ศพ – ตอนที่ 169 ผู้ควบคุมแมลงพิษ

ตอนที่ 169 ผู้ควบคุมแมลงพิษ

แม้จะไม่รู้ว่าทำไมคนผู้นี้ถึงต้องฆ่ายายเฟิ๋ง และพี่เฟิ๋ง แต่ในเมื่อรู้แล้วว่าอีกฝ่ายเป็นหมอผีชั่ว งั้นก็ไม่ต้องพูดจากันดีๆแล้ว ลงมือกับเขาก็จบ

หลังจากฟังคำพูดของท่านนักพรตตู๋จบ ผมก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง ดึงดาบไม้ออกมาจากฝักทันที

เฟิงเฉ่วหานเองก็ทำเช่นเดียวกัน เมื่อยายเฟิ๋งและพี่เฟิ๋งเห็นผมสองคนดึงดาบออกมาอย่างกระทันหัน และยังได้ยินสิ่งที่ท่านนักพรตตู๋พูดเมื่อกี้ ตอนนี้พวกเขาจึงเผยสีหน้าตกตะลึงออกมา

ในเวลาเดียวกัน พวกเราก็ได้ยินพี่เฟิ๋งพูดว่า “ ดาบ ดาบไม้ นอกจาก นอกจากพวกคุณจะเป็นหมอแล้ว ยังเป็นนักพรตด้วยเหรอ ”

เมื่อเห็นพี่เฟิ๋งถาม ที่มุมปากของผมก็ยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย “ ใช่ครับ พวกเราเป็นนักพรตด้วย ”

 

เสียงของผมเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นเฟิงเฉ่วหานก็พูดต่อทันที “ พูดกับพวกคุณตรงๆ ! ยายเฟิ๋งไม่ได้โดนพิษธรรมดาๆ แต่มีหมอผีเสกแมลงเข้าท้องเธอ ! และหมอผีคนนั้น ก็คือผู้ใหญ่บ้านของพวกคุณ ! ”

หลังจากพูดจบ พวกเราก็หันไปมองตาแก่ที่ทำพิธีอยู่ไม่ไกลอีกครั้ง

ตอนนี้ดวงตาของยายเฟิ๋งและพี่เฟิ๋งเบิกกว้าง พวกเขาอดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี

ทันใดนั้น ท่านนักพรตตู๋ก็พูดว่า “ พวกคุณยืนอยู่ตรงนี้แล้วก็ห้ามขยับตัวไปไหน ! เสี่ยวฝาน เสี่ยวเฟิง พวกเรา ไป ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็เดินข้ามพุ่มไม้ ตรงเข้าไปหาผู้ควบคุมแมลงพิษทันที

 

แน่นอนว่าผมและเฟิงเฉ่วหานตามไปอย่างรวดเร็ว นี่เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาเจอผู้ควบคุมแมลงพิษตัวเป็นๆ ผมจึงค่อยข้างตื่นเต้น เมื่อสำรวจอีกฝ่ายอย่างละเอียด

เมื่อก่อนเคยได้ยินมาว่า จุดที่ร้ายกาจของคนพวกนี้ก็คือแมลง

ถ้าไม่ระวัง แม้เขาจะปล่อยแมลงออกมาแค่หนึ่งตัว แต่มันก็สามารถกัดกินคุณได้ทั้งตัว หรือไม่ก็ตายเพราะโดนพิษของมัน

หลังจากเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว ท่านนักพรตตู๋ก็พูดว่า “ ไอ้คนควบคุมแมลงพิษ วันตายของแกมาถึงแล้ว ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็วิ่งออกไป อย่างรวดเร็ว

 

ในเวลาเดียวกัน ตาแก่คนนั้นก็ได้ยินคำพูดของท่านนักพรตตู๋ เขาจึงหันมามองตามสัญชาตญาณ

เมื่อมองผ่านแสงจันทร์ เขากลับพบว่าพวกเราสามคนกำลังวิ่งมาทางเขา

และในมือของผมและเฟิงเฉ่วหานยังถือดาบไม้อยู่ เขาจึงตกตะลึง เพราะคนที่ถือดาบไม้ก็คือคนปราบสิ่งชั่วร้าย มันเป็นสัญลักษณ์ที่โดดเด่นที่สุดในการบ่งบอกตัวตนของพวกเรา

ไอ้หมอผีคนนั้นเห็นพวกเราเป็นคนวงใน เขาจึงขมวดคิ้วเล็กน้อย มือทั้งสองข้างเสกคาถาอย่างรวดเร็ว

ไฟสีเขียวที่เผาไหม้ในกระถางธูป และเปลวไฟสีเขียวจากตะเกียง พวกมันก็ได้กลับมาเป็นปกติอีกครั้ง

และในเวลานี้ หมอผีคนนั้นกลับค่อยๆลุกขึ้น

 

ตอนนี้พวกเราสามคน ก็ได้มาถึงด้านหน้าของเขาแล้ว โดยอยู่ห่างกันประมาณ 10 เมตร

อีกฝ่ายเห็นพวกเราหยุดวิ่ง จึงพูดออกมาช้าๆ “ พวกแกเป็นใคร ”

ท่านนักพรตตู๋ที่เป็นผู้นำพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ คนปราบสิ่งชั่วร้าย ! ”

หลังจากที่หมอผีคนนั้นได้ยินคำพูดของท่านนักพรตตู๋ ทันใดนั้นเขาก็หัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” ออกมา “ เป็นคนปราบสิ่งชั่วร้ายนี่เอง ถึงว่าแมลงของฉันถึงไม่ได้กินอะไร เป็นฝีมือของพวกนายซินะ ! แต่เข้ามายุ่งแล้ว ก็ถือว่าเข้ามาในอาณาเขตของฉัน ! ”

“ เรื่องครอบครัวเฟิ๋ง ยังไงพวกเราก็ต้องยุ่ง ! ” ท่านนักพรตตู๋พูด

“ ยัยแก่กับเด็กนั้นไม่มีเงินหรืออำนาจ ถึงพวกแกช่วยพวกมันไป ก็ได้เงินไม่เท่าไหร่ สู้ปิดหู ปิดตา แล้วมาอยู่ข้างฉันดีกว่า ” ไอ้หมอผีนั้นทำหน้าตาเจ้าเล่ห์ ตอนนี้ยังกล้าพูดแบบนั้นออกมา บอกอยากญาติดีกับพวกเรา

 

ดูจากความหมายที่เขาพูด เขาและครอบครัวเฟิ๋ง คงไม่ได้มีความแค้นอะไรลึกซึ้ง เพียงแค่ถือโอกาสฆ่าก็เท่านั้น

ส่วนเรื่องที่ทำไมต้องฆ่าพวกเขา ตอนนี้พวกเรายังไม่รู้แน่ชัด

แต่จากท่าทางของเขา นอกจากฝึกวิชามารแล้วเขาอาจจะสามารถสอนพวกแมลงได้

ในฐานะที่พวกเราเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย จึงเป็นธรรมดาที่จะไม่เห็นด้วย

สำหรับผู้ชายที่เสียสติคนนี้ ยังไงพวกเราก็ต้องลงโทษเขา

สีหน้าของท่านนักพรตตู๋เย็นชาลงทันที “ เอาคนต่ำๆอย่างแกมาเป็นพวก มันคุ้มค่างั้นซิ ”

เมื่อหมอผีได้ยินท่านนักพรตตู๋พูดแบบนั้น เขาก็ไม่คิดจะไว้หน้าอีก สีหน้าของเขาเคร่งขรึมลงทันที

 

เขาแสดงสีหน้าโกรธจัด “ ฮึ ! ไม่รู้จักการให้เกียรติ ไร้มารยาทรีบไสหัวออกไป พวกเราเดินกันคนละทาง ถ้าไม่งั้น…… ”

“ ไม่งั้นอะไร ” ท่านนักพรตตู๋ไม่เกรงกลัว เขาถามกลับทันที

“ ฮึฮึ ไม่งั้นฉันจะให้พวกแกกลายเป็นอาหารแมลงของฉัน ” สีหน้าของผู้ใหญ่บ้านเรียบนิ่ง วินาทีนั้นมือสองข้างของเขากลับประสานเข้าด้วยกัน

เมื่อเห็นอีกฝ่ายเสกคาถาเสร็จ พวกเราก็หวาดระแวงทันที

แต่ไม่รอให้พวกเราได้เคลื่อนไหวอะไร หมอผีคนนั้นก็ตะโกนออกมาทันที “ เพี๊ยง ! ”

เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา กระถางธูปที่อยู่ด้านหน้าเขา ก็ “ ตูม ” ระเบิดเปลวไฟสีเขียวทันที

 

ขณะที่เปลวไฟสีเขียวปรากฎขึ้น กลิ่นแปลกๆก็ล่องลอยขึ้นในอากาศ

พวกเราไม่รู้ว่าอีกฝ่ายทำอะไร จึงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น

แต่ท่านนักพรตตู๋กลับพูดเตือนเบาๆ “ ระวัง อย่าให้โดนเจ้านี้ปล่อยแมลงใส่ละ ! ”

ผลลัพธ์เสียงของท่านนักพรตตู๋เพิ่งเงียบลง จู่ๆเสียงคำรามของอะไรบางอย่าง ก็ดังขึ้นมาจากบ่อปุ๋ยหมักที่อยู่ถัดไปจากตัวหมอผี

“ คา…… ”

เสียงนี้ดังมาก แต่กลับดังมาจากที่ไกลมาก

และขณะที่เสียงนี้ดังขึ้น กลิ่นเหม็นเน่า ก็เริ่มกระจายตัวออกมาเรื่อยๆ

 

หลังจากที่ได้ยินเสียงนี้ หัวใจของผมก็อดไม่ได้ที่จะเต้นแรง วินาทีนั้นผมสัมผัสได้ถึงลางร้าย

เฟิงเฉ่วหานพูดด้วยความสงสัย “ ในนั้น ในนั้นมีอะไรอยู่ ! ”

เสียงของเฟิงเฉ่วหานเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นพวกเราก็เห็นหนอนตัวสีแดงคลานขึ้นมาจากบ่อ

ตอนแรกหนอนพวกนั้นตัวเล็กมาก แต่พอผ่านไปไม่นาน หนอนไม่รู้จักกี่ตัวต่อกี่ตัวก็คลานขึ้นมาอย่างหนาแน่น

และหลังจากที่หนอนพวกนี้ปรากฎตัว ทุกตัวก็คลานขึ้นไปบนตัวหมอผีทันที

จากเท้าขึ้นไป หลังจากนั้นไม่นาน ทั่วทั้งตัวของเขาก็เต็มไปด้วยหนอน เหลือเพียงช่องว่างของตาและจมูกเท่านั้น

 

เมื่อมองภาพหนอนสีแดงกำลังคืบคลานอยู่บนตัวเขา สภาพที่มันรวมตัวกันเป็นชั้นๆ พวกเราทุกคนก็ยืนอึ้งทันที

ในเวลาเดียวกันก็รู้สึกเสียวที่หนังหัว ขนลุกแล้วลุกอีก

ภาพ ภาพนี้มันน่าสยดสยองเกินไป และเจ้านี้คิดจะทำอะไร ทำไมต้องให้หนอนทั้งหมดมาอยู่บนตัวเอง

หมอผีคนนั้น กลับหัวเราะ “ ฮึฮึฮึ ” ดูเหมือนเขากำลังได้ใจ

แม้ว่าท่านนักพรตตู๋จะเคยผ่านร้อนผ่านหนาวมามาก แต่เมื่อเห็นภาพนี้ เขาเองก็สติหลุด ยืนนิ่งไม่ขยับไปไหนเช่นกัน

พวกเราคิดว่านี่เป็นเรื่องที่น่ากลัวที่สุดแล้ว แต่พวกเรายังไม่รู้ เพราะนี่เป็นแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น

 

หลังจากที่หนอนปรากฎตัว และปีนขึ้นไปบนตัวหมอผีเรียบร้อยแล้ว

จู่ๆที่ปากบ่อปุ๋ยหมัก ก็มีหัวของหนอนสีแดงขนาดกลางโผล่ออกมา

หัวของหนอนตัวนั้น ยังมีหนวดสีแดงสองเส้น ขณะนี้มันกำลังขยับอย่างต่อเนื่อง และด้านบนนั้นยังมีดวงตาของแมลงอยู่ด้วย

“ นั้น นั้นมันตัวอะไร ! ” เมื่อผมเห็นภาพแปลกประหลาดปรากฎขึ้นอย่างกระทันหัน ผมก็อดไม่ได้ที่จะพูดออกมา

เมื่อท่านนักพรตตู๋และเฟิงเฉ่วหานเห็น ในใจของพวกเขาก็มีเสียงดัง “ กึก ” พวกเขาอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลาย

นี่ นี่เหมือนจะเป็นแมลงชนิดหนึ่ง แต่แมลงตัวนี้ ก็ตัว ตัวใหญ่เกินไปนะ

 

ขณะที่พวกเรากำลังตกตะลึง เจ้าหนอนยักษ์ตัวนั้นก็ค่อยๆคลานออกมาจากบ่อ

เจ้าแมลงตัวนั้นตัวใหญ่มากจริงๆ ตัวของมันใหญ่เท่าอ่างล้างหน้าใบหนึ่ง รูปร่างเหมือนหนอน แต่กลับมีผิวสีแดงเข้ม

ขณะที่มันกำลังคลานออกมา พวกเราก็พบว่าลำตัวของมันยาวเกือบ 5 เมตร และมันยังคำราม “ คาคาคา ” ออกมาจากปากที่มโหฬารของมัน

โลกที่แสนกว้างใหญ่ มีเรื่องที่ไม่คาดคิดอยู่มากมาย แต่หนอนที่ใหญ่ถึงขนาดนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่ผมเคยเห็น

และขณะที่มองดูหนอนยักษ์ ผมก็รู้สึกไม่สบายตัว และช็อกกับภาพตรงหน้า

 

เวลานี้พวกเราสามคนตกใจจนก้าวขาไม่ออก และหมอผีที่มีหนอนสีแดงห่อคุ้มตัวเอาไว้ ยังหัวเราะ “ ฮึฮึ ” ออกมา

เขามายืนตรงหน้าของหนอนยักษ์ เอื้อมมือออกไปลูบหัวหนอนยักษ์ ในเวลาเดียวกันพูดด้วยเสียงที่น่าขนลุก “ พวกแกเป็นคนแรกที่ได้เห็นนางพญาของฉัน แต่ไม่นานหรอก เดี๋ยวพวกแกก็กลายเป็นส่วนหนึ่งของนางพญาแล้ว…… ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset