วิวาห์หวาน นายซาตานที่รักของฉัน – ตอนที่ 877 ไม่ใจอ่อน

เธอเลยพูดติดตลกว่า “ชิ ถ้าคุณหาพี่เขยให้ฉันได้ จะกี่อย่างก็ให้ได้”

พอเธอพูดออกไปแบบนี้ ใบหน้าของเสี่ยวเยว่ก็แดงขึ้นอีกครั้ง

จากนั้นจึงเหลือบมองซูเฉิงที่ตามหลังมาไกลๆ อย่างระมัดระวัง และจ้องมองเธออย่างโกรธเคือง “พี่เฉียวเฉียว!”

เฉียวฉีหัวเราะร่า

อันที่จริง ที่ออกมาข้างนอกคราวนี้ ไม่เพียงเพื่อพาเสี่ยวเยว่มาซื้อของเท่านั้น แต่เธอยังมีของใช้ส่วนตัวที่จำเป็นต้องซื้อด้วยเหมือนกัน

ภายในปราสาทนั้นดูแลดีมาก ลุงโอก็ดูแลเธออย่างดีไม่ขาดตกบกพร่อง แต่ถึงเขาจะรอบคอบเพียงใด แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็เป็นผู้ชายอยู่ดี

เฉียวฉีเป็นผู้หญิง ก็ต้องมีของใช้จำเป็นบางอย่างที่ผู้หญิงต้องใช้เป็นการส่วนตัว แม้ว่าเธอจะเตรียมมันติดห้องไว้แล้วก็ตาม แต่เมื่อใช้หมด เธอก็ละอายใจที่จะพูดกับลุงโอ ไม่กล้าบอกให้เขาจัดการให้

ดังนั้น เลยใช้ประโยชน์จากการที่ได้ออกมาวันนี้ มาซื้อเพิ่มด้วยตัวเอง

เฉียวฉีมีบัตรเครดิตอยู่ในมือ ซึ่งเป็นของกู้ซือเฉียน เธอและกู้ซือเฉียนเติบโตขึ้นมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก และทุกวันนี้พวกเขาลงเรือลำเดียวกันแล้ว เธอจึงไม่เคยรู้สึกว่าการใช้เงินของเขาเป็นเรื่องที่ผิด

ดังนั้น จึงไม่ลังเลที่จะใช้จ่าย

แน่นอนว่า กู้ซือเฉียนไม่ได้ขาดเงินอยู่แล้ว ถ้าเฉียวฉียินดีที่จะใช้จ่าย หรือใช้มากขึ้นอีก ไม่แน่ว่าเขาอาจจะมีความสุขก็ได้

เพราะมันทำให้เห็นว่า เฉียวฉีไม่ได้เห็นเขาเป็นคนอื่นคนไกล และไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาเหมือนเป็นคนนอก

เงินทองของเขามีมากน้อยเท่าไหร่ ความจริงแล้วเธอก็ไม่รู้แน่ชัด แต่นับเท่าไหร่ก็คงจะนับไม่หมดแน่นอน ตราบใดที่เธอใช้มันได้ เขาก็อยากจะมอบมันทั้งหมดให้กับเธอ

ดังนั้น เมื่อไม่นานมานี้ กู้ซือเฉียนจึงขอให้ลุงโอผูกบัญชีเธอเข้ากับบัตรดำโดยตรง

ในบัตรนั้นวงเงินไม่จำกัด สามารถรูดได้ตามใจต้องการ

แน่นอนว่าเฉียวฉีจะไม่เกรงใจ

เธอและกู้ซือเฉียนในทุกวันนี้ แม้แต่ชีวิตของพวกเขาก็ยังผูกติดกัน จะต้องมาสนใจเรื่องการใช้จ่ายเงินเพียงเล็กน้อยทำไมกัน?

ทั้งสองเริ่มเดินเล่นในห้าง

เมื่อเข้ามาในห้างแรกๆ เสี่ยวเยว่ยังไม่อยากปล่อยมือเธอ ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะความไม่คุ้นเคยด้วย เธอจึงเหมือนยับยั้งชั่งใจตัวเองไว้อยู่

อีกอย่าง ไม่รู้ว่ามันเป็นภาพลวงตาของเฉียวฉีเองหรือเปล่า เฉียวฉีรู้สึกมาโดยตลอดว่า แม้ว่าเธอจะแสดงออกมาว่ากำลังมีความสุขมาก แต่ความจริงแล้วก็มีบางอย่างอยู่ในใจ

อย่างไรก็ตาม หล่อนไม่ได้พูดออกมา เธอจึงไม่อยากถามอะไรมาก

เพราะท้ายที่สุดแล้ว ทุกคนล้วนมีสิทธิ์ในความเป็นส่วนตัว แม้ว่าเธอจะถือว่าเสี่ยวเยว่เป็นเพื่อน แต่เธอก็ไม่เคยคิดที่จะก้าวก่ายชีวิตของหล่อนมากเกินไป

ทั้งสองไปร้านขายเครื่องประดับที่ตั้งอยู่ที่ชั้นหนึ่งก่อน

เฉียวฉีไม่ได้สนใจเครื่องประดับมากนัก และที่เธอใส่ประจำ ก็จะเป็นสไตล์เรียบง่ายเพียงไม่กี่แบบ

เนื่องจากที่ผ่านมาเธอต้องทำงานใช้กำลัง เพราะอย่างนั้นเครื่องประดับที่ใหญ่เกินไปจะส่งผลกระทบต่อการเคลื่อนไหวของเธอ แถมยังจะดึงดูดความสนใจของผู้คนอีกต่างหาก ซึ่งไม่สะดวกต่อการใช้ชีวิตและการเคลื่อนไหวตามปกติของเธอเอาเสียเลย

ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอจึงได้ปลูกฝังมาตรฐานความงามอันเรียบง่ายและไม่เป็นจุดสนใจของตัวเองขึ้นมา

และตอนนี้ถึงจะได้รับเชิญไปร่วมงานในโอกาสที่เป็นทางการที่สำคัญๆ เธอก็ไม่ค่อยได้ใส่เครื่องประดับชิ้นใหญ่เท่าไหร่

แต่ในเมื่อมาแล้ว ก็ต้องเดินดูสักหน่อย

คิดได้ดังนั้น เฉียวฉีจึงลากเสี่ยวเยว่เดินดูตั้งแต่เคาน์เตอร์แรกและค่อยๆ ไล่ไปทีละเคาน์เตอร์

แม้ว่าทุกคนจะไม่รู้จักเธอ แต่เมื่อเห็นบอดี้การ์ดที่อยู่ข้างหลังเธอ เอิกเกริกขนาดนี้ พวกเขาก็รู้ว่าเธอไม่ใช่คนธรรมดาแน่

พวกเขาจึงยิ่งเอาอกเอาใจเธอมากขึ้น

ทั้งสองคนเดินดูอยู่พักหนึ่ง เฉียวฉีก็เห็นกำไลข้อมือหินโมราสีแดงเส้นหนึ่ง ซึ่งฝีมือในการทำกำไลข้อมือเส้นนี้กระชับเรียบง่าย แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เธอนึกถึงเข็มเงินที่เธอค้นคว้าครั้งล่าสุดได้ และนี่น่าจะใส่เข้าไปข้างในได้พอดี

หลังจากซื้อกำไลข้อมือแล้ว ทั้งสองก็ขึ้นไปที่ชั้นสอง

มีเสื้อผ้าแฟชั่นบางส่วนบนชั้นสอง

เสื้อผ้าแฟชั่นเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นแบรนด์ชั้นนำที่มีชื่อเสียงระดับโลก เฉียวฉีพาเสี่ยวเยว่ไปเดินดูแล้วรอบหนึ่ง แต่ก็ไม่พบอะไรที่เธอชอบ

เสี่ยวเยว่มักจะกระตือรือร้นที่อยากรู้อยากลองอยู่เสมอ แต่เพราะเธอไม่เคยชินกับมัน แถมยังก็ขี้อายอีก ในที่สุดก็ไม่กล้าที่จะพูดออกมา

เฉียวฉีดูออก และเธอก็ไม่ได้รีบร้อน

สำหรับบางอย่าง บางคนบอกว่ามันง่ายที่จะทำลายกำแพงในใจของผู้คน แต่ก็ไม่เท่ากับปล่อยให้เขาทำตามขั้นตอนนั้นด้วยตัวเอง

เธอถือว่าเสี่ยวเยว่เป็นคนที่อยู่ในความดูแลของเธอจริงๆ ดังนั้นเธอจึงตั้งใจจะเปลี่ยนหล่อน

หลังจากเดินดูทั่วทั้งชั้นสองแล้ว แต่ก็ยังไม่พบของที่ชอบ คนกลุ่มนี้ก็เลยขึ้นไปที่ชั้นสาม

ที่ชั้นสามก็มีเสื้อผ้าแฟชั่นขายเช่นกัน

ความแตกต่างเพียงอย่างเดียวจากชั้นสองคือ ชั้นสองเต็มไปด้วยร้านเสื้อผ้าแบรนด์เนมแถวหน้า แต่ชั้นสามทั้งชั้นกลับเต็มไปด้วยห้องเสื้อของแบรนด์ระดับโลก

ในร้านยังมีเสื้อผ้าสำเร็จรูปอยู่จำนวนหนึ่ง ซึ่งทั้งหมดล้วนเป็นรุ่นลิมิเต็ดอิดิชั่น ที่มีเพียงชิ้นเดียวหรือเพียงไม่กี่ชิ้นในโลก

หลังจากที่ทั้งสองเลือกร้านและเข้าไปเรียบร้อยแล้ว เฉียวฉีก็ขอให้พวกเขานำเสื้อผ้ารุ่นที่ออกแบบใหม่ ออกมาให้เธอดู

คนเหล่านั้นไม่รอช้า และหยิบอัลบัมภาพออกมาให้เธอดู พลางแนะนำให้เธอฟัง

เฉียวฉีมองดูเสื้อผ้ารุ่นใหม่ที่มีสีสันพวกนั้นในอัลบัม และฟังอย่างตั้งใจ

แต่ในความเป็นจริงแล้ว แทบไม่มีตัวไหนเข้าตาเธอเลย

จนเมื่อเปิดไปถึงหน้าสุดท้าย เธอก็หยุด

พนักงานขายยิ้มและแนะนำต่อ “กระโปรงตัวนี้ก็เป็นรุ่นใหม่ที่เราเพิ่งเปิดตัวในฤดูร้อนนี้เช่นกันค่ะ เป็นคอลเลคชั่นลิมิเต็ดระดับไฮเอนด์ ซึ่งมีเพียงห้าตัวในโลก และตัวเดียวในเอเชีย ตัวกระโปรงนั้นได้รับแรงบันดาลใจในการออกแบบมาจากใบไม้ และสีเขียวมิ้นต์นั้นเป็นสีที่ดูสบายตาให้ความรู้สึกสดชื่นและสว่างสดใส เพื่อให้สอดคล้องกับความรู้สึกของการออกแบบนี้พอดี และเมื่อสวมใส่แล้วจะทำให้ผู้สวมใส่รู้สึกถึงสายลมเย็นๆ พัดพาชวนให้สดชื่น “

เฉียวฉีเงยหน้ามองเสี่ยวเยว่

ต้องบอกว่า ความจริงแล้วเสี่ยวเยว่ไม่ใช่คนที่สวยจนต้องตกตะลึง แต่เธอสามารถเอาชนะได้ด้วยใบหน้าที่สวยสดงดงาม เธอเป็นสาวงามในวัยแรกแย้มที่กำลังมีความรักโดยแท้จริงเลย

เธออดยิ้มไม่ได้

เด็กสาวที่กำลังอยู่ในภวังค์แห่งความรักน่ะ ก็ต้องแต่งตัวให้สวยขึ้นอีกหน่อย ถึงจะดึงดูดความสนใจของคนที่ตัวเองชอบ

เธอเลยชี้ไปที่กระโปรงในอัลบั้มรูป แล้วถามว่า “มีของไหมคะ?”

พนักงานขายยิ้มและตอบว่า “มีค่ะ คุณมาถูกจังหวะพอดีเลยค่ะ ร้านเดียวในเอเชียที่มีกระโปรงตัวนั้นก็คือร้านของเราเองค่ะ ยังไม่มีใครเคยลองสวมด้วยนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปหยิบมาให้คุณ”

“ดีเลย รบกวนด้วยนะคะ”

พนักงานขายยิ้มและเดินออกไป

เสี่ยวเยว่มองไปที่กระโปรงตัวนั้นในอัลบั้มภาพ ดวงตาของเธอเป็นประกาย

แล้วพูดชื่นชม “กระโปรงตัวนี้สวยจริงๆ เลยนะคะ”

เฉียวฉีกล่าวว่า “เธอก็คิดว่ามันดูดีใช่ไหม?”

“ค่ะ”เธอพยักหน้าอย่างหนักแน่น

“งั้นถ้าได้มาแล้ว เธอก็เอาไปลองดูสิ”

“ฮะ?” เสี่ยวเยว่ตกตะลึง

ทันทีหลังจากนั้น เธอก็โบกมือปฏิเสธ “ฉันทำไม่ได้หรอกค่ะ ฉัน…”

“ทำไมจะไม่ได้ล่ะ? เธอเป็นคนสวยขนาดนี้ ซ้ำยังไร้เดียงสาและสดใส เข้ากับสไตล์ของกระโปรงตัวนี้พอดี ฉันว่าเธอต้องดูดีมากแน่ๆ เมื่อสวมมัน”

สายตาของเสี่ยวเยว่แอบเหลือบมองที่ตัวเลขราคาที่แขวนอยู่บนอัลบั้มภาพ และนับในใจอย่างเงียบๆ

หนึ่ง สอง สาม สี่ ห้า หก… หกหลัก!

นี่มันต้องใช้เงินเดือนกี่เงินเดือนของเธอกันเนี่ย?

ทั้งชีวิตเธอก็คงซื้อไม่ได้หรอก

เฉียวฉีสังเกตเห็นการสายตาของเธอ จึงใช้นิ้วปิดป้ายราคาไว้ และยิ้มอย่างนุ่มนวล “ไม่เป็นไรหรอก ไปลองดูเถอะ กระโปรงที่แพงที่สุดและดีที่สุดก็ทำมาให้คนใส่ ถ้ามันเหมาะกับเราก็ซื้อ แต่ถ้าไม่เหมาะก็ค่อยว่ากันอีกทีก็ได้”

เสี่ยวเยว่กัดริมฝีปากของเธอ

หลังจากดื้อดึงอยู่พักหนึ่ง เธอก็ไม่สามารถต้านทานการยั่วยวนของกระโปรงตัวนั้นได้ และพยักหน้ายอมรับ

ทันใดนั้น โทรศัพท์มือถือของเธอก็ดังขึ้น

เธอหยิบมันออกมาดู สีหน้าของเธอเปลี่ยนไปเล็กน้อย จากนั้นก็พูดกับเฉียวฉีว่า “พี่เฉียวเฉียว ที่บ้านฉันโทรมา ฉันขอตัวออกไปรับโทรศัพท์ที่บ้านสักครู่นะคะ”

วิวาห์หวาน นายซาตานที่รักของฉัน

วิวาห์หวาน นายซาตานที่รักของฉัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset