ศพ – ตอนที่ 161 เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

ตอนที่ 161 เปลี่ยนเรื่องร้ายให้กลายเป็นดี

หลังจากมู่หลงเหยียนปรากฎตัว เธอก็ตะโกนออกมาทันที “ ปึก ” ในเวลาเดียวกันก็ออกแรง ดึงโซ่ดำที่ผูกติดกับวิญญาณของผมให้ขาดออกในทันที

เมื่อยายแก่เห็นแบบนั้น เธอก็ตกตะลึง เผยสีหน้าที่ไม่อยากจะเชื่อออกมา

จากนั้นเธอก็เริ่มพูดติดอ่าง “ แก แก…… ”

ผลลัพธ์เธอยังพูดไม่จบ มู่หลงเหยียนก็พูด ฮึ ออกมาอย่างเย็นชา

ทันใดนั้น พายุอันหนาวเย็นลูกใหญ่ ก็ได้ก่อตัวขึ้น

และมันยังเข้าไปโอบล้อมยายแก่เอาไว้ตรงกลาง ระหว่างนั้นฝุ่นที่อยู่รอบๆ ก็ได้ซัดสาดเข้าไปหายายแก่ทันที

แม้ยายแก่คนนั้นจะร้ายกาจ แต่เมื่อเผชิญหน้ากับมู่หลงเหยียน ผมกลับเกรงว่าเธอจะอ่อนกว่านิดหน่อย

 

เมื่อยายแก่สัมผัสได้ถึงพลังหยินที่ทรงพลัง ร่างกายของเธอก็อดไม่ได้ที่จะสั่นไหว เธอถอยไปข้างหลังหลายก้าวอย่างไม่รู้ตัว

แต่ภายใต้สายลมที่โหมกระหน่ำ ซึ่งมันยังหลอมรวมเข้ากับพลังที่มหาศาล

ดังนั้นถึงยายแก่ถอยไปหลายก้าว แต่แรงกระแทกของคลื่นพลังยังหลั่งไหลเข้ามา

ตอนที่คลื่นพลังโจมตีโดนร่างของยายแก่ ยายแก่คนนั้นก็เหมือนกับถูกรถบรรทุกคันใหญ่ชน

“ ปัง ” ร่างของเธอกระเด็นออกไปทันที และท้ายที่สุดก็กระแทกลงกับพื้นอย่างแรง แต่ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเธอยังกลิ้งต่อไปเรื่อยๆ ขณะเดียวกันเธอก็ยังไอ “ แค่กแค่กแค่ก ” ออกมา

ไม้เท้าที่อยู่ในมือของเธอ ได้กระเด็นออกไปไกลมาก

 

แต่ยายแก่คนนั้นยังมีผ้าสีดำคลุมเอาไว้ ผมจึงไม่สามารถเห็นใบหน้าที่ชัดเจนของเธอได้

ในเวลานี้มู่หลงเหยียนไม่ได้สนใจเธอ แต่หันมาพูดกับผมว่า “ เจ้าห่วย นายไม่เป็นอะไรใช่ไหม ! ”

ตอนนี้สติของผมค่อยๆฟื้นคืนมาแล้ว ความรู้สึกที่ฟ้าดินกลับหัวก็ค่อยๆหายไป

ภาพตรงหน้าก็เริ่มชัดเจนขึ้น ผมจึงมองเห็นมู่หลงเหยียนที่กำลังใส่ชุดย้อนยุค ทันใดนั้นหัวใจของผมก็เต้นแรงทันที ตอนนี้ผมไม่สนใจอีกต่อไปว่าเธอจะเรียกผมว่าอะไร

ผมยิ้มและพยักหน้าให้เธอรัวๆ “ ไม่เป็นไร ขอบ ขอบใจที่เธอรีบมานะ ! ”

เมื่อมู่หลงเหยียนเห็นผมยิ้ม เธอจึงกลอกตาทันที “ นายยังยิ้มได้อีก ถ้าฉันมาช้าแค่นิดเดียว นายก็ตายไปแล้วนะ ! ”

ผมหัวเราะ “ แฮะแฮะ ” จากนั้นก็ไม่พูดอะไรต่อ

 

หลังจากนั้นมู่หลงเหยียนก็หันไปมองหยางเฉ่ว พี่เฟิง และคนอื่นๆ เมื่อเธอเห็นว่าพวกเขากำลังหลับตาอยู่ เธอก็หันมาพูดกับผมอีกครั้ง “ นี่เป็นวิธีที่นายคิดงั้นเหรอ ”

ผมเห็นมู่หลงเหยียนพูดและมองทุกคนที่กำลังปิดตาอยู่ ผมจึงตอบรับ “ อืม ” ตามสัญชาตญาณ ในเวลาเดียวกันก็กดเสียงลงต่ำ “ เธอบอกเองไม่ใช่เหรอ เรื่องที่เกี่ยวกับเธอทั้งหมด ต้องเก็บเป็นความลับ ! ”

ผมพูดเบามาก มีเพียงผมสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน

ผลลัพธ์เมื่อมู่หลงเหยียนได้ยิน เธอกลับยิ้มออกมาเล็กน้อย “ ใช่ ความจำของผู้ชายห่วยๆแบบนายก็ถือว่าไม่เลวนะ…… ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมก็กลอกตาใส่เธอทันที

 

ยัยมู่หลงเหยียน ทุกครั้งที่เธอออกมาต้องพูดสองคำนี้ทุกที ถ้าไม่ได้พูดเธอคงรู้สึกแย่ซินะ

เมื่อมู่หลงเหยียนเห็นผมกลอกตา เธอก็หัวเราะ “ คิคิ ” ทันที “ ต่อไปถ้าเจออันตรายอีกไม่ต้องทำแบบนี้แล้วนะ จากพลังของพวกเขาในตอนนี้ ยังมองไม่เห็นฉันหรอก…… ”

เมื่อได้ยินมู่หลงเหยียนพูดแบบนั้น ผมก็ตกใจมาก

มู่หลงเหยียนมีความสามารถแบบนี้ด้วยเหรอ แล้วทำไมเธอไม่รีบบอกละ

แต่ไม่รอให้ผมได้พูดออกมาอีกครั้ง ยายแก่ที่กลิ้งอยู่บนพื้นก็กลับมายืนอีกครั้งแล้ว

เธอยังอยู่ภายใต้ผ้าคลุมสีดำ ในปากพ่นคำว่า “ สมควรตาย สมควรตาย ” ออกมาอย่างต่อเนื่อง เห็นได้ชัดว่าเธอกำลังโกรธมาก

 

และตอนนี้ผมยังสัมผัสได้อย่างชัดเจน ว่าบนร่างกายของเธอมีกลิ่นไอที่น่ากลัวไหลออกมา

หลังจากเธอลุกขึ้นยืน ยายแก่คนนั้นก็หันมามองพวกเราอีกครั้ง ทันใดนั้นเธอก็พูดออกมาด้วยเสียงที่แหบแห้ง “ แกเป็นใคร ทำไมต้องเข้ามาสอดเรื่องของฉันด้วย ! ”

เห็นได้ชัดเจน ว่าบทสนทนานี้กำลังพูดถึงมู่หลงเหยียน

แต่มู่หลงเหยียนเหลือบมองยายแก่แวบหนึ่ง จากนั้นก็เค้นเสียง ฮึ ออกมา “ แกยังมีเงาหัวจะรู้อีกเหรอว่าฉันเป็นใคร ! ต่อไปจงจำเอาไว้ อย่าให้ฉันเจอแกอีก ”

หลังจากพูดจบ มู่หลงเหยียนก็โบกมือ

“ ตูม ” ทันใดนั้นพลังหยินที่รุนแรงก็พรั่งพรูออกไปทันที

 

แต่ยายแก่ที่อยู่ห่างออกไปไม่ไกลกลับกรีดร้อง “ ปัง ” ร่างของเธอระเบิดในทันที ทันใดนั้นร่างของเธอก็กลายเป็นหมอกสีดำ……

เมื่อเห็นภาพนี้ ผมก็อ้าปากค้าง

มู่หลงเหยียนยังไงก็คือมู่หลงเหยียน การกระทำนี้ พลังแบบนี้ มันแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่

ขณะที่พวกเราต่อสู้กับยายแก่อย่างไร้หนทางเอาชนะ แต่ในเวลานี้เธอกลับถูกการโบกมือของมู่หลงเหยียนจัดการ นี่มันจบลงง่ายดายเกินไปแล้ว

พลังของเธอ ช่างยากที่จะจินตนาการได้จริงๆ ตอนนี้พลังของมู่หลงเหยียนอยู่ในระดับไหนกันแน่

แน่นอน ถ้าพูดย้อนกลับไป

 

อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันเกิดอายุครบ 300 ปีของมู่หลงเหยียนแล้ว หรือพูดอีกอย่างคือ มู่หลงเหยียนได้ฝึกฝนบำเพ็ญเพียรมากว่า 300 ปีแล้ว

เป็นธรรมดาที่พลัง 300 ปี จะยากเกินกว่าที่เราจะเข้าใจได้

ขณะที่ร่างของยายแก่หายไป แรงกดดันที่อยู่รอบๆก็หายไป ตอนนี้แรงกดดันที่อยู่ในตำบล ก็เริ่มหายไปทีละนิด

สายลมอันเยือกเย็นที่ออกมาจากร่างกายมู่หลงเหยียน ก็เริ่มลดลง พวกมันเริ่มไม่เย็นเข้ากระดูกเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว

ผมเห็นรอบๆกลับมาสงบอีกครั้ง ความรู้สึกที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ปรากฎขึ้น

 

แม้มู่หลงเหยียนจะปากคอเราะร้าย แต่ผีเมียตนนี้ก็ไม่เลวเลยจริงๆ เธอพึ่งพาได้สุดๆ

ผมก็สูดหายใจเข้าลึกๆ หลังจากนั้นก็พูดกับมู่หลงเหยียนด้วยความรู้สึกซาบซึ้งใจมากๆ “ ขอบ ขอบใจเธอมากนะ ! ”

“ ขอบใจฉันทำไม ” จู่ๆมู่หลงเหยียนก็ยิ้มกว้าง เธอถามกลับทันที

“ ถ้าไม่ได้เธอช่วยไว้ คืนนี้พวกเราคงตายกลายเป็นผีเฝ้าที่นี่ไปแล้ว ! ” ผมพูดด้วยน้ำเสียงที่อึดอัดและขมขื่น

มู่หลงเหยียนพยักหน้าให้เล็กน้อย “ ก็จริง งั้นนายก็จำเอาไว้ให้ดี ว่านายติดหนี้ชีวิตฉันไว้กี่ครั้งแล้ว ต่อไป จะได้คืนให้ฉัน ! ”

“ คืน จะคืนยังไง ”

 

“ วันหน้าค่อยว่ากัน ! ตอนนี้ที่นี่ปลอดภัยแล้ว ฉันก็ควรไปแล้ว ”

หลังจากพูดจบ มู่หลงเหยียนก็ประสานมือ เตรียมจะคลายเครื่องหมายออก

แต่ก่อนที่เธอจะท่องคาถา จู่ๆมู่หลงเหยียนก็หันมาพูดกับผมว่า “ เออใช่เจ้าห่วย ในเมื่อเพื่อนนายมองไม่เห็นฉัน งั้นก็ห้ามเอาเรื่องของฉันไปเล่าให้พวกเขาฟัง ทำแบบนี้พวกเขาจะได้ปลอดภัยหน่อย…… ”

หลังจากพูดจบ เธอก็ไม่รอให้ผมตอบกลับ มู่หลงเหยียนก็ประสานมือ และพูดคำว่า “ คลาย ! ” ออกมาทันที

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา ผมก็รู้สึกว่าเครื่องหมายหยินหยางที่อยู่บนข้อมือเริ่มร้อนขึ้นมานิดหน่อย

จากนั้น มู่หลงเหยียนที่อยู่ตรงหน้าของผมก็เป็นเหมือนกับสายลม ที่ลอยหายไปอย่างไร้ร่องรอย

 

เพียงแค่กระพริบตาร่างของเธอก็กลายเป็นหมอกขาว และหายไปต่อหน้าต่อตา

และในเวลานี้สัญญาลักษณ์หยินหยางที่ข้อมือของผม ก็กลับมาเป็นไฝดำสองเม็ด ส่วนรอบๆตัวผมก็เริ่มกลับมาสงบอีกครั้ง

ผมสูดหายใจเข้าออกสองสามครั้ง สงบสติอารมณ์สักพัก จากนั้นก็หมุนตัวเดินตรงไปที่พี่เฟิง หยางเฉ่ว และคนอื่นๆที่ยืนอยู่

“ โอเคแล้ว ยายแก่นั้นถูกจัดการแล้ว พวกนายลืมตาได้ ! ”

เสียงของผมเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นทุกคนก็ลืมตาขึ้น

พวกเขาเพิ่งลืมตา ก็หันไปมองรอบๆทันที

 

เมื่อเห็นยายแก่หายไปจริงๆ และรอบๆกลับมาสงบอีกครั้ง พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะดีใจ ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

แต่ขณะนั้นพวกเขากลับเผยสีหน้าที่สงสัยออกมา พี่เฟิงเป็นคนแรกที่พูดกับผม “ เจ้าเด็กน้อย เมื่อกี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ เมื่อกี้นายกำลังคุยกับใคร แล้วนายใช้วิธีอะไรจัดการกับยายแก่กันแน่ ”

ขณะที่พี่เฟิงพูด หยางเฉ่วก็เบิกตากว้าง จ้องผมด้วยความสงสัย ในใจของเธอน่าจะกำลังคิดแบบนี้อยู่

ส่วนทางด้านเสี่ยวม่านกับวูน่ากลับไม่สนใจเรื่องพวกนี้ ในเวลานี้เมื่อเห็นยายแก่หายไป กำจัดตัวอันตรายได้แล้ว ก็ตื่นเต้นดีใจ เข้าไปกอดกันทันที

เมื่อผมได้ยินคำพูดนี้ กลับเงียบไปพักหนึ่ง

 

เพราะเรื่องของมู่หลงเหยียน ผมจะกล้าเปิดเผยได้ยังไง

แต่เหตุการณ์เมื่อครู่ แม้พวกเขาจะมองไม่เห็น แต่ก็ได้ยินที่พวกเราคุยกันอยู่บ้าง

ผมคิดจะปิดเป็นความลับทั้งหมด มันก็คงเป็นไปไม่ได้

แต่ถ้าไม่พูดออกไปเลย มันก็คงดูไม่ดี

หลังจากคิดเรื่องนี้มาพักหนึ่ง ผมก็ตั้งสติ และพูดด้วยรอยยิ้มที่ขมขื่น “ เทพคุ้มครองบ้าน…… ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset