ศพ – ตอนที่ 127 วางแผนระยะยาวเพื่อตกปลาตัวใหญ่

ตอนที่ 127 วางแผนระยะยาวเพื่อตกปลาตัวใหญ่

จู่ๆผีทารกก็หนีไปได้ จึงทำให้พวกเรารู้สึกเสียดายมาก

ทุกอย่างที่ทำในคืนนี้ ต่างเสียไปเปล่าๆ

แต่สิ่งที่ทำให้คนโกรธที่สุดคือ หลังจากเจ้าเด็กนั้นหนีเข้าไปในบ่อได้ ยังไม่วายส่งเสียงพูดขู่พวกเรา จึงทำให้ทุกคนอารมณ์เสียทันที

“ ผีทารกแค้นฝังใจแล้ว จะปล่อยมันไปไม่ได้ ภายในสองสามวันนี้จะต้องกำจัดมันให้ได้ ! ถ้ารอให้มันโตขึ้นจริงๆ พวกเราทุกคนจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมันอีกต่อไป ” เฟิงเฉ่วหานขมวดคิ้ว พูดออกมาอย่างเย็นชา

แม้ว่าผมกำลังบ่นในใจ แต่ที่เฟิงเฉ่วหานพูดมามันก็ไม่ผิดเลยสักนิด

 

ถ้าผีทารกตนนี้ได้โตขึ้น พวกเราก็จะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาอีกต่อไป

ดังนั้นผมจึงพยักหน้าให้อย่างหนักแน่น แต่ก็ไม่รู้ว่าต้องทำยังไง

ส่วนทางด้านหยางเฉ่วก็ได้สูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พูดว่า “ ถึงจะพูดแบบนั้น แต่ถ้าคิดจะล่อมันออกมาอีกครั้ง คงต้องคิดแผนระยะยาวเพื่อตกปลาใหญ่กันแล้วละ ! ”

เมื่อผมเห็นว่าทุกคนยังไม่แน่ใจ จึงพูดกับสองคนว่า “ งั้นคืนนี้ก็พอเท่านี้ก็แล้วกัน ! หยางเฉ่ว เธอช่วยพาจูจูไปพักผ่อนในห้องหน่อย ฉันจะคิดหาวิธีอื่น ! ถ้ายังไม่ได้อะไรจริงๆ ก็คงต้องลงไปในบ่อแล้วละ ! ”

สำหรับเรื่องลงไปในบ่อ เป็นวิธีสุดท้าย ตอนนี้จะยังใช้ไม่ได้เด็ดขาด

สถานที่แห่งนั้นเป็นที่กำเนิดวิญญาณผีทารก ทั้งมืดและแคบ จึงอันตรายมากๆ

กลัวว่ายังไม่ทันได้ลงถึงพื้น พวกเราก็อาจถูกผีทารกตนนั้นกัดคอตายไปแล้ว

 

หลังจากนั้น พวกเราก็ปิดหน้าต่างบานนั้น และกลับมานั่งบนโซฟา

หยางเฉ่วปลุกจูจูให้ตื่น จากนั้นก็ประคองเธอกลับไปพักผ่อนที่ห้อง

เพราะความหวาดกลัวจากเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ ทำให้จิตใจของจูจูในตอนนี้ค่อนข้างตื่นตกใจ ท่าทางของเธอดูแย่มาก

ถ้าให้เธอทำวิธีเดิม เรียกผีเด็กที่ตายนั้นออกมาอีกครั้ง ผลที่ตามมาคงแย่มาก

และอาจเป็นไปได้มากว่าจิตใจของจูจูจะแตกสลายอย่างสมบูรณ์

ผมสูบบุหรี่ ไม่พูดอะไรพักหนึ่ง

แต่จู่ๆเฟิงเฉ่วหานก็พูดว่า “ รอให้ถึงวันพรุ่งนี้ พวกเราไปหาไก่เหลืองตัวใหญ่มา เอามันไปแขวนไว้ที่ปากบ่อ ไม่แน่อาจจะล่อมันออกมาอีกครั้งก็ได้ ! ”

 

เมื่อได้ยินคำว่า “ ไก่เหลือตัวใหญ่ ” ผมก็ขมวดคิ้วอย่างช่วยไม่ได้ สิ่งนี้เป็นตัวกระตุ้นพวกสิ่งชั่วร้ายได้เป็นอย่างดี แต่ก็ไม่รู้ว่ามันจะใช้ได้ผลกับผีทารกไหม

แต่ตอนนี้พวกเราก็ไม่มีวิธีอื่น และยังมีความหวังเหลือเพียงเล็กน้อย จึงทำได้เพียงรอดูสถานการณ์ต่อไปเรื่อยๆ

ดังนั้นผมจึงพยักหน้าให้เฟิงเฉ่วหาน “ โอเค ! แต่นอกจากเจ้านี้แล้ว พวกเรายังต้องเตรียมวิธีรับมืออย่างอื่นด้วย เพราะการเติบโตของเจ้าเด็กนั้นเร็วมาก ยิ่งปล่อยเอาไว้นาน มันจะเป็นตัวอันตรายิ่งกว่าเดิม ถ้าไก่เหลืองไม่ได้ผล หรือเหมือนกับคืนนี้ ที่เจ้านั้นหนีไปได้อีกครั้ง ! แบบนั้นพวกเราจะต้องช้าไปอีกวันแน่ ”

ผมคิดอย่างรอบคอบ และไม่อยากผิดพลาดอีกครั้ง

แต่เสียงพึ่งเงียบลง หยางเฉ่วที่เดินออกมาจากห้อง

 

ก็พูดว่า “ พวกเรายังมีวิธีที่ดีกว่านั้นอีกหนึ่งวิธี ! ถ้าใช้แผนทั่วๆไปจัดการกับเจ้าผีทารกนั้น มันก็อาจหนีไปได้อีก  งั้นก็ต้องใช้วิธีใหม่ ทั้งยังต้องให้พวกนายคนใดคนหนึ่งออกไปเสี่ยง ไม่รู้ว่าพวกนายคนไหนจะกล้า ! ”

ผมและเฟิงเฉ่วหานเงียบไปครู่หนึ่ง จากนั้นผมก็ถามว่า “ วิธีอะไร ”

หยางเฉ่วเองก็ไม่มัวพูดไร้สาระ เธอเข้ามาที่ตรงหน้าของพวกเรา

“ แม้ว่าผีทารกจะดุร้าย และสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง แต่ตอนนี้มันยังมีนิสัยเหมือนเด็ก นอกจากพ่อแม่จะหลอกล่อมันมาได้แล้ว พวกลูกอมเอยของเล่นเอยก็เป็นของที่มันอดใจเอาไว้ไม่ได้ดังนั้นถ้าใช้ไก่เหลืองไม่สู้เปลี่ยนมาใช้ลูกอมและของเล่นไม่ดีกว่าเหรอ ”

เมื่อได้ยินหยางเฉ่ววิเคราะห์แบบนั้น ผมก็คิดว่าที่เธอพูดมาก็มีเหตุผลมาก ผมและเฟิงเฉ่วหานจึงอดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ากัน คิดว่าใช่แล้ว

 

เจ้าผีทารกนี้มีนิสัยเหมือนเด็ก ขอแค่ใช้ข้อนี้ให้เป็นประโยชน์ พวกเราจะต้องจัดการเจ้าเด็กนั้นได้แน่

ลูกอมและของเล่นหาได้ง่ายมาก มีขายอยู่ทุกที่ แต่จะต้องเสี่ยงยังไง ผมกลับยังไม่เข้าใจ

จึงพูดกับหยางเฉ่วต่อ “ หยางเฉ่ว แล้วมันจะเสี่ยงยังไง ”

หยางเฉ่วเผยรอยยิ้มที่ขมขื่นออกมาเล็กน้อย แล้วพูดว่า “ ต้องมีคนไปแสดงละครที่ปากบ่อ กินลูกอมและเล่นของเล่น หลอกล่อให้มันออกมา และจะลงมือก่อนไม่ได้เด็ดขาด ”

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ ผมและเฟิงเฉ่วหานก็อ้าปากอ่อเข้าใจวิธีของหยางเฉ่วพูดในทันที

ถ้ายังอยากล่อเขาออกมา ก็จะต้องใช้ของที่ค่อนข้างแปลกใหม่ และของที่ตรงใจของเขา

 

สำหรับเด็กคนหนึ่ง ของเล่นและลูกอมต่างเป็นของที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย แน่นอนว่าจะต้องได้ผลกว่าไก่เหลืองหลายเท่า

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ผมก็ไม่ลังเล พูดกับหยางเฉ่วว่า “ วิธีนี้ให้ฉันทำก็แล้วกัน ! ”

เมื่อหยางเฉ่วที่อยู่ข้างๆได้ยินผมพูดแบบนั้น ก็หันไปมองคุณชายเฟิงเฉ่วหานผู้เย็นชาแวบหนึ่ง แต่ก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา “ ที่จริงก็มีแค่นายนั่นแหละที่ทำได้ เฟิงเฉ่วหานเย็นชาแบบนั้น จะแสดงว่ากำลังตื่นเต้นสนุกสนานได้ยังไง ! ”

หลังจากพูดจบ หยางเฉ่วก็เปลี่ยนน้ำเสียง และพูดออกมาอีกครั้ง “ ก่อนหน้านี้พวกเราประเมินผีทารกต่ำเกินไป พอถึงคืนพรุ่งนี้ ฉันจะทำวงเวทย์ดอกเหมย ขอแค่ล่อเจ้าผีทารกเข้ามาในวงเวทย์ได้ ถึงเวลานั้นแม้ว่ามันจะมีปีกก็หนีไม่รอด ! ”

 

หยางเฉ่วพูดอย่างจริงจัง ดูจะมั่นใจมาก

แต่สีหน้าของผมกลับ “ พรึบ ” เปลี่ยนไปทันที เผยสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

คิดไม่ถึงว่านอกจากหยางเฉ่วจะใช้คาถาได้ เธอยังเชี่ยวชาญเรื่องวงเวทย์อีกด้วย

วงเวทย์ เดิมทีเกิดจากการนำศาสตร์ทำนายทั้งหมดของลัทธิเต๋ามารวมกัน โดยอาศัยการจัดเรียงตามลำดับตัวเลข ศาสตร์การวาดลวดลายของคาถาและอื่นๆจนเกิดมาเป็นวงเวทย์ที่ทรงพลังในปัจจุบัน

และศาสตร์การทำนายของลัทธิเต๋าก็แบ่งออกเป็น 3 ส่วนคือ ฉี เหมิน และตุ้นเจี่ย แต่ละส่วนต่างถูกปิดเอาไว้เป็นความลับ  คนทั่วไปไม่ต้องพูดถึงว่าจะชำนาญเลย แม้แต่คนที่เข้าใจ ก็ยังไม่มีคนธรรมดาเลยสักคน

และระยะเวลาไม่ถึง 18 ปีนี้ ก็มีน้อยคนมากที่จะสามารถสร้างวงเวทย์ได้เพียงคนเดียว

 

แต่หยางเฉ่วที่อยู่ตรงหน้า มีอายุเท่ากับผม แต่เธอกลับสามารถใช้วงเวทย์ได้แล้ว

และการสร้างวงเวทย์ยังไม่ใช่สิ่งที่เด็กพึ่งเข้ามาทำงานในสายนี้จะทำได้ง่ายๆ แถมวงเวทย์ดอกเหมยยังมีพลังที่ค่อนข้างร้ายกาจ แล้วจะไม่ให้ผมตกตะลึงได้ยังไง

ตอนนี้อย่าว่าแต่ผมเลย แม้แต่คุณชายเฟิงเฉ่วหานที่เย็นชา ก็ยังอ้าปากค้างด้วยความตกตะลึง “ เธอ เธอสร้าง วงเวทย์ได้เหรอ ”

หยางเฉ่วกลับหัวเราะเบาๆ “ ได้นิดหน่อย ! ไม่ได้เก่งอะไรหรอก ! ”

เมื่อผมและเฟิงเฉ่วหานได้ยินประโยคนี้ ก็แทบกระอักเลือด ทำวงเวทย์ดอกเหมยเป็นแล้วจะเรียกว่านิดหน่อยได้ยังไงละ

 

ขณะที่ผมและเฟิงเฉ่วหานกำลังพูดอะไรไม่ออกอยู่นั้น หยางเฉ่วก็พูดออกมาอีกครั้ง “ พอเถอะ เรามาพูดเรื่องสำคัญกันดีกว่า ! พรุ่งนี้พอฉันทำวงเวทย์เสร็จ ติงฝานรับหน้าที่เล่นของเล่น ล่อผีทารกตัวนั้นออกมา และพาเข้ามาในวงเวทย์ก่อน ห้ามลงมือก่อนเด็ดขาด และจะต้องให้ความสำคัญเรื่องความปลอดภัยด้วย ”

“ เฟิงเฉ่วหาน นายหาที่ซ่อนตัวอยู่อีกทางด้านหนึ่งของบ่อน้ำ ถ้าพวกเราลงมือ นายก็วิ่งเข้ามาปิดบ่อน้ำเอาไว้ตั้งแต่วินาทีแรก แปะยันต์ลงไป และต้องระวังไม่ให้เกิดช่องโหว่ได้อีก ! ”

ในเวลานี้หยางเฉ่วพูดอธิบายขั้นตอนอย่างละเอียด และเราก็คุยกันถึงรายละเอียดของขั้นตอนในวันพรุ่งนี้เป็นต้น

จากการพูดคุย พวกเราสามารถมองออกว่า หยางเฉ่วเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านนี้

 

เธอมีประสบการณ์ดูไม่น้อยไปกว่าเฟิงเฉ่วหาน และเธอยังทำได้ทุกอย่าง

พวกเราปรึกษากันมาได้เกือบ 3 ชั่วโมง ถึงได้แผนการที่แน่นอน

ตอนนี้ก็ดึกมากแล้ว เจ้าเด็กนั้นก็หายไปแล้ว ผมจึงนอนหลับบนโซฟา

ทำร่างกายให้พร้อม พรุ่งนี้จะได้พร้อมลงมือขั้นต่อไป

แต่พึ่งหลับได้ไม่นาน ก็รู้สึกถึงความหนาวเย็นกำลังไหลเข้ามาในร่างกาย

ความรู้สึกนั้นหนาวเย็นมาก และตอนนั้นผมก็กำลังหลับ ได้ไม่ลึกมาก

เพราะสัญชาตญาณของอาชีพ และความเกี่ยวข้องเรื่องเวลา

 

เมื่ออากาศเย็นนี้เพิ่งปรากฏ สิ่งแรกที่โผล่ขึ้นมาในสมองของผมคือ “ พลังหยิน ”

เมื่อคิดได้แบบนั้น ในใจของผมก็มีเสียงดัง “ กึก ” พลังหยินเข้มข้นอะไรขนาดนี้ แย่แล้ว หรือว่าเจ้าเด็กนั้นจะกลับมาอีกรอบ แอบออกมาจากบ่อน้ำอีกรึเปล่า

ดวงตาเปิดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ พรึบ ” เสียงของร่างกายที่ลุกขึ้นนั่งทันที

ในเวลาเดียวกัน หัวของผมก็มองไปทางที่พลังหยินไหลเข้ามา

ผลลัพธ์เมื่อมองตามไป ผมก็เห็นหน้าต่างที่ห่างไปไม่ไกล

ตอนนี้ที่ด้านหน้าของหน้าต่างแตกๆ กลับไม่ใช่ผีเด็กอะไรนั้น แต่มีผีผู้หญิงใส่ชุดขาวใบหน้าซีดขาวยืนอยู่

ดวงตาสองข้างของเธอเบิกกว้าง ไม่ขยับตัวไปไหน เพียงจ้องผมตาไม่กระพริบ และยังยิ้มออกมา……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset