ศพ – ตอนที่ 175 น่ารังเกียจ

ตอนที่ 175 น่ารังเกียจ

คิดไม่ถึงว่าตอนที่ท่านนักพรตตู๋ถามถึงเรื่องวิชาควบคุมแมลงพิษ เจ้าหมอนี้จะปากแข็งแบบนี้ ท่าทางจะไม่ยอมพูดออกมาสักคำ ตอนนี้เขาดูเหมือนกับเจ้าเดรัจฉานโจวเจี่ยนไม่มีผิด

ผมขมวดคิ้ว จากนั้นก็พูดกับหมอผีว่า “ เมื่อกี้แกไม่ได้กลัวตายนักหนาเหรอฮะ ตอนนี้ทำไมไม่กลัวตายแล้วละ ถ้าแกพูดออกมา บางทีพวกเราอาจไว้ชีวิตแกก็ได้ ! ”

ผลลัพธ์หมอผีคนนั้นกลับหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” เขาพูดเยาะเย้ยผมทันที “ เจ้าเด็กน้อย ฉันโตกว่าแกขนาดนี้ แกยังกล้าใช้ลูกเล่นกวนน้ำให้ขุ่นอีกนะ! คำพูดโกหกแบบนี้ใช้หลอกเด็กได้เท่านั้นแหละ ฮึยังคิดจะมาหลอกฉัน ในเมื่ออยู่ในกำมือของพวกแกแล้ว ฉันก็ยอมแพ้ ! เพียงแค่เสียดายที่คนในหมู่บ้านของฉัน ไม่สามารถร่ำรวยได้แล้วก็เท่านั้น ลงมือเถอะ ! ”

“ ฮึ ! ปากแข็งจริงนะ ถ้าไม่ทำให้แกทรมานหน่อย แกก็คงไม่รู้จักความร้ายกาจของพวกเรา ! ” ท่านนักพรตตู๋โมโหขึ้นมาทันที

หลังจากนั้นเขาก็หยิบขวดน้ำที่ยังมีน้ำชาดอยู่ด้านในขึ้นมา เขาจับปากหมอผีให้อ้าออก จากนั้นก็กรอกน้ำชาดเข้าไปในปากเขาทันที

เมื่อหมอผีถูกบังกับให้ดื่มน้ำชาด ช่วงเวลานั้นเขาก็ตื่นกลัวมาก พยายามส่ายหัวหลบอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับส่งเสียง “ อืออืออือ ” ออกมา

“ ดื่ม ฉันบอกให้แกดื่ม ! ” ท่านนักพรตตู๋พูดเสียงดัง

แม้ผมและเฟิงเฉ่วหานจะไม่รู้ว่าทำไมท่านนักพรตตู๋ถึงต้องให้หมอผีดื่มน้ำชาด แต่ก็ไม่ได้ห้ามอะไร เพียงยืนมองอยู่ข้างๆเท่านั้น

แต่ในเวลานี้ จู่ๆครอบครัวเฟิ๋งที่ซ่อนตัวอยู่ในพุ่มไม้ก็วิ่งเข้ามา

ในเวลาเดียวกันพวกเรายังได้ยินเสียงพี่เฟิ๋งพูดด้วยความร้อนรน “ หยุดเดี๋ยวนี้ รีบหยุดนะ…… ”

จู่ๆก็ได้ยินพี่เฟิ๋งพูดแบบนั้น พวกเราจึงหันไปมองตามสัญชาตญาณ

ทันใดนั้นพวกเราก็เห็นทั้งสองคนกำลังหวาดกลัว และรีบวิ่งเข้ามาอย่างรวดเร็ว

ท่านนักพรตตู๋ไม่ได้สนใจมากนัก เขายังคงกรอกน้ำชาดที่เหลือลงไปในปากของหมอผี

หมอผีคนนั้นถูกกรอกน้ำชาดเข้าไปจำนวนมาก ตอนนี้เขาจึงไอไม่หยุด แสดงท่าทางทรมานออกมาอย่างชัดเจน

แต่พี่เฟิ๋งได้มาถึงด้านหน้าของพวกเราแล้ว ตอนนี้เขาเห็นผู้ใหญ่บ้านของพวกเขากำลังถูกกดอยู่กับพื้น มีเลือดไหลออกจากมือ ใบหน้าขาวซีดและยังไออย่างต่อเนื่อง เขาจึงตกตะลึงไปในทันที

“ ท่าน ท่านหมอ ปล่อยผู้ใหญ่บ้านไปเถอะ ! ถ้า ถ้า ถ้าผู้ใหญ่บ้านเป็นอะไรไป ต่อ ต่อไปครอบครัวของพวกเราจะกล้าอยู่ในหมู่บ้านเฟิ๋งเจียโกวต่อได้ยังไง ! ” พี่เฟิ๋งเป็นคนบ้านนอกที่ซื่อตรงคนหนึ่ง ตอนนี้เขาลืมเรื่องที่อีกฝ่ายคิดจะเอาชีวิตของพวกเขาไปแล้ว

และยังกลัวว่าหลังจากที่ผู้ใหญ่บ้านตาย ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านที่มีอำนาจมากที่สุดในหมู่บ้านจะมาหาเรื่องครอบครัวของเขา

แต่เสียงของเขาเพิ่งเงียบลง ยายเฟิ๋งก็รีบเข้ามา เมื่อเธอเห็นสภาพของผู้ใหญ่บ้าน เธอก็กลัวมากเช่นกัน

“ บาปกรรม ! ท่านหมอ ท่านปล่อยผู้ใหญ่บ้านไปเถอะ ! ฆ่าผู้ใหญ่บ้านไม่ได้นะ……. ” ขณะที่พูด ยายเฟิ๋งก็ไม่รู้ว่ามือของตัวเองจะเอื้อมออกไปทางไหน

ถึงพวกเขาจะเกลียดคนที่ปล่อยแมลงใส่บ้านของตัวเอง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับการฆ่าคน พวกเขาก็ไม่กล้าทำ

และพวกเรายังเป็นคนที่พวกเขาพามาถ้าผู้ใหญ่บ้านตายไป พวกเขาก็จะกลายเป็น “ ผู้สมรู้ร่วมคิด ”

เมื่อถึงเวลาที่พวกเราจากไป ครอบครัวของผู้ใหญ่บ้านก็จะมาสร้างความวุ่นวายให้กับพวกเขา พวกเขาจึงไม่มีทางที่จะอยู่ในหมู่บ้านเฟิ๋งเจียโกวต่อได้

พวกเขาไม่ได้โกรธแค้นและไม่ได้กล้าขนาดนั้น ดังนั้นเมื่อได้ยินคำพูดที่รุนแรงของพวกเรา แถมท่านนักพรตตู๋ยังคิดจะเอาชีวิตกรอกน้ำชาดใส่ปากของผู้ใหญ่บ้าน พวกเขาจึงกระวนกระวาย ถึงได้วิ่งออกมา

ในใจของพวกเขา มีเพียงแต่ที่ดินไม่มีตารางเมตรของตัวเอง เจ้าหน้าที่สูงสุดคือผู้ใหญ่บ้าน และผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดก็คือผู้ใหญ่บ้าน

หัวใจของพวกเขากำลังหวาดกลัว ตอนนี้พวกเขา คิดแค่ว่าจะยอมคืนดี เพื่อจะได้ใช้ชีวิตในวันข้างหน้าอย่างสงบสุข

ผลลัพธ์ท่านนักพรตตู๋กลับทำหน้าเคร่งขรึม เขาหันมามองอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ดุพวกเขาทันที “ คุณลืมไปแล้วเหรอว่าเมื่อกี้คุณเกือบโดนเขาวางยาพิษตาย อีกอย่าง เจ้าหมอนี้ก็คิดจะฆ่าพวกคุณสองคน พวกคุณสองคนยังมาขอร้องให้ช่วยเขาอีกเหรอ ถ้าผมปล่อยเขาไป ไม่ใช่แค่จะปกป้องชีวิตพวกคุณไม่ได้ ต่อไปจะต้องมีคนตายเพราะเขาอีกแน่ ! ”

ยายเฟิ๋งและพี่เฟิ๋งกลับแสดงสีหน้าขมขื่น พวกเราได้ยินเพียงเสียงของพี่เฟิ๋งพูดออกมาอีกครั้ง “ แต่ แต่ถ้าผู้ ผู้ใหญ่บ้านตาย ครอบครัวของเขาจะต้องมาเอาชีวิตพวกเราสองแม่ลูกแน่ ลูกชายคนโตของผู้ใหญ่บ้านเป็นเจ้าหน้าที่รัฐอยู่ในตำบล ครอบครัวเราสู้เขาไม่ไหว ! ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมก็ไม่เข้าใจเลยสักนิด

เขาขึ้นมาเหยียบหัวคุณแล้ว แถมอีกนิดเดี๋ยวก็เกือบฆ่าคุณกับแม่แล้ว แต่ตอนนี้คุณกลับไม่กล้าล้างแค้นด้วยซ้ำ

และอีกอย่างพวกคุณก็ไม่ได้เป็นคนลงมือเอง แต่เป็นพวกเราต่างหาก ผมจึงคิดว่าชายคนนี้ช่าง “ ไม่เอาไหน ! ” จริงๆ

“ เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นเจ้าหน้าที่กะผีนะซิ ! ข้าเป็นหมอช่วยคนยากไร้จากความตาย และเป็นนักพรตปราบสิ่งชั่วร้าย ! เจ้าปีศาจนี้ตกอยู่ในมือของฉัน ฉันจะจัดการยังไง พวกแกไม่ต้องเข้ามายุ่ง ส่วนเรื่องที่คนในครอบครัวของเขาจะมาหาเรื่องพวกแก ถึงเวลานั้นฉันจะเป็นพยานให้กับพวกแกเอง ! ” ท่านนักพรตตู๋พูดด้วยสีหน้าจริงจัง ความหมายชัดเจน คืนนี้ยังไงก็ต้องจัดการเจ้าหมอผีคนนี้ให้ได้

ถ้าปล่อยเขาไปจริงๆ นั้นก็เหมือนการปล่อยเสือเข้าป่า

เมื่อพูดจามาถึงขั้นนี้แล้ว ผมจึงคิดว่าครอบครัวเฟิ๋งคงเข้าใจอยู่บ้างแล้ว และคงไม่สอดมือเข้ามายุ่งอีก

แต่ผมจะไปรู้อะไร ยายเฟิ๋งและพี่เฟิ๋งเห็นว่าการพูดคุยกับท่านนักพรตตู๋ไม่ได้ผล “ บึก ” พวกเขาจึงคุกเข่าลงกับพื้น

จากนั้นก็พูดกับท่านนักพรตตู๋ว่า “ ท่านหมอ ขอร้องละ พวกเราสู้ครอบครัวผู้ใหญ่บ้านไม่ได้จริงๆ คุณปล่อยผู้ใหญ่บ้านไปเถอะ ! ขอร้องละ…… ”

ขณะที่พูด ยายเฟิ๋งร้องไห้ออกมา พี่เฟิ๋งก้มหัวให้ท่านนักพรตตู๋อย่างต่อเนื่อง

ผมที่ยืมมองฉากนี้อยู่กลับ “ รู้สึกผิด ” อยากจะเอื้อมมือเข้าไปประคองให้พวกเขาลุกขึ้น……

ในเวลานี้แม้แต่ท่านนักพรตตู๋ ก็ยังไม่รู้ว่าควรพูดอะไรออกมาดี         

แต่ทันใดนั้นหมอผีที่ถูกคุมตัวไว้ กลับหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” “ เห็นไหมละ เห็นไหม นี่ก็คือครอบครัวเฟิ๋งที่พวกแกปกป้อง ฉันบอกแล้ว คนพันธุ์นี้อยู่ในหมู่บ้านพวกเราไป ก็เป็นแค่ภาระของหมู่บ้าน ! พวกแกปล่อยฉันไปเถอะ ให้ฉันใช้ศพของพวกมันเลี้ยงนางพญาขึ้นมาใหม่ แล้วทางสำนักเชิ่งจะไม่ไปรบกวนพวกแกแน่ ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ สีหน้าของพวกเราก็กลายเป็นใบหน้าที่น่าเกลียดทันที ผมกัดฟันอย่างแรง เห็นเหยื่อนั้นทำเป็นอ่อนแอหน่อย ฆาตกรกลับยิ่งได้ใจ

แต่ผู้ใหญ่บ้านคนนั้นยังพูดต่อ “ ขอแค่ฉันยังไม่ตาย และยังมีชีวิต พวกแกก็สบายใจได้เลย ฉันจะทำให้หมู่บ้านเฟิ๋งเจียโกวปลูกผักกาด พาพวกชาวบ้านไปสู่ความร่ำรวย แล้วหลุดพ้นจากความยากจน ฉันเป็นคนดีจริงๆนะ ฉันเป็นผู้ใหญ่บ้านที่ดี…… ”

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ผมยกเท้าขึ้น และถีบเข้าไปที่ปากของผู้ใหญ่บ้านอย่างแรง

“ ปัก ”

ทันใดนั้นเสียง “ ก๊อก ” ก็ดังมาติดๆ ดูเหมือนฟันของเขาจะหัก

เสี้ยววินาทีต่อมา เสียงกรีดร้อง “ อ๊าก ” ของผู้ใหญ่บ้านก็ดังขึ้น

เพราะการกรีดร้อง ทำให้แผลที่มือของเขาขยับ ทันใดนั้นเขาก็ต้องกรีดร้องออกมาอีกครั้ง

ในปากของเขามีเลือดไหลออกมาไม่หยุด ขณะเดียวกันก็คายเศษฟันที่หักออกมา

“ แก แกกล้าถีบฉัน ! ” ไฟแค้นในตาของผู้ใหญ่บ้านลุกโชยขึ้นอีกครั้ง ดูเหมือนเขาจะอยากระเบิดมันออกมาเป็นเสี่ยงๆ

ผลลัพธ์ไม่รอให้ผมได้พูดต่อ ทันใดนั้นเฟิงเฉ่วหานที่เงียบมาตลอดก็ตะโกนออกมาทันที “ ถีบแกเหรอ ตอนนี้ฉันจะสับแกให้ขาดเป็นชิ้นๆเอง ! ”

หลังจากพูดจบ เขาก็ยกดาบไม้ขึ้นพร้อมฟันลงไปทันที

แต่ท่านนักพรตตู๋กลับห้ามเอาไว้ “ ศิษย์รัก คำถามยังไม่ได้คำตอบ อย่าเพิ่งรีบร้อน ! ”

เฟิงเฉ่วหานอารมณ์เสียมาก เขาส่งเสียง ฮึ อย่างเย็นชา จากมันก็หมุนตัวเดินไปอีกด้านหนึ่ง

ท่านนักพรตตู๋ไม่สนใจสองแม่ลูกแซ่เฟิ๋งที่คุกเข่าอยู่บนพื้น ตอนนี้เขากลับหันมามองผู้ใหญ่บ้านอีกครั้ง “ ฉันจะให้โอกาสแกเป็นครั้งสุดท้าย สำนักเชิ่งคืออะไร มันอยู่ที่ไหน แล้วแกกับพวกมันติดต่อกันยังไง ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset