ศพ – ตอนที่ 182 ดูแล

ตอนที่ 182 ดูแล

ตอนกลับ ผมขับรถขนศพที่เหล่าฉินขับมาจากสุสานกลับมา

แม้ระหว่างทางจะเหนื่อยมาก และอยากหลับมากก็ตาม

แต่เมื่อนึกถึงเรื่องกุ่ยซานหยวน ผมก็โกรธมาก และอารมณ์เสียขึ้นมาทันที

บนรถ ผมและเหล่าเฟิงยังคุยกันเรื่องของกุ่ยซานหยวน และสาเหตุที่ทำให้พวกเรายังมีชีวิตอยู่

นาทีสุดท้ายที่ไอ้ชั่วนั้นไม่ได้ลงมือสังหารพวกเรา ก็เป็นเพราะสารที่นกตัวนั้นส่งมา

ตอนนี้เมื่อลองคิดย้อนดู เขาบอกว่าคนในสาร เรียกว่าอะไรนะ “ ประมุขเชิ่ง ” ไม่รู้ว่าพวกเราฟังผิดไปไหม หรือได้ยินเขาพูดถึงคนอื่นจริงๆ

แต่ถ้ามองจากท่าทีของกุ่ยซานหยวน สถานะของใครคนนี้น่าจะสูงส่งมาก เขาจะต้องเป็นคนที่สำคัญมากๆ และเนื้อหาในสารจะต้องเร่งด่วนมากๆ

 

เพราะเป็นเรื่องเร่งด่วน จึงทำให้กุ่ยซานหยวนถึงกับไม่อยากเสียเวลาฆ่าพวกเราเลยแม้แต่วินาทีเดียว

นี่คือสาเหตุว่าทำไม พวกเราถึงสามารถหนีเอาตัวรอดมาได้

แน่นอน ว่าอาจยังมีสาเหตุอื่นอีก

เช่นกุ่ยซานหยวนต้องการให้ท่านนักพรตตู๋ตาย การแทงลงไป และอยู่ในป่าลึก การรอดชีวิตของท่านนักพรตตู๋จึงต้องพึ่งโชคล้วนๆ

และยังมีพวกเรา กุ่ยซานหยวนบอกว่าเลือดเนื้อของผมและเฟิงเฉ่วหานไม่เลว อยากจะให้ร่างของผมสองคนกลายเป็นร่างใหม่ของเขา

ตอนนั้นเขาไม่ได้ฆ่าพวกเรา ก็อาจเป็นเพราะหลังจากฆ่าพวกเรา เขาจะไม่มีเวลาจัดการศพของพวกเรา

 

การไว้ชีวิตพวกเรา ก็อาจเป็นเพราะวันข้างหน้าเขาจะกลับมาทวงมันใหม่

จากพลังของกุ่ยซานหยวน เขาเป็นคนที่มีอิสระและแข็งแกร่งจริงๆ

ถ้าครั้งหน้าได้เจอกันจริงๆ พวกเราจะต้องหนี หรือไม่ก็เรียกมู่หลงเหยียนออกมา ไม่อยากนั้นพวกเราจะไม่มีหวังชนะได้เลย

และวันที่ 10 ก็ใกล้มาถึงแล้ว เมื่อถึงเวลานั้นผมก็จะต้องนำเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เล่าให้มู่หลงเหยียนฟัง

หลังจากคุยกันมาสักพัก พวกเราก็มาถึงตำบลชิงฉือ

ผมขับไปส่งเหล่าเฟิงที่ร้านก่อน จากนั้นผมถึงขับรถกลับไปไว้ที่สุสาน

 

หลังจากจอดรถเสร็จ ผมถึงได้เดินกลับบ้านคนเดียว

ผมทำตามปกติ เมื่อกลับมาถึงบ้านสิ่งแรกที่ทำคือจุดธูปให้น้องศพ

เพื่อหลีกเลี่ยงการทำให้ผีเมียโกรธ ผลลัพธ์จะออกมาร้ายแรงสุดๆ

หลังจากจุดธูปเสร็จ ผมก็ไปอาบน้ำ จากนั้นถึงได้เข้าไปนอนหลับ

สองสามวันนี้ไม่ว่าจะเป็นจิตใจหรือร่างกาย ผมก็ใช้พวกมันจนถึงขีดสุด ผมเพิ่งล้มตัวลงนอนบนเตียง ทันใดนั้นผมก็นอนหลับไปอย่างไม่รู้ตัว

แต่เรื่องแปลกคือ หลังจากผมหลับไป ผมก็ฝันถึงเรื่องนั้นอีกแล้ว

ภายในความฝัน ผมเห็นผู้หญิงชุดขาวอีกแล้ว

 

เธอนั่งอยู่บนสะพานหิน ด้านล่างเต็มไปด้วยผีร้ายนับไม่ท้วน สุดท้ายผมก็จ้องตาค้างเห็นเธอกระโดดลงไปใต้สะพาน……

แม้จะเคยฝันเห็นมันแล้วถึงสองครั้ง และนี้ก็เป็นครั้งที่สามแล้ว

แต่หลังจากที่ผมตกใจตื่นจากฝัน ผมก็พบว่าตัวเองยังอยู่ในห้องที่คุ้นตา ความหวาดกลัวยังคงไหลเวียนอยู่ในหัวใจ

ผมมองดูที่หน้าต่าง ก็พบว่าด้านนอกมืดผิดปกติ ทุกอย่างกลายเป็นสีดำ

“ เวรเอ้ย ทำไมฝันถึงเรื่องนี้อีกแล้ววะ ” ผมพูดกับตัวเอง

ในเวลาเดียวกันก็หยิบบุหรี่ที่หัวเตียง จุดมัน จากนั้นก็สูบมันยาวๆหนึ่งครั้ง

 

แต่ในสมองกลับมีภาพความฝันนั้นปรากฎขึ้นตลอด ในใจของผมก็สับสนวุ่นวาย

ผมยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามันไม่ชอบมาพากล ฝันหนึ่งครั้งสองครั้งก็ว่าไปอย่าง แต่นี่มันมีที่ไหนฝันสามครั้งติดกัน

หนึ่งครั้งสองครั้งถือว่าบังเอิญ แต่นี่เป็นครั้งที่สามแล้ว ผมก็ยังฝันแบบเดิม

หรือว่าผมจะเจอวิญญาณตนไหนตามรังควาน ถึงได้ทำให้ผมฝันเห็นเรื่องนี้

อาจารย์ไม่อยู่ ผมเองก็ไปถามใครไม่ได้

เพราะความฝันนี้ จึงทำให้ผมนอนไม่หลับ

เมื่อมองดูเวลา ก็พบว่าตอนนี้ตีสี่แล้ว ผมจึงคิดว่าอาจนอนได้อีกนิดหน่อย

 

ผลลัพธ์ผมกลับไม่มีอารมณ์อยากจะหลับเลยสักนิด ผมจึงหยิบมือถือขึ้นมาเล่น

เปิดดูแชท พบว่ามีคนแชทมาหาผม

หลังจากเปิดดู ก็พบว่าเป็นสาวงามคนหนึ่ง และผมก็จำได้ทันทีว่าเธอคืออู่ฮุ่ยฮุ่ย

ผมคิดว่าคงเป็นการแอดเพื่อนผ่านเบอร์โทรของผม ผมจึงไม่ได้สงสัยอะไร กดรับเพื่อนทันที

ผมเพิ่งกดรับได้ไม่นาน อู่ฮุ่ยฮุ่ยก็พิมพ์แชทมาหาผม มันเป็นรูปหน้าอีโมยิ้มสองสามภาพ

ผมลังเลอยู่พักหนึ่ง ยัยอู่ฮุ่ยฮุ่ยนี้ไม่นอนรึไง ตีสี่แล้วยังเล่นมือถืออยู่อีก

ผมจึงพิมพ์กลับไปว่า เธอตื่นเช้าขนาดนี้เลยเหรอ

 

ผลลัพธ์อู่ฮุ่ยฮุ่ยกลับบอกผมว่า ตอนนี้พวกเธอกำลังถ่ายหนัง วันนี้เป็นตอนแรก

เธอยังถ่ายรูปในกองถ่ายแล้วส่งมาให้ผมดูสองสามภาพ และยังมีรูปที่เธอแต่งตัวเป็นนางพยาบาล แม่เจ้ารูปนั้นมันแทบทำให้ผมมองจนลืมตัว

หลังจากมองดูสักพัก ผมก็รีบลบทิ้งทันที ภายในบ้านนี้ มองดูรูปแบบนี้ ถ้ามู่หลงเหยียนมาเจอเข้า เธอจะต้องฆ่าผมแน่

เมื่อมองรูปอื่นๆ ผมก็เห็นบางอย่าง

กองถ่ายของเธอน่าจะอยู่ใกล้ภูเขา บรรยากาศรอบๆดูมืดมิด และยังมีคฤหาสน์ที่เก่าคร่ำครึอยู่หลังหนึ่ง เห็นแล้วดูมีพลังบางอย่างอยู่จริงๆ

 

ผมเองก็คุยเล่นกับเธอสองสามประโยค พบว่าพวกนักแสดงอย่างพวกเธอก็ลำบากกันมากๆ เธอเองก็ต้องตื่นเช้านอนดึก

นักแสดงตัวเล็กๆอย่างอู่ฮุ่ยฮุ่ย ไม่ใช่แค่ได้เงินน้อย แถมยังไม่มีใครมาดูแลความปลอดภัยให้กับเธอด้วย

ครั้งนี้เธอรับบทเป็นผู้หญิงหมายเลขสาม มีฉากบ้างนิดหน่อย และยังบอกว่าเธอรอคอยการเล่นละครตัวนี้มาก

เพราะอู่ฮุ่ยฮุ่ยต้องไปถ่ายหนัง พวกเราจึงไม่ได้คุยอะไรกันมาก

หลังออกจากแชท ผมก็คิดว่าจะเล่นเกมต่ออีกสักสองสามตา ถ้าผมไม่เล่นก็คงดี เพราะผมยิ่งเล่นก็ยิ่งอารมณ์เสีย

 

การต่อสู้ครั้งนี้ เกมเพิ่งเริ่มเท่านั้นอย่าว่าแต่มีคนไปสู้หรือวางกับดักเลย ทันใดนั้นกลับมีคนบอกให้ไปช่วยตรงกลาง ถ้าไม่ไปก็ไปตายซะ ผลลัพธ์เขาเข้าไปตายถึงสามครั้ง ผมเลยเดือดด่าว่าเล่นเกมไม่ได้เรื่องทันที

และยังมีเรื่องที่ห่วยที่สุดคือ แค่ชั่วอึดใจก็มีคนซื้อรองเท้ามาถึง 6 คู่ ผมเลยถามว่าทำอะไร เขาบอกว่ามีรองเท้า Adivon แล้วจะได้วิ่งเร็วๆ

“……”

ผมคุกเข่าให้เกมห้ารอบติด ผมโมโหจนหมดอารมณ์เล่น อีกนิดเดี๋ยวก็แทบโยนมือถือทิ้งแล้ว

ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว ผมจึงโทรหาเฟิงเฉ่วหาน

เพราะท่านนักพรตตู๋ยังอยู่ที่โรงพยาบาล อาจารย์และเหล่าฉินก็ไปนอนเฝ้า 1 คืนแล้ว ดังนั้นวันนี้ผมและเหล่าเฟิงจึงต้องไปรับช่วงต่อ

 

ผมเก็บสัมภาระสักพัก จุดธูปให้มู่หลงเหยียน จากนั้นก็ออกมาจากร้าน

หาข้าวเช้ากินข้างนอกบ้านกับเฟิงเฉ่วหาน จากนั้นพวกเราก็ตรงไปที่โรงพยาบาลในเมือง

ระหว่างขับรถ ผมก็คิดถึงความฝันเมื่อคืน ผมจึงพูดด้วยความอึดอัด ถามเฟิงเฉ่วหานว่าสามารถทำนายความฝันได้ไหม

เฟิงเฉ่วหานมองผมแวบหนึ่ง เขาบอกว่าทำไม่เป็น เขาถามผมว่าฝันเห็นอะไรมาใช่ไหม !

ผมเองก็ไม่ได้ปิดบัง บอกว่าพักนี้ฝันเห็นผู้หญิงคนหนึ่งกระโดดสะพาน ไม่รู้ว่ามันหมายถึงอะไร

เฟิงเฉ่วหานเงียบไปแป๊บนึงจากนั้นก็พูดว่า “ อาจารย์ของฉันค่อนข้างเชี่ยวชาญเรื่องทำนายความฝัน แต่ตอนนี้เขานอนอยู่โรงพยาบาล รอให้เขาดีขึ้นก่อน แล้วนายค่อยลองถามดู ! ”

 

เมื่อได้ยินว่าท่านนักพรตตู๋สามารถทำนายฝันได้ ในใจของผมก็ดีใจขึ้นมาทันที

ผมพยักหน้าเล็กน้อย วางแผนว่าหลังจากที่ท่านนักพรตตู๋ออกจากโรงพยาบาล ผมจะลองถามเขาดู

ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงโรงพยาบาล

เจออาจารย์ เหล่าฉิน และท่านนักพรตตู๋ที่นอนสลบอยู่บนเตียง

อาจารย์และเหล่าฉินไม่ได้นอนมาทั้งคืน ขอบตาของพวกเขาจึงดำมาก

ในเวลานี้เมื่อเห็นพวกเราเข้ามา ก็พูดกับผมสองคนนิดหน่อย จากนั้นก็ออกไป บอกว่าพรุ่งนี้เช้าพวกเขาจะเข้ามาเปลี่ยนเวร

 

ผมและเฟิงเฉ่วหานไม่ได้สนใจ เพียงพยักหน้าตอบตกลงเท่านั้น

จากนั้นพวกเราก็เฝ้าอยู่หน้าห้องผู้ป่วย รอท่านนักพรตตู๋ตื่นมาอย่างเงียบๆ

ร่างกายของท่านนักพรตตู๋อ่อนแอ จนกระทั่งเที่ยงวัน เขาถึงตื่นขึ้นมาพักหนึ่ง

เหล่าเฟิงเห็นท่านนักพรตตู๋ตื่น จึงดีใจมาก

พวกเราได้รับอนุญาตจากหมอแล้ว จึงสามารถเข้าไปคุยกับท่านนักพรตตู๋ได้นิดหน่อย

ท่านนักพรตตู๋คิดว่าการที่ตัวเองยังมีชีวิตอยู่ได้ ถือว่าเขาโชคดีมาก

ในเวลาเดียวกันก็โทษตัวเองอย่างมาก บอกว่าพลังของตัวเองไม่สามารถจัดการกุ่ยซานหยวนได้ แถมยังพาผมและเฟิงเฉ่วหานไปเสี่ยงอันตราย อีกนิดเดียวพวกเราก็จะไม่รอดชีวิตแล้ว เขาจึงรู้สึกผิดมาก

 

สำหรับเรื่องนี้ ผมและเฟิงเฉ่วหานจะเก็บมาใส่ใจได้ยังไง

อีกอย่าง พวกเราเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย ใช้ชีวิตบนคมมีด เมื่อก้าวเข้ามาทำอาชีพนี้แล้ว ก็ต้องรู้ดี ว่าต้องเผชิญกับอันตราย

ไม่ว่าจะอยู่หรือตาย ใครก็ไม่สามารถกำหนดได้

ผมบอกให้ท่านนักพรตตู๋พักผ่อนให้มากๆ หลังจากร่างกายดีขึ้นแล้ว พวกเราค่อยไปแก้แค้นเจ้าหมอนั้น

ท่านนักพรตตู๋ยิ้มให้ และพูดตอบรับว่า “ อือ ”

เพราะร่างกายของท่านนักพรตตู๋อ่อนแอมาก หมอจึงไม่ให้พวกเราคุยนาน

เวลาไม่ถึง 5 นาที ก็ไล่พวกเราออกมาแล้ว

 

หลังจากนั้นยังบอกให้เฟิงเฉ่วหานไปจ่ายเงิน 5,000 หยวน บอกว่าเป็นค่ารักษาพยาบาลในอีกสองสามวันข้างหน้า……

เรื่องก็เป็นแบบนี้ หลังจากนั้นผมและเฟิงเฉ่วหานก็มาเปลี่ยนเวรเฝ้าไข้ในวันถัดไป

หลังจากนั้นสองสามวัน อาการของท่านนักพรตตู๋ก็ดีขึ้นมาก นี่จึงทำให้ทุกคนสบายใจขึ้นมาไม่น้อย

ในเวลาเดียวกัน วันที่ 10 ก็มาถึง

เพราะวันที่ 10 เป็นวันเกิดอายุครบ 300 ปีของมู่หลงเหยียน ดังนั้นคืนนี้ ผมจะต้องไปป่ากุ่ยหม่าตามที่ตกลงกันเอาไว้……

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset