ศพ – ตอนที่ 163.1 ความในใจ

ตอนที่ 163.1 ความในใจ

จากนั้น เฟิงเฉ่วหานก็เริ่มเล่าเรื่องความสัมพันธ์พิเศษระหว่างเขากับพี่เฟิง ให้ผมฟัง

เหล่าเฟิงพูดว่า แม้พวกเขาสองคนจะมีชีวิตเดียวกัน

แต่ผู้นำกลับเป็นเขา หรือพูดอีกอย่างคือ ร่างกายที่ใช้งานหลัก ก็ยังเป็นเฟิงเฉ่วหาน

แม้พี่เฟิงจะสามารถออกมาได้บางครั้ง และสามารถควบคุมร่างกายได้

แต่ก็อยู่ได้ในช่วงเวลาที่จำกัด เมื่อถึงเวลาแล้วเขาก็จะกลับไปหลับลึก และไม่สามารถครอบครองร่างกายได้ตามใจชอบ

ถ้าต้องการพัฒนาพละกำลัง และความแข็งแกร่งของกล้ามเนื้อ เขาก็ต้องอาศัยการฝึกฝนของเฟิงเฉ่วหานเป็นหลัก

 

ดังนั้นพลังของพี่เฟิงจะพัฒนาขึ้นไปได้ไหม ก็ต้องขึ้นอยู่กับเหล่าเฟิงเป็นหลัก

นี่ก็คือสาเหตุว่าทำไม พี่เฟิงถึงบอกให้ผมบอกเหล่าเฟิงให้ขยันฝึกวิชา

ถ้าเฟิงเฉ่วหานไม่ยอมฝึกฝน ความแข็งแกร่งของร่างกายก็จะไม่พัฒนาขึ้น

แล้วเมื่อเป็นแบบนั้นไม่ว่าวิญญาณอย่างหานเฉ่วเฟิง จะขยันฝึกฝนมากแค่ไหน หรือเก่งมากขนาดไหน เขาก็จะไม่สามารถพัฒนาขึ้นได้

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมก็ได้ความรู้ใหม่ เรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างเหล่าเฟิงและพี่เฟิง

พี่เฟิงแข็งแกร่งกว่าเหล่าเฟิง แต่เขากลับถูกเหล่าเฟิงควบคุม

เมื่อฟังเรื่องพวกนี้จบ ผมอึ้ง กับสถานการณ์ของพวกเขา

 

เพราะปกติเฟิงเฉ่วหานจะไม่พูดถึงเรื่องหนึ่งร่างสองวิญญาณ ตอนนี้เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมจึงรีบถามเขาทันที “ เหล่าเฟิง นายกับพี่ สามารถแยกออกจากกันได้ไหม ”

เมื่อเฟิงเฉ่วหานได้ยินผมถามแบบนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขากำหมัดแน่นอย่างเผลอตัว

ผมรู้ว่า ผมต้องถามโดนปมในใจของเฟิงเฉ่วหานแล้วแน่นอน

เฟิงเฉ่วหานเงียบไป ผมจึงอึดอัดเลยไม่อยากถามต่อ

แต่หลังจากผ่านไปพักหนึ่ง รถบัสก็ได้เคลื่อนตัวออกจากสถานี เขาถึงถอนหายใจออกมา

จากนั้นเขาก็ฝืนยิ้ม และพูดกับผมว่า “ จะพูดถึงเรื่องนี้ทำไม ฉันติดหนี้เขา…… ”

ผมเห็นท่าทางที่ขมขื่นของเฟิงเฉ่วหาน ขนาดตอนยิ้มยังน่าเศร้าขนาดนั้น เห็นได้ชัดว่าท่าทางของเขาบ่งบอกทุกอย่าง

 

แต่คำว่า “ ติดหนี้เขา ” มันหมายความว่าอะไร

ผมจึงถามขึ้นมาอีกครั้ง “ ทำไมพูดแบบนั้น หรือเมื่อก่อนระหว่างนายกับพี่เฟิง มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นงั้นเหรอ ”

แต่ตอนที่ผมถามถึงตรงนี้ เฟิงเฉ่วหานกลับไม่ได้พูดต่อ เขาเพียงส่ายหัวและยิ้มออกมาอยากขมขื่น “ อย่าไปพูดถึงมันเลย ยังไงชั่วชีวิตนี้ พวกเราสองคนก็ไม่สามารถแยกออกจากกันได้ แต่ถ้าทำได้ ก็คงมีแค่วิธีเดียว ! ”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย คงเป็นหนทางเดียว ที่ผลลัพธ์ออกมาไม่ดีเท่าไหร่

เฟิงเฉ่วหานหยุดไปแป๊บหนึ่ง จากนั้นก็เริ่มพูดต่อ “ ความตายคือการปลดปล่อย ! ”

แม้ในใจของผมจะคิดถึงเรื่องนี้อยู่แล้ว แต่ตอนที่เฟิงเฉ่วหานพูดออกมา ในใจของผมก็อดไม่ได้ที่จะตกใจ

เฟิงเฉ่วหาน มีหนึ่งร่างสองวิญญาณ แม้ปกติชีวิตของเขาจะเป็นนายของร่างกาย แต่ในร่างกายนั้นก็ยังมีอีกหนึ่งชีวิตหลับไหลอยู่

 

ความคิด และนิสัยแตกต่างกัน บางครั้งก็จะออกมา ควบคุมร่างกาย

ผมไม่สามารถเข้าใจอารมณ์และความคิดของเฟิงเฉ่วหานได้เลย แต่คิดยังไงเขาก็คงผ่านเรื่องราวไม่ดีมา

ดังนั้นผมจึงสูดหายใจเข้าลึกๆ เอื้อมมือไปตบบ่าเฟิงเฉ่วหานเบาๆ “ บนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน บางทีมันอาจมีวิธี เพียงแค่พวกเรายังหาไม่เจอเท่านั้น ! ”

เฟิงเฉ่วหานรู้ดีว่าผมกำลังปลอบใจ เมื่อฟังผมพูดจบ มุมปากของเขาก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ บางทีละนะ ! ”

หลังจากพูดจบ เฟิงเฉ่วหานก็มองออกไปนอกหน้าต่าง เหมือนกับคิดถึงเรื่องราวในอดีต และมองวิวทิศทัศน์ที่กำลังสะท้อนสู่สายตา

ผมเห็นเฟิงเฉ่วหานไม่อยากพูดต่อ จึงนั่งเงียบๆ

 

ผมเอนหลังพิงเบาะ เดิมทีคิดจะพักสักครู่หนึ่ง แต่ในสมองกลับมีเรื่องเป็นร้อยเป็นพันผุดขึ้นมา ผมจึงนอนไม่หลับอีกต่อไป

ถ้าบอกว่าหนึ่งชีวิตมีสองวิญญาณ เป็นความลับที่เฟิงเฉ่วหานพูดออกมาไม่ได้ และไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนปกติ

แต่ผมก็ไม่แตกต่างกันไม่ใช่เหรอ นั้นก็คือการแต่งงานกับมู่หลงเหยียน

ความต่างระหว่างเขาคือ เขามีพี่ชาย ส่วนผมมีเมีย

พวกเราล้วนไม่เหมือนคนปกติ ต่างไม่สามารถใช้ชีวิตได้เหมือนคนธรรมดาทั่วไป ต่างตกอยู่ในวงล้อมของกฎเกณฑ์มากมาย และผมสิ่งที่รู้แน่ๆคือ พวกเราต่างไม่สามารถแก้ไขได้

 

แต่หลังจากใช้ชีวิตมาสักพัก ในใจของผมกลับไม่รู้สึกสิ้นหวังขนาดนั้น

มันก็เหมือนกับคำพูดที่ผมปลอบใจเฟิงเฉ่วหาน บนโลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่แน่การแต่งงานของผม และชีวิตหนึ่งร่างสองวิญญาณของเฟิงเฉ่วหาน ก็อาจมีทางยุติได้

ระหว่างทาง ผมนึกย้อนถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในสองสามวันนี้

ผมรู้สึกว่าสถานการณ์ที่เผชิญต่างขึ้นๆลงๆ ชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้าย เหมือนกับช่วง 20 ปีที่ผ่านมาผมไม่เคยรู้สึกยอดเยี่ยมแบบนี้มาก่อน ไม่ใช่แค่ได้รู้จักเหล่าเฟิง หยางเฉ่ว และคนอื่นๆ ตัวผมยังได้เข้ามาทำงานเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้ายจริงๆ

เมื่อลองคิดดู ผมไม่รู้สึกเสียใจ ผมเพียงคิดว่าจะเดินบนเส้นทางนี้ต่อไป

 

ไม่ใช่แค่ต้องแก้แค้นให้มู่หลงเหยียน แต่ผมจะต้องกำจัดยายแก่และองค์กรตาผีนั้นให้สิ้นซาก

และเหมือนกับที่มู่หลงเหยียนพูดเอาไว้ เธอคิดจะหาวิธียุติการแต่งงานนี้ ทำให้ตัวผมและมู่หลงเหยียนกลับมามีอิสระอีกครั้ง

ถึงตอนนี้มันจะยังไม่สำเร็จ หรืออาจไม่สำเร็จ แต่ผมคิดว่าขอแค่พวกเราคิดที่จะทำ ยังไงสักวันมันก็ต้องสำเร็จ

ผมคิดไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพวกเราเดินทางกลับมาถึงตำบลชิงฉือ

วันนี้อากาศไม่ค่อยดี พวกเราเพิ่งถึงตำบลชิงฉือฝนก็ตกลงมาแล้ว

ผมและเหล่าเฟิงหาอะไรกินที่สถานีขนส่งนิดหน่อย จากนั้นก็แยกย้ายกลับบ้านใครบ้านมัน

 

เมื่อผมกลับมาถึงร้าน ก็พบว่าในบ้านไม่มีคนอยู่

อาจารย์น่าจะอยู่ที่ร้านของเซียงจู๋จาง ยังไม่กลับมา

ยึดตามกฎ เมื่อกลับมาถึงผมก็จุดธูปให้มู่หลงเหยียน จากนั้นก็ไปอาบน้ำ ดูบาดแผลของตัวเอง และใส่ยา

ครั้งนี้ผมบาดเจ็บค่อนข้างหนัก บนร่างกายมีรอยฟกซ้ำดำเขียว และมีบาดแผลที่ยังมีเลือดสดๆไหลออกมา

แต่รวมๆแล้วมันไม่ใช่เรื่องใหญ่ ไม่ถึงตาย

หลังจากใส่ยาเสร็จ ร่างกายของผมก็ล้าจนแทบลืมตาไม่ขึ้น ผมจึงเดินเข้าไปในห้องทันที

หลังจากขึ้นไปนอนบนเตียง ผมก็รู้สึกสบายขึ้นเยอะมาก ผ่านไปไม่นานผมก็นอนหลับไป

จนกระทั่งเวลาหกโมงเย็น ผมถึงได้ตื่นขึ้นมาอย่างสะลึมสะลือ

 

อาจารย์ยังไม่กลับมา ตัวเองอยู่บ้านคนเดียว ผมจึงจำเป็นต้องเตรียมข้าวปลาอาหารเอง

แต่ในตอนนั้นเอง เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น

ผมรีบหยิบขึ้นมาดู ทันใดนั้นก็เห็นเหล่าเฟิงโทรมา จึงกดรับทันที “ เหล่าเฟิง ว่าไง ”

“ อาจารย์ของฉันเตรียมยาจีนรักษาอาการบาดเจ็บให้นายชุดหนึ่ง นายมาเอาไปซิ ” เฟิงเฉ่วหานพูดเบาๆ

แต่ผมกลับงง “ เตรียมยาจีนให้ฉัน ”

“ อือ ! ฉันบอกเรื่องอาการบาดเจ็บของนายให้เขาฟัง ! อีกเดี๋ยวก็เข้ามานะ ! ” เมื่อพูดถึงตรงนี้ เจ้าเด็กน้อยเฟิงเฉ่วหานก็ไม่รอให้ผมได้พูดต่อ เขากดวางสายทันที

 

ท่านนักพรตตู๋เป็นหมอที่เก่งมาก ในเมื่อท่านนักพรตตู๋เตรียมยาจีนให้แล้ว ผมจึงใส่เสื้อผ้า กางร่มและออกไปเอาทันที

ผ่านไปไม่นาน ผมก็มาถึงร้านไป๋ฉ่าว

ผมเพิ่งมาถึงหน้าประตู ก็เห็นท่านนักพรตตู๋กับเหล่าเฟิงกำลังจัดโต๊ะ เตรียมกินข้าวเย็น

เมื่อท่านนักพรตตู๋เห็นผมมาถึงแล้ว เขาก็ยิ้มให้เล็กน้อย “ เสี่ยวฝาน ยังไม่ได้กินข้าวมาละซิ ! มา มากินข้าวด้วยกัน ! ”

ผมรู้สึกลำบากใจมาก แต่เมื่อท่านนักพรตตู๋เอ่ยปากชวนแล้ว ผมก็ไม่กล้าปฏิเสธ

ผมเพิ่งนั่งลง ทันใดนั้นท่านนักพรตตู๋ก็พูดกับผมว่า “ ติงฝาน ฉันเตรียมยาบำรุงกำลังให้นายชุดหนึ่ง อีกเดี๋ยวนายก็เอากลับไปต้มจากน้ำสามชามให้เหลือชามเดียว หลังจากยาบำรุงของฉันเข้าไปในท้อง รับรองอาการบาดเจ็บของนายจะต้องหายเป็นปลิดทิ้งแน่ ! ”

 

เมื่อได้ยินท่านนักพรตตู๋พูดแบบนั้น ผมก็ขอบคุณท่านรัวๆ

ท่านนักพรตตู๋บอกผมไม่ต้องเกรงใจ คิดซะว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง

หลังจากข้าวสองชามเข้าไปอยู่ในท้อง ร่างกายของผมก็รู้สึกฟื้นตัวขึ้นมาไม่น้อย

ตอนนี้ผมไม่คิดจะอยู่ต่อ จึงหยิบยาสมุนไพรเตรียมเดินกลับบ้านในทันที

แต่ในตอนนั้นเอง ชายวัยกลางคนคนหนึ่งกลับแบกยายแก่คนหนึ่งเข้ามาในร้าน เห็นได้ชัดว่าเขากำลังหวาดกลัวมาก

เขาเพิ่งมาถึงร้าน ทันใดนั้นชายวัยกลางคนก็พูดด้วยความหวาดกลัว “ ช่วยด้วย ท่านหมอช่วยด้วย แม่ของผม แม่ของผมไม่ไหวแล้ว รีบ รีบมาช่วยแม่ของผมเร็ว…… ”

 

ผมและเฟิงเฉ่วหานเห็นว่าเขาต้องการคนช่วย จึงรีบเข้าไปช่วยทันที พวกเรานำตัวยายแก่ลงมาจากหลังของชายวัยกลางคน จากนั้นก็นำตัวของเธอไปวางลงบนเตียงคนไข้

แต่ผมเพิ่งวางยายแก่ลงบนเตียงคนไข้ ทันใดนั้นยายแก่ก็ “ อ้วกกกก ” จากนั้น “ แหวะ ” เธอก็สำลักเลือดสีดำออกมา

เดิมทีมันก็ไม่มีอะไร มันเป็นเหมือนคนป่วยหนักที่มีเลือดออกในอวัยวะ การสำลักเลือดออกมาจึงเป็นเรื่องปกติ

แต่สิ่งที่แปลกคือ ท่านกลางกองลือดที่ยายแก่สำลักออกมา มันยังมีแมลงสีแดงตัวอวบอ้วนอยู่ด้านใน……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset