วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 260 ไม่รู้เย่ฉ่าวเฉินเป็นหรือตาย

นี่คือเด็กวิเศษที่ได้ถ่ายทอดพลังไปหรอ? แต่ก็ไม่น่าแปลกเท่าไหร่แต่แค่ยังเด็กไปหน่อย

มู่เวยเวยเงยหน้าขึ้นและพยายามยิ้ม“ มีอะไรเหรอ?”

“ดูสิ เสร็จแล้ว” ผิงอันยกตั๊กแตนขึ้นให้เธอดู นี่คือตั๊กแตนที่เขาถอดชิ้นส่วนออกและต่อขึ้นมาใหม่เป็นเวลากว่าชั่วโมง

“ว้าว ผิงอันเก่งจังเลย” มู่เวยเวยชมเชย จากนั้นชี้ไปคนที่อยู่ตรงหน้าทั้งสองแล้วพูดว่า “นี่คือลุงเฉินกับลุงซวี่”

ผิงอันทักทายอย่างอ่อนน้อม “สวัสดีครับลุงเฉิน สวัสดีครับลุงซวี่”

ประธานเฉินทั้งสองรู้สึกยินดีและรีบส่งยิ้มกลับพูดว่า “สวัสดีจ้า สวัสดี”

อัยยะ เด็กคนนี้น่ารักจริงๆ ทำให้คนที่เจออยากอุ้มมาแล้วหอมแก้ม

“ผิงอันมานี่มา ลุงจะพาไปเล่นทางนุ้น ตอนนี้แม่กำลังยุ่ง” มู่เทียนเย่และเสี่ยวซีหรานลุกขึ้นและพาผิงอันออกจากห้อง

มู่เวยเวยเฝ้าดูทั้งสามคนเดินออกไปและพูดต่อ “ประธานเฉิน ประธานซวี่ คุณสองคนเป็นมือขวาและมือซ้ายของฉ่าวเฉิน ช่วงที่เขาไม่อยู่ก็ได้พวกคุณสองคนที่คอยช่วยจัดการทุกอย่างฉ่าวเหยียนและฉันเชิญคุณสองคนมาในวันนี้ จะบอกเรื่องนี้กับพวกคุณ ไม่ได้เห็นพวกคุณเป็นคนนอก”

“คุณนายเย่ไม่ต้องเกรงใจครับ มันเป็นหน้าที่ของเราสองคน”

“ฉ่าวเฉินทางนั้น เรากำลังพยายามอยู่ ไม่ได้ปิดบังพวกคุณแต่ว่านานขนาดนี้แล้วยังไม่ได้ข่าวคราว กลัวว่าจะ…… ” น้ำตาของเธอไหลลงมา เธอพยายามอดทนกับเรื่องนี้มาหลายวัน เย่ฉ่าวเหยียนเงียบเขาหยิบกระดาษส่งให้เธอ

ประธานเฉินรู้สึกเศร้าเมื่อทราบข่าว เขาและเย่เฉาเฉินไม่เพียงแต่เป็นแค่คนร่วมงานเท่านั้น แต่ยังเป็นเพื่อนที่ร่วมสู้มาด้วยกัน

“ คุณนายเย่ คุณกับคุณชายสองอย่าเศร้าไปเลย ประธานเย่อายุยืน ไม่นานเดี๋ยวเขาก็ต้องกลับมา”

“ขอให้เป็นแบบที่คุณพูด” มู่เวยเวยหายใจเข้าลึกๆและสงบลง “พวกเราโอเคกับเรื่องฉ่าวเฉิน แต่มันมีผลกระทบกับหุ้นของเย่ฮวางกรุ๊ป จะมีความผันผวนครั้งใหญ่ คุณสองคนน่าจะรู้ดีกว่าเราว่าผลที่ตามมาจะเป็นอย่างไร ”

ใบหน้าของประธานเฉินและประธานซวี่อึ้ง แน่นอนว่าพวกเขารู้ผลที่ตามมาอยู่แล้ว

“คุณนายเย่อยากให้พวกเราทำอะไร?” ประธานซวี่ถามออกมาอย่างตรงไปตรงมา

“ฉันอยากให้พวกคุณทำสถานการณ์ให้ปกติ ถ้ามีคนถามหาเย่ฉ่าวเฉิน ให้บอกว่าเขาไปต่างประเทศ แล้วเรื่องที่สอง ฉ่าวเหยียนได้เข้าร่วมบริษัทในตำแหน่งรองประธาน เขามีหุ้นมากที่สุดนอกเหนือจากฉ่าวเฉิน แต่เขาไม่มีประสบการณ์ในการบริหารมากนัก ดังนั้นจึงยังต้องให้พวกคุณสองคนคอยช่วย ”

การตัดสินใจครั้งนี้เป็นเรื่องที่ประธานเฉินและประธานซวี่คาดไม่ถึง ตามความจริงแล้วหากเย่ฉ่าวเฉินประสบอุบัติเหตุหุ้นทั้งหมดของเย่ฉ่าวเฉินจะตกเป็นของมู่เวยเวย ซึ่งเธอสามารถครอบครองมันเองได้ แต่ไม่คิดว่าเธอยังกล่าวถึงเย่ฉ่าวเหยียน

เธอไม่กลัว……

บอกตามตรงว่าในโลกนี้เห็นแก่ผลกำไรและอำนาจ เป็นเรื่องปกติมากที่คนรวยมักจะเลือดเย็น แต่เธอไม่ได้ใช้เส้นทางปกติ ยอมปล่อยบริษัทไป ถ้าเกิดเย่ฉ่าวเหยียนไม่เห็นหัวเธอ สุดท้ายไล่เธอกับลูกออกจากบริษัทจะทำยังไง?”

“คุณนายเย่ แล้วคุณล่ะ? จะกลับไปที่บริษัทไหม?” ประธานเฉินถาม

มู่เวยเวยไม่ใช่คนโง่ แน่นอนเมื่อรู้ความหมายที่ลึกซึ้งของพวกเขา เธอจึงพูดอย่างตรงไปตรงมาว่า “ฉันจะไม่ไปที่บริษัทในตอนนี้ ฉันจะไปหาฉ่าวเฉินแม้ว่าจะมีความหวังก็ตาม แต่จะพยายามดู ”

“แต่ว่า……” ประธานซวี่เหลือบมองเย่ฉ่าวเหยียนที่มีใบหน้าเรียบเฉย อยากจะเตือนแต่ไม่รู้จะพูดยังไง

มู่เวยเวยยิ้มอย่างเฉยเมย “ฉันรู้ว่าพวกคุณกังวลเรื่องอะไร ฉ่าวเหยียนเป็นคนที่ใจดีมาก ตรงไปตรงมาและฉลาด ถ้าฉ่าวเฉินไม่สามารถกลับมาได้เขาเป็นประธานที่เหมาะสมที่สุดสำหรับเย่ฮวาง อย่างไรก็ตามเขาเป็นคนตระกูลเย่และน้องชายของฉ่าวเฉิน ฉันหวังว่าพวกคุณจะมอบความไว้วางใจให้เขา ฉันคิดว่านี่ก็อาจเป็นความคิดของฉ่าวเฉินเช่นกัน ”

เย่ฉ่าวเหยียนมองไปที่เวยเวยด้วยสายตาที่ซับซ้อน เขาไม่เคยรู้มาก่อนว่าเขามีภาพลักษณ์ที่ดีในใจเธอ เขาคิดว่ามันแย่ซะอีก

เนื่องจากมู่เวยเวยพูดเช่นนี้ ประธานเฉินและประธานซวี่ก็ไม่มีใครคัดค้าน เธอพูดถูก อย่างไรก็ตามเย่ฮวางเป็นของตระกูลเย่ พวกเขาก็เป็นแค่พนักงานเท่านั้น

“อีกอย่าง เมื่อปีก่อนเย่ฮวางกับมู่ซือกรุ๊ปมีความขัดแย้งกัน เป็นเพราะพี่ชายของฉันและฉ่าวเฉินมีความคับข้องใจส่วนตัว จากนั้นพวกเขาก็คืนดีกัน ดังนั้นหากบริษัทประสบปัญหาในวันข้างหน้า ไปหาพี่ชายฉันได้ เขาจะช่วยเย่ฮวางอย่างเต็มที่”

“โอเค เราเข้าใจแล้ว”

หลังจากที่มู่เวยเวยพูดสิ่งที่เธอควรพูดแล้ว เธอก็ปล่อยให้ทั้งสามคนได้สื่อสารกันเธอเชื่อว่าความสามารถของเย่ฉ่าวเหยียนรับมือจัดการกับผู้นำระดับสูงทั้งสองคนนี้ได้

“พวกคุณคุยกันก่อนนะ ฉันจะออกไปดูลูกซะหน่อย”

“โอเคโอเค”

อากาศค่อยๆร้อนขึ้น ฤดูใบไม้ผลิใกล้เข้ามาอุณหภูมิก็สูงขึ้น

มู่เทียนเย่สอนการฝึกสุนัขอย่างปลอดภัยบนสนามหญ้า สุนัขสีขาวราวกับหิมะตัวนี้เขาเพิ่งส่งมาให้เมื่อวาน

เสี่ยวซีหรานมองกลับไปและเห็นมู่เวยเวยเดินเข้ามาช้าๆ ดวงตาของเธอยังคงเป็นสีแดง

“ ร้องไห้อีกแล้วเหรอ?” เสี่ยวซีหรานพูดอย่างช่วยไม่ได้

มู่เวยเวยถอนหายใจ “ฉันทนไม่อยู่”

เสี่ยวซีหรานลูบผมฟูสั้นๆของเธอ“ ยัยซือบื่อเอ้ย”

“ฉันไม่ได้ซื่อบื่อเว้ย” มู่เวยเวยโต้กลับอย่างอ่อนแรง

“เธอเตรียมตัวจะออกเดินทางเมื่อไหร่?” เซียวซีหรานถามถึงเรื่องจะไปหาเย่ฉ่าวเฉิน

“พรุ่งนี้”

“ เร็วจัง?เท้าของเธอหายแล้วหรอ?” เซียวซีหรานชำเลืองมองไปที่ฝ่าเท้าที่ยังพันด้วยผ้าก๊อซ

มู่เวยเวยยกขาขึ้นแล้วขยับ“ เกือบจะหายแล้ว ฉันรอไม่ได้อีกแล้ว ฉันแค่นึกถึงเขาต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ที่ไหนสักแห่งแต่ฉันกล้บอยู่ในคฤหาสน์โดยไม่ต้องกังวลเรื่องอาหารความเป็นอยู่อะไรเลย ฉันก็รู้สึกกังวลนั่งไม่นิ่ง”

“ แล้วผิงอันล่ะ? จะทำยังไง?”

มู่เวยเวยมองไปที่มองไปที่เจ้าตัวเล็กที่กำลังเล่นกับซามอยด์ตัวน้อย ด้วยความอ่อนโยนในดวงตาของเธอ “ให้เขาอยู่บ้านนี่แหละ ข้างนอกมันอันตรายเกินไป อีกอย่างฉันไม่ใช่ไปแล้วจะไม่กลับมานิ ตอนเช้าออกไป เมื่อตกดึกก็จะรีบกลับมา”

“ถ้างั้นก็โอเค พาคนไปหลายๆคน” เซียวซีหรานเตือน

“ ฉันรู้แล้ว จางเหอจัดให้แล้ว เธอล่ะ? เธอกับพี่ชายของฉันจะแต่งงานกันเมื่อไหร่?” มู่เวยเวยยิ้มอย่างสดใสและมีร่องรอยของความเศร้าอยู่

“รีบทำไมกัน? เราเพิ่งเจอกันไม่ถึงปี ฉันอยากมีความสุขกับช่วงเวลาแห่งความรัก ใช่สิ ฉันจะกลับไปที่เมือง S กลางคืนนี้ ถ้าอารมณ์ไม่ดีโทรหาฉันได้นะ ”

มู่เวยเวยไม่อยากให้เธอกลับ จับแขนของเธอและพิงศีรษะบนไหล่ของเธอ “ก็จริง เธอไม่ได้กลับเมืองSมานานแล้ว”

“พรุ่งนี้เป็นวันแรกของการทำงาน ตามปกติแล้ว ฉันต้องไปเช็คที่ร้าน” เซียวซีหรานจับใบหน้าที่เย็นชาของเธอ “ราวกับว่าต้องใบ้เวลาทั้งวันที่นั่น”

“ ก็ใครให้เธอเป็นคนรวยล่ะ?” มู่เวยเวยยิ้มและแซว

เสี่ยวซีหรานบีบหน้าเธอและหยุดพูด

ดวงอาทิตย์ยิ่งอยู่ยิ่งร้อนขึ้น จนคนที่ตากแดดรู้สึกอบอุ่น

ส่งคุณเฉินกับคุณซวี่ก่อน จากนั้นก็ไปส่งมู่เทียนเย่และเสี่ยวซีหร่าน มู่เวยเวยนั่งมองดูผิงอันแกล้งเจ้าซามอยด์ เย่ฉ่าวเหยียนเดินมาพร้อมกับผ้าห่มและวางไว้บนขาของเธอ

“อุณหภูมิยังต่ำ เดี๋ยวเป็นหวัด” เขาพูดอย่างเรียบเฉย

มู่เวยเวยเอนหลังและพูดอย่างเขินอายว่า “ขอบคุณ”

“ไม่เป็นไร” เย่ฉ่าวเหยียนนั่งข้างๆเธอ “ผิงอันชอบเจ้าซามอยด์ตัวนี้มากเลยเนอะ”

“อืม ชอบมากเลยแหละ วิ่งกับมันทั้งวันแทบจะจนถึงเวลานอน” มู่เวยเวยหัวเราะ

แสงแดดเคลื่อนมาที่คนทั้งสองเล็กน้อย เงียบไปชั่วขณะ เย่ฉ่าวเหยียนพูดขึ้นว่า “เวยเวย ระหว่างเราไม่มีอะไรจะคุยแล้วหรอ?”

มู่เวยเวยตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นหันไปมองดวงตาที่บริสุทธิ์ของเขา“ฉ่าวเหยียน เธออยากพูดอะไร?”

“ ตั้งแต่ฉันกลับมา เธอก็เอาแต่หลบฉัน เธอกลัวอะไร?”

มู่เวยเวยสำลักและพูดด้วยความโกรธเล็กน้อย “ฉันกลัวอะไร เธอก็รู้ดีที่สุด”

เย่ฉ่าวเหยียนหัวเราะเยาะ “เธอกลัวฉันยังชอบเธออยู่งั้นหรอ? ตามจีบเธอ?”

มู่เวยเวยรู้สึกอาย ไม่รู้จะตอบยังไงให้ดูเหมาะสมดี

“ฉันมีความรับผิดชอบและอยากบอกเธอ เวยเวย เธอคิดมากเกินไป” เย่ฉ่าวเหยียนพูดอย่างจริงจัง

มู่เวยเวยแปลกใจเล็กน้อย เขาหมายความว่าเขาไม่ได้ชอบเธอแล้ว?

เย่ฉ่าวเหยียนดูเหมือนจะตัดสินใจแล้ว“ เวยเวย ฉันเคยชอบเธอมาก่อน แต่เวลาจะเจือจางทุกอย่าง ตอนนี้ความรู้สึกของฉันที่มีต่อเธอคือความรักในครอบครัวและแน่นอนว่ายังมีมิตรภาพ”

“ จริงหรอ?” มู่เวยเวยดูประหลาดใจ

“ แน่นอนมันเป็นความจริง ฉันเคยพูดโกหกด้วยหรอ?”

มู่เวยเวยก็ผ่อนคลายลงอย่างมาก “ทำไมไม่บอกแต่แรก ปล่อยให้ฉันเกรงมาตั้งหลายวัน”

เย่ฉ่าวเหยียนไร้เดียงสามาก “ก็เธอไม่ได้ถามฉันนิ”

“ใช่ใช่ใช่ มันเป็นความผิดฉันเอง ฉันควรถามเธอตั้งแต่วันแรกที่เธอกลับมา พวกเราทั้งสองคนก็ไม่ต้องก้ำๆกึ่งๆแบบนี้ ทุกคำที่จะพูดออกมาต้องคิดเกือบครึ่งวัน “เวยเวยก้าวกลับมาและพูด

“มันไม่ใช่นิสัยของเธอนิ” เย่ฉ่าวเหยียนแกล้งเธอ

มู่เวยเวยกลอกตาให้เขา“ก็เธอบีบบังคับไม่ใช่หรอ?”

“จะว่าไปแล้วก็เป็นความผิดของฉัน” เย่ฉ่าวเหยียนยักไหล่และการแสดงออกของเขาก็อ่อนโยนขึ้น “หนึ่งปีมานี้ฉันอยู่ที่ยุโรปได้คิดอะไรเยอะมาก อาจจะเป็นเพราะมันเป็นครั้งแรกที่ฉันตกหลุมรักผู้หญิงคนหนึ่ง ก็เลยทำให้หวาดระแวง แต่พอเดินออกมาแล้วก็พบว่า……”

เจออะไร เย่ฉ่าวเหยียนก็ไม่พูดต่อ มู่เวยเวยถามด้วยความสงสัย “พบอะไร?”

“โลกนี้กว้างใหญ่และผู้หญิงที่สวยงามมีเยอะเหมือนก้อนเมฆ”

“ความคิดนี้ก็ไม่เลว” เมื่อพูดถึงตรงนี้ ในใจของมู่เวยเวยได้รับการคลี่คลาย แล้วเธอก็หันไปถามเขาว่า “คุณคุยกับรองประธานทั้งสองเป็นไงบ้าง?”

“ไม่เลว พรุ่งนี้ฉันจะไปที่บริษัท ”

“ ฉันบอกแล้ว เธอฉลาดขนาดนี้ รับมือได้”

เย่ฉ่าวเหยียนถอนสายตาจากเด็กและมองไปที่ผู้หญิงที่อยู่ข้างๆเขา “เวยเวย ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่เย่ฮวางยังอยู่ เธอกับผิงอันก็ไม่มีอะไรต้องกังวล”

“ฉันเชื่อเธออยู่แล้ว ผิงอันเป็นหลานเธอ เธอจะกล้าเพิกเฉยได้ไง และในใจของฉัน เธอยังเป็นเด็กน้อยที่รักษาคำพูดและใจดีคนนั้น” ใบหน้าของมู่เวยเวยเต็มไปด้วยรอยยิ้มจางๆ อบอุ่นมาก

“เด็กน้อย? ขอเหอะ ปีนี้ฉันอายุยี่สิบเจ็ดปีแล้ว” เย่ฉ่าวเหยียนไม่พอใจกับชื่อนี้

มู่เวยเวยพูดเสียงแข็ง“ อายุที่เพิ่มขึ้นเป็นเพียงผิวเผิน จิตใจของคนหนึ่งจะไม่เปลี่ยนแปลง อย่างน้อยฉันเชื่อว่าเธอจะไม่เปลี่ยนแปลง”

ทันใดนั้นหัวใจของเย่ฉ่าวเหยียนก็เริ่มหนักอึ้ง เขาเลิกคิ้วและยิ้มเล็กน้อย “ใช่ มันจะไม่เปลี่ยนแปลง”

“ว่าแต่ ถ้าเธอไปทำงานที่บริษัทแล้ว ทางโรงเรียนจะทำยังไง?”

เย่ฉ่าวเหยียนยืดหลัง เก้าอี้ของเขาเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าสีครามและพูดด้วยความงัวเงีย “พักโรงเรียนไว้ก่อน ถ้ามีเวลาค่อยไปเรียนทีหลัง”

มู่เวยเวยรู้สึกเจ็บปวดในใจเมื่อได้ยินคำว่า “ทีหลัง” ทีหลัง? ทีหลังของเธอจะทำยังไง?

ถ้าเย่ฉ่าวเฉินตายจนกโลกนี้ไป เธอจะทำยังไง?

เธอไม่เคยคิดเกี่ยวกับปัญหานี้ เธอไม่อยากคิดถึงเรื่องนี้เพราะเมื่อเธอคิดถึงเรื่องนี้น้ำตาก็จะไหลออกมา

“ พรุ่งนี้ระหว่างทางดูแลตัวเองดีๆนะ ไอ่สารเลวที่ทำพี่ชายฉันยังจับตัวไม่ได้ ฉันกลัวว่าเขาจะใช้โอกาสนี้ทำอะไรเธอ”

“ฉันรู้แล้ว จางเหอพาคนจำนวนมากไปด้วย” ทันทีที่มู่เวยเวยพูดจบ ก็เห็นผิงอัน “ตูบ” ล้มลงบนสนามหญ้า เธอกังวลและลุกขึ้นเพื่อช่วยเขา แต่ในวินาทีถัดมา ผิงอันลุกขึ้นเองโดยไม่รู้สึกเจ็บปวดใดๆและวิ่งไล่ตามซามอยด์เหมือนเดิม

เย่ฉ่าวเหยียนถอนหายใจด้วยความโล่งอกและยกย่องว่า “ผิงอันเป็นเด็กที่ปราศจากความกังวลและแข็งแรงที่สุดเท่าที่ฉันเคยเห็นมา”

“ อืม เขาก็เป็นแบบนี้แหละ” มู่เวยเวยรู้สึกยินดีมาก

เย่ฉ่าวเหยียนเงยหน้าขึ้นมองเธออย่างลึกซึ้งและหยุดพูด

เพื่อที่จะปัดเป่าความกังวลในใจของเธอ เย่ฉ่าวเหยียนพยายามหักห้ามใจ จริงๆเขารู้ว่าจิตใจเธออยู่ที่ไหน เขาจึงไม่กล้าแตะต้องมันโดยเฉพาะอย่างยิ่งในสถานการณ์เช่นนี้ เขาทำได้เพียงแค่ถอยห่างออกไป

เขายังรักเธออยู่ แต่ก็เบาลงกว่าปีที่แล้ว ไม่ได้ขนาดนั้นแล้ว

สองสามวันที่ผ่านมาเขานอนไม่หลับและคิดมาก ถ้าพี่ชายกลับมา เขาจะกลับไปยุโรปอีกครั้ง และเรียนวิชาเอกที่เขาชอบ แต่ถ้าพี่ชายของเขาไม่กลับมาจริงๆ เขาจะอยู่เคียงข้างเวยเวย และผิงอัน

เขาจะไม่บังคับให้เธอตกหลุมรักตัวเอง เขาต้องการความจริงใจของเธอ แม้ว่าจะเป็นเวลานาน แต่กับสิ่งนั้นเขาสามารถรอได้ตลอดชีวิต

แน่นอนว่าหากเธอตกหลุมรักชายอื่น เขาก็จะส่งคำอวยพรที่จริงใจที่สุดไปให้

วันที่แปดของฤดูไม้ใบผลิ มีแดดจัดและลมแรง

ในตอนเช้า เย่ฉ่าวเหยียนสวมสูทและรองเท้าหนัง วันนี้เป็นวันแรกที่เขาเข้าทำงาน เขารู้ดีว่าอนาคตเต็มไปด้วยความท้าทาย แต่นี่คือสิ่งที่เขาควรรับผิดชอบในฐานะตระกูลเย่

มู่เวยเวยสวมแจ็คเก็ตและดูอบอุ่นมาก

เมื่อเธอลงมาจากชั้นสองเธอตกอยู่ในภวังค์ เมื่อเห็นหลังของเย่ฉ่าวเหยียน เขาดูเหมือนเย่ฉ่าวเฉินจริงๆ

เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเย่ฉ่าวเหยียนหันกลับมาและบังเอิญจับได้ว่าเธอเหม่อลอย

“ตื่นแล้วหรอ? ฉินหม่าทำโจ๊กรสโปรดของเธอ รีบไปกินสิ” เย่ฉ่าวเฉินพูดด้วยรอยยิ้ม

มู่เวยเวยฝืนยิ้มอย่างเชื่องช้าและพูดติดตลกว่า “ไม่คิดว่าเธอใส่ชุดสูทแล้วจะดูหล่อเหลาขนาดนี้ ตายแล้ว ฉันได้ยินเสียงกรี๊ดร้องของสาวๆในบริษัทแล้ว”

“ขอบคุณสำหรับคำชม ฉันไปบริษัทก่อน วันนี้เธอก็ระวังตัวด้วย ขายังไม่หายดีอย่าเดินเยอะมากนะ ถ้ามีอะไร……”

มู่เวยเวยขัดจังหวะเขาทันที “โอยให้ตายสิ เธอทำไมพูดมากขนาดนี้? รีบไปรีบไป”

เย่ฉ่าวเหยียนยิ้มอย่างขมขื่นและส่ายหัวเดินออกไป ขึ้นรถ

อันที่จริง เขาออกไปได้ตั้งแต่สิบนาทีที่แล้ว รอนานขนาดนี้ก็เพื่ออยากจะทักทายเธอก่อน แต่เธอกลับรู้สึกเฉยชา

หลงใหล

หลังทานข้าวเสร็จ มู่เวยเวยก็ออกเดินทางไปกับจางเหอและคนอื่นๆ คราวนี้จางเหอพาบอดี้การ์ดที่คล่องแคล่วว่องไวไปด้วย

ก่อนออกจากบ้าน ผิงอันเสียใจมากและอิงแอบอยู่ในอ้อมแขนของผู้ดูแลหวัง แน่นอนว่าเขาไม่มีความสุข เมื่อวานนี้ยังมีลุงป้าน้าอาและแม่อยู่ที่บ้านหลายคนเล่นกับเขา แต่หลังจากตื่นมา ทุกคนก็ไปหมดแล้วเหลือแต่ปู่กับย่า และซามอยด์อีกตัว เขาจะดีใจได้ยังไง?

“ เดี๋ยวกลับคืนแม่ก็กลับมาแล้ว แม่จะไปตามหาพ่อ ผิงอันไม่อยากเจอพ่อหรอ?” มู่เวยเวยเล้าโลมเขาเบาๆ

ดวงตาของผิงอันกระพริบและในที่สุดเขาก็คิดถึงพ่อของเขาจริงๆ

“ อยู่บ้านต้องเป็นเด็กดีนะ”

“อืม” ผิงอันรู้สึกไม่พอใจ ไม่พาเขาไปเล่นแมยังให้เป็นเด็กดีอีก

ล่าช้าอีกไม่ได้แล้ว มู่เวยเวยหอมแก้มเขาเบาๆ แล้วจากไป

วันนี้ จุดแรกที่เธอและจางเหอไปคือหมู่บ้านชาวประมงใกล้ทะเล เวยเวยถอดใจจากการหาในทะเล นานขนาดนี้แล้ว คงเหลือแต่กระดูกแล้วมั้ง แต่ถ้าเย่ฉ่าวเฉินถูกคลื่นซัดขึ้นฝั่งอาจมีคนช่วยเขากลับไปก็ได้

“จางเหอ ทางฉู่เซวียนมีข่าวคราวอะไรบ้างไหม?” มู่เวยเวยก็นึกถึงคนๆนี้ขณะนั่งอยู่ในรถ

“ เขากลับฮ่องกงในช่วงเทศกาลฤดูใบไม้ผลิ ตอนนี้ยังอยู่ที่ฮ่องกงและอยู่บ้านตลอดเวลาไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ ”

ดวงตาของมู่เวยเวยเย็นชา“จับตาดูเขาดีๆ เขาต้องเคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของกาวินแน่”

จางเหอสงสัย “คุณนายเย่รู้ได้ยังไง?”

“ถ้าแกไม่เคยเห็นใบหน้าที่แท้จริงของผู้หญิง แกจะตกหลุมรักเธอเพียงเพราะนิสัยของเธอไหม?”

จางเหอไปไม่ถูกใบหน้าของเขาแดงทันที

พูดอย่างก้ำกึ่ง “แน่นอน แน่นอนว่าไม่”

“แค่นั้นยังไม่พอหรอ? ธรรมชาติของคนมักจะคิดออก” มู่เวยเวยเย้ยหยัน “ยิ่งไปกว่าคนอย่างฉู่เหยียน ผู้ชายที่เขาชื่นชมจะต้องมีรูปลักษณ์ที่ไม่ธรรมดา”

จางเหอแสดงความเกลียดชังในสายตาของเขา “อย่าให้ฉันจับมันได้ก็แล้วกัน ฉันจะให้มันรู้ซึ้งการตายทั้งเป็น”

มู่เวยเวยเหลือบมองเขาและพูดอย่างเย็นชา“ ฉันอยากเอาปืนยิงมันให้ตาย ถ้ามันไม่ผิดกฎหมาย”

จางเหอเหลือบมองไปที่มู่เวยเวยด้วยความประหลาดใจ หันกลับมาและมองไปที่ถนนข้างหน้าพร้อมกับพูดในใจว่าการหายตัวไปของคุณชายนั้นกระทบกับเธอมาก เมื่อก่อนเย่ฉ่าวเฉินจะออกไป เธอจะตะโกนบอกก่อนว่าห้ามฆ่าคน แต่ตอนนี้เธอกับอยากลงมือฆ่าคนเอง ดูเหมือนว่าเธอจะเกลียดกาวินมากจริงๆ

รถขับไปที่ชานเมืองและสายลมของฤดูใบไม้ผลิก็พัดเข้ามา

เย่ฮวางกรุ๊ป

ทันทีที่เย่ฉ่าวเหยียนปรากฏตัว พนักงานทุกคนที่เห็นเขาก็ตกตะลึง นี่…… นี่ใช่น้องชายสุดเพอเฟคของประธานเย่หรือเปล่า?

เลขาหลิวได้รับแจ้งจากจางเหอล่วงหน้า รออยู่ที่ล็อบบี้ของบริษัทแต่เช้า เพื่อที่จะได้เห็นเขาเดินเข้ามาอย่างสง่างาม เขารีบทักทาย“ ประธานเย่ สวัสดีปีใหม่ครับ”

เย่ฉ่าวเหยียนยิ้มและพยักหน้า “สวัสดี ประธานเย่คือพี่ชายฉัน เรียกฉันว่าประธานเหยียนก็พอแล้ว”

เลขาหลิวมองไปที่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขาราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ไม่น่าแปลกใจที่ผู้หญิงหลายคนชอบเขา

“ได้เลย เชิญครับ”

เย่ฉ่าวเหยียนมาที่บริษัทเพียงไม่กี่ครั้งเมื่อเขายังเด็ก และไม่เคยมาอีกเลยจึงแทบไม่มีใครรู้จักเขา อย่างไรก็ตามทุกคนรู้จักเขาจากอินเทอร์เน็ต ก็เลยไม่จำเป็นต้องอธิบายอะไรมาก

ลิฟต์ขึ้นไปยังห้องทำงานของประธาน เลขาหลิวเปิดประตู “ประธานเหยียน นี่คือห้องทำงานของประธานเย่ เขาแจ้งช้าเกินไปห้องทำงานก็เลยยังยุ่งเหยิงนิดหน่อย ก็เลย…… ”

“ไม่เป็นไร แบบนี้แหละ” เย่ฉ่าวเหยียนรู้สึกกดดันเมื่อเขาเดินเข้าไปและสไตล์ที่เคร่งขรึม เข้มงวดของเขาไม่เข้ากับตัวเขา

“เลขาหลิว ช่วยแจ้งกับทุกคนให้เข้าประชุมตอนเก้าโมงด้วย” เย่ฉ่าวเหยียนสั่ง

“รับทราบ”

บริษัทเย่ฮวางตอนนี้เกิดความวุ่นวายมาก พวกเขาไม่คาดคิดว่าแค่ผ่านไปปีเดียวตำแหน่งประธานก็เปลี่ยนคนแล้ว แถมยังเปลี่ยนเป็นชายหนุ่มอีกด้วย แค่เพียงเวลาสั้นๆ

“ ห้ะ แกบอกประธานเย่ของพวกเราเป็นอะไร? เป็นเพราะข่าวลือครั้งก่อนหรอ ทำให้เขาไม่อยากเผชิญหน้ากับทุกคน?

“แกคิดมากไปเปล่า ประธานเย่ของพวกเราเป็นคนยังไง? จะไปถือสาเรื่องไร้สาระพวกนี้ทำไม”

“ถ้าเขาไม่ถือ แล้วทำไมการทำงานวันแรกของปีถึงไม่มา?”

“ รีบอะไร? ประชุมตอนเก้าโมงไม่ใช่หรอ? สิ่งที่แกควรพูดถึงคือเรื่องนี้”

ในระหว่างทุกคนกำลังสนทนา มีเพียงคุณเฉินและคุณซวี่ที่มีสีหน้าเศร้าหมอง เพราะพวกเขาเท่านั้นที่รู้ว่าท่านประธานที่ทุกคนเคารพและชื่นชมอาจไม่กลับมา

“เอาล่ะ เรื่องจบละ เราไม่มีพลังที่จะย้อมเวลาได้ ทำได้เพียงทำหน้าที่ตัวเองให้ดีที่สุด” ประธานซวี่ตบไหล่คู่หูเบาๆพูดด้วยน้ำเสียงที่หดหู่เล็กน้อย

ประธานเฉินยิ้มอย่างขมขื่น “อะไรอีกล่ะ? แต่ฉันคิดว่าเย่ฉ่าวเหยียนเป็นคนฉลาด เขาไม่ได้มาเล่นๆหรอก ไปกันเถอะ ประชุมแล้ว พวกเราต้องช่วยเขา”

ประธานซวี่วางไหล่ของเขาลงและถอนหายใจ “ฉันแค่หวังว่าประธานเย่จะสบายดี และกละบมาโดนเร็ว นอกจากเขาฉันไม่รับคนอื่นจริงๆ”

“ฉันก็เหมือนกัน”

ห้องประชุมของเย่ฮวางสามารถรองรับผู้คนได้เป็นพันคนในเวลาเดียวกัน ทุกคนก็อยู่ในสถานที่ก่อนเก้าโมงครึ่ง บทสนทนาที่วุ่นวายพูดเกี่ยวกับประธานคนใหม่ดังลั่น

เวลาเก้าโมงครึ่ง เลขาหลิวเปิดประตู เย่ฉ่าวเหยียนเดินเข้าไป ทันใดนั้นห้องประชุมก็เงียบและสายตาของทุกคนจดจ่อไปที่คนๆหนึ่ง

เย่ฉ่าวเหยียนได้เห็นโลกตั้งแต่ยังเด็กและเขาสามารถรับมือกับเหตุการณ์แบบนี้ได้

นั่งลงในที่นั่งจุดศูนย์กลางของห้อง มีความจริงจังเล็กน้อยในดวงตาที่อบอุ่นของเขา

ประธานเฉิน เป็นประธานในการประชุมซึ่งพูดสั้นๆว่า “สวัสดีทุกคนนี่คือรองประธานคนใหม่ของเรา เย่ฉ่าวเหยียน”

มีเสียงปรบมือดังขึ้น

เย่ฉ่าวเหยียนเปิดไมโครโฟนตรงหน้าเขา เมื่อไมโครโฟนพร้อมใช้งาน เขาก็พูดขึ้นว่า”สวัสดีปีใหม่ทุกคนฉันชื่อ เย่ฉ่าวเหยียน อาจมีหลายคนรู้จักฉันจากข้อมูลบนอินเทอร์เน็ต วันนี้เป็นวันทำงานวันแรกของฉัน ก่อนอื่นฉันมีเรื่องจะอธิบายหลายเรื่อง ”

สถานที่ประชุมพันกว่าคนเงียบสงัด ราวกับยามค่ำคืนและทุกคนต่างมองมาที่เขาอย่างสงสัย

“ก่อนอื่น พี่ชายของฉัน ก็คือหัวหน้าของเย่ฮวาง ตามที่ฉันชี้แจงในข่าวครั้งที่แล้ว ตอนนี้เขาอยู่กับคุณปู่ที่ออสเตรเลียเพราะสุขภาพของคุณปู่ไม่ค่อยดี เขาไม่สามารถกลับมาได้ชั่วคราวดังนั้นในขณะนี้ ฉันเป็นคนจัดการเรื่องในบริษัท ขอให้ทุกคนไม่ต้องเป็นห่วงในเรื่องนี้”

“ประการที่สองฉันยังไม่รู้จักเย่ฮวาง เป็นอย่างดี ดังนั้นหากมีบางสิ่งที่ฉันไม่เข้าใจในการทำงาน โปรดแนะนำฉันด้วย”

“สุดท้าย เย่ฮวางมีระบบการทำงานของมันอยู่แล้วและมันก็ประสบความสำเร็จอย่างมาก ฉันจะไม่เปลี่ยนแปลงมัน พวกคุณมั่นใจได้ในเรื่องนี้” เมื่อเขาพูดอย่างนี้เขาก็หยุดและน้ำเสียงของเขาก็รุนแรงขึ้น “แต่ว่า ฉันก็ไม่อยากเห็นคนขี้เกียจทำงานและต่อต้านในเวลาที่ประธานเย่ไม่อยู่ หากฉันพบเห็นคงไม่เป็นการดีแน่ๆ ”

หลังจากพูดจบสามหัวข้อก็มีเสียงปรบมืออย่างอบอุ่น ในความเป็นจริงสำหรับพนักงานระดับล่างสิ่งที่ทุกคนกลัวที่สุดคือเจ้านายคนใหม่ทำตัวเป็นปีศาจร้ายหรือแม้กระทั่งปลดพนักงาน แต่จากคำพูดของเขาดูเหมือนว่าจะไม่มีทั้งสองอย่าง

ประธานเฉินตกตะลึงเล็กน้อยที่ชายหนุ่มผู้มีประสบการณ์คนนี้เดิมทีเขาคิดว่าเขาจะเป็นโรคกลัวเวที แต่เขาไม่คาดคิดว่าจะนิ่งขนาดนี้ ก็ว่าถึงทำให้ทุกคนอึ้งได้

ในอีกด้านของของประธานซวี่เขายังคงทำใบหน้านิ่งเฉยและพูดว่า“ สิ่งที่ประธานเหยียนพูดเมืองกี้ก็ชัดเจนแล้ว ฉันหวังว่าทุกคนจะมีส่วนร่วมในปีใหม่และบรรลุเป้าหมายที่เราวางแผนไว้สำหรับปีนี้”

หลังจากการประชุมที่เรียบง่ายจบลง เย่ฉ่าวเหยียนพบว่าฝ่ามือของเขาเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ไม่ประหม่า? ก็บ้าแล้ว มันเป็นเพียงที่เขาซ่อมมันไว้

วันนี้งานของ เย่ฉ่าวเหยียนคล้ายกับงานของเสี่ยวซีหร่าน นั่นคือไปยังสาขาต่างๆเพื่อทักทายปีใหม่ และเป็นการทักทายทุกคนให้คุ้นเคยกับผู้นำคนใหม่

คนที่พาไปคือคุณเฉินกับคุณซวี่สองคน และยังมีเลขาหลิวอีกคน อดีตผู้ช่วยของเย่ฉ่าวเฉิน

ความจริงเย่ฉ่าวเหยียนไม่ต้องการทำความคุ้นเคยกับสาขาอื่น เขามักจะรู้สึกว่าพี่ชายของเขาจะกลับมา แต่ว่าเฉินซวี่สองคนไม่เห็นด้วย หลักการของพวกเขาในการทำสิ่งต่างๆก็คือพลิกวิกฤตให้เป็นโอกาส

ยิ่งกว่านั้นในใจของพวกเขาแม้ว่าเย่ฉ่าวเฉินจะกลับมา แต่น้องชายคนนี้ก็ต้องเข้ามาบริหารบริษัทในสักวัน เมื่อเขากลับมาจากโรงเรียน มันจะดีกว่าถ้าไปทำความรู้จักไว้

หลังจากตกบ่าย รอยยิ้มของเย่ฉ่าวเหยียนก็ลดลง เขารู้สึกเมื่อยไปทั้งขา

มันก็คำเดิมๆ น่าเบื่อมาก

เมื่อประธานเฉินได้ยินเสียงคอแห้งของเขา จึงขอให้ผู้ช่วยหยิบขวดน้ำมาให้เขา“ ประธานเหยียนยังไหวอยู่ไหม?”

เย่ฉ่าวเหยียนดื่มน้ำเพื่อให้ชุ่มคอ “ยังไหว แต่ฉันไม่คิดว่าแค่การตรวจสอบ ภาระงานจะหนักขนาดนี้”

ประธานเฉินพูดด้วยรอยยิ้มจางๆว่า“ นี่มันยังถือว่าน้อยอยู่นะ ถือว่าเป็นวันแรกของคุณในการทำงาน คุณซวีและฉันก็เลยยกเลิกบริษัทเล็กๆไปสองสามแห่ง เมื่อมีโอกาสในภายหลังคุณจะได้เจอพวกเขา.”

“ขอบคุณมาก”

“ไม่เป็นไร นี่คือสิ่งที่เราควรทำ ไปกันเถอะ ผู้จัดการคนต่อไปของโรงงานกำลังรออยู่”

เย่ฉ่าวเหยียนถอนหายใจในใจและยกส้นเท้าขึ้น เขาเริ่มชื่นชมพี่ชายของเขาเล็กน้อย ไม่เพียงแต่สมองของเขาจะดีมากแต่กำลังกายของเขายังดีมากอีกด้วย

ในขณะที่เย่ฉ่าวเหยียนจับมือกับผู้คนนับไม่ถ้วน มู่เวยเวยก็มาถึงหมู่บ้านชาวประมง

พวกเขาแบ่งออกคนออกไปหลายกลุ่ม เพื่อแยกกันไปสอบถามในหมู่บ้าน เนื่องจากเป็นเทศกาลฤดูใบไม้ผลิบรรยากาศในหมู่บ้านจึงคึกคักมากและมีเด็กๆวิ่งเล่นอยู่ทั่วไปบนถนน

จางเหอกังวลเกี่ยวกับอาการบาดเจ็บที่เท้าของมู่เวยเวย แต่เดิมเขาแนะนำให้เธออยู่ในรถ แต่มู่เวยเวยปฏิเสธ เธอจะนั่งรอเฉยๆได้ยังไง?

“สวัสดี ฉันขอถามใครหาใครสักคนได้ไหม” มู่เวยเวยหยุดชายวัยกลางคนที่อุ้มเด็ก

ชายวัยกลางคนกระตือรือร้นมาก “ใคร?”

“ฉันอยากจะถามว่า มีใครในหมู่บ้านของคุณเคยช่วยชายคนหนึ่งที่ริมทะเลเมื่อปีก่อนรูปร่างสูงใหญ่ตาสีฟ้าไหม?” มู่เวยเวยอธิบายสั้นๆ

ชายวัยกลางคนส่ายหัวโดยไม่คิด “ไม่มีนะ ไม่เคยได้ยิน”

“ คุณช่วยนึกดีๆอีกครั้ง”

“ไม่จริงๆ ในฤดูหนาวหมู่บ้านเราจะไม่ออกทะเล มันเป็นกฏที่ส่งทอดมาตั้งแต่บรรพบุรุษ”

“อ่อ ขอบคุณมาก” มู่เวยเวยไม่ได้แสดงความผิดหวัง คำตอบเมื่อกี้ดูเหมือนจะอยู่ในความคาดหวังของเธอ

จางเหอเห็นว่าเธอกำลังดิ้นรนที่จะเดินและต้องการช่วยเธอ แต่เนื่องจากปัจจัยต่างๆเขาทำได้เพียงเฝ้าดู

จู่ๆโทรศัพท์ก็ดังขึ้น จางเหอก็หยิบมันออกมาดู ในใจรู้สึกเหมือนถูกบีบ

เป็นสายจากสถานีตำรวจ

“ฮัลโหล สารวัตรเว่ย”

“จางเหอ เราเพิ่งจับอาชญากรต่างชาติไม่กี่คนที่บุกเข้ามาอย่างผิดกฎหมายและยังพบปืนอีกจำนวนมาก มันอาจเกี่ยวข้องกับสิ่งที่คุณพูด”

จางเหอดีใจ“ จริงหรอ? เยี่ยมไปเลย”

“นี่ก็ต้องขอบคุณสำหรับข้อมูลไม่เช่นนั้นไม่รู้ว่าจะเกิดปัญหาขนาดไหน”

“มันเป็นสิ่งที่ฉันควรทำฉัน ให้ฉันไปหาตอนนี้ไหม?” จางเหอถามอย่างตื่นเต้น

“ยังไม่ต้อง พวกเราขอตรวจสอบก่อน คุณค่อยมาพรุ่งนี้”

“โอเค ขอบคุณมากสารวัตรเว่ย”

หลังจากวางสายโทรศัพท์จางเหอพูดกับมู่เวยเวยที่ตั้งหน้าตั้งตารอว่า“ มีข่าวจากสถานีตำรวจพวกเขาจับอาชญากรต่างชาติได้สองสามคน ฉันไม่รู้ว่ามันเกี่ยวข้องอะไรกับกาวิน เขาขอให้เราไปหาในวันพรุ่งนี้”

มู่เวยเวยรู้สึกประหลาดใจมากและเธอก็เต็มไปด้วยความเข้มแข็งในทันที “ในที่สุดข่าวดีก็มาถึง ฉันหวังว่านี่จะเป็นการเริ่มต้นที่ดี”

“มันจะเป็นเช่นนั้น” จางเหอปลอบโยนเธอ

ด้วยข่าวดีนี้ฝีเท้าของมู่เวยเวยจึงเบาลงมากและในวันนี้เธอได้ค้นหาหมู่บ้านหลายแห่ง แต่ก็ไม่ได้อะไรเลย

เมื่อพระอาทิตย์ตกดิน พวกเขาก็เดินทางกลับบ้าน

นี่เป็นเพียงจุดเริ่มต้นมู่เวยเวยไม่รู้ว่าเมื่อไหร่เธอจะพบมัน หรือว่าบางทีพระเจ้าอาจรอให้เธอยอมแพ้

กลับถึงบ้าน ผิงอันตะโกนว่า “แม่” และรีบวิ่งไปหา มู่เวยเวยไม่มีแรง เกือบจะล้มลงเพราะเขาวิ่งเข้ามาหา แต่ทันใดนั้นก็มีมือคว้าเธอไว้

หันไปทันที เป็นเย่ฉ่าวเหยียน

“ระวังตลหน่อย” เย่ฉ่าวเหยียนช่วยให้เธอยืนนิ่ง จากนั้นกอดผิงอันและเป่าจมูกของเขาพูดว่า “เท้าของแม่ไม่ดี อย่าวิ่งเข้าหาแบบนี้ เดี๋ยวเธอจะล้มได้ เข้าใจไหม?

ผิงอันพยักหน้า “ อืม เข้าใจแล้ว”

มู่เวยเวยเดินช้าๆไปที่ห้องนั่งเล่นและถามเย่ฉ่าวเหยียน “วันนี้เป็นอย่างไงบ้าง?”

“เหนื่อยมาก” เย่ฉ่าวเหยียนถอนหายใจ “ฉันเคยคิดว่าพี่ชายของฉันเป็นประธานที่มีเกียรติ แต่ฉันได้รู้แล้วว่ามันยากมาก ฉันแค่ไปวันนี้ ก็รู้สึกเมื่อยไปทั้งตัว แล้วเธอล่ะ? ”

มู่เวยเวยส่ายหัว“ แต่ว่ามีข่าวคราวจากตำรวจ…… ”

หลังจากฟังคำอธิบายสั้นๆของเธอ เย่ฉ่าวเหยียนก็ถามว่า “พรุ่งนี้อยากให้ฉันไปด้วยไหม?”

“ไม่เป็นไร เธอยังไม่เคยเจอเขา” ดวงตาของมู่เวยเวยก็มองไปที่ผิงอัน “แต่ว่า ฉันจะพาเขาไปด้วย”

“ห้ะ? ผิงอัน?” เย่ฉ่าวเหยียนประหลาดใจมาก

“ใช่ ผิงอันอยู่ใกล้กาวินมาตั้งแต่เด็ก เขาคุ้นเคยกับสายตาของเขามากที่สุด ถ้าเขาถูกจับได้จริงๆผิงอันคงจะจำเขาได้”

เมื่อผิงอันได้ยินชื่อของกาวิน ใบหน้าที่สงสัยก็ลอยออกมาและตะโกนว่า “ตูตู”?

มู่เวยเวยตกตะลึงและรู้ว่าเขาเรียกหาใคร

“ใช่แล้ว ตูตู ลูกจำเขาได้ไหม?”

ผิงอันขมวดคิ้วและคิด จากนั้นก็พยักหน้า ” จำได้ ”

“ งั้นดีเลย พรุ่งนี้แม่จะพาหนูออกไปเที่ยว ดูว่ายังจำตูตูได้จริงหรือเปล่า”

ผิงอันยิ้มทันที ” ได้เลย ”

เย่ฉ่าวเหยียนไม่เข้าใจและถามมู่เวยเวยเบๆ “ ตูตู คือใคร?”

ดวงตาของมู่เวยเวยเย็นชา“ ก็คือกาวินนั่นแหละ ตอนนั้นผิงอันยังพูดไม่ชัด ก็เลยออกเสียงซูซูเป็นตูตู”

แบบนี้นี่เอง

ในตอนเช้าของวันรุ่งขึ้น มู่เวยเวยรีบจัดของใช้ของผิงอันและไปที่สถานีตำรวจพร้อมจางเหอ

สารวัตรเว่ยเห็นมู่เวยเวยพยักหน้าเป็นการทักทาย แต่เขาพึมพำในใจ ภรรยาของเย่ฉ่าวเฉินมาทำอะไร? แถมยังพาเด็กมาอีก

แต่เมื่อเขาเห็นผิงอัน เขาก็ต้องตะลึงหลายวินาที ถ้าไม่ได้เห็นกับตา เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่าบนโลกนี้จะมีคนที่สีตาคนละสีอยู่จริงๆ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset