วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 199 เธอถูกลักพาตัว

“เข้าใจแล้ว”

เมื่อนั่งอยู่ในรถ เย่ฉ่าวเฉินก็รู้สึกว่าขมับตัวเองกระตุก กดเอาไว้ไม่อยู่

มู่เวยเวยถูกจับเข้าไปในรถตอนเวลาบ่ายสามโมงสี่สิบนาที ตอนนี้สามทุ่มกว่าแล้ว หกชั่วโมงผ่านไป มันเพียงพอที่จะพาเธอไปได้ทุกที่

เขาบังคับตัวเองให้สงบลงและพยายามหาตำแหน่งของเธอ ดวงตาเขาเกือบจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง แต่ก็ยังไม่รู้สึกถึงลมหายใจของเธอแม้แต่น้อย

ตอนนี้ เขาคาดว่ามู่เวยเวยคงจะถูกลักพาตัวไป ลักพาตัวก็หมายความว่าโจรลักพาตัวจะต้องติดต่อเขาหรือไม่ก็ฉู่ซวน แบบนี้ชีวิตของเธอก็จะยังปลอดภัย แต่ถ้าพวกเขาพาเธอออกไปจากเมือง A และขายไปยังสถานที่ใดที่หนึ่ง……

เย่ฉ่าวเฉินไม่สามารถคิดต่อไปได้ เขารู้สึกเหมือนว่าตัวเองกำลังจะพังทลายลง

ตอนบ่ายวันนี้ ตอนที่เธอมาหาเขา เขาควรจะบังคับให้เธออยู่ในห้องทำงาน แบบนี้ ก็คงจะไม่เกิดเรื่องแบบนี้ขึ้นมาตามหลัง

เขาไม่เคยกังวลขนาดนี้มาก่อน เมื่อก่อนตอนที่มู่เวยเวยทิ้งหรือหายไป ก็เป็นเพราะเธอเลือกที่จะไปเอง เขาเข้าใจดี ชีวิตของเธอไม่ได้ถูกคุกคาม แต่ในครั้งนี้ไม่เหมือนกัน เธอถูกจับตัวไป จากพฤติกรรมที่หยาบคายของผู้ชายทั้งสองแล้ว พวกมันต้องไม่สุภาพกับเธอแน่

เวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้าราวกับจะหยุดนิ่ง ตรงข้ามกับอารมณ์ที่วิตกกังวลของเย่ฉ่าวเฉิน

คนขับรถหยิบแฮมเบอร์เกอร์ออกมาจากกระเป๋าและส่งให้กับเย่ฉ่าวเฉิน เขาพูดด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณชาย คุณตามหามาทั้งคืนแล้วยังไม่ได้กินอะไรเลย กินนี่รองท้องก่อนเถอะ”

เย่ฉ่าวเฉินหลับตาส่ายหัว ไม่มีอารมณ์กิน ตอนนี้ในใจเขาเต็มไปด้วยมู่เวยเวย จะมีอารมณ์ที่ไหนมากินข้าว

คนขับรถเอาแฮมเบอร์เกอร์เก็บใส่ถุงไปอย่างเงียบๆ และถามเขาว่า “คุณชาย ตอนนี้พวกเราจะไปที่ไหน ?”

เย่ฉ่าวเฉินหยุดชั่วขณะ “ไปซอยถวนเจี๋ย ฉันอยากจะเห็นด้วยตาตัวเอง”

คนขับรถนึกถึงตำแหน่งของซอยถวนเจี๋ย และสตาร์ทรถไป เมื่อขับรถไปได้ไม่ถึงห้านาที จางเห่อก็โทรศัพท์มา

“คุณชาย ในซอยถวนเจี๋ยมีรถสีดำไม่มีทะเบียนจดอยู่ ด้านในไม่มีคนอยู่ ใช่รถที่ลักพาตัวคุณฉู่รึเปล่าครับ ?”

เย่ฉ่าวเฉินใจเต้นรัว “รถคันนั้นแหล่ะ คุณลองดูว่าในนั้นยังมีของอะไรอีกไหม ฉันจะไปเดี๋ยวนี้”

เมื่อคนขับรถได้ยินคำพูดของเขา ไม่รอคำสั่ง ก็รีบเร่งความเร็วรถ

ในเวลานี้จราจรบนท้องถนนปลอดโปร่ง รถคานเยนน์สีดำขับอยู่บนถนนด้วยความเร็ว ใช้เวลาเพียงสิบกว่านาที ก็มาถึงซอยถวนเจี๋ย

จางเห่อและพวกอีกสองสามคนมาต้อยรับ “คุณชาย รถอยู่ทางนั้น พวกเราทุบประตูรถแล้ว ด้านในไม่มีของอะไร แต่ดูเหมือนว่าข้างหลังจะมีการทะเลาะกัน”

เย่ฉ่าวเฉินหยุดฝีเท้าลงสองสามวินาที จากนั้นก็เร่งฝีเท้าเดินไปที่รถที่อยู่ด้านหน้า

ในซอยมีเพียงแสงไฟสลัวจากถนน จางเห่อหยิบไฟฉายส่องไปที่ด้านหลังของรถ เย่ฉ่าวเฉินเห็นรอยเท้ายุ่งเหยิงบนแผ่นรองสีดำ และยังเป็นร่องรอยรองเท้าส้นสูง

นี่น่าจะเป็นรอยเท้าของมู่เวยเวย บ่ายวันนี้ในตอนที่เธอมาหาเขา เธอสวมรองเท้าส้นสูง

เย่ฉ่าวเฉินจ้องมองไปตามไฟ ในใจก็บีบแน่นราวกับศีรษะถูกกระแทกอย่างแรง เพราะเขาเห็นเลือดสีแดงสดสองสามหยด นอกจากนั้นยังมีเส้นผมสีดำยาวหล่นอยู่อีกสองสามเส้น

พวกมัน ลงมือทำร้ายเธอ ?

เย่ฉ่าวเฉินกำหมัดทุบเบาะอย่างแรง แต่กลับไม่มีความรู้สึกเจ็บ

ไอ่ชั่ว ไอ่เลว !

คนที่เป็นดวงใจของฉัน เป็นคนที่พวกคุณสามารถรังแกได้เหรอ ? ถ้าจับพวกมันได้ ฉันจะสับมันให้เละและโยนให้สุนัขกิน

เย่ฉ่าวเฉินออกมาจากรถ ใบหน้าเยือกเย็นราวกับหยดน้ำแข็งจะออกมา “หนานกงเฮ่าล่ะ ? วันนี้เขาอยู่ที่ไหน ?”

“วันนี้เขาทำงานที่บริษัททั้งวัน ในช่วงระยะเวลานี้ไม่มีการเคลื่อนไหวที่แปลก หลังจากเลิกงานวันนี้ เขาก็ตรงกลับไปที่คฤหาสน์หนานกง กินข้าวกับพ่อแม่ และตอนนี้น่าจะยังคงอยู่ที่คฤหาสน์”

เย่ฉ่าวเฉินถามขึ้นด้วยความสงสัย “กลับบ้านกินข้าว ? เขาเป็นคนดีแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ ?”

จางเห่อก็สงสัยผลการตรวจสอบ จึงไปตรวจสอบหาเหตุผลเพิ่มเติม

“ไม่กี่วันก่อน หนานงเฮ่าและนางแบบคนหนึ่งอยู่ด้วยกันในอพาร์ตเม้นต์ ถูกท่านหนานกงจับได้ ท่านหนานกงเกลียดที่เขาอยู่กับพวกนางแบบและนักแสดง จึงสั่งให้หนานกงเฮ่าเข้างานและเลิกงานอย่างตรงเวลา”

ในใจของเย่ฉ่าวเฉินก็คิดไปเอง หรือว่าเรื่องนี้มันจะไม่เกี่ยวข้องกับเขา ?

นอกจากนี้ เขายังทุ่มเทประสบการณ์ทั้งหมดให้กับการทำธุรกิจในปีนี้ โดยแทบจะไม่ได้ติดต่อกับผู้คนเลย ศัตรูที่ควรกำจัดก็กำจัดออกไปแล้ว ยังมีใครที่จะออกมาอีก ?

“จางเห่อ ส่งรูปฉู่เหยียนให้คนแถวหน้าสองสามคน ในตอนที่พวกเขารับคนเข้ามาใหม่ ต้องดูลักษณะให้ชัดเจน”

“คุณชาย คุณหมายความว่า……”

“ดำรงตนอยู่บนความไม่ประมาท”

“เข้าใจแล้ว”จางเห่อเดินไปโทรศัพท์ เย่ฉ่าวเฉินก็ยืนอยู่ใต้แสงไฟ โดยไม่มีร่องรอยของความอบอุ่น

ในคืนนั้น เย่ฉ่าวเฉินไม่ได้กลับคฤหาสน์ แต่หลังจากติดต่อฉู่ซวน เขาก็มาคฤหาสน์ที่มู่เวยเวยเคยอาศัยอยู่ หลังจากมู่เวยเวยไปอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลเย่ ฉู่ซวนก็ย้ายเข้ามา

ฉู่ซวนเปิดประตูให้เขา สายตาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้าและกังวล ทั้งสองมองตากันอย่างเงียบๆไม่พูดอะไร นั่งอยู่บนโซฟารอฟังข่าว

อิทธิพลของเย่ฉ่าวเฉินในเมือง A นั้นกว้างขวางมาก จนถึงนอกจากหารถเจอแล้ว เบาะแสอะไรก็ไม่มีอีกเลย ราวกับมู่เวยเวยหายไปในอากาศ

“ตอนนี้คุณมีความคิดอะไรไหม ? ”ฉู่ซวนหยิบเบียร์เย็นๆออกมาจากตู้เย็นสองกระป๋อง และส่งให้เย่ฉ่าวเฉิน

“แกร๊ก——”เย่ฉ่าวเฉินดึงเปิดฝา เขาจิบเบียร์และของเหลวเย็นๆก็ไหลลงคอ กระตุ้นทุกเซลล์ในตัวเขา

“ยังไม่มี” เขาพูด

ฉู่ซวนทรุดตัวลงโซฟาอีกตัวด้วยความกังวล “พวกเราแค่จะนั่งรออยู่ที่นี่เหรอ ?”

“คนของฉันกำลังหาอยู่ข้างนอก ตำรวจก็กำลังตรวจสอบทางแยกต่างๆ แต่ฉันมีลางสังหรณ์ว่า อีกฝ่ายจะติดต่อมาหาพวกเรา”

ฉู่ซวนถอนหายใจ หวังว่าเป็นอย่างนั้น “ขอให้พระเจ้าอวยพรให้อาเหยียนปลอดภัย”

ในคืนที่เงียบสงัด ผู้ชายทั้งสองคนไม่มีความรู้สึกง่วงแม้แต่น้อย แต่ในตอนใกล้สว่าง ทั้งสองถึงเริ่มง่วงละผลอยหลับไปครู่หนึ่ง

เสียงเรียกเข้าทำลายความเงียบสงัดภายในห้อง ฉู่ซวนและเย่ฉ่าวเฉินสะดุ้งตื่นขึ้นมา ฉู่ซวนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดู ก็พบว่าเป็นเบอร์แปลกๆโทรเข้ามา

เขามองไปที่เย่ฉ่าวเฉิน และเลื่อนมือลงไปกดปุ่มรับ

“ฮัลโหล นั่นใคร ?”

“ นั่นใช่คุณฉู่ไหม ? ”เสียงที่ดูเบื่อหนายของผู้ชายดังขึ้นมา

“ฉันเอง คุณเป็นใคร ?”

“น้องสาวของคุณชื่อฉู่เหยียนใช่ไหม ?”

ฉู่เหยียนและเย่ฉ่าวเฉินสบตากัน เอาโทรศัพท์ออกห่างจากหูและกดโฟนเสียง

“น้องสาวฉันชื่อฉู่เหยียน ใช่คุณรึเปล่าที่ลักพาตัวเธอ?”

“โอ้ ฉันแค่อยากรู้ว่าฉันไม่ได้จับตัวมาผิด นังตัวเหม็นนี่ไม่ยอมพูดอะไร ยังบอกว่าเธอไม่ใช่ฉู่เหยียน”

ท่าทีของฉู่ซวนเปลี่ยนไปมา รีบตะโกนไปว่า “คุณอยากได้อะไรฉันจะให้คุณ แต่อย่างทำร้ายเธอ”

“เฮ้ ฉันรู้ว่าตระกูลฉู่ของพวกคุณมีเงิน แต่ว่า ฉันไม่ต้องการเงิน”

“ถ้าอย่างนั้นคุณต้องการอะไร ?”

“ถ้าหากฉันเดาไม่ผิด ตอนนี้ เย่ฉ่าวเฉินจากเย่ฮวางกรุ๊ปคงจะอยู่ข้างๆคุณ”

เย่ฉ่าวเฉินพูดอย่างเย็นชา “ฉันเองเย่ฉ่าวเฉิน”

อีกฝ่ายหัวเราะออกมาอย่างชั่วร้าย “ดูเหมือนว่าฉันจะเดาไม่ผิด ฉันอยากใช้ฉู่เหยียนแลกกับของบางอย่างในมือคุณ”

“คุณต้องการอะไร ?”

“แน่นอนว่าคือของที่ล้ำค่าที่สุดของตระกูลเย่ของพวกคุณ”

เย่ฉ่าวเฉินขมวดคิ้ว “บริษัทของตระกูลเย่เหรอ ?”

“ฮ่าฮ่าฮ่า ฉันจะเอาบริษัทไปทำไม ? ฉันทำธุรกิจก็ไม่เป็น ”ชายคนนั้นลดเสียงลงและพูดว่า “ของที่พ่อแม่ของคุณให้ไว้ก่อนตายล่ะ ? เอาสิ่งนั้นมาแลก”

ใจของเย่ฉ่าวเฉินเต้นอย่างแรง “ฉันไม่รู้ว่าคุณกำลังพูดถึงอะไร”

“ประธานเย่ คนตรงไม่พูดความลับ คุณไม่ต้องมาแสร้งโง่ต่อหน้าฉัน ในตอนที่พ่อแม่คุณตามหาสมบัติ แต่ไปหามาหลายที่ มีสมบัติล้ำค่าที่ทุกคนหาด้วยกัน พวกคุณตระกูลเย่ต้องการที่จะเป็นผู้ครองครองมัน มันจะเห็นแก่ตัวเกินไปรึเปล่า ?”

ก่อนหน้านี้มีเพียงไม่กี่คนที่รู้เรื่อง หรือว่าฝ่ายตรงข้ามก็เคยมีส่วนร่วมในการตามล่าหาสมบัติด้วย ?

“เป็นยังไง จะยอมรับไหม ?”

เย่ฉ่าวเฉินไม่ตอบคำถามของพวกมัน เขากังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ของมู่เวยเวยมากกว่า “ฉู่เหยียนล่ะ ? ให้เธอพูดสาย ไม่อย่างนั้นฉันจะรู้ได้อย่างไรว่าสิ่งที่คุณพูดเป็นจริงรึเปล่า ?”

“ตกลง รอสักครู่” เสียงฝีเท้าของชายคนนั้นดังออกมาจากโทรศัพท์ จากนั้นไม่กี่วินาที ก็ได้ยินมันพูดว่า “หญิงสาว ตื่นขึ้นมา บอกพี่ชายคุณและประธานเย่ว่าคุณยังมีชีวิตอยู่”

เย่ฉ่าวเฉินกับฉู่เหยียนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธ แต่มู่เวยเวยก็ไม่พูดอะไรออกมา

“นังตัวเหม็น พูดสิ เชื่อไหมว่าฉันฆ่าคุณให้ตายได้”ชายคนนั้นตะโกนอย่างรุนแรง

“ไอ่เลว ไปให้พ้น ”มู่เวยเวยตะโกนออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง มันกระทบจิตใจของเย่ฉ่าวเฉิน จนตาของเขาแดงจนแทบจะเป็นเลือดแล้ว

“ได้ยินรึยัง ตอนนี้คงจะเชื่อแล้วสินะ”

ฉู่ซวนกำลังจะพูด แต่ก็ถูกเย่ฉ่าวเฉินหยุดไว้ เขาพยายามระงับความโกรธของตัวเองและพูดว่า “มีคนตั้งมากมายที่เสียงคล้ายกัน ฉันไม่เชื่อ ถ่ายรูปส่งมาให้ดู ฉันต้องการเห็นเธอด้วยตาของฉันเอง ”

“ให้ตายสิ ฉันว่าคุณคงไม่เป็นห่วงผู้หญิงคนนี้เท่าไหร่สินะ”

“ใช้สมบัติล้ำค่ามาแลกกับผู้หญิงคนหนึ่ง หรือว่าฉันไม่สามารถตรวจสอบสินค้าก่อนได้ ? ใครจะรู้ว่าคุณไม่ได้กำลังหลอกฉัน ? คุณคิดว่าเย่ฉ่าวเฉินคนนี้โง่รึไง ?”

“ได้ ฉันจะถ่ายรูปส่งให้คุณตอนนี้”

ได้ยินเสียง “แชะ ”ในโทรศัพท์ของฉู่ซวนก็มีรูปหนึ่งส่งเข้ามาในข้อความ ทันทีที่เห็นรูปถ่าย เย่ฉ่าวเฉินก็โกรธมากและตะโกนออกไปว่า “ถ้าคุณขยับนิ้วไปแตะเธออีกแม้แต่นิดเดียว ฉันจะฆ่าคุณ”

ในภาพ มู่เวยเวยถูกมัดมือนั่งอยู่บนพื้น ผมยุ่งเหยิง มุมปากมีเลือดซิบ เธอมองไปที่คนถ่ายด้วยสายตาที่ดุร้าย ยังดีที่เสื้อผ้าของเธอยังเรียบร้อย น่าจะไม่ได้รับอันตรายใดๆ

“เหอะเหอะ เย่ฉ่าวเฉิน ฉันก็ไม่มีทางเลือก ใครบอกให้เธอไม่พูดล่ะ ? สิ้นเสียงชายคนนั้น ก็ได้ยินเสียงมู่เวยเวยตะโกนขึ้นมา เย่ฉ่าวเฉินอย่าให้เขา……ปิดปากของเธอซะ ”

ความโกรธของเย่ฉ่าวเฉินใกล้ถึงขีดสุดแล้ว “ตกลง ที่ไหน เวลาไหน ?”

“ตอนเช้าจะชดชื่นแค่ไหน ? บ่ายสองโมงวันนี้ เส้นแบ่งเขตระหว่างเมือง A และเมือง S จะมีแม่น้ำเล็กๆอยู่ที่นั่น พวกเราจะรอคุณอยู่ที่นั่น จำไว้ว่า อย่าแจ้งตำรวจ หรือเล่นตุกติกอะไร เพราะมีสายตานับไม่ถ้วนจ้องมองคุณ และแน่นอนว่าก็มีปืนนับไม่ถ้วนด้วยเช่นกัน ถ้าหากว่าคุณไม่อยากโดน ก็อย่าพยายามเล่นตุกติก”

“ฉันรับปากคุณ แต่ว่า อย่าแตะเธอแม้แต่ปลายเล็บ ไม่อย่างนั้นฉันก็จะทำลายแผนที่ขุมทรัพย์ ไม่ว่าใครก็อย่าคิดจะได้ไป” เย่ฉ่าวเฉินกัดฟันพูด

“ไม่ต้องกังวล คุณรับปากฉันแล้ว ฉันจะปฎิบัติกับคุณฉู่อย่างดีแน่นอน”

หลังจากวางสาย เย่ฉ่าวเฉินก็ลุกขึ้นเตรียมออกไป แต่ก็ถูกฉู่ซวนรั้งไว้

เย่ฉ่าวเฉินสะดุ้ง“ ฉู่ซวน คุณจะทำอะไร ?”

ฉู่ซวนสีหน้าลังเล “คุณคิดดีแล้วใช่ไหม ?”

“ไร้สาระ หรือว่าจะให้ฉันทนเห็นอาเหยียนตายไปเหรอ ?”เย่ฉ่าวเฉินพยายามระงับไฟในใจและไม่ระเบิดใส่เขาในเวลานี้

“แต่………” ฉู่ซวนพูดเหตุผลไม่ออก

เย่ฉ่าวเฉินสะบัดมือเขาออก “ฉู่ซวน ฉู่เหยียนเป็นน้องสาวของคุณ เป็นคนที่ฉันรัก ฉันต้องช่วยเธอ ไม่ว่าต่อไปจะเกิดอะไรขึ้น สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้คือให้เธอปลอดภัยกลับมา แผนที่ขุมทรัพย์อะไรนั่น ฉันก็ไม่ได้หายากด้วยซ้ำ”

เย่ฉ่าวเฉินเข้าใจความลังเลของฉู่ซวน มู่เวยเวยกลับมาข้างกายเขา เพราะว่าแผนที่ขุมทรัพย์แผ่นนี้ ถ้าหากมีอีกกลุ่มหนึ่งเข้ามา ถ้าอย่างนั้นลูกจะเป็นยังไง ?

แต่ว่าตอนนี้ ไม่ว่าเขาจะยุ่งไม่ได้มากนัก แค่คิดภาพมู่เวยเวยจะทุกข์ยาก เขาก็เหมือนถูกมีดกรีดภายในใจ

“คุณคิดดีแล้ว ?”ฉู่ซวนจ้องมองไปที่เขาอย่างลึกซึ้ง

“ฉู่ซวน คุณเป็นพี่ชายของฉู่เหยียน คุณรู้ตัวไหมว่าคุณพูดอะไรออกมา ?”

ทั้งสองจ้องมองกันอย่างเงียบๆ มีเพียงลมหายใจที่ปะทะกันอยู่กลางอากาศ ทันใดนั้นก็เหมือนเปลวไฟปะทะออกมา ท้ายที่สุดฉู่ซวนก็ยอมและพูดว่า “ผมก็จะไปกับคุณด้วย ผมจะเป็นคนขับรถให้คุณ”

เย่ฉ่าวเฉินไม่ได้ปฎิเสธ ทั้งสองคนเดินลงไปข้างล่างบคฤหาสน์เย่ด้วยกัน

คันเร่งของเย่ฉ่าวเฉินเหยียบมิด ผ่านไฟแดงไปสี่ห้าอัน และเกือบจะชนท้ายรถอีกสองสามคัน แต่เขาก็จับพวงมาลัยแน่น สายตาเขาก็แสนจะเย็นชา ฉู่ซวนนั่งขาดเข็มขัดนิรภัยอยู่ข้างๆอย่างเงียบๆ เขาไม่อยากให้น้องสาวของเขาตายในเงื้อมมือของเย่ฉ่าวเฉินก่อนที่จะได้รับความช่วยเหลือ

เย่ฉ่าวเฉินนึกขึ้นได้ว่าจางเห่อยังอยู่ข้างนอก จึงโทรศัพท์ออกไป “ให้พวกลูกน้องถอยกลับไป ไม่ต้องหาแล้ว”

จางเห่อประหลาดใจ “คุณชาย คุณพบคุณฉู่แล้ว ?”

“ฝ่ายนั้นโทรมา ตอนบ่ายฉันจะไปรับเธอ ให้ทุกคนไปพักผ่อนเถอะ ยุ่งมาทั้งคืนแล้ว”

น้ำเสียงของเย่ฉ่าวเฉินดูเรียบ แต่จางเห่อก็ฟังออก เจ้านายดูลุกลี้ลุกลน

“คุณชาย ผมจะพาคนของเราไปกับคุณด้วย”

“ไม่ต้องแล้ว ฉันทางนี้ถ้าคนไปเยอะแล้วจะขวางทาง” เย่ฉ่าวเฉินพูดอย่างมีชั้นเชิง

จางเห่อเข้าใจความหมายทันที ที่เย่ฉ่าวเฉินพูดก็คือเขาอาจจะใช้พลังพิเศษ เรื่องนี้ถ้าคนยิ่งรู้มาก ก็จะยิ่งเป็นอันตรายกับเย่ฉ่าวเฉิน

“แต่ว่าคุณชาย ผมเป็นห่วงคุณ ”จางเห่อยืนกราน

“มีอะไรที่ต้องเป็นห่วง ? เอาล่ะ เอาตามนี้ก่อน ฉันวางสายล่ะ” เย่ฉ่าวเฉินพูดจบก็กดตัดสาย

ฉู่ซวนยังอยู่ข้างที่นั่งคนขับดูสถานการณ์ ในสายตาซ่อนไปด้วยความกังวล

เขาไม่ได้คาดหวังว่าเรื่องทั้งหมดจะมาถึงขั้นนี้ ทุกอย่างเกินความควบคุมของเขา

รถจอดอยู่ที่ข้างล่างคฤหาสน์ เย่ฉ่าวเฉินรีบวิ่งเข้าไปในบ้านจนแทบจะไม่ทันทักพ่อบ้านหวัง และรีบไปที่ห้องนอน

ที่มุมห้องแต่งตัวมีตู้เซฟที่มู่เวยเวยเคยตกใจว่าไม่มีรหัสผ่านในตอนนั้น ตอนนี้มีรหัสแล้ว นั่นก็คือวันแต่งงานของเขากับมู่เวยเวย

เมื่อหมุนตัวเลขให้ถูกต้อง ตู้เซฟก็ดัง แกร๊ก เปิดออกมา ข้างในนอกจากจะมีกองเงินแล้ว ด้านบนสุดยังใส่ม้วนหนังแกะเก่าที่ชำรุดวางอยู่

สถานที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด ตู้เซฟนี้มู่เวยเวยเคยแตะมาแล้ว เธอจะไม่แตะมันอีก แน่นอนว่าเธออาศัยในคฤหาสน์ตระกูลเย่มาเป็นเวลานาน แต่ก็ไม่เคยคิดจะมาดูตู้เซฟที่โดดเดี่ยวอันนี้

หยิบม้วนหนังแกะออกมาดู ชั้นล่างไม่มี แต่เขากลับหันขึ้นไป เข้าไปที่ห้องหนังสือบนชั้นสาม

เมื่อเขาลงมา เย่ฉ่าวเฉินก็เก็บปืนพกที่บรรจุกระสุนไว้ที่เอวของเขา และส่งปืนอีกกระบอกให้ฉู่ซวน ราวกับว่าให้แอปเปิ้ลกับเขา ฉู่ซวนถือปืนดวงตาของเขาหนักอึ้ง “สู้เป็นไหม ?”

เย่ฉ่าวเฉินตะคอกออกมา สู้ไหม ? ฉันแทบรอไม่ไหวที่จะสับคนพวกนั้นเป็นชิ้นๆ

“คุณสามารถลือกที่จะยอมแพ้ในตอนนี้” เย่ฉ่าวเฉินรู้ความจริงอยู่แล้ว ดังนั้นเขาเข้าใจ ฉู่ซวนไม่มีทางรับผิดชอบในความเสี่ยงทุกๆอย่าง

แต่ใครจะรู้ว่าฉู่ซวนพูดอย่างใจเย็น“ ผมในตอนนี้เป็นคนขับรถของคุณ ผมจะส่งคุณให้ถึงที่หมายอย่างปลอดภัย”

เย่ฉ่าวเฉินพยักหน้าให้เขา ในขณะที่กำลังจะขึ้นรถจางเห่อก็วิ่งมาด้วยความรีบร้อน และไปทางที่นั่งคนขับ “คุณชาย ผมก็จะไปด้วย ผมเป็นห่วงจริงๆ มีคนเพิ่มอีกหนึ่งก็จะยิ่งปลอดภัยมากขึ้น”

“จางเห่อ คุณไม่ฟังคำพูดฉันแล้วเหรอ ? ”เย่ฉ่าวเฉินามอย่างรวดเร็ว

จางเห่อรีบก้มหน้าไม่กล้าพูดอะไรออกมา

เย่ฉ่าวเฉินมองไปที่ลูกน้องที่อยู่กับตัวเองมาเป็นสิบปีด้วยสายตาเย็นชา เขาไม่รู้ว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร แต่ว่า เขาไม่อยากส่งจางเห่อไปตาย

“จางเห่อ ถ้าหากว่าคุณอยากช่วยฉันจริงๆ ก็ทำงานที่สั่งไปก่อนหน้าให้เสร็จเรียบร้อย”

“ครับ คุณชาย ผมทราบแล้ว”จางเห่อดูอ่อนลงทันที ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับพวกเพื่อนของฉู่ซวน จางเห่อให้เยี่ยอิงไปฮ่องกง แต่จนถึงตอนนี้ก็ยังตรวจสอบหาหลักฐานอะไรไม่ได้ สิ่งนี้มันทำให้เขาเฉยชามาก

ตอนนี้เป็นเวลาสิบโมงเช้า ถ้าขับรถไปยังสถานที่ที่ฝ่ายนั้นกำหนดต้องใช้เวลาอย่างต่ำประมาณสามชั่วโมง ดังนั้นออกเดินทางเวลานี้ดีที่สุด

“จางเห่อ เรียนคุณหมอหานมาเตรียมพร้อมด้วย”

“ครับ”

เย่ฉ่าวเฉินส่งสัญญาณไปยังฉู่ซวน ทั้งสองปิดประตูรถ และคาเยนน์ก็หายออกไป

เมื่อมาถึงทางเข้าร้านอาหารในใจกลางเมือง ฉู่ซวนก็หยุดรถ เย่ฉ่าวเฉินตกตะลึง และถามว่า “คุณหยุดรถที่นี่ทำไม ?”

“ลงรถ หาอะไรกินหน่อย ตั้งแต่เมื่อคืนจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย ผมไม่อยากเห็นคุณณหมดแรงและล้มเหลวตอนช่วยอาเหยียน”

เย่ฉ่าวเฉินมองเขาด้วยสายตาดุดัน ถึงเวลาขนาดนี้แล้ว เขายังจะมีอามรณ์กินข้าวอีก

“ผมรู้ว่าในใจคุณคิดอะไรอยู่ แต่หลักการของผมคือ ไม่ทำเรื่องที่ขาดทุน ไป กินสองสามคำ ให้ท้องอิ่ม ใจจะได้รู้สึกมั่นคงขึ้น”

เย่ฉ่าวเฉินไม่อยากเสียเวลา จึงลงรถตามเขาเข้าไปในร้านก๋วยเตี๋ยวเนื้อ

“ก๋วยเตี๋ยวเนื้อสองถ้วย ถ้วยหนึ่งใส่พริก อีกถ้วยหนึ่งไม่ใส่ รีบหน่อยนะ พวกเรากำลังรีบ” ฉู่ซวนพูดกับเจ้าของร้าน

“โอเค ทั้งสองเชิญนั่งก่อน ก๋วยเตี๋ยวเนื้ออีกเดี๋ยวก็ได้แล้ว”

เย่ฉ่าวเฉินมองไปที่ฉู่ยวนที่ดูสงบนิ่ง และหัวเราะเยาะว่า ฉู่ซวน ทำไมฉันถึงคิดว่าคุณไม่แม้แต่จะเป็นห่วงความเป็นความตายของอาเหยียนเลยล่ะ ?

ฉู่ซวนชะงักลง มีเหรอ ?

“ประธานเย่ ฮ่องกงกับเมือง A ไม่เหมือนกัน พูดตามจริง ตระกูลฉู่ของพวกเราเจอเรื่องแบบนี้มาเยอะ ท้ายที่สุดก็ให้เงินเพื่อปล่อยคน ดังนั้นผมจึงไม่กังวลเท่าคุณขนาดนั้น แต่ก็ไม่ใช่ว่าผมไม่สนใจอาเหยียน เธอเป็นน้องสาวที่ผมรักมากที่สุด ผมจะไม่กังวลได้อย่างไร”

เย่ฉ่าวเฉินไม่สนใจเรื่องไร้สาระของเขา และพูดต่อไปว่า “แต่ทำไมผมถึงรู้สึกว่าคุณกำลังถ่วงเวลา ? ยังมี ตอนเช้าที่คุณบอกให้ผมคิดให้ดี ประธานฉู่ คุณจะไม่อธิบายให้ผมเข้าใจหน่อยเหรอว่าหมายความว่าอะไร ?”

ฉู่เหยียนดูสงบนิ่ง “ไม่มีความหมายอะไร เพียงแค่ให้คุณคิดให้ดี จะได้ไม่เสียใจภายหลัง”

“ทำไมผมต้องเสียใจภายหลัง ?”

“เย่ฉ่าวเฉิน โลกไม่สามารถคาดเดาได้ วันนี้คุณใช้สมบัติล้ำค่ามาช่วยอาเหยียน ผมรู้สึกขอบคุณมาก แต่ถ้าหลังจากวันนี้ ถ้าหากว่าคุณไม่ชอบเธอแล้ว คุณจะไม่เสียใจภายหลังกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในวันนี้ใช่ไหม ?”

เย่ฉ่าวเฉินจ้องมองเข้าไปในดวงตาของเขา บอกเขาและบอกกับตัวเองว่า “ฉู่ซวน ไม่มีวันนั้นแน่ แต่ถ้ามี ผมก็ไม่เสียใจหรอก แผนที่ขุมทรัพย์อาจจะเป็นสมบัติที่ยิ่งใหญ่สำหรับคนอื่น แต่สำหรับผมแล้ว มันเป็นเพียงแผนที่ใบหนึ่งเท่านั้น”

เมื่อฉู่เหยียนได้ยินดังนั้น ก็มองเขาด้วยความประหลาดใจ ในโลกนี้จะมีใครไม่สนใจสมับติล้ำค่ามหาศาลนี้ ?

“เย่ฉ่าวเฉิน คุณดูไม่มั่นใจที่พูดแบบนี้ หรือว่า คุณรู้ว่าแผนที่ขุมทรัพย์นั่นมันเป็นของปลอม ? ดังนั้น…….”

เย่ฉ่าวเฉินดูเหมือนจะเดาได้ว่าเขาต้องคิดอย่างนี้ จึงขัดจังหวะเขาขึ้นมา “ฉู่ซวน แผนที่ขุมทรัพย์ใบนี้เป็นของจริงรึเปล่า ผมเองก็ไม่รู้ ส่วนคนอื่นๆจะเชื่อหรือไม่ ผมก็ไม่อยากอธิบาย ตอนนี้ผมคิดแค่ว่าจะช่วยอาเหยียน”

ฉู่ซวนตกอยู่ในความคิดของตัวเอง ถ้าหากพวกเขาทำงานอย่างหนัก เพื่อที่จะปลอมออกมาอีกแผ่น มันจะไม่เสียแรงเปล่าเหรอ ?

ในขณะเดียวกัน พนักงานก็นำก๋วยเตี๋ยวเนื้อสองถ้วยมาเสริฟ์ เย่ฉ่าวเฉินดึงถ้วยที่ไม่ใส่พริกมา และก้มศีรษะลงไปกิน

อยู่กับมู่เวยเวยมาเป็นเวลานาน รสชาติปากของเขาเริ่มจืดจางเหมือนกันเธอ และก็ไม่ค่อยไวต่อรสเผ็ด

หลังจากกินซุปไปถ้วยหนึ่งแล้ว ท้องที่ว่างก็รู้สึกดีขึ้นมามาก เย่ฉ่าวเฉินรีบจ่ายเงินและเดินออกไป “คุณรีบหน่อย พวกเราเหลือเวลาไม่มากแล้ว”

พระอาทิตย์ดวงใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ อากาศก็สูงขึ้น หน้าผากของเย่ฉ่าวเฉินมีเม็ดเหงื่อมากขึ้น เขาหยิบบุหรี่ออกมาจุดไฟสูบ ความคิดของเขาก็ค่อยๆสงบลง

เมื่อเขาเห็นสถานที่ก็สามารถใช้ความสามารถหยุดเวลาได้ และช่วยมู่เวยเวยออกมา แบบนี้ก็สามารถรักษาแผนที่ขุมทรัพย์ไว้ในมือตัวเองได้ แต่แบบนี้ก็อันตรายเกินไป แต่สถานที่ที่เขาไปจะต้องเต็มไปด้วยสายตาจ้องมอง เขาสามารถฆ่าคนได้คนหนึ่ง แต่ไม่สามารถฆ่าทุกคนได้ ยิ่งไปกว่านั้น มู่เวยเวยเคยพูดว่า ไม่ต้องการให้เขาฆ่าใครแล้ว

หลังจากสูบบุหรี่หมดไปหนึ่งมวน ในที่สุดฉู่ซวนก็ออกมา

ทั้งสองกลับมาอยู่บนถนนอีกครั้ง บนรถมีตัวนำทาง ดังนั้นเลยไม่จำเป็นให้เย่ฉ่าวเฉินบอกทาง เมื่อมองออกไปนอกหน้าต่าง คิ้วของเขาก็ขมวดเข้าหากัน

ทันใดนั้นเขาก็คิดถึงปัญหาหนึ่งขึ้นมา ยังดีที่โจรลักพาตัวบอกจะเจอหน้าวันนี้ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ หน้ากากบนใบหน้าของมู่เวยเวยก็จะถูกเปิดเผย และถ้าโจรลักพาตัวเห็นหน้าของเธอ ถ้าตรวจสอบ เขาก็จะรู้ว่าเธอเป็นภรรยาของเขา ถ้างั้นพวกมันก็จะยิ่งไม่มีความเกรงกลัวใดๆ

และเขาก็ไม่อยากให้เธอลำบากเช่นนี้

หลังจากผ่านไปสามชั่วโมงกว่า เมื่อผ่านด่านชำระเงินสุดท้ายในเมือง A ก็มีเสียงผู้หญิงดังมาจากตัวนำทางว่า คุณได้เข้าสู่เขตเมือง S แล้ว

เมื่อผ่านด่านชำระเงินมา และเดินทางไปต่ออีกไม่กี่นาที เย่ฉ่าวเฉินก็มองเห็นทะเลสาบธรรมชาติที่อยู่ไม่ไกล แต่เพราะเป็นหน้าร้อน จึงมีน้ำไม่มากนักและก็ไม่ใสด้วย รอบๆทะเลสาบล้อมรอบไปด้วยต้นไม้อย่างหนาแน่น เป็นจุดพลางตัวที่น่ากลัวมาก

ฉู่ซวนเลี้ยวรถเข้ามาจอดที่ริมทะเลสาบ ต้นไม้รอบๆหนาแน่นจนแทบจะตัดขาดจากถนน รอบด้านเงียบมาก บางครั้งก็มีรถจากทางหลวงขับผ่าน นอกจากนั้นก็เป็นเสียงของจักจั่น

ตอนนี้เป็นเวลาบ่ายโมงสี่สิบนาที ยังเหลือเวลาอีกยี่สิบนาทีก่อนจะถึงเวลาแลกเปลี่ยน

เย่ฉ่าวเฉินเช็ดปืนในมือขณะที่รอเวลาอย่างใจเย็น

ส่วนแผนที่ขุมทรัพย์นั้น เขาเก็บใส่กระเป๋าอย่างลวกๆ

ฉู่ซวนจุกบุหรี่สูบด้วยความหงุดหงิด ได้ยินเย่ฉ่าวเฉินพูดว่า “เดี๋ยวคุณรออยู่ในรถ ถ้าหากมีอะไรผิดปกติ ไม่ต้องสนใจผม ช่วยฉู่เหยียนก่อน”

“ถ้างั้นคุณล่ะ ?”

ผมอยู่ที่เมือง A มาเป็นเวลานาน ถึงแม้ว่าผมจะถูกจับตัวไป แต่ก็มีความสามารถมากพอที่จะหนีออกมาได้ เย่ฉ่าวเฉินพูดเบาๆ เขาเชื่อว่า มู่เวยเวยไม่ได้บอกความลับที่ซ่อนอยู่ในตัวเขากับฉู่ซวน มีครั้งหนึ่ง เธอมีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับมู่เทียนเย่ และเธอยังไม่อนุญาตให้มู่เทียนเย่ใช้เงื่อนไขนี้มาคุกคามเขา เห็นได้ชัดว่านิสัยเธอเป็นด้านบวก ซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เขาชื่นชมเธอ

เมื่อใกล้เวลาบ่ายสองโมง ก็มีรถจิ๊บคันหนึ่งปรากฎขึ้นในสายตาของพวกเขา

เส้นประสาทในร่างกายของเย่ฉ่าวเฉินตึงขึ้น และเมื่อรถจิ๊บเข้ามาใกล้พวกเขา เย่ฉ่าวเฉินก็เอาปืนไว้ที่เอวของเขา และเปิดประตูลงรถโดยไม่มีความเกรงกลัวใดๆ

รถของฝ่ายตรงข้างก็มีคนสวมเสื้อสั้นลายพลางกางเกงขากว้างสีดำลงมา อายุใกล้เคียงกับเย่ฉ่าวเฉิน ผิวคล้ำ ดวงตาของเขาราวกับเปลวไฟ และตรงแขนที่แข็งแรงของเขาก็มีรูปมังกรที่มีกรงเล็บราวกับกำลังเต้นรำอยู่

เย่ฉ่าวเฉินประมวณผลในสมองเขาอย่างรวดเร็ว ในความทรงจำของเขาไม่มีคนๆนี้อยู่

“เย่ฉ่าวเฉิน ผู้มีชื่อเสียงเลื่องลือ ”ชายคนแสยะยิ้ม เสียงของเขาก็คือเสียงของคนที่โทรศัพท์มาเมื่อเช้า

“คนที่ฉันต้องการล่ะ ? ”เย่ฉ่าวเฉินถามตรงๆเขาไม่อยากพูดไร้สาระ

ชายคนนั้นก็ไม่ได้โง่ “ของที่ฉันต้องการล่ะ ?”

เย่ฉ่าวเฉินหยิบแผนที่ขุมทรัพย์ออกมาจากกระเป๋า ม้วนกระดาษหนังแกะเก่ามีกลิ่นอายของประวัติศาสตร์

เมื่อชายคนนั้นเห็นแผนที่ขุมทรัพย์ดวงตาของเขาก็เป็นประกาย เขาชี้นิ้วไปข้างหลัง จากนั้นก็มีชายสองคนกระโดดออกมาจากหลังรถ และลากมู่เวยเวยลงมา มือของเธอถูกมัดไขว้หลัง ผมยุ่งเหยิงและใบหน้าเธอก็บวมแดง

เธอเงยหน้าขึ้นมา ดวงตาเต็มไปด้วยรอยน้ำตา

เลือดของเย่ฉ่าวเฉินพุ่งขึ้นไปที่สมองเขาทันที เขาถอนหายใจระงับความโกรธลง และจ้องมองไปที่ชายคนนั้นด้วยความเย็นชา “โอเค ปล่อยคนมาได้แล้ว”

ชายคนนั้นยิ้มอย่างน่ากลัว “เย่ฉ่าวเฉิน คุณคิดว่าฉันโง่ใช่ไหม ? ผู้หญิงคนนี้จริงแน่นอน แต่แผนที่ขุมทรัพย์ในมือคุณนั้นฉันจะรู้ได้ยังไงว่ามันเป็นของจริง ? ถ้าเกิดว่าคุณทำของปลอมมาหลอกฉันล่ะ ?”

“ถ้างั้นคุณจะทำยังไง ? ”เย่ฉ่าวเฉินถามอย่างใจเย็น

“อันที่จริงจุดประสงค์หลักที่ฉันมาในวันนี้ก็เพื่อแผนที่นี้ ขอเพียงแผนที่มาอยู่ในมือ ผู้หญิงคนนี้ก้ไม่มีประโยชน์สำหรับฉัน คุณโยนแผนที่นี้มาให้ฉันดู ขอเพียงมันเป็นของจริง ฉันจะปล่อยคนทันที”

เย่ฉ่าวเฉินหัวเราะ “ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณเป็นใคร แล้วจะเชื่อคนอย่างคุณได้ยังไง ?”

ชายคนนั้นยื่นมือออกมาดึงมู่เวยเวยไปข้างหลัง แล้วบีบคอเธอตรงๆและพูดอย่างแรงว่า “ฉันจะบีบเธอให้ตายตอนนี้เหมือนบีบมด คุณเชื่อไหม ?”

“หยุดได้แล้ว ”เย่ฉ่าวเฉินตะโกนออกมา

“ตอนนี้ คุณสามารถโยนภาพขุมทรัพย์มาได้รึยัง ?”สายตาของชายคนนั้นแสดงความบ้าคลั่งออกมา

เย่ฉ่าวเฉินไม่ต้องการเอาชีวิตของมู่เวยเวยมาเป็นเรื่องเล่นๆ แต่เขาก็รู้ข้อบกพร่องของแผนที่ขุมทรัพย์ใบนี้ และไม่สามารถให้เขาเห้นได้ จึงได้แต่ถอยออกมาก้าวหนึ่ง เอาแบบนี้ ในเมื่อพวกเราไม่เชื่อใจกัน เย่ฉ่าวเฉินฉีกแผนที่ขุมทรัพย์ออกจากกันอย่างรวดเร็ว แบ่งออกเป็นสองส่วน

คราวนี้ฝ่ายตรงข้ามกระวนกระวาย และตะโกนใส่เย่ฉ่าวเฉินว่า “แกทำบ้าอะไร ?”

“คุณอยากรู้ไม่ใช่เหรอว่าจริงหรือปลอม ?” เย่ฉ่าวเฉินถือแผนที่ขุมทรัพย์ไว้ในมือแล้วหัวเราะเยาะ “ให้คุณดูก่อนครึ่งหนึ่ง ถ้าหากว่าเป็นของจริง คุณก็ปล่อยเธอ ฉันรู้ว่ามีคนของคุณซ่อนตัวอยู่รอบต้นไม้นี้ แต่ฉันมีแค่คนเดียว หนีไปไหนไม่ได้อยู่แล้ว คุณจะกลัวอะไร ?”

ชายคนนั้นครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และดูเหมือนว่าเขาจะมั่นใจในการใช้งานของตัวเองมาก “ตกลง ฉันรับปากคุณ โยนครึ่งหนึ่งมาก่อน”

เย่ฉ่าวเฉินยกมือขึ้นและแผนที่ขุมทรัพย์ก็ร่วงลงพื้น ชายคนนั้นขยิบตา ก็มีชายที่อยู่ด้านหลังอีกคนวิ่งออกมาหยิบแผนที่ขุมทรัพย์ส่งให้ชายคนนั้น

ชายคนนั้นโยนมู่เวยเวยลงมา มู่เวยเวยไอออกมาทันที หน้าของเธอแดงก่ำ

“อาเหยียน”ใจของเย่ฉ่าวเฉินบีบเข้าหากัน อยากจะวิ่งไปกอดเธอไว้ในอ้อมกอด

มู่เวยเวยหันหน้าไปมองเขาหลังจากหยุดไอ รอยยิ้มบางๆผุดขึ้นที่มุมปากของเธอ “เย่ฉ่าวเฉิน ฉันสบายดี”

ใจของเขาถูกกลืนไปด้วยรอยยิ้มของเธอ ในตอนนี้เธอร้องไห้เขายังจะรู้สึกดีกว่าเธอยิ้ม

“ไม่ต้องห่วง ผมจะพาคุณกลับอย่างปลอดภัย” เย่ฉ่าวเฉินปลอบเธอ

มู่เวยเวยพยักหน้า “ฉันเชื่อคุณ เพียงแต่…….”

“ไม่ ไม่ต้องพูดอะไร สำหรับผมแล้ว คุณสำคัญที่สุด เรื่องอื่นพวกเราค่อยพูดทีหลัง”

มู่เวยเวยมองเขาอย่างลึกซึ้ง ในตอนนี้ จู่ๆเธอก็รับรู้ได้ถึงความรู้สึกที่แข็งแกร่ง และดูเหมือนว่าเขาจะรู้ทุกอย่างแล้ว

ตอนเช้าวันนี้ ตอนที่ได้ยินว่าเย่ฉ่าวเฉินจะใช้แผนที่ขุมทรัพย์ที่ล้ำค่ามาแลกกับเธอ ในใจเธอก็รู้สึกประหลาดใจ ที่น่าประหลาดใจไปยิ่งกว่านั้นคือฉู่เหยียนมีพื้นที่สำคัญอยู่ในใจของเขา แต่ที่น่าเศร้าคือเขาให้ความสำคัญกับฉู่เหยียน

แต่ตอนนี้ เขาพูดแบบนี้ออกมา เขาใช้สายตาแบบนี้ ก็คือมองไปที่ตัวเอง แทนที่จะมองเห็นมู่เวยเวยผ่านตัวเอง

หรือว่า เขาจะรู้สถานะของเธอแล้ว ?

คู่รักจ้องมองกันไปมา ในขณะที่ข้างๆชายคนนั้นกำลังพิจารณาแผนที่ขุมทรัพย์อีกครึ่งหนึ่งอย่างละเอียด หลังจากที่เขายืนยันได้ว่าแผนที่ขุมทรัพย์ใบนี้เป็นของจริง เขาก็แสดงสีหน้าดีใจออกมา

“ใช่แล้ว คือใบนี้ ใช่แล้ว ใบนี้ เขาพูดกับตัวเอง ”มือก็สั่นไปด้วย

เย่ฉ่าวเฉินมองเขาอย่างเย็นชา“ เป็นของจริงแน่นอน ตอนนี้ปล่อยเธอได้รึยัง ?”

ชายคนนั้นเงยหน้าขึ้นาจากแผนที่ขุมทรัพย์ครึ่งนั้น และมองไปที่อีกครึ่งหนึ่งในมือของเขา “คุณส่งอีกครึ่งหนึ่งมาให้ฉัน”

เย่ฉ่าวเฉินเห็นเขากลับคำ จึงหยิบไฟแช็กออกมาจากกระเป๋าและจุดไฟ“ ถ้าไม่ปล่อยคน ฉันก็จะปล่อยให้อีกครึ่งหนึ่งหายไปจากโลกนี้ตลอดกาล”

“ไม่ อย่า ฉันจะปล่อยคน”ชายคนนั้นรีบหันกลับไป และผลักมู่เวยเวยออกมา มู่เวยเวยเดินโซซัดโซเซจนแทบจะล้มลงพื้น เย่ฉ่าวเฉินก้าวไปข้างหน้าสองสามก้าวและกอดเธอไว้ในอ้อมแขน และค่อยๆถอยกลับไปที่รถคาเยนน์

ส่งแผนที่ขุมทรัพย์มาให้ฉัน ชายคนนั้นหยิบปืนออกมาจากเอวของเขา “ไม่อย่างนั้นพวกคุณหนีไปไหนไม่พ้นแน่”

เย่ฉ่าวเฉินไม่ได้กังวลกับฉากตรงหน้าแม้แต่น้อย เขายืนอยู่ตรงหน้ามู่วยเวย กระซิบให้เธอรีบขึ้นรถและหันไปตะโกนบอกอีกฝ่ายว่า ให้ผู้หญิงขึ้นรถก่อน ฉันอยู่ที่นี่ คุณมีปืนตั้งมากมาย ยังคิดว่าฉันจะหนีอีกเหรอ ?

ชายคนนั้นเงียบไปครู่หนึ่ง มู่เวยเวยจึงรีบวิ่งขึ้นรถไป

เมื่อเย่ฉ่าวเฉินเห็นว่าเธอปลอดภัยแล้ว จึงโยนอีกครึ่งหนึ่งออกไป ในขณะที่ชายคนนั้นวิ่งไปหยิบ เขาก็รีบหันหลังวิ่งเข้าไปในรถอย่างรวดเร็ว

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset