ศพ – ตอนที่ 154 ช่วยเหลือ

ตอนที่ 154 ช่วยเหลือ

สวรรค์ยังเมตตา หลังจากทรมานมาทั้งคืน ในที่สุดผมก็หาเสี่ยวม่านเจอ

เมื่อเห็นใบหน้าที่บูดบึ้งของเสี่ยวม่านแล้ว ผมก็คิดว่าเธอยังน่ารักอยู่นิดหน่อย

วินาทีนั้นผมเผยรอยยิ้มออกมาทันที ในเวลาเดียวกันก็พูดกับเสี่ยวม่านที่อยู่ในหลุมว่า “ ซ่อนอยู่ข้างล่างรู้สึกยังไงบ้าง ”

ผมอยากแหย่เสี่ยวม่านนิดหน่อย ผลลัพธ์ เสี่ยวม่านกลับตะโกนด่าผมทันที “ ไอ้ติงฝานเฮงซวย ฉันยังคิดว่าผีกำลังเรียกฉันอยู่เลยย่ะ ทำไมนายมาช้าขนาดนี้ละ ฉันกลัวจะตายอยู่แล้วนะ ! …… ”

เมื่อเห็นเสี่ยวม่านด่าผม ผมก็ไม่รู้สึกมีความสุขอีกต่อไป ผมอ้าปากคิดจะเถียงกลับ

ผลลัพธ์ผมเพิ่งอ้าปาก “ ฮือ ” เสี่ยวม่านที่ยืนอยู่ด้านล่างก็ร้องไห้ออกมาทันที หยาดน้ำตาไหลนองเต็มใบหน้า

 

ผมเห็นเสี่ยวม่านร้องไห้ ไหนเลยจะกล้าเถียงเธอต่อ

ผมรีบพูดทันที “ เสี่ยวม่าน เธอร้องไห้ทำไม ฉันจะช่วยเธอออกมาเดี๋ยวนี้แหละ…… ”

ขณะที่พูด ผมก็ย่อตัวลง และเอื้อมมือลงไปในหลุม

แม้เสี่ยวม่านจะร้องไห้อย่างเอาเป็นเอาตาย แต่ตอนนี้เธอก็ยังเอื้อมมือจับมือผมเอาไว้ เมื่อคนในหลุมเห็นผมเป็นคน ไม่ใช่ผีร้าย อารมณ์ของทุกคนก็ดีขึ้นทันที

หลังจากนั้นผมก็ออกแรงดึง เสี่ยวม่านขึ้นมาจากหลุมได้ทีละน้อย

“ โอเคแล้ว ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ! ” ผมพูด

 

แต่เสี่ยวม่านไม่เคยเห็นหานเฉ่วเฟิงมาก่อน ตอนนี้นอกจากเห็นผมแล้ว ข้างกายของผมยังมีพี่ชายที่มีท่าทางเหมือนนักเลงยืนอยู่ เธอจึงพูดด้วยความสงสัย “ เขา เขาเป็นใคร ”

เมื่อได้ยินเสี่ยวม่านถาม ผมยังไม่ได้ตอบกลับ ทันใดนั้นพี่เฟิงก็หัวเราะฮ่าฮ่าแล้วแนะนำตัวเอง “ ฉันชื่อหานเฉ่วเฟิง เป็นเพื่อนของติงฝาน เขาเรียกให้ฉันมาที่นี่น่ะ ! ”

เมื่อเสี่ยวม่านได้ยินว่าเป็นเพื่อนของผม เธอก็ยิ้มและพยักหน้าให้ “ สวัสดีค่ะ ฉันชื่อจ้าวเสี่ยวม่าน ขอบคุณที่มาช่วยฉันนะคะ…… ”

แต่พี่เฟิงกลับยิ้มอย่างมีความสุข “ ไม่เป็นไรไม่เป็นไร มีเรื่องอะไรก็บอกพี่เฟิงได้ตลอด พี่พร้อมเสมอ ”

ตอนที่เสี่ยวม่านและหานเฉ่วเฟิงทำความรู้จักกัน คนที่อยู่ในหลุมอีกสามคนกลับตะโกนโหวกเหวกโวยวาย “ ช่วยพวกเราด้วย ! ”

 

“ เสี่ยวม่าน ยังมีพวกเราอยู่นะ…… ”

“ รีบพาพวกเราออกไปที…… ”

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ผมก็ย่อตัวลงอีกครั้ง จากนั้นก็ดึงทั้งสามคนออกมาจากหลุมทีละคนๆ

พวกเขาเป็นชายสองหญิงหนึ่ง อายุประมาณ 20 ปี

ผู้ชายหนึ่งในนั้นที่กำลังใส่แว่นมีเหงื่อไหลออกมาจนเปียกชุ่ม เขาเพิ่งปีนออกมาได้ ก็สำรวจรอบๆตัวอย่างหวาดระแวงทันที

จากนั้นก็ได้ยินเขาถามผมด้วยความกล้าๆกลัวๆว่า “ ข้างนอก ข้างนอกปลอดภัยแล้วเหรอ ”

 

“ เจ้าพวกนั้นถูกพวกเราจัดการหมดแล้ว ตอนนี้ปลอดภัยแล้ว ! ไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีกแน่นอน ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง

แน่นอนว่า พวกเขาไม่มีตาสวรรค์ แถมผีที่สูญเสียพลังชั่วร้ายและไม่มีพลังอยู่แล้ว จะไม่มีความสามารถออกมาปรากฎตัวได้ตามใจชอบ

ดังนั้น พวกเขาจึงมองไม่เห็นผีห้าตนที่ยืนอยู่ข้างๆ

พวกเราเองก็ไม่ได้บอกพวกเขา ว่ามีผีหลายตนยืนอยู่ข้างๆพวกเขา ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงตกใจกลัวกันแน่

เมื่อคนสองสามคนนั้นได้ยินคำตอบ ก็ต่างถอนหายใจออกมายาวๆ ราวกับยังคงรู้สึกกลัวอยู่

 

ทันใดนั้นผู้หญิงอีกคนก็เช็ดเหงื่อออก และพูดว่า “ เดิมทีบนโลกใบนี้ ก็มีผีอยู่จริงๆ ท่านนักพรตท่านนี้ ไม่ทราบว่าท่านมีนามว่าอะไร ฉันสามารถขอจ้างคุณได้ไหม มาทำงานในตระกูลของฉันและบริษัทของพวกเรา…… ”

ผู้หญิงคนนี้พูดออกมาอย่างไร้เดียงสา ท่าทางอ่อนโยน ตอนนี้เธอพูดด้วยใบหน้าที่จริงจัง

เมื่อคำพูดพวกนั้นเข้ามาในหูของผม ผมกลับตกใจเล็กน้อย จ้างฉันงั้นเหรอ

เสี่ยวม่านเห็นผมตกใจ เธอจึงพูดว่า “ นี่คือวูน่า เป็นคุณหนูใหญ่ของบริษัทก่อสร้างเป่าเฉิง และก็เป็นเพื่อนที่อยู่ในชมรมเดียวกันกับพวกเรา ”

ชื่อของเธอดูธรรมดาๆ แต่เจ้าบริษัทก่อสร้างเป่าเฉิงนั้น ในเมืองของพวกเรามันคือบริษัทก่อสร้างที่มีชื่อเสียงมากๆเลยละ

 

ผู้หญิงตรงหน้าที่ชื่อวูน่าคนนี้ เธอเป็นถึงคุณหนูใหญ่ของบริษัทฟอร์มยักษ์

แถมยังบอกจะขอจ้างผมอีก ในเวลานี้ผมจึงรู้สึกตื่นเต้นมาก

แต่ตอนนี้พวกเราไม่มีเวลามาคุยกันเรื่องนี้ ต่อไปผมยังมีเรื่องต้องทำอีก เพราะถ้ารอให้คนพวกนั้นมาถึง ผีห้าตนนี้จะต้องไม่รอดอย่างแน่นอน

ดังนั้นผมจึงยิ้มให้คนที่ชื่อวูน่า “ ฉันชื่อติงฝาน ขอบใจมากนะ แต่เราค่อยคุยกันทีหลังเถอะ ! ตอนนี้ฉันจะพาพวกเธอออกไปจากที่นี่ก่อน…… ”

ขณะที่พูด ผมก็พาทุกคนออกมาจากตรอกมืดๆนั้น

ตอนนี้ผมหาเสี่ยวม่านและคนอื่นๆเจอแล้ว ผีห้าตนเห็นผมเริ่มเดินไปข้างนอก ทุกตนจึงทักทายผมหนึ่งครั้ง จากนั้นพวกเขาก็กลายเป็นเงาสีขาว และหายไปต่อหน้าอย่างรวดเร็ว พวกนั้นต่างตรงไปจัตุรัสเดิม

 

เสี่ยวม่านและคนอื่นๆเห็นผมพูดกับอากาศ จึงตกตะลึงในทันที แล้วถามผมว่ากำลังคุยกับใคร

ผมแค่ยิ้มให้ แต่ก็ไม่ได้พูดอะไร ไม่อย่างนั้นพวกเธอคงตกใจ ในเวลาเดียวกันผมก็ชวนคุยเรื่องอื่น “ เสี่ยวม่าน พวกเธอคิดยังไงถึงมาที่นี่ ”

เมื่อเสี่ยวม่านได้ยินคำถามของผม เธอก็ตัวสั่นเล็กน้อย จากนั้นก็พูดอย่างจำยอม “ ฉันเข้าชมรมสิ่งลี้ลับ ได้ยินว่าที่ตำบลหม่าหวางมีผีออกอาละวาด ก็เลยอยากมาดู แต่ผลลัพธ์ ผลลัพธ์กลับออกมาเป็นแบบนี้ สุดท้ายก็ซ่อนตัวอยู่ในหลุม มือถือเลยไม่มีสัญญาณ ฉันกลัวมากว่านายจะไม่มาช่วยฉัน…… ”

เมื่อได้ยินเสี่ยวม่านพูดแบบนั้น ผมก็ไม่รู้ว่าควรตอบกลับยังไงดี จึงยิ้มอย่างขมขื่นให้เท่านั้น

มาตามหาสิ่งลี้ลับบ้าบออะไร ตอนนี้ก็เจอดีแล้วนิ ได้เห็นวิญญาณตัวเป็นๆ แถมยังตายกันไปแล้ว 6 คนอีก

 

ถ้ามือถือของผมแบตหมด หรือไม่สนใจข้อความของเสี่ยวม่าน ตอนนี้พวกเขาก็คงต้องทรมานกันแน่……

แต่เรื่องนี้ก็ได้เกิดขึ้นแล้ว ต่อไปพวกเธอก็คงจำไปจนวันตาย ผมจึงไม่ถามต่อและต่อว่าอะไร

แต่ก็สงสัย นอกจากพวกเสี่ยวม่านจะซ่อนอยู่ในหลุมแล้ว พวกเธอยังใช้วิธีอื่น หรืออะไรในการซ่อนตัวจากผีร้ายรึเปล่า

ผมจึงถามต่อ “ เสี่ยวม่าน พวกเธอใช้วิธีอะไร หรือของอะไร ถึงได้ซ่อนตัวจากผีพวกนั้นได้ ”

เสี่ยวม่านเงียบไปพักหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าเธอเองก็ไม่รู้ว่าทำอะไรลงไป

ผมเห็นเธอไม่เข้าใจ จึงถามต่อ “ บนตัวของพวกเธอมีพวกของขลังบ้างไหม อย่างเช่นพวกลูกปะคำอะไรทำนองนั้น ”

 

เมื่อที่เหลืออีกสามคนได้ยินผมพูดแบบนั้น ก็ส่ายหัว ต่างบอกว่าตัวเองไม่มี

แต่ในเวลานี้มีเพียงเสี่ยวม่านคนเดียวที่ดึงเส้นลูกปัดสีน้ำตาลออกมาจากเอว จากนั้นก็พูดกับผมว่า

“ก่อนหน้านี้ลุงฉินให้ลูกปัดฉันเอาไว้ป้องกันตัว ฉันเองก็ไม่รู้ว่าใช่ลูกประคำที่นายพูดรึเปล่า…… ”

“ ลุงฉิน อ่อลุงหล่อๆที่ฉันเจอตอนที่อยู่บ้านเธอเมื่อวันนั้นเหรอ ” ผมถามด้วยความสงสัย

“ ใช่ ! เขานั่นแหละ ได้ยินแม่บอกว่า ตอนลุงฉินยังเป็นวัยรุ่นเขาก็เป็นคนขายธูป เทียน เงินกระดาษ แถมยังร้ายกาจมากด้วยนะ…… ” เสี่ยวม่านตอบกลับอย่างจริงจัง

“ เอ่อ เอ่อเธอให้ฉันดูลูกปัดเส้นนั้นหน่อยได้ไหม ! ” ผมรีบพูด

ถ้าเจ้าสิ่งนี้เป็นของที่ลุงวัยกลางคนให้เอาไว้จริงๆ งั้นเจ้าของสิ่งนี้ก็อาจเป็นของขลังถึงแปดเก้าส่วน

 

เสี่ยวม่านไม่ลังเล นำลูกปัดเส้นนั้นออกมา และยื่นให้ผมตรงๆ

ผมเอื้อมมือออกไปรับ ก็รู้สึกได้ถึงไอเย็น

แต่ผิวของมันแปลกมาก มันไม่เหมือนกับหยก และก็ไม่เหมือนกับแก้วหรือคริสตัล

ขณะที่ผมกำลังสงสัยอยู่นั้น พี่เฟิงก็รีบพูดออกมาทันที “ เอามาให้ฉันดูหน่อยสิ ! ”

เมื่อได้ยินพี่เฟิงพูดแบบนั้น ผมก็ส่งให้พี่เฟิงทันที

ผลลัพธ์มันพึ่งสัมผัสลงบนมือของพี่เฟิง เขาก็ทำหน้าตกใจทันที “ นี่คือ นี่คือกุ่ยจินตาน ! ”

“ กุ่ยจินตาน มันคืออะไรเหรอ ” ผมอึ้งในทันที ไม่เข้าใจสิ่งที่เขาพูด

 

เมื่อเสี่ยวม่านและคนอื่นๆได้ยินคำว่า “ กุ่ย ( ผี ) ” ดวงตาก็เบิกกว้าง ใบหน้าถอดสี แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาทันที

“ กุ่ยจินตานก็คือแก่นวิญญาณของผี ปกติแล้วผีที่มีพลังสูงหรือผีร้าย ในร่างกายจะมีเจ้าแก่นนี้อยู่ ซึ่งมันเป็นแก่นพลังของพวกวิญญาณ เพียงแต่ตอนที่วิญญาณแตกสลาย มันก็จะแตกสลายด้วย ดังนั้นมันจึงเก็บรักษาเอาไว้ยากมาก ”

เมื่อพูดถึงตรงนี้ พี่เฟิงก็หยุดไปแป๊บหนึ่ง จากนั้นก็พูดต่อ “ ไม่ผิดแน่ นี่จะต้องเป็นกุ่ยจินตาน ! ถึงว่าไม่น่าแปลกใจเลย มีเจ้ากุ่ยจินตานเอาไว้บนร่างกาย แถมซ่อนตัวอยู่ในที่แคบๆขนาดนั้น เป็นธรรมดาที่จะปกปิดลมหายใจของคนเป็นได้…… ”

 

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจของผมก็เข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง

ที่แท้เหมือนกับสิ่งที่ผมเดาเอาไว้ไม่มีผิด บนร่างกายของเสี่ยวม่านมีของขลังอยู่จริงๆ

นี่ก็อธิบายได้ง่ายแล้ว ว่าทำไมพวกเธอถึงได้ซ่อนตัวจากสายตาผีร้ายได้ แถมยังนานขนาดนี้ด้วย

แต่หลังจากนั้นพี่เฟิงยังพูดว่า “ ถึงเจ้ากุ่ยจินตานนี้จะสามารถปกปิดลมหายใจของคนเป็นได้ แต่เจ้านี้

มีพลังหยินแรงมาก คนเป็นจะพกมันติดตัวได้ยังไง ถ้านานวันเข้า ชีวิตของเธอก็คงไม่ปลอดภัย ลุงฉินของเธอ คงไม่ได้ให้ลูกปัดคุ้มครองอะไรนั้น แต่เป็นลูกปัดฆ่าชีวิตมากกว่า ! ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset