ศพ – ตอนที่ 159 อับจนหนทาง

ตอนที่ 159 อับจนหนทาง

หยางเฉ่วเห็นพวกเราเจ็บหนัก ขณะที่ผมพูดยังมีเลือดไหลออกมาจากจมูก เธอจึงคิดว่าผมถูกทำร้ายจนโง่ไปแล้ว สมองได้รับการกระทบกระเทือน ถึงได้พูดจาเหลวไหลออกมา

ดังนั้นเธอจึงไม่เชื่อคำพูดของผม “ ติงฝาน นายโดนทำร้ายจนโง่ไปแล้วเหรอ นายบาดเจ็บจนกลายเป็นแบบนี้แล้ว ยังอยากหาเรื่องไปตายอีก ฟังฉันนะ ตราบใดที่พวกเรายังมีชีวิตอยู่ ยังไงก็ต้องได้แก้แค้น ขอแค่พวกเราสามารถหนีออกไปจากที่นี่ได้อย่างปลอดภัย พวกเราค่อยมาคิดบัญชีกับยายแก่นี้ใหม่ก็ยังได้ ! ”

หลังจากพูดจบ หยางเฉ่วก็ดันตัวผม ให้เดินออกไปจากที่นี่

ในเวลาเดียวกันเธอยังหันไปพูดกับหานเฉ่วเฟิงที่อยู่ห่างออกไปว่า “ พี่เฟิง พวกเรารีบออกไปจากที่นี่เถอะ ! ”

พลังของพี่เฟิงสูงกว่าพวกเรา เป็นธรรมดาที่เขาจะไม่บาดเจ็บหนักเท่าผม

หลังจากหยางเฉ่วพูดแบบนั้นออกไป เธอก็เอามือปิดปาก รีบลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว จากนั้นพวกเราก็เริ่มถอยไปข้างหลัง

 

ยายแก่คนนี้มีพลังสูงมาก จะต้องไม่ใช่แค่สูงแบบธรรมดาๆ แต่เป็นคนมีฝีมือที่เก่งมากคนหนึ่ง ถ้าพวกเรายังฝืนสู้ต่อไป จะต้องตายกลายเป็นทาสผีอยู่ที่นี่แน่

“ หยางเฉ่ว ฉันไม่เป็นอะไรจริงๆ ฉันสู้กับมันได้ ! ” ผมยังคงพยายาม แต่คนที่บาดเจ็บอย่างผม จะไปมีแรงสู้ได้ยังไง

หยางเฉ่วเองก็ไม่ปล่อยมือ “ สู้ได้กะผีนะซิ นี่ไม่ใช่ร่างจริงของยัยนี้ ฉันมีวิชาลับอย่างหนึ่ง น่าจะสามารถหลบสายตาของมันได้…… ”

หยางเฉ่วพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมาก และเธอก็ไม่ได้สนใจผมเลยสักนิด

ตอนนี้ผมละอยากร้องไห้จริงๆ ผมอยากจะบอกกับทุกคนว่า ผมยังมีมู่หลงเหยียนยัยผีเมียขี้โมโหอยู่อีกหนึ่งตน

 

ถ้าผมเรียกเธอออกมา อย่าว่าแต่ยายแก่นี้เลย

แม้ยายแก่นี้จะมาสองคน ผมก็เชื่อว่าเธอจะสามารถจัดการได้

“ ไป รีบเดิน ทุกคนอย่ามัวแต่ยืนนิ่ง รีบหนีออกไปจากที่นี่ ตอนนี้ฉันยังมีพลังหยุดมันได้นิดหน่อย ! ” ใบหน้าของพี่เฟิงดูซีดเซียว หายใจหอบเหนื่อย แต่เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมาก

ส่วนเสี่ยวม่านและคนอื่นๆไม่มีใครกล้าลืมตา ทุกคนต่างตัวสั่นอยู่ข้างๆกัน เห็นได้ชัดว่าพวกเธอกำลังกลัวมาก

ทันใดนั้นเมื่อได้ยินพี่เฟิงพูดออกมาแบบนั้น ทั้งสี่คนก็รีบลืมตาทันที

พวกเขามองไปรอบๆ กลับพบว่าที่มุมปากของผมและพี่เฟิงมีเลือดออก ท่าทางกำลังบาดเจ็บ

 

ไม่ใช่แค่นั้น ตอนนี้ยังมียายแก่ใส่ผ้าคลุมดำเพิ่มขึ้นมาอีกคนหนึ่ง ท่าทางลึกลับ มองแล้วดูน่ากลัวมาก

พวกเขาแสดงท่าทางทำอะไรไม่ถูก ยืนอยู่ที่เดิมไม่ยอมขยับตัวไปไหนพักหนึ่ง

แต่เมื่อเสี่ยวม่านเห็นผมบาดเจ็บ เธอก็ทำหน้าตกใจ รีบวิ่งเข้ามาหาผมทันที “ …เป่า นาย นายเป็นอะไรไป…… ”

ขณะที่พูด เสี่ยวม่านก็มายืนหยุดอยู่ที่หน้าของผม เธอดูเป็นห่วงผมมาก

ผมยกยิ้มที่มุมปาก “ ฉันไม่เป็นไร ตอนนี้ พวกเธอรีบออกไป แล้วอย่าหันหลังกลับมา ! ออกไปจากที่นี่ให้ไกลเท่าไหร่ยิ่งดี…… ”

“ แล้ว แล้วพวกนายละ ” เสี่ยวม่านพูดด้วยความแปลกใจ

 

“ อย่าสนใจพวกเรา ตอนนี้การอยู่ที่นี่ต่อ มันอันตรายมาก ! อาจจะมีคนตายได้ ” ผมพูดออกมาอีกครั้ง ด้วยน้ำเสียงที่จริงจังมาก

ผลลัพธ์ผมเพิ่งพูดถึงตรงนี้ เจ้าแว่นและเจ้าอ้วน ก็ไม่คิดอะไรอีก พวกเขาพูดกับพวกเราทันที “ งั้น งั้นพวกเราไปก่อนนะ ! ”

หลังจากพูดจบ ทั้งสองคนก็มองหน้าพวกเราแวบหนึ่ง จากนั้นก็วิ่งไปตามถนนอย่างไม่คิดชีวิต

แม้แต่เพื่อนของพวกเขา เสี่ยวม่านและวูน่า ก็ไม่มีท่าทางว่าจะหันมาสนใจพวกเธอเลย

เพราะภัยร้ายมาถึงตัวแล้ว ใครจะยังสนชีวิตของคนอื่นอยู่ละ

ผลลัพธ์สิ่งที่เสี่ยวม่านเลือกกลับทำให้ผมประหลาดใจ “ ถ้าจะไปก็ต้องไปด้วยกัน ฉันจะไม่ทิ้งนายเด็ดขาด ! ”

 

ผลลัพธ์เสียงของเสี่ยวม่านเพิ่งจางหาย วูน่าก็พูดออกมาเช่นกัน “ เสี่ยวม่าน ถ้าเสี่ยวม่านไม่ไป ฉันก็ ฉันก็ไม่ไปเหมือนกัน ! ”

ขณะที่พูด วูน่าเองก็เดินเข้ามา

แม้ใบหน้าของเธอจะเต็มไปด้วยความหวาดกลัว แต่เธอก็ยังเลือกที่จะอยู่กับพวกเรา

มันเห็นได้ชัดมาก นี่ก็คือผู้หญิงที่รักเพื่อนจริงๆ

แม้ในใจของผมจะรู้สึกอบอุ่น แต่ในเวลานี้กลับไม่รู้ว่าจะพูดอะไรออกไปดี

การที่พวกเธออยู่ต่อ แม้ว่าจะทำให้ผมซึ้งใจมาก ที่ไม่ทิ้งพวกเรา

แต่พวกเธอเป็นแค่คนธรรมดา พวกเรายังไม่สามารถสู้กับยายแก่นี้ได้ ดังนั้นการที่พวกเธออยู่ต่อจึงไม่ได้เป็นตัวช่วยอะไรกับพวกเราเลย……

 

เมื่อหันไปมองยายแก่อีกครั้ง ผมกลับพบว่าเธอเหมือนจะไม่รีบไล่ตามขึ้นมา แต่กลับหัวเราะ “ ฮึฮึฮึ ” อยู่ด้านหลังของพวกเรา

ในเวลานี้เมื่อเห็นเจ้าแว่นกับเจ้าอ้วนวิ่งออกไป เธอกลับหันไปมอง แผ่นหลังของพวกเขา จากนั้นก็พูดออกมาเบาๆ “ ข้าเคยบอกแล้ว คืนนี้พวกแกทุกคนต้องตายเป็นผีทาสอยู่ที่นี่ ใครหน้าไหนก็หนีไปไม่ได้ทั้งนั้น…… ”

เมื่อพูดถึงสองสามคำสุดท้าย ยายแก่ก็แทบกัดฟันพูดออกมา น้ำเสียงของเธอดูเย็นชามาก

เจ้าแว่นและเจ้าอ้วนเองก็ได้ยินคำพูดเหล่านี้ พวกเขาจึงอดไม่ได้ที่จะหันมามองหน้ายายแก่

แม้จะไม่รู้จักกัน แต่ภายใต้สถานการณ์ที่คลุมเครือพวกเขากลับรู้สึกถึงอันตรายที่กำลังคืบคลานเข้ามาใกล้

 

พวกเขาเผยสีหน้าที่หวาดกลัว แต่เท้าของพวกเขาก็ยังคงวิ่งต่อไป

ผลลัพธ์ยายแก่กลับค่อยๆประสานมือ ทำมือเป็นรูปดาบที่หน้าอก จากนั้นปากของเธอก็ท่องอะไรบางอย่างออกมา

สุดท้ายผมก็ได้ยินยายแก่ตะโกนออกมาว่า “ ดูดวิญญาณ เพี๊ยง ! ”

เสียงของเธอเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นยายแก่ก็ชี้มือไปที่แผ่นหลังของพวกเขา

ชายสองคนที่กำลังวิ่งอยู่ “ ปัก ” ทันใดนั้นร่างกายของพวกเขา ก็ล้มลงไปทันที

และตอนนี้ในแขนเสื้อของยายแก่ ก็มีโซ่เหล็กสองเส้นพุ่งออกมา

“ ซ่าซ่าซ่า ” ทันใดนั้นโซ่เหล็กทั้งสองเส้นก็ตรงเข้าไปที่ด้านหลังของชายทั้งสอง

 

ฉากนี้ล้วนอยู่ในสายตาของพวกเรา และมันยังเกิดขึ้นในเวลาที่สั้นมากๆ พวกเราไม่สามารถทำอะไรได้ทัน หรือแม้แต่จะคิดทำอะไรสักอย่างด้วยซ้ำ

“ เจ้าอ้วน เจ้าแว่น…… ” วูน่าตะโกน เธอคิดจะวิ่งเข้าไปดู

ผลลัพธ์พี่เฟิงได้ห้ามเธอเอาไว้ “ อย่าไป พวกเขาตายแล้ว ! ”

“ ตาย ตายแล้ว ” วูน่าไม่อยากจะเชื่อ แค่ชี้ครั้งเดียวชายตัวใหญ่สองคนก็ตายได้แล้วงั้นเหรอ

แต่ในอาชีพของพวกเรา มีวิชาแปลกประหลาดมากมายที่ทำได้ ถึงแม้ตอนนี้มันจะเสื่อมโทรมลงก็ตาม

แต่วิชาฆ่าคนเหล่านี้ กลับยังคงถูกสืบทอดต่อๆกันมา

และสิ่งที่พี่เฟิงพูดนั้นถูกต้อง เพราะหลังจากที่ทั้งสองคนล้มลง โซ่สองเส้นนั้นก็เริ่มคืนกลับมา หลังจากนั้นดวงวิญญาณสองตน ที่เหมือนกับเจ้าอ้วนและเจ้าแว่น ก็ได้ถูกยายแก่ลากออกมาจากร่างกายของพวกเขา

 

เมื่อวิญญาณออกจากร่าง ถ้าไม่เรียกว่าตายแล้วจะเรียกอะไรได้

ในเวลานี้วิญญาณทั้งสองดวงยังยืนอยู่ที่เดิม เหมือนกับคนโง่ที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขายังไม่ยอมขยับตัวไปไหนเลยแม้แต่น้อย

ทันใดนั้นยายแก่ก็หันมามองพวกเราอีกครั้ง “ วิ่งซิ ทำไมพวกแกไม่หนีแล้วละ วิชาดูดวิญญาณของข้า ใช้ได้ผลสุดๆกับคนที่กำลังกลัว ฉันละอยากเห็นจริงๆว่าเวลาพวกแกตายตอนที่ฉันใช้วิชาดูดวิญญาณสภาพจะออกมาเป็นยังไง ! ”

ยายแก่พูดด้วยเสียงที่แหบแห้ง แต่หลังจากที่พวกเราได้ยิน ก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ

แต่ในตอนนั้นเอง หยางเฉ่วกลับหยิบยันต์ออกมาสองสามแผ่น

และบนยันต์สองสามแผ่นนั้น ล้วนมีอักษรคำว่า “ ปิด ” เขียนเอาไว้

 

เห็นได้ชัดว่าในคืนนั้น ตอนที่พวกเราเจอกับกองทัพผีนอกวัด หยางเฉ่วก็ใช้ยันต์พิเศษแผ่นนี้

สิ่งอัศจรรย์ของยันต์แผ่นนี้อยู่ที่สามารถปกปิดลมหายใจ ทำให้พวกสิ่งชั่วร้ายมองไม่เห็นพวกเรา

แต่เธอดันหยิบออกมาโต้งๆ ตอนนี้พวกเรากำลังเผชิญหน้ากับยายแก่ปีศาจไม่ใช่ผี และยังใช้ให้เห็นกันจะจะ แล้วมันจะได้ผลเหรอ

“ ถึงฉันจะไม่รู้ว่าได้ผลไหม แต่พวกเราก็มาลองกันก่อนเถอะ ! ”

หลังจากพูดจบ หยางเฉ่วก็ยื่นให้ผมหนึ่งแผ่น

แต่ผมกลับส่ายหัว “ ไม่ต้องใช้ ฉันบอกแล้ว ฉันมีวิธี เธอเชื่อฉันซิ ฉันจะปกป้องทุกคนให้ปลอดภัยเอง ! ”

ครั้งนี้ผมต้องหวังพึ่งโชค ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่ง

 

หยางเฉ่วเห็นผมจริงจัง แถมยังไม่ได้พูดด้วยอารมณ์ เธอจึงเงียบไปครู่หนึ่ง

เธอมองที่ตา และสีหน้าที่เด็ดเดี่ยวของผม

เธออ้าปากแล้วอ้าปากอีก แต่กลับไม่ได้พูดอะไรออกมา หลังจากนั้นเธอก็เงียบไปสองวินาทีและพูดว่า

“ วิธีอะไร ! ”

“ พวกเธอไม่ต้องสนเรื่องวิธี แต่ตอนนี้พวกเธอต้องร่วมมือกับฉัน หลับตา ห้ามลืมขึ้นมาเด็ดขาด แล้วก็พวกเธอด้วย ”

ขณะที่พูด ผมก็ยังหันไปมองเสี่ยวม่านและคนอื่นๆ

“ มองไม่ได้ ” หยางเฉ่วและพี่เฟิงต่างสงสัยมาก

 

แต่ผมกลับพยักหน้าอย่างหนักแน่น แม้ว่าทั้งสองคนจะไม่เข้าใจ แต่ก็รู้ดีว่าอาชีพของพวกเรา มักมีข้อห้ามอยู่มากมาย

หรือบางทีในมือของผมอาจกำความลับบางอย่างอยู่ ไม่อยากให้คนอื่นเห็นอะไรประมาณนั้น

ตอนนี้สถานการณ์เร่งด่วน ทั้งสองคนจึงไม่ถามต่อ พวกเขาต่างพยักหน้าให้ และหลับตาลงทันที ทางเสี่ยวม่านและวูน่าเห็นหยางเฉ่วและชายอีกคนหลับตา พวกเธอจึงหลับตาตาม

เมื่อผมเห็นว่าทุกคนหลับตาหมดแล้ว ก็หันไปจ้องยายแก่อีกครั้ง ตอนนี้ยายแก่นี้ยังคงหัวเราะอย่างน่าขนลุก ราวกับกำลังเล่นเกมแมวจับหนู ไล่ต้อนพวกเราอย่างสนุกสนาน

ผมกัดฟัน แอบพูดในใจว่า อีกเดี๋ยวแกจะได้เห็นของดี

จากนั้นผมก็เคลื่อนพลัง ตรงไปที่ไผดำสองเม็ดที่อยู่บนข้อมือซ้ายทันที

ทันใดนั้นผมก็พูดออกมาว่า “ มู่หลงเหยียน…… ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset