลังเดินไป

เหลือเพียงแค่สองคน มู่เวยเวยขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย รู้สึกกังวลใจบางอย่าง”เขาอย่าได้มีกลอุบายอะไรอีกเลย ลักษณะของฉันในตอนนี้…….”

เธอยังพูดไม่จบ เย่ฉ่าวเฉินพูดตัดบท “ไม่ต้องคิดมาก เธอดูแลลูกให้ดี เรื่องอื่นมีฉันอยู่ วางใจ ฉันไม่มีทางให้เขาเข้าใกล้เธอหนึ่งเมตร”

เย่ฉ่าวเฉินมองเงาของหนานกงเฮ่าที่ไกลออกไปนิ่ง ดูเหมือนว่าครั้งก่อน เขาสั่งสอนยังน้อยเกินไป หรือว่าเขาจะรักษาแผลหายแล้วลืมความเจ็บ?

เพียงแค่เย่ฉ่าวเฉินคาดไม่ถึง ในพื้นที่ที่เขามองไม่เห็น ยังมีอีกคนที่ใช้นามของแขกรับเชิญนั่งอยู่ด้านหลัง

………

หลังจากเกิดอุบัติเหตุเล็กๆขึ้น ดาราที่มาเดินพรมแดงด้านนอกก็ไปหมดแล้ว คนทยอยกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

เมื่อกี้ห้องโถงใหญ่ที่ยังกว้าง ก็มีการเบียดเสียดกันอย่างรวดเร็ว

มู่เวยเวยยืดคอขึ้นมองด้านหลังไม่หยุด ว้าว ที่แท้ก็มีดาราเยอะมาก หล่อมากสวยมากเลย

“เธอกำลังมองอะไร?”เย่ฉ่าวเฉินไม่เข้าใจอารมณ์ชื่นชอบดาราของเธอ

“มองผู้ชายหล่อ” มู่เวยเวยไม่ได้แกล้งพูด ช่วงเวลาที่ได้รับความไม่อ่อนโยนจากสายตาคนคนนั้น คนที่เธอชื่นชอบก็เข้ามาอยู่ในสายตาพอดิบพอดี

โอ้พระเจ้า มู่เวยเวยหายใจเร็วมาก เทพบุตรของเธอหล่อกว่าในนิตยสารมาก สูทสีแดงไวน์บวกกับโบว์หูกระต่าย หล่อจริงๆเลย อีกทั้งเวลาที่เขายิ้มออกมาอ่อนโยนมาก รู้สึกได้ถึงท้องฟ้าที่แจ่มใส

เย่ฉ่าวเฉินดูต่อไปไม่ไหวแล้ว จับใบหน้าเธอหันกลับมา บังคับให้เธอมองแค่หน้าเขา “มู่เวยเวย เช็ดน้ำลายด้วย”

“ไม่ง่ายเลยที่จะได้เห็นเทพบุตรของฉัน”

เย่ฉ่าวเฉินไม่เข้าใจ “เทพบุตร?”

“ก็คือดาราที่ชื่นชอบ ไม่ใช่ว่าเรื่องนี้คุณก็ยังไม่รู้อีกเหรอ?” มู่เวยเวยไม่ได้รู้สึกว่าพูดกระตุ้น มองใบหน้าของเย่ฉ่าวเฉินที่ไม่ดี ไฟกำลังลุกแล้วราดน้ำมัน พูดว่า”อ้อ ฉันลืมแล้ว คุณแก่แล้ว แน่นอนว่าไม่เข้าใจเรื่องนี้หรอก”

“มู่เวยเวย ปีนี้ฉันอายุ29ปี เธอพูดกับฉันให้ชัดเจน แก่ได้อย่างไร?” เย่ฉ่าวเฉินถามเสียงเข้มเต็มไปด้วยความรู้สึกไม่พอใจ

“แต่ว่า ปีนี้ฉันอายุ22ปี”

เย่ฉ่าวเฉินอึดอัดใจ นี่เธอพูดว่าเขาเป็นโคแก่แล้วกินหญ้าอ่อน? หรือว่าเธอไม่รู้ว่า ผู้ชายอย่างเขาผู้หญิงในสังคมอยากจะแย่งกันมาครอบครองมากมาย แต่ทว่าเธอไม่สนใจดูแลรักษา นึกไม่ถึงว่าธอจะไปหลงใหลดารา

อดทนแล้วอดทนอีก สมองก็พูดกลับอย่างมีเลศนัยว่า” ถ้าตอนบ่ายนี้เธอทำตัวน่ารักๆไม่ดื้ออยู่ข้างๆฉัน ฉันจะช่วยเอาลายเซ็นของเทพบุตรเธอมาให้” ก็ไม่ใช่แค่ดาราเหรอ ถึงอย่างไรก็ไม่มีทางคิดอะไรกับเธอ

มู่เวยเวยตาลุกวาวเป็นประกาย “ต้องการลายเซ็น กับถ่ายรูปคู่ด้วย”

“มู่เวยเวย! เธอไม่ต้องได้คืบจะเอาศอก”

“แค่รูปเดียว!” มู่เวยเวยยกนิ้วขึ้น ดวงตาสดใสแวววาวแฝงไปด้วยการอ้อนวอน เหมือนนกกระจอกหนึ่งตัว ขนล่วงมาโดนหัวใจเขาทำให้คัน

เย่ฉ่าวเฉินยากที่จะปฏิเสธ “ตกลง แต่ว่า เธอห้ามหันศีรษะกลับไปมองแล้ว”

“ตกลง ไม่มองแล้ว” มู่เวยเวยแอบดีใจ ในสมองรอเวลาที่จะถ่ายรูปคู่กับเทพบุตรในดวงใจ ควรจะยิ้มอย่างไร? ต้องมีท่าทางอะไรไหม? ต้องพูดคุยอะไร?

“มู่เวยเวย เธอต้องตื่นเต้นขนาดนั้นไหม?” เย่ฉ่าวเฉินพบเห็น มือที่เขาจับอยู่นั้นมีอาการสั่น อย่างนั้นไม่ใช่หนาว แต่เรียกว่ามีความสุข

มู่เวยเวยหายใจเข้าลึกๆปรับอารมณ์ สงบแล้วก็ค่อยถามว่า”หรือว่าคุณไม่มีดาราที่ชื่นชอบเหรอ?”

เย่ฉ่าวเฉินตอบกลับด้วยเสียงเย็นชา “ไม่มี ฉันเชื่อแค่ความสามารถของอำนาจกับเงิน”

นี่……………..

เอาเถอะ ฉันไม่ควรจะถามคำนั้นออกไป

แสงไฟสาดส่องไปที่หน้าเวที ทำให้ทั้งสองคนหยุดพูดคุยกัน หลังจากผลสรุปคำที่ยืดยาวผ่านไปก็เป็นการมอบรางวัล รางวัลผู้ประกอบการริเริ่มสร้างสรรค์ประจำปี รางวัลผู้ประกอบการพัฒนาประจำปี รางวัลนักแสดงที่ดึงดูดความสนใจเป็นต้น……….

มู่เวยเวยมองอย่างสดใสอิ่มเอิบ ผู้คนเหล่านี้ปกติเธอแค่ได้ยินชื่อเสียง นึกไม่ถึงว่าวันนี้จะได้เจอทั้งหมด

“เย่ฉ่าวเฉิน วันนี้คุณมาทำอะไร?” มู่เวยเวยหันศีรษะกลับไปถามเขาเบาๆ ก็ไม่เห็นเขารับรางวัล ก็ไม่เห็นเขามอบรางวัล นอกจากทำธุรกิจร่วมกับนิตยสารแฟชั่น เขาสามารถให้รองผู้บริหารมาแทนได้

เย่ฉ่าวเฉินหันศีรษะมองใบหน้าสีแดงระเรื่อน่ารักของเธอ พูดว่า “เธอไม่ใช่บอกว่าเบื่อเหรอ?ฉันออกมาผ่อนคลายจิตใจเป็นเพื่อน”

ก้นบึ้งหัวใจของมู่เวยเวยกระตุก จ้องมองดวงตาคู่สีน้ำเงินของเขาลึก ในนั้นมีแสงดาวทอประกายอยู่หนึ่งดวง

“อ้อ อย่างนั้นก็ขอบคุณนะ” มู่เวยเวยแกล้งทำเหมือนใจสงบนิ่ง หันศีรษะกลับลงมองฝั่งที่แสงไฟสาดส่องที่กำลังสนุกครึกครื้น พระเจ้า เย่ฉ่าวเฉินไม่ต้องใช้เวลานี้แหย่เธอได้ไหม? โดยพื้นฐานเธอก็ไม่ได้อยากให้เขามาแหย่อยู่แล้ว

พิธีกรชื่อดังถือแผ่นการ์ดพูดอย่างตื่นเต้นว่า”สุดท้าย วันนี้พวกเรามาดูกันว่าผู้ที่ได้รับรางวัลผู้ขึ้นปกหนังสือประจำปีนี้คือท่านไหน? ตอนนี้ดิฉันตื่นเต้นมาก เพราะว่าดิฉันเพิ่งจะดูชื่อมา คนคนนี้เป็นนักแสดงที่ดิฉันชื่นชอบมาก หน้าจอโทรทัศน์ในปีนี้ เขามีความสำเร็จที่โดดเด่นมาก……..”

มู่เวยเวยฟังคำพูดที่ภูมิใจของพิธีกรแล้ว ใบหน้าและมือสวยงามเสียงดังฟังชัด พิธีกรพูดก็ไม่ใช่ว่าเทพบุตรของเธอเหรอ?

ความคิดนี้กำลังเกิดขึ้นมา ได้ยินพิธีกรด้านบนพูดว่า “ให้พวกเรายินดีกับ ผู้ขึ้นปกหนังสือประจำปีนี้ คือหวางเจียข่าย”

“ว้าว——”มู่เวยเวยร้องดีใจเสียงดังอย่างควบคุมตัวเองไม่ได้ ปรบมือยินดีอย่างสุดชีวิต

มีความสุขจัง มีความสุขมากกว่าตัวเองสอบได้ที่หนึ่งอีก

คุณหวางเดินขึ้นเวทีอย่างสง่างาม รับรางวัลแล้วก็มองอีก พูดคำขอบคุณที่ตัวเองได้รับรางวัล

มู่เวยเวยอาการเหมือนสาวน้อยที่กำลังหลงใหล เธอยังไม่ได้มีวันนี้ที่ได้มองเทพบุตรในระยะใกล้ ไม่เสียแรงแม้แต่น้อยนิดทั้งหมดคือทิวทัศน์จริงๆ

“มู่เวยเวย เช็ดน้ำลายของเธอด้วย” เย่ฉ่าวเฉินพูดอย่างไม่มีความสุข

มู่เวยเวยไม่ได้ตอบรับกลับมา ยังใช้มือลูบไปมาที่มุมปาก คนข้างกายอย่างเย่ฉ่าวเฉินถูกเธอทำให้ยิ้มออกมา เขารู้สึกเสียใจภายหลัง เดิมทีเขาไม่ควรพาเธอมาสถานที่เช่นนี้ ก็สามารถขจัดความหลงใหลของเธอออกไปได้อย่างสิ้นเชิง

หลังจากการมอบรางวัลเสร็จสิ้นแล้ว ใจกับสายตาคู่นั้นทั้งหมดมีแต่เทพบุตรของเธอ เร่งรัดให้เขาไปขอลายเซน” คุณเพิ่งจะพูดนะ รีบไปๆอีกสักพักเขาจะไปแล้ว”

เย่ฉ่าวเฉินหมดคำที่จะพูด “เธอรออยู่ที่นี่ ฉันจะไปถามดู”

“ตกลงๆๆ”

เย่ฉ่าวเฉินก้าวยาวๆไปข้างหน้า พอดีกับหวางเจียข่ายกำลังคุยอยู่กับเพื่อนนักแสดง มองเห็นเขาเดินมาก็ได้หยุดการพูดคุยลง

“คุณหวาง สวัสดีครับ ผมเย่ฉ่าวเฉิน ผู้บริหารของเย่ฮวางอินเตอร์เนชั่นแนล”

หวางเจียข่ายยื่นมือมาจับกับเขา ยิ้มอย่างอบอุ่น พูดว่า”สวัสดีครับท่าน ได้ยินชื่อเสียงมานานวันนี้ได้เจอตัวจริงแล้ว ”

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset