ศพ – ตอนที่ 176 ปล่อยเหยื่อ

ตอนที่ 176 ปล่อยเหยื่อ

ตอนท่านนักพรตตู๋พูดว่าให้โอกาสเป็นครั้งสุดท้าย เขาได้หมดความอดทนแล้ว

แต่หมอผีคนนั้นปากแข็งมาก ถึงท่านนักพรตตู๋จะพูดถึงขนาดนี้แล้ว เขาก็ยังไม่ยอมพูดออกมา

“ ฉัน ฉันไม่พูด พอฉันตายแล้ว ร่างก็จะถูกส่งกลับไปที่สำนักเชิ่ง เพื่อคารวะท่านราชาแมลง ! ” หมอผียังปากแข็ง

นักพรตตู๋เห็นเขาเป็นแบบนั้น จึงหยิบยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น “ ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็อย่าโทษว่าข้าทำเกินไปก็แล้วกัน ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็เสกคาถาด้วยมือข้างเดียว นำยันต์ในมือ แปะลงไปที่หลังของหมอผี

ในเวลาเดียวกันพวกเราก็ได้ยินท่านนักพรตตู๋ตะโกนว่า “ ขอเชิญเทพลุ่ยลิ้ง เพี๊ยง ! ”

เสียงเพิ่งเงียบลง “ ตูม ” ทันใดนั้นยันต์ก็ระเบิดออก กลายเป็นแสงสีขาวเข้าไปในตัวของหมอผี ยันต์แผ่นนี้ไม่ได้ระเบิดจนน่ากลัว

มันเป็นยันต์ปัดเป่าชนิดหนึ่ง หลังจากที่ยันต์ระเบิดออก

ดวงตาของหมอผีคนนั้นก็เบิกกว้าง เผยสีหน้าที่หวาดกลัวออกมา

เขาเริ่มรู้สึกไม่สบายตัว ทรมานมากขึ้นเรื่อยๆ ร่างกายเริ่มสั่นไปทั้งตัว

ท่านนักพรตตู๋ส่งสายตามาทางผม ส่งสัญญาณให้ผมดึงดาบไม้ออก ไม่ต้องกดเขาเอาไว้แล้ว

เมื่อเห็นสายตาของท่านนักพรตตู๋ ผมก็ดึงดาบไม้ออกทันที

ดาบไม้เพิ่งถูกดึงออกมา ทันใดนั้นหมอผีก็กรีดร้องอย่างรุนแรง “ อ๊ากกก ! ”

เขาเจ็บปวดผิดปกติ เลือดสดๆไหลออกมาไม่หยุด

เพราะเขาดิ้นทุรนทุราย จึงทำให้ตาข่ายดำที่รัดเขาเอาไว้ กางออก

ทันใดนั้น เขาก็เริ่มกลิ้งไปมากับพื้น ในปากยังกรีดร้อง “ อ๊ากอ๊ากอ๊าก ” อย่างต่อเนื่อง

“ ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ใหญ่บ้าน…… ” ครอบครัวเฟิ๋งกระวนกระวายมาก พวกเขากลัวผู้ใหญ่บ้านจะตายจริงๆ เพราะเมื่อถึงเวลานั้นพวกเขาจะไม่สามารถอยู่ในหมู่บ้านได้อีกต่อไป

แต่ถ้าพูดในทางกลับกัน ดึกดื่นขนาดนี้ แถมที่นี่ยังเป็นที่รกร้าง แม้เจ้านี้จะตายอยู่ที่นี่ นอกจากพวกเราแล้วใครจะไปรู้

แต่หลังจากเสียงกรีดร้อง ของหมอผีเงียบลง เขาก็พูดออกมาอีกครั้ง “ แก แกทำอะไรกับตัวฉัน ! ท้องของฉัน มัน มันปวดมากๆ…… ”

ขณะที่พูด เขาก็กุมท้องแล้วดิ้นไปมา

ผมและเฟิงเฉ่วหานเองก็ไม่มั่นใจว่าเจ้านี่เป็นอะไร พวกเราจึงหันไปมองท่านนักพรตตู๋

แต่ท่านนักพรตตู๋กลับพูดออกมาเบาๆ “ ยันต์แผ่นนี้กับน้ำชาดที่แกเพิ่งดื่มเข้าไปเมื่อกี้ สามารถขับแมลงผู้พิทักษ์ของแกออกมาได้ รอให้แกไม่มีแมลงผู้พิทักษ์อยู่ในตัวก่อนเถอะ ฉันจะดูซิว่าแกจะตายยังไง…… ”

แมลงผู้พิทักษ์ เมื่อได้ยินสี่คำนี้ ผมก็อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้า

ผมเคยได้ยินเรื่องนี้มาก่อน มีเรื่องเล่าเกี่ยวกับผู้ควบคุมแมลงที่แข็งแกร่ง พวกเขาได้ทำสัญญากับพวกแมลงหลายปี ว่าจะยอมให้ถูกกัดกินอะไรประมาณนั้น

ต่อมา พวกเขาก็เริ่มไม่เลี้ยงสิ่งต่างๆที่ไม่เป็นอันตรายต่อตัวเอง หรือแม้แต่เลี้ยงแมลงผู้พิทักษ์

แต่นำแมลงผู้พิทักษ์เข้าไปอยู่ในร่างกาย จากนั้นก็เลี้ยงมันเป็นต้นมา แม้แต่โรคภัยหรือพิษร้ายก็ไม่ใช่สิ่งที่น่าหวาดกลัวสำหรับพวกเขาอีกต่อไป

ขอแค่แมลงผู้พิทักษ์ยังอยู่ในร่างกาย มันก็จะช่วยขับพิษและรักษาร่างกาย เรื่องนี้น่าอัศจรรย์มากๆ

และในบรรดาแมลงผู้พิทักษ์ พวก “ หนอนเงิน หนอนทอง ” จะค่อนข้างมีชื่อเสียง ผมเคยได้ยินมาว่าแมลงผู้พิทักษ์เหล่านี้เป็นหนอนที่เกิดบนเทือกเขาหิมะ

ถ้าเลี้ยงหนอนชนิดนี้เอาไว้ในร่างกาย คนๆนั้นก็จะสามารถต้านพิษได้เกือบร้อยชนิด

แม้จะเป็นแบบนั้น แต่ถ้าไม่มีแมลงผู้พิทักษ์แล้วพวกมันตายไป หรือผู้ที่เป็นเจ้าของไม่สามารถหาแมลงผู้พิทักษ์ตัวใหม่ได้ทันเวลา เขาก็จะตายอย่างน่าอนาถ

แน่นอน นี่เป็นเพียงเรื่องเล่า ส่วนจะเป็นแบบนั้นจริงไหม ผมยังไม่รู้เลยว่าบนโลกนี้มีแมลงผู้พิทักษ์อยู่จริงไหม แล้วมีผลข้างเคียงแบบนั้นจริงรึเปล่า ตอนนี้ผมไม่รู้อะไรทั้งนั้น

แต่เมื่อหมอผีได้ยินท่านนักพรตตู๋พูดแบบนั้น สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไปทันที “ แก แกคิดจะ ฆ่าแมลงผู้พิทักษ์ของฉัน แก แกมันโหดร้ายเกินไปแล้ว…… ”

“ โหดเหรอ พวกเราโหดกว่าคนควบคุมแมลงพิษอย่างพวกแกงั้นเหรอ ” ท่านนักพรตตู๋หัวเราะฮ่าๆ

แต่ในวินาทีนั้น เหมือนหมอผีคนนั้นจะหายใจเข้าหนึ่งครั้ง “ ฟู่ ” ไปทางท่านนักพรตตู๋ ทันใดนั้นเลือดสีเขียวสด ก็พุ่งออกมาจากปากของเขา

เมื่อพิษนี้ออกมา ผมก็ขมวดคิ้ว แสดงท่างหวาดกลัวออกมาทันที

“ ท่านนักพรตตู๋ระวัง ! ”

แต่ขณะที่ผมกำลังพูด ท่านนักพรตตู๋ก็ถอยไปข้างหลังแล้ว ดูเหมือนเขาจะรู้ว่าอีกฝ่ายจะพ่นพิษออกมา

หลังพิษนี้ถูกพ่นออกมา หมอกพิษสีเขียวก็กระจายตัวออก

ขณะที่ท่านนักพรตตู๋กำลังถอยหลัง เขาก็ใช้มือข้างหนึ่งจับตัวครอบครัวเฟิ๋งเอาไว้ ให้ถอยไปข้างหลังอย่างรวดเร็ว

แต่หมอผีที่พ่นพิษคนนั้น กลับหมุนตัว และวิ่งไปทางภูเขาอย่างรวดเร็ว

เมื่อเห็นภาพนี้ เฟิงเฉ่วหานก็พูด ฮึ ออกมาอย่างเย็นชา จากนั้นก็กำดาบไม้วิ่งตามเขาไปทันที

ผมเห็นเฟิงเฉ่วหานไล่ตาม ผมจึงเตรียมตัวตามไปบ้าง             

กว่าจะจัดการเจ้าหมอนี้ได้ ตอนนี้จะให้มันหนีไปง่ายๆได้ยังไง

ผลลัพธ์ท่านนักพรตตู๋กลับรีบตะโกนออกมาว่า “ ไม่ต้องตามไปแล้ว…… ”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ผมและเฟิงเฉ่วหานก็หยุดวิ่ง

ในเวลาเดียวกันก็หันมามองท่านนักพรตตู๋ ! ตอนนี้พวกเราต่างยืนอยู่นอกวงหมอกพิษ และสามารถรักษาระยะที่ปลอดภัยเอาไว้ได้

“ ท่านลุงตู๋ ถ้าไม่รีบตามไปจะไม่ทันแล้วนะครับ ! ” ผมพูดพร้อมกับมองหมอผีที่วิ่งไปทางภูเขา

ท่านนักพรตตู๋คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ถ้ามันไม่หนี แล้วจะพาพวกเราไปหาคนที่รวมหัวกับมันได้ยังไงละ”

“ฮะ ท่านลุงตู๋คิดจะใช้มันเหยื่อล่อเหรอครับ” ผมพูดด้วยความสงสัย

ขิงยิ่งแก่ก็ยิ่งเผ็ด ท่านนักพรตตู๋ได้วางแผน ไว้ล่วงหน้าแล้ว เรื่องพวกนี้ล้วนอยู่ในแผนการของเขาทั้งนั้น

“หมอผีคนนี้เป็นเพียงแค่ชาวบ้านธรรมดาๆคนหนึ่ง ห่างไกลจากผู้ควบคุมแมลงพิษมาก”

“ การควบคุมแมลงพิษเหล่านี้ต้องมีคนสอน ถ้าไม่หาคนๆนั้นให้เจอ ถึงพวกเราจะจัดการผู้ใหญ่บ้านคนนี้ได้ ในอนาคตก็จะมีเขาคนที่สอง คนที่สามเกิดขึ้นอีก……. ” ท่านนักพรตตู๋อธิบายอย่างละเอียด ขณะเดียวกันก็มองเงาของผู้ใหญ่บ้านที่หายลับเข้าไปในป่าลึก

ขณะที่ผู้ใหญ่บ้านจากไป หนอนที่กระจายตัวอยู่รอบๆบ่อปุ๋ยหมัก ก็ได้ดิ้นทุรนทุราย จากนั้นก็ตายลงตรงนั้นทันที

นี่เพิ่งผ่านไปไม่นาน รอบๆก็ไม่มีหนอนตัวไหนยังมีชีวิตอยู่แล้ว !

ท่านนักพรตตู๋เห็นผมมองหนอนที่ตายอยู่บนพื้น เขาจึงพูดกับผมอีกครั้ง “ ไม่ต้องไปสนใจหนอนพวกนี้ พอนางพญาและผู้ใช้วิชาไม่อยู่ ผ่านไปไม่นาน พวกมันก็จะตาย ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็หันไปมองครอบครัวเฟิ๋งอีกครั้ง “ พวกเจ้าสบายใจได้ ในเมื่อพวกข้าลงมือแล้ว ยังไงก็จะทำให้ถึงที่สุด พวกเจ้าไม่ต้องกลัวผู้ใหญ่บ้าน และยิ่งไม่ต้องไปกลัวครอบครัวของเขา ตอนนี้ข้ามียันต์อยู่สองแผ่น พวกเจ้าเอากลับไปแปะที่บ้าน แล้วก็ นี่คือนามบัตรของข้า มีเรื่องอะไรก็โทรมา จำเอาไว้ไม่ว่าใครก็ทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้ ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็ยื่นยันต์และนามบัตรให้กับพี่เฟิ๋ง

แม่ลูกแซ่เฟิ๋งหวาดกลัวมาก พวกเขายืนตัวสั่นไม่หยุด

แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว แม้พวกเขาจะไม่อยากให้ผู้ใหญ่บ้านโกรธแค้น แต่ตอนนี้พวกเขาไม่มีทางเลือกแล้ว

พวกเขาจึงรับยันต์และนามบัตรไป จากนั้นก็พูดขอบคุณพวกเราพร้อมกับน้ำตา

เพราะพวกเรายังมีเรื่องต้องไปทำ ดังนั้นท่านนักพรตตู๋จึงบอกให้ครอบครัวเฟิ๋งกลับไปก่อน

แต่บอกพวกเขาว่าคืนนี้ห้ามอยู่ที่บ้าน รอให้ถึงพรุ่งนี้ค่อยกลับไป

ทั้งสองคนเองก็พยักหน้ารับ หลังจากนั้นท่านนักพรตตู๋ก็หยิบเข็มทิศออกมาจากกระเป๋า เขามองมันครู่หนึ่ง ขณะเดียวกันก็ท่องอะไรบางอย่างออกมา หลังจากนั้นก็พูดกับผมและเฟิงเฉ่วหานว่า “ เวลาผ่านไปพอสมควรแล้ว ไป ตอนนี้พวกเราจะไปตามล่าเขากัน ! ”

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็ไม่สนใจสองแม่ลูกแซ่เฟิ๋งอีก เขาพาผมและเฟิงเฉ่วหานเดินไปตามทิศที่เข็มทิศบอกอย่างรวดเร็ว แล้วตรงเข้าไปยังภูเขาที่อยู่ห่างจากพวกเราไม่ไกล……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset