ศพ – ตอนที่ 18 เผด็จการสุดๆ

จู่ๆนักพรตตู๋ก็พูดขึ้น เขาบอกให้ทุกคนรีบไปซ่อนตัว ดังนั้นจึงไม่มีใครนั่งนิ่งอีกต่อไป

ทุกคนก็รีบเข้าไปซ่อนหลังโต๊ะที่อยู่ในบ้านทันที วินาทีนั้นนักพรตตู๋ก็หยิบผ้าสีเหลืองผืนใหญ่ออกมา จากนั้นก็นำมาคลุมที่ที่พวกเราอยู่ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาทำไปทำไม

บนผ้าสีเหลืองผืนใหญ่นั้นเต็มไปด้วยลวดลายแปลกๆ แต่เดาว่ามันคงเป็นดวงดาวทั้งเก้า

ถึงจะไม่รู้ว่าทำไมนักพรตตู๋ต้องทำแบบนี้ แต่ก็ไม่มีใครกล้าส่งเสียงออกมา และไม่ขยับเขยื้อนตัวจากหลังโต๊ะกันเลยสักนิด

 

วินาทีต่อมานักพรตตู๋ก็เดินไปดับแสงเทียนที่ส่องสว่าง แต่สิ่งที่น่าแปลกคือ นักพรตตู๋นั้นไม่มาอยู่กับพวกเรา ไม่มาซ่อนตัวอยู่หลังโต๊ะ แต่เขายกเก้าอี้ที่อยู่ในบ้าน วางมันลงที่กึ่งกลางบ้าน จากนั้นก็นั่งลงตรงนั้น

ทุกคนไม่รู้ว่านักพรตตู๋กำลังคิดจะทำอะไร แต่จากสิ่งที่สัมผัสได้ในวันนี้ พวกเราทุกคนมั่นใจว่า นักพรตตู๋เป็นคนมีความสามารถจริงๆ และระดับความสามารถยังอยู่เหนืออาจารย์และเหล่าฉินอีกด้วย

ทุกคนซ่อนแบบไม่ขยับตัวกัน ประมาณ 5 นาที

ประตูบ้านที่ปิดอยู่ จู่ๆก็ถูกเปิดออก มันเปิดออกอย่างช้าๆ แต่ขณะนั้นก็มีเสียงแปลกๆดัง “ฮึฮึฮึ”

ตามการเปิดทีละนิดของประตู วินาทีนั้นพวกเราพบว่าที่หน้าประตู มีคนๆหนึ่งกำลังยืนอยู่

 

คนนั้นหน้าตาซีดขาว ดวงตากลวงโบ๋ ลิ้นโผล่ออกมาเล็กน้อย สภาพเหมือนผีผูกคอตาย

ไม่ใช่ใครอื่น เขาก็คือหลี่กวางหลงที่ผูกคอตายในบ้านแห่งนี้

ผมเห็นสภาพของผีนี้ทีไร รู้สึกขนลุกซู่ทุกที ไม่เพียงแค่นั้นขนยังลุกแล้วลุกอีกแบบไม่หยุดไม่หย่อนกันเลยทีเดียว

แต่นักพรตตู๋ที่กำลังนั่งอยู่ในบ้าน กลับไม่กระพริบตาเลยแม้แต่ครั้งเดียว

ทั้งสองคนมองตากันประมาณ 3 วิได้ แต่ทันใดนั้นผีผูกคอตายตนนั้นก็พูดออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “ตาแก่ แกนั่งอยู่บนที่ของฉัน!”

 

แต่นักพรตตู๋กลับหัวเราะฮ่าๆ “ตัวแกตายไปแล้ว มีที่ของแกที่ไหนกัน ถ้าไม่อยากตายอีกรอบ ก็ไสหัวไป!”

“ตาแก่ แกรนหาที่ตายเองนะ!” วินาทีนั้นสีหน้าของผีผูกคอตายก็เปลี่ยนไปทันที เขาเผยสีหน้าที่สยดสยองออกมา

เขากางกรงเล็บที่อยู่ในมือทั้งสองข้าง ดวงตาที่กลวงโบ๋ก็เปลี่ยนไปในทันที

สุดท้ายเขาก็พุ่งเข้ามาหานักพรตตู๋ แต่ในขณะนั้นในปากยังร้อง “โฮกๆ” ออกมาสองครั้ง เห็นได้ชัดว่ามันเป็นเสียงที่ชั่วร้ายมาก

ขณะที่พวกเรากำลังซ่อนตัวอยู่ด้านหลัง ตัวของทุกคนต่างเหงื่อไหลกันจนเปียกชุ่ม

 

แต่นักพรตตู๋กลับดูสงบมาก เขายังด่าออกมาอีกหนึ่งประโยค “รนหาที่ตาย!”

หลังจากพูดจบ เขาก็เล็งตำแหน่งที่ผีผู้คอตายที่พุ่งเข้ามาให้แน่ชัด จากนั้นเขาก็ง้างมือขึ้นตบ

พวกเราได้ยินเสียงดัง “เพี๊ยะ” ผีผูกคอตายตนนั้นถูกตบจนลงไปนอนกองกับพื้นทันที ปากยังไม่หยุดกรีดร้อง “โอ๊ยโอ๊ยโอ๊ย” ออกมา

แววตาของนักพรตตู๋เปลี่ยนไป เปลี่ยนเป็นแววตาที่น่าหวาดกลัวจนหาที่เปรียบไม่ได้

นักพรตตู๋จ้องไปที่เจ้านั้นแวบหนึ่ง จากนั้นก็ไม่พูดไม่จา ไม่แม้แต่จะขยับตัวไปไหน

แต่นี่มันยังไม่จบ หลังจากที่ผีผูกคอตายโดนตบ นอกบ้านก็มีเสียงของผีชายหญิงดังขึ้น “กล้าทำร้ายน้องฉัน กล้าทำร้ายลุงฉัน ตายซะเถอะ!”

 

ขณะที่เสียงดังขึ้น พวกเรากลับเห็นเพียงเงาเท่านั้น ทันใดนั้นร่างของผีร้ายในชุดสีขาวก็ปรากฎตัวขึ้นที่หน้าบ้าน

เมื่อลองมองดูดีๆ พวกเขาไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็นผีชาวประมง สามีภรรยาหลี่กวางตี้และหวางกุ้ยฮัวนั้นเอง

พวกเขายังคงดุร้าย สีหน้าซีดขาว ไร้ชีวิตชีวา ดวงตาราวกับตาของปลาตายที่ไร้ซึ่งตาดำ ทำให้คนที่เห็นรู้สึกกลัวจนขนหัวลุก

ขณะที่ผีสองตนพึ่งปรากฎตัว ใจของผมก็มีเสียงดัง “กึก” เสียงพูดไม่กี่ประโยคก็แทบทำให้ผมตายในน้ำมือของพวกเขาแล้ว ตอนนี้ผมกำลังจับจ้องไปที่ผีทั้งสองตน และผมก็ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวาดกลัว

วินาทีนั้นสัญชาตญาณบอกให้ผมหยิบพริกไทยดำออกมาหนึ่งกำมือ คิดจะทำตามที่ยายโม่บอกไว้ คือใส่พวกมันผสมเข้ากับเถ้ากระดูก

 

แต่อาจารย์ กลับหยุดมือผมเอาไว้ บอกผมว่าอย่าพึ่งลงมือ

ในเวลาเดียวกัน นักพรตตู๋ที่นั่งอยู่บนเก้าอี้หันไปมองผีสองตนแค่แวบเดียวเท่านั้น “ถ้าฉลาดพอก็ไสหัวออกไป ไม่อย่างนั้นฉันจะตบพวกแกเหมือนกัน!”

“เอาแต่พูดอยู่นั้นแหละไอ้แก่!” ผีผู้ชายทำหน้าตาดุร้าย เขาตะโกนและพุ่งเข้ามาพร้อมกับผีผู้หญิง

พวกเขาดูดุร้ายมาก แต่สุดท้ายก็ต้องอับอาย

นักพรตตู๋ไม่ได้ลุกขึ้น เขาเพียงขยับตัวนิดหน่อย จากนั้นก็มีเสียงตบดัง “เพี๊ยะเพี๊ยะ!”

ผีสองตนนั้นร้อง “โอ๊ยโอ๊ย” ออกมา เหมือนกับผีผูกคอตายเมื่อก่อนหน้านี้เป๊ะ พวกเขาก็ลงไปนอนกองข้างๆผนังทันที

 

การต่อสู้ครั้งนี้ทำให้ผมตกตะลึงจนตาค้าง  เฮ้ย นี่มันก็เก่งกาจเกินไปนะ

แต่หลังจากที่นักพรตตู๋ตบผีสองตนเสร็จ เขากลับหันไปพูดกับทางด้านนอกตัวบ้านที่ว่างเปล่า “ไหนๆก็มาแล้ว จะไม่ออกมาเจอหน้ากันหน่อยเหรอ”

มาแล้วงั้นเหรอ ทุกคนถึงกับตกตะลึง

ผีร้ายที่แอบซ่อนตัวอยู่ในเงามืดนั้น จะออกมาปรากฎตัวแล้วเหรอ

สายตาของทุกคน ต่างจับจ้องไปที่ความมืดที่อยู่ด้านนอก

เวลาผ่านไปประมาณ 2 วิ ทันใดนั้นด้านนอกก็มีเสียงหัวเราะที่คุ้นหูดังขึ้น “ฮ่าฮ่าฮ่า! ในเมื่อท่านนักพรตอยากเห็นข้า  งั้นข้าก็คงต้องออกมาปรากฎตัวแล้ว!”

 

หลังจากพูดจบ พวกเราก็เห็นเงาของชายคนหนึ่งค่อยๆขยับเข้ามาใกล้

วินาทีสุดท้ายที่เขาเข้ามาใกล้ประตู ทั้งร่างของผมก็สับสนไปในทันที

หน้าตา รูปร่าง การแต่งตัวแบบนั้น

มันไม่ใช่ ไม่ใช่หลี่เหล่าซานที่ไปเก็บศพกับผมเมื่อไม่กี่วันก่อนหรอกเหรอ เป็นลุงซานอย่างงั้นเหรอ

ขณะที่เขาปรากฎตัว ผีร้ายสามตนก็ถอยไปอยู่ด้านหลังของเขาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับก้มหน้าลง และไม่พูดอะไรออกมาสักคำ

ลุงซานเนี่ยนะ ทันใดนั้นปากของผมก็พูดออกมาเบาๆ ผมรู้สึกสับสนมาก

 

แต่อาจารย์กลับทำสีหน้าเย็นชาแล้วหันมาพูดกับผม “นี่ไม่ใช่หลี่เหล่าซาน แกลองมองดูดีๆ!”

หลังจากพูดจบ อาจารย์ก็ไม่รู้เอามือไปป้ายเข้ากับอะไร จากนั้นเขาก็ป้ายมันที่เปลือกตาของผม

มันแสบร้อน แต่หลังจากนั้นดวงตาของผมกลับรู้สึกเย็นสบายขึ้นทันตา

ผมลูบตาทั้งสองข้าง จากนั้นผมก็ลองมองอีกครั้ง สิ่งที่แปลกประหลาดก็เกิดขึ้นเดิมที่รอบๆมืดมิดไปหมด แต่ในเวลานี้มันกลับสว่างขึ้นมาซะอย่างนั้น

รูปร่างผู้ชายของหลี่เหล่าซานเมื่อครู่ ในเวลานี้มันกลับเปลี่ยนเป็นคนแก่ที่สกปรกและหลังค่อม

เสียงของเขาเองก็เปลี่ยนไปด้วย มันเปลี่ยนเป็นเสียงที่แหบแห้ง ทำให้คนที่ได้ยินรู้สึกอึดอัดมาก

 

แต่คนแก่คนนี้ไม่ใช่ผี เขาแค่ถูกสิ่งชั่วร้ายเข้าสิงร่างเท่านั้น

หรือพูดอีกอย่างคือ ผีชั่วตนนั้นได้เข้าไปอยู่ในร่างคนแก่นั้นเอง

นักพรตตู๋จ้องไปที่คนแก่ จากนั้นก็พูด “คนมีทางของคน ผีก็มีทางของผี แกล้ำเส้นแล้ว!”

เมื่อคนแก่ได้ยิน จู่ๆเขาก็หัวเราะออกมา “ฮ่าฮ่าฮ่า ล้ำเส้นงั้นเหรอ แกเป็นใครกันฮะ ถึงได้กล้ามายุ่งเรื่องของข้า”

หลังพูดจบ คนแก่ก็แสดงสีหน้าเย็นชาออกมา เขายังพูดโต้กลับมาอีกครั้ง “สองสามวันมานี่เป็นแกซินะที่กล้ามาเป็นศัตรูกับข้า ถ้าไม่อยากตาย ก็เอาร่างของธาตุน้ำไร้รากออกมา ไม่อย่างนั้นในอ่างเก็บน้ำนั้น จะมีวิญญาณเพิ่มอีกหนึ่งดวง!”

 

หลังจากพูดจบ คนแก่นั้นยังทำเสียงฮึที่เย็นชา และทำสีหน้าข่มขู่อยู่ตลอดเวลา

เห็นได้ชัดว่านักพรตตู๋เองก็จัดการชายคนนี้ไม่ได้ง่ายๆ แม้ว่าอยู่ต่อหน้าเหล่าฉินเขาจะไม่แสดงอารมณ์ออกมา แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับผีชั่วตนนี้ มันเหมือนกับถูกข่มขู่ชัดๆ

ใบหน้าของเขามืดมน พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา “งั้นเหรอ! ฉันละอยากรู้จริงๆ แกจะมีความสามารถแค่ไหนกันเชียว!”

เมื่อพูดจบ นักพรตตู๋ก็ทุบลงที่โต๊ะ เสียงดัง “ปัง” ทันใดนั้นเขาก็ยืนขึ้น ท่าทางองอาจมาก

เฟิงเฉ่วหานที่ซ่อนอยู่หลังโต๊ะ ทันใดนั้นเขาก็ทำมือทำไม้ และรีบพูด “ขอเชิญเทพลุ่ยลิ้ง เพี้ยง!”

ประตูใหญ่ที่เคยเปิดอยู่ กลับมีเสียงปิดดัง “แอ๊ดก๊อก” นี่คือการปิดประตูตีแมว

 

เมื่ออาจารย์และเหล่าฉินเห็นฉากต่อสู้นี้ เขาจะยังซ่อนกะผีไปทำไมละ ดังนั้นพวกเขาจึงกระโดดออกมาทันที

ในมือของแต่ละคนกำลังกำดาบไม้ไว้ มองไปที่คนแก่ด้วยท่าทางที่ดุดัน “ เจ้าผีร้าย ฉันรอแกมานานแล้ว!”

แม้ว่าผมจะไม่มีความสามารถอะไร แต่ก็ไม่ปรึกษาใคร กระโดดออกมาเช่นกัน จากนั้นก็มองตาแก่ด้วยสายตาที่โกรธแค้น

เมื่อผีคนแก่นั่น เห็นฉากต่อสู้แบบนี้ วินาทีนั้น เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ตกใจเช่นกัน

แต่วินาทีที่เห็นผมกระโดดออกมา ทันใดนั้นเขาก็เผยรอยยิ้มที่น่าสยดสยอง

การแสดงออกของเขาผ่อนคลายลงทันที ไม่สนใจนักพรตตู๋ อาจารย์ และคนอื่นๆ เขาหันมาพูดกับผมด้วยรอยยิ้มที่เย็นชาและน้ำเสียงที่แหบแห้ง “ธาตุน้ำไร้ราก ที่แท้แกก็ซ่อนตัวอยู่ที่นี่เอง!”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset