ศพ – ตอนที่ 148 ผี 11 ตน

ตอนที่ 148 ผี 11 ตน

ยันต์ของหยางเฉ่วเป็นยันต์ที่ร้ายกาจ ที่สุดในหมู่พวกเราสามคน

ไม่ว่าวิธีใช้ยันต์หรือชนิดของยันต์ เธอล้วนชำนาญมาก

และหนึ่งในนั้นยังมีคาถาที่พิเศษมากๆอยู่หนึ่งอย่าง แต่มันเป็นคาถาลึกลับ

ตอนนั้นเมื่อหยางเฉ่วเสกคาถาเสร็จ ด้วยพลังของยันต์แผ่นนั้น ยัยผีนั้นจะต่อต้านได้ยังไง

ทันใดนั้นก็มีเสียงระเบิดดัง “ ปัง ” พลังของยันต์แพร่ออกมาทันที

ผีผู้หญิงตนนั้นกรีดร้องออกมา ขณะเดียวร่างกายของเธอก็โดนแรงระเบิดซัดปลิวไปกระแทกกับพื้นทันที

แต่ผีผู้หญิงตนนั้นไม่ใช่ผีเร่ร่อนทั่วไป เธอร้ายกาจมาก แถมพลังชั่วร้ายยังเข้มข้นมากอีกด้วย

 

แม้จะโดนยันต์ของหยางเฉ่วเข้าไปหนึ่งแผ่น แต่ตอนนี้เธอกลับบาดเจ็บสาหัสเท่านั้น ไม่ได้วิญญาณแตกสลายไป

แต่ผมที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายลุกขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

นี่เป็นช่วงเวลาเหมาะสมที่จะเข้าไปทำให้เธอยอมแพ้ ไม่อย่างนั้นพวกเราต้องเป็นฝ่ายทุกข์ทรมานซะเอง

ผมไม่ได้ลังเล ยกดาบในมือขึ้น และตรงเข้าไปแทงที่ท้องของผีผู้หญิงทันที

“ สารเลว ! ”

ระหว่างพูด ผมก็กระโดดลอยตัว พุ่งลงไปแทงทันที

 

ผีผู้หญิงตนนั้นกำลังบาดเจ็บสาหัส ในเวลานี้ผมยังตามมาติดๆ ไหนเลยเธอจะสามารถหลบได้

“ ฉึก ” ผีผู้หญิงตนนั้นกรีดร้องออกมาทันที

ดาบไม้ในมือของผม แทงเข้าไปในท้องของผีผู้หญิงตรงๆ จนมันปักลงกับพื้น

“ ลูกสะใภ้ ! ” ผีตาแก่หันมาอย่างรวดเร็ว ตะโกนมาทางพวกเราหนึ่งครั้ง จากนั้นก็พุ่งเข้ามาโดยที่ไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

เมื่อหยางเฉ่วเห็นผีตาแก่เข้ามาอย่างกระทันหัน ก็เข้าไปตอบรับ เตรียมหยุดเขาเอาไว้ทันที

ในเวลาเดียวกันก็พูดกับผมที่อยู่ด้านหลังของเธอว่า “ ติงฝาน อย่าปราณี ทำลายประตูชีวิต ฆ่าผีผู้หญิงตัวนั้นซะ ไม่อย่างนั้นคนที่ลำบากจะกลายเป็นพวกเรา และคนที่ตายก็คือพวกเราซะเอง ! ”

 

การแทงครั้งนี้ ผมไม่ได้คิดจะเอาชีวิต ผีผู้หญิงจึงยังไม่ตาย

เพราะถ้าพูดจากตำแหน่งที่ไม่มีอวัยวะสำคัญของวิญญาณ มันจะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิต ทำให้พวกเขาแค่บาดเจ็บ แต่ก็ยังมีพลังชั่วหลงเหลืออยู่บ้าง

เฉพาะตำแหน่งหน้าอกและหน้าผากเท่านั้น ถึงจะเป็นจุดตายของพวกวิญญาณ

ดังนั้นผมไม่ได้เลือกจุดตายทั้งสองจุด เพื่อฆ่าผีผู้หญิงในทันที

จุดประสงค์ก็เพื่อไว้ชีวิตเธอ เพราะอีกเดี๋ยวแค่ใช้ยันต์หรือวิธีอื่น กำจัดพลังชั่วร้ายออกจากร่างกายผีผู้หญิงตนนี้ ก็จะสามารถส่งวิญญาณของพวกเขาได้

เพราะสำหรับผม ผีพวกนี้ไม่จำเป็นต้องตายอย่างเดียว

 

พวกเขาเคยฆ่าคน นี่เป็นความผิดเพียงเล็กน้อย

ถึงแม้พวกเราจะฆ่าพวกเขาแล้ว และไม่ได้รับผลกรรมตามมาก็ตาม

แต่ผมก็ไม่อยากทำแบบนั้น เพราะการตายของพวกเขาน่าสงสารมาก

ตอนมีชีวิตได้เจอกับเรื่องที่ไม่ยุติธรรมมามากมาย หลังจากตายไปวิญญาณก็กลายเป็นผีร้ายถึงได้ออกมาอาละวาด นี่จึงเป็นเหตุที่เห็นใครก็เรียก “ นักพัฒนา ! ”

ถ้าผมไว้ชีวิตพวกเขา และสามารถส่งวิญญาณของพวกเขาลงนรกได้

ที่ลงนรก เพราะพวกเขาเคยฆ่าคน จึงต้องตกนรก 18 ชั้นได้รับความทุกข์ทรมานตามกรรมที่ตนเองก่อ หรืออย่างมากก็ต้องใช้เวลาหลายปีถึงจะหลุดพ้นจากบ่วงกรรมนี้ได้

 

แต่ นั้นมันดีกว่าวิญญาณแตกสลายไม่ใช่เหรอ ผมกำลังคิดแบบนี้

ต้องรู้ว่าเมื่อวิญญาณไม่มีอยู่แล้ว พวกเขาก็จะหายไปจากโลกนี้จริงๆ วิญญาณจะแตกสลายไม่สามารถออกมาปรากฎตัวได้อีกตลอดกาล

แม้แต่สัตว์ตัวเล็กๆก็ยังหวงแหนชีวิตของมัน แล้วจะนับประสาอะไรกับผีหนึ่งตน

เพราะเหตุนี้ ความคิดที่จะฆ่าของผมจึงไม่ได้แข็งแกร่งขนาดนั้น และผมยังมีความรู้สึก “ เมตตาต่อผู้หญิง ”

แต่หลังจากได้ยินคำพูดของหยางเฉ่ว ผมก็ขมวดคิ้ว ในเวลาเดียวกันก็ดึงดาบออกมา

ผีผู้หญิงเจ็บมาก เธอกรีดร้อง “ อร๊ายยยย ” ออกมาไม่หยุด

 

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเจ็บปวดทรมานอย่างนั้น ผมก็เริ่มกระวนกระวาย

ผีประเภทนี้ จะต้องตายจริงๆเหรอ ถ้าผมกำจัดเธอจริงๆ ทำให้วิญญาณของเธอแตกสลาย

ต้องรู้ว่าก่อนหน้านี้พวกเขาเป็นแค่ชาวบ้านบริสุทธิ์ ทำให้วิญญาณของพวกเขาแตกสลาย มันดูเหมาะสมแล้วเหรอ

“ นายยังรออะไรอยู่ฮะ ” หยางเฉ่วต่อสู้กับผีตาแก่เป็นที่เรียบร้อย เมื่อเห็นผมไม่ฆ่าผีผู้หญิงซะที เธอจึงรู้สึกร้อนใจ

“ เหล่าติง คนปราบวิญญาณชั่วจะมีความเมตตาไม่ได้นะ ! ” จู่ๆเฟิงเฉ่วหานก็พูดออกมา บางทีเขาอาจอ่านความคิดของผมออก จึงบอกให้ผมฆ่าผีผู้หญิงทันที

 

วินาทีนั้น ผมกังวลและร้อนรนมากจริงๆ

ถ้าบอกว่า ก่อนหน้านี้ไม่ได้ฟังเรื่องที่คนขับรถแท็กซี่พูด และไม่รู้เรื่องของผีพวกนี้ ผมก็คงลงมือฆ่าอย่างไม่ลังเลแล้ว

แต่ตอนนี้การฆ่าทำให้ผมลำบากใจมากจริงๆ

ผู้ชายของตัวเองถูกฆ่าตาย บ้านถูกทำลาย และยังไม่ได้รับการปฏิบัติอย่างยุติธรรม บีบบังคับจนตัวเองต้องฆ่าตัวตาย วิญญาณถึงได้กลายเป็นผีร้าย

ดังนั้น ผมจึงลังเล และไม่ลงมือซะที

เมื่อหยางเฉ่วและเฟิงเฉ่วหานร่วมมือกัน ผีตาแก่ตนนั้นก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้อีกต่อไป

 

ขณะที่ผมกำลังลังเล หยางเฉ่วและเฟิงเฉ่วหานก็ร่วมมือกันโจมตีอย่างรวดเร็ว จนสามารถทำให้ผีตาแก่กลิ้งลงไปอยู่กับพื้นแล้ว และยังเกือบถูกดาบของเฟิงเฉ่วหานฆ่าตาย

ตอนนี้ผีตาแก่กระโดดถอยหลังอย่างรวดเร็ว จนมาถึงข้างกายของผีเด็ก เขาใช้มือประคองเธอเอาไว้

“ ปู่ ปู่ช่วย ช่วยแม่ของหนูด้วย ! ” ผีเด็กพูดอ้อนวอนขณะที่อยู่ในอ้อมกอดของผีตาแก่

ในเวลาเดียวกันก็ชี้มาทางผมที่อยู่ห่างออกไป ผมบังเอิญได้ยินประโยคนี้เข้า

จึงหันมามอง พบว่าผีตาแก่กำลังอุ้มตัวผีเด็กเอาไว้ มองพวกเราด้วยความเกลียดชังและความเป็นศัตรู

แต่มันยังไม่จบเท่านี้ เสียงของผีเด็กพึ่งจางหาย ผีตาแก่ตนนั้นก็พยักหน้าให้เธอ

 

จากนั้น เขาก็ตะโกนออกมาทันที “ ยายแก่ เจ้าใหญ่ เจ้ารอง เจ้าสาม…… ”

เสียงของเขาดังมาก เหมือนมันจะดังก้องไปทั่วตำบลหม่าหวาง

ขณะที่เสียงนี้กระจายออกไป ทันใดนั้นรอบๆก็มีลมกระโชกแรงพัดเข้ามา

“ ฮูฮูฮู ” พัดทรายที่พื้นปลิวไปมา จากนั้นสายลมก็ค่อยๆช้าลง

ขณะที่ลมกระโชกเกิดขึ้น เสียงยายแก่ที่เย็นชา ก็ดังเข้ามายังตำแหน่งของพวกเราเป็นเสียงแรก “ ตาแก่ พวกมันกล้าดีมาจากไหน ถึงได้กล้ามารังแกครอบครัวของพวกเราฮะ ”

“ ฮึ ไอ้พวกรนหาที่ตาย กล้าทำร้ายพี่สะใภ้และหลานของฉัน ! ”

 

“ พี่สะใภ้ น้องรองมาแล้ว ! ”

“ พี่สะใภ้ น้องสามมาแล้ว ! ”

สี่เสียงนี้ ดังขึ้นจากสี่ทิศ

ขณะที่เสียงทั้งสี่ปรากฎขึ้น ทั้งสี่ทิศก็มีเงาสีขาวของใครบางคนปรากฎขึ้นที่พุ่มไม้ จากนั้นก็เข้ามาปรากฎตัวที่มุมเล็กๆของจัตุรัส

เมื่อเห็นฉากนี้ พวกเราสามคนก็มึนงงไปในทันที

เมื่อหันไปมองรอบๆ ก็พบว่าที่นี่มีผีแปดตัวปรากฎตัวขึ้น

ในกลุ่มผีแปดตนนี้มีทั้งชายหญิงคนแก่และเด็ก แต่ดูจากท่าทางแล้ว เหมือนจะเป็นครอบครัวเดียวกัน

 

เมื่อรวมกันกับผีสามตัวที่อยู่ตรงหน้า หรือเรียกว่าคนในครอบครัวอีกสามคน ก็จะได้จำนวนผีทั้งหมด 11 ตน

จากเรื่องที่คนขับรถแท็กซี่พูด มันก็ดูเข้าเค้านิดหน่อย แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่สำคัญ

สามีภรรยาแก่ชรา มีลูกชายและลูกสะใภ้สามคู่ และตามมาด้วยหลานอีก 3 คน

ผีตนหนึ่งมีอายุราวๆสี่ห้าขวบ เป็นผีเด็ก ส่วนผีอีกหนึ่งตนมีอายุประมาณแปดเก้าปี  เขาก็เป็นผีเด็กเช่นกัน แต่ล้วนเป็นเด็กผู้ชาย

ตอนนี้เมื่อเห็นผี 11 ตนมาอยู่ด้วยกัน ใจผมก็อดไม่ได้ที่จะเต้นแรง

แม่เจ้า นี่พวกเราเข้ามาตีรังผีชัดๆ

 

ผีมากันเป็นครอบครัว คืนนี้พวกเราต้องเจอศึกใหญ่แน่

ในเวลานี้หยางเฉ่วและเฟิงเฉ่วหานเห็นอีกฝ่ายเรียกทหารเสริมเข้ามา ก็ไม่กล้าประมาท มือข้างหนึ่งของเฟิงเฉ่วหาน ย้ายไปที่กระเป๋า เห็นได้ชัดว่าเจ้านี้คิดจะหยิบขวดยาออกมา

แต่ในเวลาเดียวกันทั้งคู่ ก็ยังถอยมาที่ผมอย่างรวดเร็ว ทำหลังชนกันเป็นรูปสามเหลี่ยมอีกครั้ง

หยางเฉ่วเห็นผมยังไม่ฆ่าผีผู้หญิงตนนั้นซะที จึงอดพูดกับผมอย่างเย็นชาไม่ได้ “ ทำงานในสายนี้ สิ่งที่ห้ามที่สุดก็คือมีเมตตา บางครั้งนายก็ช่วยผีทุกตัวไม่ได้นะหรอก ! ”

เดิมทีผมคิดจะเถียงหยางเฉ่ว แต่เมื่ออ้าปากขึ้น ก็พบว่าไม่มีอะไรจะพูด

หยางเฉ่วพูดถูก บางครั้ง ผมก็ช่วยผีทุกตัวไม่ได้

 

ถ้าวินาทีนี้ผมยังไม่ฆ่าผีผู้หญิงตนนี้ หรือวินาทีต่อไปเธอก็จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง และเข้ามากัดผมตาย

“ เหล่าติง เธอทรมานมาก จบชีวิตให้เธอเถอะ ! ” เฟิงเฉ่วหานพูด

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ

ผมไม่ใช่แม่พระอะไร เป็นแค่คนปราบผี และเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของคน หน้าที่ต้องมาก่อน

แต่ก่อนหน้านี้ ผมต้องรักษาชีวิตของตัวเองให้ได้ก่อน

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็มองผีผู้หญิงวัยกลางคนที่กำลังนอนอยู่บนพื้นอีกครั้ง เธอทรมานมาก ร่างกายดิ้นไปดิ้นมาไม่หยุด

 

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ผมก็กัดฟันอย่างแรง และพูดกับผีผู้หญิงว่า “ พี่สาว ขอโทษด้วยนะครับ ! ”

หลังจากพูดจบ ผมก็ใช้ดาบในมือแทงลงไปอีกครั้ง

“ ฉึก ” ครั้งนี้มันแทงลงไปที่หน้าอกของผีผู้หญิง

ผีผู้หญิงตนนั้นเจ็บปวดมาก กรีดร้อง “ อร๊าย ” ออกมาทันที หลังจากนั้นมือและเท้าของเธอก็กระตุกไปมาสองสามครั้ง

แต่เพียงไม่กี่ครั้ง หลังจากนั้นเธอก็กลับมาสงบอีกครั้ง

ต่อมา ผมก็เห็นไอดำ ไหลทะลักออกมา จากแผลที่หน้าอกของผีผู้หญิง

 

และร่างกายของผีผู้หญิง ก็เริ่มกระพริบ และกลายเป็นภาพเบลอๆ

เห็นได้ชัด ว่าวิญญาณของเธอกำลังแตกสลาย

ถ้าไม่ได้อยู่ในสถานการณ์แบบนี้ ผมจะไม่ใช่แค่ไม่ฆ่าผีผู้หญิงตนนี้ แต่ยังช่วยวิญญาณของเธอด้วย

แต่ใครจะรู้ขณะที่ส่วนลึกของใจผม กำลังตำหนิตัวเอง

ร่างกายที่เรือนรางของผีผู้หญิงตนนั้น วิญญาณที่กำลังแตกสลายกลับมีนัยต์ตาปรากฎขึ้น เธอกลับมามีสติอีกครั้ง

เธอนอนจ้อง ผมอยู่กับพื้นทั้งๆแบบนั้น

ขณะเดียวกันก็พูดกับผม ด้วยเสียงที่อ่อนแรง “ ตอน ตอนนี้ ฉัน ฉันจะ ฉันจะได้ จะได้หลุด หลุดพ้นซะที…… ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset