วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ – ตอนที่ 521 อาหารสีดำ

ได้ยินคำพูดเหล่านี้ เย่จิงเหยียนก็ยิ้มและส่ายหัว

อย่างที่เย่ชวูเสวียบอก ถ้าเรื่องครั้งนี้ไม่เกิดขึ้น เกรงว่ามู่ยู่วฉีจะไม่ตัดสินใจทำอะไรแบบนี้

มู่ยู่วฉีหรี่ตามองเย่จิงเหยียนและพูดว่า “มองอะไรแบบนั้นล่ะ ไม่เชื่อฉันเหรอ?”

“เปล่า ฉันเชื่อนาย”

มู่ยู่วฉีรู้ว่าเขาพูดปัดแบบขอไปที จากนั้นเขาก็ตอบกลับว่า “ยิ่งพวกนายไม่เชื่อความสัมพันธ์นี้ ฉันยิ่งตองยืนหยัดต่อไป ให้พวกนายเห็นว่าฉันก็เป็นคนเอาจริงเอาจังเหมือนกัน”

“ความรู้สึกนั้นนายเป็นคนสัมผัสเอง ไม่ใช่เพื่อทำให้คนอื่นดู อย่าฝืนตัวเอง”

“ฟังจากคำพูดนาย นายก็คิดว่าฉันไม่เหมาะกับซีซี?”

เย่จิงเหยียนหัวเราะ และบอกว่า “เท่าี่ฉันคิดนะ ตอนนี้มีแต่นายที่คิดเองเออเองตัดสินใจเอง ผู้หญิงเขาตกลงแล้วเหรอ?”

มู่ยู่วฉีพูดไม่ออก

ก็จริง ตอนนี้มีแค่เขาที่คิดเอง ซีซีไม่รู้อะไรเลย รอเขาฟื้นมา จะยอมเป็นแฟนเขาไหมนะ? ถ้าเธอปฏิเสธล่ะ….

เมื่อคิดได้ดังนั้น เขาก็จี๊ดๆที่หัว ทำเสียงสูงตอบกลับไปว่า “ตกลงแน่นอน ฉันคือใคร ฉันคือมู่ยู่วฉีนะ จะปราบยัยนี่ แค่เรื่องสิวๆ”

เย่จิงเหยียนกระตุกยิ้มเล็กน้อย “ฉันจะจำคำพูดของนายไว้แล้วกัน หวังว่าถึงตอนนั้นนายจะไม่หน้าแตก”

“วางใจเถอะ ขอแค่ฉันลงมือ ไม่มีทางผิดหวังแน่นอน”

จากนั้นพวกเขาก็พูดคุยกันเรื่องทั่วๆไป และเห็นเย่ชวูเสวียพาต้วนอีเหยาเดินเข้ามา

มู่ยู่วฉีรีบถามว่า “อีเหยา พวกเธอออกมากันแล้วเหรอ”

เย่จิงเหยียนไม่อยากให้ต้วนอีเหยาได้กลิ่นควัน จึงเดินไปข้างหน้าเธอและโอบเอวเธอไว้

เขากลัวว่าต้วนอีเหยาเห็นอาการของซีซีแล้วจะรู้สึกแย่

ดูจากตอนนี้สีหน้าท่าทางของต้วนอีเหยานิ่งกว่าที่คิดไว้ ถึงแม้จะได้ไม่ดูแย่มาก แต่สีหน้าก็ยังไม่ปกติ

มู่ยู่วเดินไปถามเย่ชวูเสวียว่า “ซีซีเป็นอย่างไรบ้าง?”

“เหมือนเดิม ฉันไปช่วยอันน่าเก็บเสื้อผ้าก่อน”

ต้วนอีเหยาถาม “เก็บเสื้อผ้าใคร?”

“ซีซีไง หลังออกจากโรงพยาบาล คิดไว้ว่าจะให้เธอไปพักที่บ้านของมู่ยวู่ฉีสักสองวัน ฉันไปมหาลัยเก็บเสื้อผ้าของซีซีก่อน”

ต้วนอีเหยาและเย่จิงเหยียนมองหน้ากันและหันไปพูดทางมู่ยู่วฉีว่า “เป็นแบบนี้นี่เอง”

“อ่าใช่ มู่ยู่วฉีบอกฉันว่าจะไม่แตะต้องซีซี พวกเธอเป็นพยานให้ด้วยนะ เขาจะได้ไม่แก้ตัวอะไรอีก”

“โอเค” ต้วนอีเหยายิ้มออกมา จากนั้นหันไปพูดกับเย่ชวูเสวียว่า “เธอจะไปมหาลัยของซีซี งั้นก็ติดรถไปกับฉันเลยซิ ทางผ่านอยู่แล้ว”

เย่ชวูเสวียพยักหัว “ก็ดีนะ งั้นมู่ยู่วฉี นายจัดการเรื่องซีซีออกจากโรงพยาบาลนะ ทุกคนแยกย้ายกันทำ”

เมื่อทุกคนแยกย้ายกัน มู่ยู่วฉีก็เดินกลับมาที่ห้องพักฟื้น

พยาบาลที่มาดูแลซีซี ทันทีที่เงยหน้าขึ้นและเห็นมู่ยู่วฉี

เธอก็ถูกความหล่อของเขาทำให้ใจอ่อนระทวย และหน้าแดง เธอเอาแต่จ้องเขาอยู่นานไม่พูดอะไร

ถึงมู่ยู่วฉีจะชินกับสถานการณ์แบบนี้ แต่ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจอะไรทั้งนั้น ถามกลับเสียงเย็นๆว่า “มีอะไรหรือเปล่า?”

สายตาของเขาน่ากลัว จนทำให่พยาบาลไม่กล้ามองหน้าอีก

แปลกจริงๆ คนน่ากลัวแบบนี้ ทำไมเมื่อกี้รู้สึกเหมือนเขาดูใกล้ชิดนะ?

พยาบาลสาวส่ายหน้า ตอบกลับว่า “ไม่ ไม่มีค่ะ”

“ไม่มีอะไรก็ออกไป รบกวนคนไข้เปล่าๆ”

“อ่อ…ค่ะ”

พูดจบ เธอก็รีบเดินออกไป

ภายในห้องเงียบวสงัด มู่ยู่วฉีเดินไปเปิดกล่องอาหารเพื่อสุขภาพ

กลิ่นหอมของมันโชยไปทั่วห้อง

ถ้าซีซีฟื้นมาคงร้องลั่นอยากจะชิมมัน

แต่ตอนนี้…….

เขาพยายามพูดต่อว่า “ฉันรู้ว่าเธอชอบกินเนื้อ แต่หมอสั่งว่าให้เธอกินอาหารเบาๆไปก่อน ครั้งนี้ทานแบบนี้ไปก่อน ครั้งหน้าฉันจะทำมาให้เธอเองเลย รับรองว่าเธอต้องชอบแน่ๆ”

มู่ยู่วฉีตั้งใจเอาอาหารไปวนรอบๆจมูกซีซี หวังว่าเธอจะได้กลิ่นและฟื้นขึ้นมา

แต่เธอก็ยังคงนอนนิ่ง ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ

เห็นเธอเป็นแบบนี้แล้ว หัวใจของเขาแทบจะสลาย

เขาพยายามบอกกับตัวเองว่าค่อยเป็นค่อยไป แต่เหมือนหัวใจจะไม่อยากรับฟัง

เขาไม่อยากเห็นผู้หญิงดีๆแบบเธอ ตกอยู่ในสภาพแบบนี้

……….

มู่ยู่วฉีมองกระเป๋าเดินทางเล็กใหญ่ที่อยู่ข้างหน้า ก็ถามว่า “บอกฉันได้ไหมว่านี่มันอะไรกัน?”

เย่ชวูเสวียค่อยจิบชา และตอบว่า

“ก็ดูแลซีซีไง”

“จะดูแลก็ดูแลไป ทำไมต้องขนของของเธอมาด้วย?”

เธอวางแแก้วลง และพูดด้วยสีหน้าจริงจังว่า “ฉันคิดมาแล้ว วิ่งไปวิ่งมาค่อนข้างลำบาก สู้ให้ฉันอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนซีซีดีกว่า”

มู่ยู่วฉีขมวดคิ้วถามต่อว่า “แค่นี้เหรอ?”

“ถ้านายอยากให้ฉันบอกว่ามีอย่างอื่นอีก ฉันก็ยอมรับ เช่น ฉันไม่วางใจปล่อบให้เธอตกอยู่ในกำมือของเสือร้าย เกิดวันใดวันหนึ่งเสือร้ายหิวโซขึ้นมาก อาจจะแอบย่องเข้าไปกินเธอ จะทำยังไง?”

“ฉันไม่ใช่พวกกินไม่เลือก”

เย่ชวูเสวียทำหน้าตาไม่เชื่อ “นายยังไม่หิวไง เลยพูดได้”

มู่ยู่วฉีหมดคำจะพูด จากนั้นถามต่อว่า “หนานกงเจา พักนี้ยัยชวูเสวียเป็นอะไร สมองถึงคิดแต่เรื่องอะไรก็ไม่รู้?”

หนานกงเจาหยักไหล่ หมายความว่าเขาก็ทำอะไรไม่ได้

“นายอย่ามองหนานกงเจาซิ เขาสนับสนุนความคิดฉันมาก ถ้านายคิดว่าฉันจะดูแลได้ไม่ดี งั้นฉันเรียกหนานกงเจา…”

“พอๆเลย ฉันตกลงแล้วโอเคไหม?” เขารีบพูดแทรกขึ้น

เย่ชวูเสวียยิ้มอย่างพอใจ “แบบนี้แต่แรกก็จบ ให้ฉันพูดอยู่ได้ งั้นฉันเอาของไปเก็บก่อน”

พูดจบ เย่ชวูเสวียก็ถือกระเป๋าเดินเข้าห้องไป

มู่ยู่วฉียกมือกุมขมับ และหันไปถามหนานกงเจาว่า “พวกนายว่างมาก พักนี้ยัยนี่ดูฉลาดขึ้นมาก”

“เธอคือคนของตระกูลเย่ เธอไม่โงมาแต่ไหนแต่ไรแล้ว”

มู่ยู่วฉีถามกลับว่า “ทำไมฉันรู้สึกว่านายมีความนัยต์แอบแฝง?”

“อย่าพูดเรื่อยเปื่อย ฉันไปดูชวูเสวียก่อนว่ามีอะไรให้ช่วยหรือเปล่า”

จากนั้นเขาก็เดินไป มู่ยู่วฉีมองไปทางเขา ก็ถอนหายใจออกมา ดูเหมือนว่าวันต่อไปจะไม่ง่ายแล้ว

วันที่สอง———–

มู่ยู่วฉียังไม่ทันตื่น ก็โดนปลุกด้วยเสียงเอะอะโวยวาย

เขาหยิบโทรศัพท์มาดูนาฬิกา ยังเช้าอยู่ แล้วคนด้านนอกทำอะไรกัน?

เขาเดินสะลึมสะลือไปทางเสียง และเห็นเย่ชวูเสวียกำลังยืนหน้าเปื้อนแป้งอยู่หน้าเตา

มู่ยู่วฉียืนพิงกำแพงและถามว่า “กำลังทำอะไรอยู่?”

“ไม่เห็นเหรอ กำลังทำอาหารเช้าไง”

นี่เธอกำลังจะทำอาหาร หรือจะพังครัว?”

“ไอหยา อย่าไปสนใจรายละเอียด อาหารเช้าตอนนี้จะเสร็จแล้ว รับรองนายต้องตะลึง”

“ฉันไม่ขอตะลึง ขออย่าให้ตกใจก็พอ”

มู่ยู่วฉีนอนหลับไม่ลงแล้ว จึงเดินไปกาแฟให้ตัวเอง และนั่งรออยู่นอกห้องครัว เผื่อว่าเย่ชวูเสวียจะก่อเรื่องอะไรอีก

ผ่านไปสักพัก เย่ชวูเสวียก็กวักมือเรียก “กินข้าวได้”

มู่ยู่วฉีถอนหายใจเฮือกหนึ่งก่อนเดินเข้าไปอย่างไร้อารมณ์

ท่าทีของเขาทำให้เย่ชวูเสวียไม่พอใจ

“ฉันลำบากเตรียมกับข้าวให้ แล้วนายทำหน้าตาอะไรแบบนั้น?”

“หนูในห้องทดลองทำหน้ายังไง ฉันก็ทำยังงั้นแหละ”

“ไร้สาระ หนูทดลองไม่ทำหน้าแบบนั้นแน่ ระดับฉัน เย่ชวูเสวียลงมือทำกับข้าวให้ นายต้องแอบยิ้มบ้างแหละ”

มู่ยู่วฉีรู้ว่าพูดยังไงก็ไม่ชนะเธอ จึงเดินไปที่โต๊ะอาหาร

เมื่อเขาเห็นอาหาร เขาก็นิ่ง

เย่ชวูเสวียยิ้มเบิกบาน เข้ามา “เป็นไงเป็นไง หอมและน่ากินใช่ไหม?”

หอม? น่ากิน? ทำไมเขามองไม่เห็นอะไรแบบนั้น

เขาใช้ตะเกียบคีบของดำๆที่อยู่ในจานขึ้นมา “นี่ที่บอกว่าฉันจะตะลึง?”

“อย่าดูถูกผัดไข่นี้นะ ฉันใส่เนื้อ ใส่องุ่นแห้ง ใส่ข้าวโอ๊ต อ่อแล้วยังใส่ฟักอีก สารอาหารครบถ้วนเลย!”

ได้ยินที่เย่ชวูเสวียพรรณนา เขาก็ไม่กล้ากินมันเลย

เย่ชวูเสวียเห็นท่าทีลังเลของเขา ก็พูดขึ้นว่า “ไอหยา นายไม่ลองจะรู้ได้ไง”

พูดจบก็ดันจานมาตรงหน้าเขา ให้เขารีบกิน

เขาถอยหลังเล็กน้อย “ฉันไม่กิน”

เย่ชวูเสวียทำหน้าไม่พอใจและพูดว่า “ของดีๆมีไม่กิน งั้นฉันจะไปป้อนซีซี”

ได้ยินดังนั้น เขาก็รีบดึงเสื้อเธอ และพูดว่า “อย่าเอาของแบบนี้ให้ซีซีเด็ดขาด!”

“พูดอะไรของนาย นายไม่อยากกินแล้วยังจะมาห้ามอีก หลบไปๆ เผลอๆซีซีอาจจะชอบอาหารของฉันก็ได้”

“ฉันบอกว่าไม่ได้!”

“นาย…”

ทันใดนั้นเสียงโทรศัพท์ของมู่ยุ่วฉีก็ดังขึ้น

“เฮ้ โทรศัพท์นายดัง”

เขาชี้หน้าเธอและพูดว่า “จำไว้ ห้ามป้อนซีซี”

พูดจบ เขาก็เดินเข้าห้องไป

เธอมองตามแผ่นหลังของเขาไป และพึมพำว่า “บอกไม่ให้ป้อนก็ไม่ป้อนเหรอ ใครจะฟังนายกัน!”

พูดจบ เธอก็เดินไปทางห้องซีซี

“ซีซี นี่เป็นอาหารที่ฉันตั้งใจทำเพื่อเธอเลยนะ รีบมาลองเร็ว”

เมื่อมู่ยู่วฉีคุยโทรศัพท์เสร็จ ก็เดินกลับมาที่ห้องครัว แต่ก็ไม่เจอเงาของเย่ชวูเสวียแล้ว จากนั้นเขาเลยรีบเดินไปที่ห้องของซีซี

ยัยบ้านี่บอกไม่ฟัง ถ้าเกิดซีซีเป็นอะไรไป เธอโดนดีแน่

เมื่อเขาเปิดประตูเข้าไป ก็เห็นภาพซีซีนั่งก้มหน้าอยู่ มองไม่เห็นอารมณ์เธอ และมีเย่ชวูเสวียยืนอยู่ข้างๆ อาหารที่อยู่ในจาน กระจายอยู่ที่พื้น

เขารีบเดินเข้าไปถาม “เกิดอะไรขึ้น?”

เย่ชวูเสวียเงยหน้าขึ้น ท่าทางดูลุกลี้ลุกรน และไม่ได้ตอบอะไร

มู่ยู่วฉีเห็นอย่างนั้นก็ยิ่งทำให้เขาร้อนใจ ตวาดลั่นว่า “เกิดอะไรขึ้น เธอพูดซิ!”

“เมื่อกี้ ซีซีร้องไห้”

“ร้องไห้!?”

มู่ยู่วฉีจับคางของซีซีเงยขึ้น เห็นหยดน้ำตาอยู่

เขาปาดน้้ำตาให้เธอ และถามต่อว่า “ยังดีๆอยู่แล้วทำไมร้องไห้?”

เย่ชวูเสวียทำหน้าตาไม่ถูกไม่รู้จะอธิบายอย่างไร “ฉันป้อนเธอไปคำหนึ่ง แล้วเธอก็ร้อง ทำเอาฉันไม่กล้าป้อนต่อ”

“ของแย่ๆแบบนี้ใครกินใครก็ต้องร้อง ฉันบอกเธอแล้วใช่ไหมว่าห้ามให้เธอกิน ทำไมเธอไม่ฟัง!”

จากนั้นเขาก็เดินไปหยิบอาหาร เตรียมจะโยนใส่ขยะ

เย่ชวูเสวียทำหน้าตารู้สึกผิด “ฉัน..ฉันอยากเติมเต็มสารอาหารให้เธอนี่นา”

พูดจบ เธอก็นึกอะไรขึ้นมาได้ “แปปนะ!”

“คิดอะไรพิศดารได้อีก?”

เธอแย่งจานอาหารมาจากมู่ยู่วฉี จากนั้นพูดว่า “ฉันจำได้ว่าหมอจิตวิทยาบอกว่าถ้าทำให้ซีซีร้องไห้ออกมาได้ ก็เหมือนเป็นการช่วยให้เธอได้ปลดปล่อยออกมาบ้าง”

“หมายความว่าไง?”

“ถ้าให้กินอีกครั้ง ซีซีทนไม่ไหวร้องไห้ออกมาอีก อาจจะดีขึ้นก้ได้!”

มู่ยู่วฉีหมดคำพูด

“เย่ชวูเสวีย สมองเธฮมีปัญหาแล้วล่ะ! ถ้าตอนนั้นนอกจากโรคทางใจยังไม่หาย แต่ต้องกลับมากินของแบบนี้จนเอ๋อไปอีก!”

เย่ชวูเสวียตอบกลับอย่างไม่พอใจว่า “มู่ยู่วฉี นายพูดอะไรแบบนี้ ฉันก็หวังดีกับซีซีเหมือนกัน นายตวาดอะไรของนาย!”

“ตรงไหนที่บอกว่าหวังดี แบบนี้เธอกำลังทำร้ายเธอด้วยซ้ำ”

“ฉันพูโกับนายไม่รู้เรื่องแล้ว เอาแต่ใจตัวเอง!”

จากนั้นเธอก็เตรียมไปหยิบของ

ขณะที่กำลังเก็บของอยู่นั้น เธอก็นึกขึ้นได้ว่ามีบางอย่างแปลกๆ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

วิวาห์สายฟ้าแลบ กับคุณสามีผู้ลึกลับ

“ผู้หญิงคนนี้ ฉันต้องการแล้ว” มู่เวยเวยซึ่งถูกแฟนหนุ่มขายตัวเธอไป จนเธอต้องกลายเป็นภรรยาของเย่ฉ่าวเฉิน ภายในห้อง ความดุของเขาทำให้เธอทรุดลง “คุณแต่งงานกับฉันด้วยเหตุผลอะไร” ชายหนุ่มแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “แต่งงานกับคุณ แน่นอนว่าเพื่อที่จะได้รังแกคุณไง” หลังจากนั้น…………. “คุณห้ามคิดถึงผู้ชายคนนั้น ไม่อย่างนั้นผมจะจัดการเขา” “ผู้หญิงของผมมีแค่ผมเท่านั้นที่จะรังแกได้ ใครกล้ามาแตะต้องคุณแม้แต่ปลายผม มันต้องตาย” “ใครบอกให้คุณไม่กลับบ้านตอนค่ำ ได้บอกผมรึยัง” ความทรมานที่ฉันพูดถึงมันเปลี่ยนรสชาติไปได้อย่างไร …………. เขาช่วยเธอ และปกป้องเธอเหมือนขุมทรัพย์ จนกระทั่งเธอพบว่าสามีที่เพิ่งแต่งงานคนนี้มีความลับที่เธอไม่รู้ … ห้องที่ห้ามเข้าใกล้ … ผู้ชายที่มีม่านตาสีม่วงและดวงตาเป็นประกาย … ทั้งสองหน้าเหมือนกันมาก … ใครคือสามีที่แท้จริงของเธอ?

Comment

Options

not work with dark mode
Reset