ศพ – ตอนที่ 118 เข้า ส.น.

ตอนที่ 118 เข้า ส.น.

ทันใดนั้นเมื่ออู่ฮุ่ยฮุ่ยได้ยินคำพูดของผม เธอก็ตกตะลึงทันที

แต่หลังจากนั้นเธอก็พูดว่า “ เมื่อ เมื่อกี้เจ้า เจ้าตัวนั้นมันเป็นคนรึเปล่า ”

อู่ฮุ่ยฮุ่ยได้เห็นร่างที่แท้จริงของจางจึเทาแล้ว ผมคิดจะปิดบัง แต่มันก็ไม่มีประโยชน์อะไร

ดังนั้นผมจึงพูดออกมาตรงๆ “ ไม่ใช่ นั่นมันปีศาจ ! ”

“ ปี ปีศาจ งั้น งั้นนายก็เป็น…… ” อู่ฮุ่ยฮุ่ยมองผมด้วยความตกใจ ใบหน้าเขียนคำว่าไม่อยากจะเชื่อเอาไว้

ผมจ้องอู่ฮุ่ยฮุ่ย จากนั้นก็พูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังโครตๆ “ ฉันเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย มีหน้าที่จัดการเจ้าตัวพวกนี้โดยเฉพาะ ”

 

เมื่ออู่ฮุ่ยฮุ่ยได้ยินผมพูดแบบนั้น ก็แสดงท่าทางหวาดกลัวและเคร่งเครียดมากๆ ดวงตาเบิกกว้าง อ้าปากเล็กน้อย

ผมไม่ได้อธิบายอะไรมาก เมื่อเห็นตำรวจกำลังเข้ามาแล้ว ก็พูดกับอู่ฮุ่ยฮุ่ยว่า “ อีกเดี๋ยวพูดว่าออกมาเดินเล่นนะ เธอเจอฉันระหว่างทาง ส่วนเรื่องอื่นก็ไม่ต้องพูด เพราะบนโลกนี้ นอกจากคนแบบฉันแล้ว ก็ไม่มีใครเชื่อเรื่องที่เธอพูด ! ไม่อย่างนั้นเธอจะต้องโดนสงสัยว่าเป็นคนบ้าไม่ก็พูดโกหกแน่ ”

ผมทำหน้าจริงจัง และเคร่งครึมมาก

อู่ฮุ่ยฮุ่ยก็ไม่ได้โง่ เธอเข้าใจความคิดของคนบนโลกนี้ดี

ถ้าไม่ได้เห็นกับตา แล้วพูดเรื่องแบบนี้ออกไป ก็คงไม่มีใครเชื่อเธอ

หลังจากฟังจบ เธอก็พยักหน้าให้ผมรัวๆ

 

ผ่านไปเพียงแค่แป๊บเดียว ตำรวจก็มาถึง ผู้นำเป็นตำรวจวัยกลางคน ดูแล้วเป็นคนที่แข็งแรงมาก

เมื่อเขามาถึงด้านหน้าของพวกเรา ก็ใช้ไฟฉายที่อยู่ในมือส่องมาที่พวกเราหนึ่งครั้ง จากนั้นก็พูดออกมาเบาๆ “ ดึกขนาดนี้ พวกคุณมาทำอะไรที่นี่ ”

“ ก็ไม่มีอะไรนิ แค่ออกมาเดินเล่นเฉยๆ ! ระหว่างทางได้เจอกับผู้หญิงคนนี้โดยบังเอิญ ! ” ผมพูดด้วยท่าทางสบายๆ แต่ในใจกำลังกังวลอย่างสุดขีด

“ งั้นเหรอ ” หลังจากพูดจบ ตำรวจคนนั้นก็หันไปมองอู่ฮุ่ยฮุ่ย

อู่ฮุ่ยฮุ่ยค่อนข้างตื่นเต้น แต่ก็พยักหน้าให้ “ ใช่ ใช่ค่ะ ! มาเดินเล่น แล้วก็เจอกับผู้ชายคนนี้โดยบังเอิญค่ะ ! ”

“ ในโรงแรมเกิดคดีฆาตกรรมขึ้น คงไม่เกี่ยวกับพวกคุณซินะ ” ตำรวจคนหนึ่งพูด

 

“ อ่อ ! เรื่องนั้นผมรู้ แต่ไม่เกี่ยวข้องกับผมแน่นอน ! ก่อนหน้านี้ผมร้องเพลงอยู่ในห้องส่วนตัวของโรงแรมตลอด ! พวกเพื่อนของผมเป็นพยานให้ได้ ! ” ผมพูดออกมาตรงๆ

ส่วนอู่ฮุ่ยฮุ่ยก็ส่ายหัว “ ก่อนหน้านี้ฉันพูดคุยกับทีมงานในกองถ่ายเรื่องบทละครในห้องประชุมของโรงแรม ฉัน ฉันไม่ได้ฆ่าคนนะ ! ”

แต่ตำรวจวัยกลางคนกลับจ้องพวกเราด้วยสายตาที่เย็นชา “ คนร้ายที่ผมจับทุกคน ก่อนถูกจับก็บอกว่าตัวเองเป็นคนดี จะฆ่าคนรึเปล่า พากลับไปส.น.แล้วค่อยว่ากัน ! ”

หลังจากพูดจบ ตำรวจวัยกลางคนก็โบกมือ ทันใดนั้นลูกน้องที่อยู่ข้างๆสองสามคนก็เข้ามา

ไม่พูดพล่ามทำเพลง จับพวกเราใส่กุญแจมือ จากนั้นก็พาผมและอู่ฮุ่ยฮุ่ยออกจากป่าผืนนั้นไปพร้อมกัน

 

ที่จริงผมรู้สึกเศร้ามาก ถึงผมจะเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย กำจัดภัยร้ายเพื่อประชาชน

แต่พอเจอเรื่องแบบนี้ ผมก็เศร้าจนพูดไม่ออก ทำได้เพียงบ่นพึมพำอยู่ในใจเท่านั้น

แต่ผมมีหลักฐานเพียงพอในการยืนยันตัวตน ดังนั้นคงถูกขังไว้มากที่สุดแค่ 24 ชั่วโมง จากนั้นพวกเขาก็ต้องปล่อยผมออกมาแน่

เรื่องก็เป็นแบบนี้ ผมและอู่ฮุ่ยฮุ่ยก็ถูกพาตัวออกจากที่นี่ทันที สุดท้ายก็ขึ้นรถตำรวจ และมาถึงสถานีตำรวจ

เมื่อมาถึงสถานีตำรวจ ก็ถูกพาตัวไปที่ห้องเล็กๆมืดๆห้องหนึ่ง ที่มือยังใส่กุญแจมืออยู่ นั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง

จากนั้น ตำรวจสองนายก็เข้ามาในห้อง

 

ตำรวจหนึ่งในนั้นพึ่งเข้ามา ก็นำแฟ้มที่อยู่ในมือฟาดลงกับโต๊ะทันที จากนั้นก็พูดเสียงดุๆ “ ชื่อแซ่ อายุ อาชีพ เคยเรียนที่ไหน…… ”

เขาถามยาวเป็นหางว่าว ผมเองก็พูดตามความจริง

แต่เมื่อถึงคำถามสุดท้าย ตำรวจคนนั้นกลับพูดในสิ่งที่ไม่ค่อยน่าฟัง “ สารภาพมาเถอะ ! ทำไมต้องฆ่าคน ! ”

ผมกลอกตาทันที พระเจ้าคงคิดว่าฉันเป็นฆาตกรจริงๆซินะ

“ ผมบริสุทธิ์ ผมไม่ได้ฆ่า ผมแค่ไปเดินเล่นในป่า คุณกลับพูดว่าผมฆ่าคนเนี่ยนะ ” ผมเถียงกลับ

แต่ตำรวจคนนั้นกลับพูดในสิ่งที่ไม่น่าฟังอีก “ ดูแล้วนายคงปากแข็ง สถานที่ที่เจอพวกนาย พวกเราพบร่องรอยการต่อสู้และท่อนไม้เปื้อนเลือด แล้วก็ กระดาษสีเหลืองที่อยู่ในตัวนายใช้ทำอะไร ในขวดแก้วนี่ใส่อะไรเอาไว้ เป็นยาพิษรึเปล่า ”

 

ขณะที่พูด ตำรวจคนนั้นก็หยิบยันต์และขวดน้ำตาวัวขึ้นมาดูเป็นพิเศษ

ผมโบกมือ “ บ้านผมทำกิจการเกี่ยวกับงานศพ ในตัวมีกระดาษเหลืองพวกนี้ก็ไม่ใช่เรื่องปกติเหรอ ส่วนเจ้าขวดนั้น เป็นน้ำที่ใช้ปัดเป่าสิ่งชั่วร้าย ! ถ้าคุณชอบ ผมให้ก็ได้ ! ส่วนเรื่องท่อนไม้ ผมไม่รู้เรื่อง…… ”

แม้ว่าตำรวจคนนั้นยังรู้สึกสงสัย แต่ก็หาหลักฐานที่ผมเป็นคนฆาตกรไม่เจอ

ตอนนี้ตำรวจจึงทำได้เพียงตั้งข้อสันนิฐาน ว่าผมกำลังวางแผนอะไรอยู่รึเปล่า

แต่หลังจากถามได้ประมาณ 2 ชั่วโมง ก็มีคนมาเคาะประตู

จากนั้นตำรวจหนึ่งคนก็ไปเปิดประตู คนด้านนอกคุยกับเขาสองสามประโยค จากนั้นเขาก็หันมาพูดกับตำรวจที่กำลังสอบปากคำผมอยู่ “ เสี่ยวจาง มีทนายมาประกันตัวเขาแล้ว ปล่อยเขาไป ! ”

 

ตำรวจที่สอบปากคำผมได้ยินแบบนั้น ก็เก็บเอกสารในมือทันที “ เจ้าเด็กน้อย โชคดีที่นายบริสุทธิ์ แต่ถ้าทำให้ฉันรู้ว่านายทำเรื่องเลวละก็ ฉันจับนายเข้าคุกแน่ ! ”

ตำรวจที่ชื่อเสี่ยวจางมีความเที่ยงธรรมมาก สำหรับตำรวจมืออาชีพแบบนี้ เป็นธรรมดาที่ผมต้องเคารพเขามาก

ผมพยักหน้าให้เขา และยิ้มออกมาเล็กน้อย

หลังจากนั้น ผมก็ถูกพาตัวออกมาจากห้องสอบปากคำ

แต่มันก็แปลก แล้วใครคือทนายที่มาประกันตัวผมละ แถมยังเร็วมากอีกด้วย

ต้องรู้ว่าจากตำบลชิงฉือมาถึงที่นี่ ต้องนั่งรถเข้ามา ถึงเร็วที่สุดก็ต้องใช้เวลาชั่วโมงกว่าๆ

 

ไม่ว่าอาจารย์จะรีบมายังไง ก็ไม่น่าเร็วถึงขนาดนี้นิ

แถมอาจารย์ของผมยังเป็นคนแก่ไม่รู้หนังสือ จะมารู้เรื่องทนายความพวกนี้ได้ยังไง

ใจผมเต้นตุ้มๆต่อมๆ เมื่อเห็นทนายคนนั้น

ก็พบว่าเขากำลังใส่แว่นกรอบสีทอง ในมือถือกระเป๋าเอกสาร ท่าทางฉลาดและสุภาพ แต่งตัวชุดสูทเป็นทางการมากๆ

เมื่อเขาเห็นผมเดินออกมา ก็เอื้อมมือมาทางผม “ คุณติงฝาน คุณต้องลำบากแล้ว ! ผมจางเป่าเจี่ยนทนายของคุณครับ ”

 

ผมยิ้มให้และพูดว่า “ ไม่เป็นไรไม่เป็นไร ไม่ทราบว่าใครเชิญคุณมาเหรอครับ ใช่อาจารย์ของผมรึเปล่า ”

จางเป่าเจี่ยนกลับส่ายหัว “ ไม่ใช่ครับ เป็นคุณหนูใหญ่ ! ”

“ คุณหนูใหญ่ ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมก็สงสัยทันที

คุณหนูใหญ่อะไร ใครวะนั่น ในความทรงจำของฉัน นอกจากลูกค้ารวยๆแล้ว คนรอบตัวที่ฉันรู้จัก ก็ยากจนกันทั้งนั้น

แต่จางเป่าเจี่ยนกลับยิ้มออกมาเล็กน้อย “ คุณหนูใหญ่อยู่ข้างนอกครับ พวกเราออกไปกันเถอะ ! ”

 

หลังจากพูดจบ จางเป่าเจี่ยนก็ผายมือเชิญผม แสดงให้เห็นถึงความเคารพผมมากๆ แต่มันก็ทำให้ผมไม่ชินโครตๆ

ผมหัวเราะฮ่าๆและพยักหน้ารับ จากนั้นก็เดินตามจางเป่าเจี่ยนออกไปข้างนอก

แต่หลังจากที่พวกเราออกมาถึงข้างนอก ผมก็ช็อกทันที

เพราะผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างนอก ก็คือเสี่ยวม่าน

เมื่อเห็นเสี่ยวม่าน ผมก็พูดด้วยน้ำเสียงแปลกใจสุดๆ “ เสี่ยวม่าน เธอก็ถูกพวกเขาจับมาเหมือนกันเหรอ ”

แต่เสี่ยวม่านกลับกลอกตาใส่ผม “ ปัญญาอ่อน ฉันพาทนายจางมาช่วยนายต่างหาก ! ”

เสียงพึ่งเงียบไป จางเป่าเจี่ยนก็หัวเราะมาทางผม ในเวลาเดียวกันก็พูดว่า “ นี่ก็คือคุณหนูของผมครับ ! ”

เมื่อได้ยินประโยคนี้ ผมก็ตัวแข็งทื่อไปทันที

 

ดีนินางเพื่อน เดี๋ยวนี้เสี่ยวม่านกลายเป็นคนร้ายกาจขนาดนี้แล้วเหรอ แถมยังมีทนาย และเรียกเธอว่าคุณหนูอีกด้วย

เมื่อเสี่ยวม่านเห็นผมเงียบ เธอก็หัวเราะ “ ฮึฮึ ” “ นายเป็นอะไร มันน่าตกใจขนาดนั้นเลยเหรอ ”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ผมก็ได้สติ แต่ก็ยังคงรู้สึกอึดอัดใจ

ผมลูบหัวของตัวเอง จากนั้นก็พูดว่า “ ก็มันแปลกมากนิ คิดไม่ถึงว่าเธอจะมาช่วยฉัน ! ”

เสี่ยวม่านกลับกลอกตาใส่ผม “ เห็นนายโดนตำรวจจับ ก็เลยมาช่วยนาย ชั่งเถอะ นี่ก็คงโดยทรมานมาทั้งคืนแล้วซิ คงเหนื่อยมากแล้ว บ้านฉันอยู่ใกล้ๆนี่เอง นายไปพักที่บ้านของฉันก่อนก็แล้วกัน ! ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset