ศพ – ตอนที่ 126 ผีทารกปากใหญ่

ตอนที่ 126 ผีทารกปากใหญ่

แม้ว่าผีทารกจะมีการประสานของแรงแค้นและพลังที่ชั่วร้าย และเป็นวิญญาณชั่วที่พิเศษมากอีกหนึ่งชนิด

แต่ก็เหมือนกับเด็กทั่วๆไป ยังมีนิสัยเหมือนเด็กคนหนึ่ง

เจ้าเด็กนี้จะต้องเคยดูการ์ตูนเรื่องเสี่ยวโม่เซียนมาแน่ ไม่อย่างนั้นก็คงไม่พูดว่า “ โปคาราจงแปลงร่าง ”

แต่ใครจะรู้ว่าจู่ๆผีทารกจะทำแบบนี้ มันจึงทำให้พวกเราสับสนไปพักหนึ่ง

แต่ผลลัพธ์ก็ออกมาดีจริงๆ เจ้าผีเด็กนั้นอ้าปากกว้าง และพุ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว จึงทำให้พวกเราตกใจทันที

และปากของผีเด็กตนนี้ยังสามารถอ้าได้กว้างถึงขนาดนั้น นี่มันปากที่เอาไว้ใช้กินชีวิตคนชัดๆ

 

ถ้าโดนปากกัดเข้าไปละก็ หัวจะต้องถูกเขมือบไปกว่าครึ่งแน่

ผมและเฟิงเฉ่วหานรีบยกดาบเข้าไปแทงทันที แต่ใครจะรู้ว่าเจ้าผีทารกนี้จะเร็วโคตรๆ

ยังไม่รอให้พวกเราได้ยกดาบขึ้น ลิ้นที่อยู่ในปากของเขาก็พุ่งออกมา ตวัดไปซ้ายขวา จากนั้นก็เข้ามารัดที่ข้อมือของผมและเฟิงเฉ่วหานทันที

อย่ามองว่าเป็นแค่ลิ้นอันเดียว แต่พลังของมันนั้นแข็งแกร่งมาก

หลังจากถูกรัด ผมก็รู้สึกถึงความเจ็บปวดที่ข้อมือ แรงที่ใช้จับดาบเอาไว้ก็ไม่มีอีกต่อไป

“ เคล้ง ” เสียงของดาบไม้สองเล่มตกลงบนพื้น และผีเด็กตนนั้นก็เข้ามากระแทกร่างของเฟิงเฉ่วหานอย่างแรง

ด้วยพลังที่มหาศาล จึงทำให้เฟิงเฉ่วหานถูกชนออกไป 2 เมตร

 

จากนั้นปากที่มหึมานั้นก็คำราม “ โฮก ” ออกมาและพุ่งเข้าไปกัดหัวของเฟิงเฉ่วหานทันที

“ เหล่าเฟิง ” ผมแสดงสีหน้าตกใจ อดตะโกนออกมาไม่ได้

ในเวลาเดียวกันก็พุ่งไปหาเจ้าผีเด็กตนนั้น คิดจะดึงตัวมันออกไป

แต่ขณะที่เฟิงเฉ่วหานกำลังจะโดนกัด เขาก็เอื้อมมือออกมาอย่างรวดเร็ว จับขากรรไกรของเด็กนั้นเอาไว้จนแน่น

มือจึงถูกฟันที่แหลมคมนั้นแทงทะลุจนมีเลือดสดๆไหลออกมา และเจ้าเด็กนั้นก็ค่อยๆขยับเข้าใกล้หัวของเฟิงเฉ่วหานทีละนิด แต่เฟิงเฉ่วหานทนความเจ็บเอาไว้ ไม่กล้าปล่อยมือเลยแม้แต่วินาทีเดียว

ตอนนี้ผมได้มาถึงตรงหน้าของผีทารกแล้ว เมื่อเห็นท่าไม่ดี จึงใช้มือจับร่างของเด็กเอาไว้ ออกแรงลากเขาออก เพื่อไม่ให้หัวของเฟิงเฉ่วหานโดนกัด

 

“ ไอ้เด็กชั่ว ออกมาเดี๋ยวนี้ ! ” ผมตะโกน

แต่ผีทารกตนนั้นมีแรงมหาศาล เขากอดร่างเฟิงเฉ่วหานเอาไว้แน่น

ไม่ว่าจะใช้แรงขนาดไหน ผมก็ไม่สามารถลากเขาออกมาได้

ส่วนเด็กคนนั้น ก็เปล่งเสียง “ ฮือฮือฮือ ” ออกมาไม่หยุด และน้ำลายก็ไหลออกมาอย่างต่อเนื่อง

ลิ้นสีแดงที่เหนียวๆนั้น ได้เลียที่หน้าของเฟิงเฉ่วหานอย่างต่อเนื่อง ดูน่าคลื่นไส้เป็นอย่างมาก

เรื่องก็เป็นแบบนี้ พวกเราสามคนก็หยุดชะงักกันทั้งแบบนี้

หยางเฉ่วเองก็ตื่นตระหนกเช่นกัน ก่อนหน้านี้เธอสับสนอยู่พักหนึ่ง

 

แต่ตอนนี้เธอได้สติกลับมาแล้ว จึงรีบเข้ามาช่วย และในมือยังมียันต์อยู่หนึ่งแผ่น

เด็กนั้นกำลังกอดรัดเฟิงเฉ่วหานอย่างเอาเป็นเอาตาย คำราม “ โฮกโฮกโฮก ” ไปทางเฟิงเฉ่วหานอย่างต่อเนื่อง และไม่มีทีท่าว่าจะเห็นหยางเฉ่วที่อยู่ข้างหลัง

เมื่อหยางเฉ่ววิ่งเข้ามา ก็ไม่ลังเลเลยสักนิด เธอยกยันต์ในมือขึ้น

“ ไอ้เด็กเวร ! ”

เสียงพึ่งเงียบไป ก็ได้เสียงดัง “ แปะ ” ยันต์แผ่นนั้นถูกแปะลงบนหน้าผากของเด็กคนนั้น

และยันต์แผ่นนั้นพึ่งแปะลงที่หน้าผากของเด็ก มันก็มีไอความร้อนของพลังหยางระเบิดออกมา

 

จากนั้น “ ปัง ” เสียงระเบิดก็ดังขึ้นทันที

แม้ว่าเด็กนั้นจะร้ายกาจมาก แต่ก็ไม่สามารถต้านทานพลังของยันต์ได้

ขณะที่ยันต์ระเบิดออก ในปากก็กรีดร้อง “ อร๊าย ” ออกมาทันที ตัวของเขากระเด็นออกไป หัวที่ถูกแรงระเบิดเปิดออกจนเห็นแผลเวอะ แต่ยังไม่ตาย และปากของเขาก็ยังกรีดร้องโหยหวนออกมาอย่างต่อเนื่อง

วินาทีนี้ผมเองก็ไม่มีเวลามาสนใจ รีบเข้าไปประคองเฟิงเฉ่วหานขึ้น “ เหล่าเฟิงรีบลุกเร็ว ”

เฟิงเฉ่วหานคว้าโอกาสนี้ลุกขึ้น ใช้มือเช็ดน้ำลายที่อาบไปทั่วหน้า จากนั้นก็พูดด้วยความขยะแขยง “ เจ้าผีทารกนี่น่าขยะแขยงจริงๆ ! ”

 

หลังจากพูดจบ ก็หันไปมองเด็กที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกล

ขณะที่มองไปทางเด็กคนนั้น กลับพบว่าเจ้าผีเด็กนั้นกำลังใช้มือจับตรงหัวที่มีเลือดสีแดงไหลออกมา สั่นหัวดิกๆ และกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างมาก

“ อ๊าก ! เจ็บจังเลย หนูเจ็บมากเลย…… ”

เจ้าเด็กนี้ช่างร้ายกาจจริงๆ ขนาดหัวโดนยันต์เข้าไปหนึ่งแผ่น

ก็แค่บาดเจ็บ ยังไม่ตาย

“ อย่าชักช้า ตอนนี้มันกำลังบาดเจ็บ เอาชีวิตของมันเลย ! ” ผมรีบพูด ในเวลาเดียวกันก็หยิบดาบไม้ที่พื้นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

 

“ บุกพร้อมกัน กำจัดมันซะ ! ” หยางเฉ่วและเฟิงเฉ่วหานเองก็พยักหน้าแรงๆ ต่างหยิบดาบไม้ของตัวเองขึ้นมา

เล็งไปที่เด็กคนนั้น จากนั้นพวกเราสามคนก็วิ่งขึ้นไปล้อมไว้อย่างรวดเร็ว

แต่เจ้าเด็กนี้กระดูกแข็งจริงๆ แม้ว่าจะโดนยันต์แล้วบาดเจ็บ แต่เขาก็ยังคงมีแรงต่อสู้

เมื่อเห็นพวกเราสามคนวิ่งเข้ามาล้อม ก็จับที่หัวตัวเองเอาไว้แล้วถอยหลบอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็โดดไปอีกด้านหนึ่งของกำแพง

การเคลื่อนไหวของเขาเร็วมาก พวกเราไม่สามารถตามทันได้เลยสักนิด

เพียงเห็นว่าหลังจากเขากระโดดไปที่กำแพง แขนขาสี่ข้างก็เกาะผนังเอาไว้ จากนั้นก็ไต่ไปตามกำแพงทั้งแบบนั้น มุ่งตรงไปที่หน้าต่างที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลมาก

 

“ มันคิดจะหนี ! ” ผมแสดงสีหน้าตกใจ

ในเวลาเดียวกันก็พุ่งเข้าไป แต่เด็กคนนั้นกลับคลานไปที่หน้าต่างด้วยความเร็วสูง

เพราะบนหน้าต่างมียันต์แปะเอาไว้ ดังนั้นเจ้านี้จึงไม่สามารถออกไปได้

เขาเอื้อมมือออกไปก่อน คิดจะดึงยันต์แผ่นนั้นออก

แต่กรงเล็บของเข้าพึ่งสัมผัสกับยันต์ ก็เหมือนถูกไฟฟ้าช็อต “ แปรบ ” จากนั้นก็รีบถอยกลับทันที

“ ไอ้เด็กเวร คืนนี้แกอย่าคิดว่าจะออกไปไหนได้ ! ” เฟิงเฉ่วหานพูดเสียงดัง

เสียงพึ่งจางหาย ทันใดนั้นเจ้าเด็กนั้นก็หันมามองอย่างรวดเร็ว แถมยังแสดงสีหน้าน่าเกลียดน่ากลัวออกมา

 

เมื่อเห็นพวกเราสามคนเข้ามาหาเขา ทันใดนั้นเขากลับหันมาตะโดนใส่พวกเราว่า “ กา…… ”

เสียงดังมาก แม้จะไม่นานแต่ก็รุนแรงมาก

ขณะเดียวกันไอสีดำก็ระเบิดออกมา พวกเราไม่กล้าเข้าไปใกล้ ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่กล้าสูดไอดำนั้นเข้าไป จึงทำได้เพียงถอยไปข้างหลังเรื่อยๆ

ในเวลาเดียวกัน เสียงที่รุนแรงนั้นก็ทำให้พวกเราสามคนเจ็บแก้วหูมากๆ แถมยังมีอาการเวียนหัวตาลายเกิดขึ้นพร้อมกัน

จนอดไม่ได้ที่จะใช้มือปิดหูทั้งสองข้างเอาไว้ คิดว่าหลังจากเจ้าเด็กนั้นร้องเสร็จ ก็ค่อยไปจับเขาอีกครั้ง

แต่ใครจะรู้สองสามวินาทีหลังจากที่ไอดำระเบิดออกมาจากตัวเจ้าเด็กนี้ เขาก็หันกลับไปอย่างรวดเร็ว เล็งไปที่หน้าต่างที่อยู่ตรงหน้า จากนั้นก็เอาหัวไปกระแทกอย่างแรง “ ปัก ” เสียงชนเข้ากับกระจก

 

แม้ว่าที่กลอนหน้าต่างจะแปะยันต์เอาไว้ แต่ผีทารกตนนั้นกระแทกเข้าไปอย่างไม่กลัวตาย ยันต์ที่แปะเอาไว้จึงหลุดออกมา

หลังจากใช้หัวกระแทกกระจกอย่างรุนแรง “ แคร๊ง ” ทันใดนั้นกระจกก็แตกเป็นสองสามชิ้น หลังจากเศษกระจกหล่นลงพื้นภาพของช่องว่างใหญ่ๆก็ปรากฎขึ้น

ผมตกใจ แอบพูดในใจว่าแย่แล้ว เจ้าเด็กนั้นจะหนีไปแล้ว

ถ้าเป็นแบบนี้จริงๆ ทุกอย่างที่ทำมาในคืนนี้ จะสูญเปล่าทันที

ผมทนความเจ็บที่แก้วหูเอาไว้ จากนั้นก็ตะโกนว่า “ จะให้มันหนีไปไม่ได้ ! ”

หลังจากพูดจบ ผมก็หุบปาก และวิ่งเข้าไปอย่างรวดเร็ว

 

แต่ตอนนี้เจ้าเด็กนั้น กลับยื่นหัวออกไปนอกหน้าต่างแล้ว มันกำลังจะหนีไปได้แล้ว

ผมไม่สนใจอะไรอีกต่อไป รีบเอื้อมมือ จับผีทารกนั่นทันที

แม้ว่าผมจะพยายามอย่างสุดความสามารถ อยากจะหยุดเจ้าผีทารกนั่นเอาไว้ให้ได้

แต่ผมช้าไปหนึ่งก้าว ในขณะที่มือของผมสัมผัสกับขาของเด็ก

เขาก็ทำขาเตะ และพุ่งออกไปนอกหน้าต่างทันที

ขณะที่เขาพึ่งถึงพื้น แขนขาสี่ข้างก็คลานไปอย่างรวดเร็ว

 

ผ่านไปไม่กี่วินาที และการคลานที่รวดเร็วนั้น ก็ทำให้เขาสามารถกระโดดเข้าไปในบ่อน้ำได้แล้ว

เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกพ่ายแพ้

แผนที่วางเอาไว้ทั้งวัน กลับไม่เป็นดั่งหวังไม่สามารถจับตัวผีทารกเอาไว้ได้ สุดท้ายเขาก็ใช้หัวกระแทกกระจกแตก ทำให้ยันต์ที่แปะเอาไว้หลุด และหลบหนีออกไปจากบ้านได้

“ สมควรตาย ! ” เสียงเฟิงเฉ่วหานที่ตามผมมาติดๆ พูดด้วยความโกรธ

“ แม้ว่าเจ้าผีทารกนั้นจะบาดเจ็บ แต่ตอนนี้มันกลับเข้าไปในบ่อน้ำแล้ว เราต้องคิดวิธีล่อมันออกมาใหม่ แต่ยังไงก็คงยากหน่อย ! ” หยางเฉ่วเองก็รู้สึกผิดหวัง

 

แต่เสียงของหยางเฉ่วพึ่งเงียบลง จู่ๆพลังหยินที่เข้มข้นก็ไหลทะลักออกมาจากบ่อน้ำ พร้อมกับความหนาวเย็นที่แผ่ออกมา

ทันใดนั้น เสียงคำรามของเจ้าเด็กนั้นก็ดังขึ้น “ ไอ้คนเลว พวกแกมันเลว หนูจะโตเร็วๆ รอให้หนูโตก่อนเถอะ หนูจะกินพวกแก จะกินพวกแกให้หมดเลย…… ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset