ศพ – ตอนที่ 189 ภาพลวงตา

ตอนที่ 189 ภาพลวงตา

 

ผมก็ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นได้ยังไง พื้นที่ป่าที่รกร้างว่างเปล่าแบบนี้ กลับมีไก่ขันในตอนกลางดึก

 

ปัญหาคือ เสียงเพิ่งดังขึ้น ผมก็รู้สึกไม่สบายไปทั้งตัว

 

ฤทธิ์ของแอลกอฮอล์เริ่มแล่นเข้ามาที่หัว ผมเริ่มเวียนหัวตาลาย คล้ายจะเป็นลม

 

ผมอยากฝืนตัวเองเอาไว้ จึงส่ายหัวไปมาสองสามครั้ง

 

แต่ในเวลานี้ ข้างหูของผมกลับมีเสียงมู่หลงเหยียนดังขึ้น “ ไม่เป็นไรนอนไปเถอะ !” 

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ อย่าว่าแต่อ้าปากเลย

 

แม้แต่เปลือกตาของผม ก็ปิดลงอย่างไม่ฟังเสียงอะไรทั้งนั้น

 

แต่หลังจากที่ตาผมปิดลง โลกของผมก็เข้าสู่ความมีดมิดทันที 

หลังจากนั้นเกิดอะไรขึ้น ผมเองก็จําไม่ได้….

 

หลังจากผมตื่นมาอีกครั้ง ก็เป็นเวลาเที่ยงของอีกวัน

 

ผมลืมตาขึ้นอย่างสะลึมสะลือ แต่หลังจากที่ผมลืมตาขึ้น ผมกลับพบว่าตัวเองกําลังนอนอยู่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ตายแล้ว

 

ผมปวดหัวมาก เหมือนกับอาการเมาค้าง ร่างกายอ่อนเพลีย 

ความรู้สึกคลื่นไส้ปะทะขึ้นมา

 

ผมสูดหายใจเข้าออกสองครั้ง หลังจากนั้นก็หันไปมอง รอบๆ

 

ผมพบว่าตัวเองอยู่ท่ามกลางป่าไม้ที่เก่าแก่ ในปามืดมิดไร้ แสงลอดผ่าน 

พลังหยินรุนแรง แม้แต่หมอกสีขาวจางๆก็ยังกระจายตัวอยู่รอบๆ

 

ห่างออกไปไม่ไกล มีน้ำตกเล็กๆอยู่แห่งหนึ่ง ตอนนี้มันกํา ลังส่งเสียง “ ซ่าซ่าซ่า ” ออกมา

 

“ นี่มันที่ไหนกัน ” ผมพึมพํากับตัวเอง

 

ผมลุกขึ้นยืน เริ่มมองสํารวจรอบๆตัว

 

ผมพบว่าแม้ที่นี่จะเป็นป่าเก่าแก่ แต่มันก็ยังสะท้อนภาพที่คุ้นตา รอบๆที่นี้ยังมีโคมไฟสีขาวแขวนอยู่เป็นจํานวนมาก

 

โคมไฟพวกนั้นเหมือนกับสิ่งที่ผมเห็นเมื่อคืนเป๊ะๆ เมื่อ เห็นโคมไฟพวกนี้ 

ผมก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว และมองรอบๆตัวอีกครั้ง

 

หลังจากมองเสร็จ ในใจของผมก็มีเสียงดัง “ กึก ” 

 

เพราะผมพบว่ารอบๆตัวของผม มีหุ่นกระดาษและจานกระดาษตกอยู่เป็นจํานวนมาก

 

นอกจากของพวกนี้แล้ว ห่างออกไปไม่ไกลจากตรงหน้าของผม 

ยังมีหุ่นกระดาษที่แต่งหน้าแต่งตัวสองสามตัวกําลังยืนอยู่ด้วยกัน

 

หัวใจของผมตื่นกลัวทันที อดไม่ได้ที่จะสูดหายใจเข้าลึกๆ

 

ที่นี่ น่าจะเป็นที่ตั้งของจวนมู่หลง

 

เพราะจวนมู่หลงคือบ้านผี จะสามารถเห็นได้ในตอนกลางคืนเท่านั้น

 

ตอนนี้ฟ้าสว่างแล้ว บ้านผีก็หายไป จึงเผยให้เห็นสถานที่ตั้งดั่งเดิมของมัน

 

นอกจากจวนมู่หลงจะหายไปแล้ว พวกสาวใช้ที่ปรากฏตัวในจวนมู่หลงเมื่อคืน ก็ได้ปรากฏตัวในร่างเดิม

 

พวกเขาไม่ใช่ผี แต่เป็นหุ่นกระดาษสีขาวที่ใช้สําหรับคนตาย หนึ่งในนั้นยังรวมถึงพวกนักแสดงสองสามคนที่ขี้นมาร้องเพลงและร่ายรําให้พวกเราดู ตอนนี้ทุกตนได้กลับไปเป็นหุ่นกระดาษแล้ว

 

ของพวกนี้ล้วนมีขายที่ร้านของพวกเรา แต่เมื่อคืนผมกลับไม่ได้สงสัยเลยสักนิด

 

ผมยังคิดว่าพวกนี้เป็นผีที่แต่งตัวเป็นนักแสดง ขึ้นไปร้องรําทําเพลงให้ผมดูจริงๆ !

 

จนกระทั่งตอนนี้ผมถึงได้สติว่าสิ่งที่เห็นเมื่อคืนทั้งหมด ล้วนเป็นภาพลวงตา พวกมันล้วนถูกสร้างขึ้นมา

 

ตอนนี้เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ ผมก็รู้สึกขนลุกไปทั้งตัว

 

แน่นอนว่า ความรู้สึกนี้ไม่ได้ทําให้ผมกลัวถึงขนาดนั้น สิ่งที่ยิ่งกว่านั้นคือตกใจและทั่งกับสิ่งที่เห็น

 

เมื่อมองดูเวลา ตอนนี้ก็ไม่เช้าแล้ว

 

สถานที่แห่งนี้ไม่ใช่ที่ที่คนเป็นอย่างผมควรอยู่ตั้งแต่แรก ผมจึงไม่ควรอยู่นาน

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ กวาดสายตามองรอบๆอีกครั้ง โบกมือให้ที่นี่ จากนั้นก็ตะโกนใส่ต้นไม้ตายซากที่อยู่ตรงหน้า “ แขกทุกท่าน ตอนนี้ฟ้าก็สว่างแล้ว ข้าน้อยไม่รบกวนแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ ! ”

 

ผมลุกขึ้นยืนตรง ก้มหัวลงด้วยท่าทางที่เคารพอีกฝ่ายมาก

 

แต่เสียงของผมเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นสายลมหลายระลอกก็พัดเข้ามา ภายในผืนป่าจึงมีลมกระโชกแรงเกิดขึ้น

 

สายลมหลายสายปะทะเข้าหากัน วินาทีนั้นใบไม้ต่างก็ปลิวว่อน

 

“ ฮูฮูฮู ” เสียงดังอย่างต่อเนื่อง

 

ผมมองดูทุกอย่างที่เกิดขึ้นตรงหน้า รู้สึกสงสัยบ้างเล็กน้อย บางทีนี่อาจเป็นการตอบกลับของพวกแขกเมื่อคืน

 

ผมยิ้มออกมาเล็กน้อย หลังจากนั้นก็หมุนตัวเดินออกไปจากปากุ้ยหลินทันที…….

 

ตอนที่ผมเดินออกมาจากป่า ทันใดนั้นที่ข้างหูก็มีเสียงอันคมชัดของมู่หลงเหยียนดังขึ้น “ เจ้าห่วย !”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผมก็หยุดเดิน มู่หลงเหยียนเรียกผม ผมจึงหันไปมองทันที

 

แต่ผมกลับเห็นผืนป่าที่ว่างเปล่า มีเพียงความมืดที่ทอดยาวออกมาจากป่า

 

แม้ผมจะไม่เห็นมู่หลงเหยียน แต่ผมมั่นใจว่าเป็นเธอ และเธอยังอยู่ใกล้ๆตัวผม

 

ไม่รอให้ผมได้พูด ทันใดนั้นเสียงของมู่หลงเหยียนก็ดังขี้นมาอีกครั้ง “กลับไปแล้วอย่าลืมเอาผงขี้ธูป เศษไม้ผุผสม กับน้ำดื่มหนึ่งแก้วละ ”

 

ผมมองไม่เห็นมู่หลงเหยียน แต่จู่ๆก็ได้ยินเสียงนี้ ผมจึงอดไม่ได้ที่จะตกใจ

 

ผงขี้ธูปเศษไม้ผุผสมน้ํางั้นเหรอ นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน

ผมสงสัย จึงถามเธอว่า “ ทําไมต้องดื่ม ! เจ้านั้นมันดื่มยากจะตาย ! ”

 

ผลลัพธ์เสียงเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นมู่หลงเหยียนก็เค้นเสียงดัง ฮึ “ บอกให้ดื่มก็ดื่มเถอะย่ะ ”

 

เมื่อได้ยินมู่หลงเหยียนโมโห ผมก็ไม่กล้าเถียงอีก

 

ทําได้เพียงกลอกตา และปิดปากเงียบ

 

แต่หลังจากที่มู่หลงเหยียนพูดจบ เธอก็พูดเพิ่มอีกหน่อย “ อือใช่ เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ห้ามเอาไปบอกคนนอกเด็ดขาด เรื่องที่ฉันบอกนายก็ต้องเก็บเป็นความลับด้วย จําไว้ละ ”

 

สําหรับเรื่องนี้ แน่นอนว่าผมรู้ดี เรื่องใหญ่ขนาดนั้น จะให้พวกปีศาจพวกนั้นได้กลิ่นมู่หลงเหยียนและคนอื่นๆไม่ได้เด็ดขาด เพราะผลที่ตามมาคือหายนะ

 

ผมพยักหน้าให้ปาที่ว่างเปล่า “ วางใจได้ ! ฉันไม่พูดแน่นอน ฉันไปละนะ แล้วค่อยเจอกันใหม่ !”

 

หลังจากพูดจบ ผมก็ไม่มีทีท่าว่าจะรอการตอบกลับของมู่หลงเหยียน ผมหมุนตัวเดินออกไปทันที

 

เมื่อผมออกมาจากป่า แสงอาทิตย์ก็สาดส่องลงบนตัวผม

 

มันอบอุ่น อบอุ่นจนผิดปกติ ผมรู้สึกสบายเป็นพิเศษ

 

แต่ผมรู้สึกว่าอาการเมาค้างยังอยู่ จึงสูดหายใจเข้าออก ด้วยความรู้สึกคลื่นไส้ ทําให้ผมเร่งฝีเท้า อยากกลับไปพักผ่อนที่บ้านให้เร็วที่สุด

 

เวลาประมาณบ่ายโมง ผมก็กลับมาถึงตําบลชิงฉือ

 

แต่หลังจากกลับมาถึงตําบลชิงฉือ ผมก็พบว่าคนรอบตั ต่างแปลกไป พวกเขาหันมามองผมอย่างกับตัวประหลาด ชี้ที่ตัวผมครั้งแล้วครั้งเล่า เหมือนไม่เคยเห็นผมมาก่อน

 

เพราะผมง่วงมาก จึงไม่มีอารมณ์สนใจพวกเขา เพียงเดินตรงกลับบ้านอย่างเดียว

 

เมื่อเปิดประตูออก ผมก็พบว่าอาจารย์กลับมานานแล้ว

 

ผมเพิ่งถึงหน้าประตู ก็ตะโกนเข้าไปข้างในทันที “ อาจารย์ ผมกลับมาแล้ว !”

 

เสียงเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นอาจารย์ก็พูดอย่างเย็นชา “ เมื่อคืนแกไปไหนมา ”

 

ขณะที่พูด อาจารย์ก็เดินออกมาจากบ้าน

 

วินาทีนั้นผมเตรียมตอบกลับทันที แต่ “ พรึบ ” ท่า ทางของอาจารย์กลับเปลี่ยนไป เขาพูดออกมาด้วยตกใจ “ ติงฝาน หน้าแกไปโดนอะไรมา”

 

จู่ๆก็เห็นอาจารย์ตกใจ ผมจึงงง “ ไม่ ไม่ได้เป็นอะไรนิ ! ”

 

จิตใต้สํานึกบอกให้ผมลูบหน้าตัวเอง แต่อาจารย์ยังถามต่อ “ ติงฝาน เมื่อคืนแกไปไหนมา ”

 

“ ไม่ได้ไปไหน ก็แค่ไปที่ป่ากุ้ยหลินเท่านั้น !” ผมตอบกลับ

 

“ ป่ากุ้ยหลิน นั้นมันไม่ใช่สุสานไร้ญาติเหรอ ” อาจารย์ แสดงสีหน้าตกใจ และแฝงไปด้วยความกลัว

 

ไม่ใช่แค่นี้ ในเวลานี้เขายังเอามือมาจับคางผมเอาไว้ สํารวจหน้าของผม จากนั้นก็บ่นพึมพําออกมา ทําไมกลายเป็นแบบนี้ได้

ผมทําหน้าสงสัย “ อาจารย์ มีอะไรเหรอ หน้าของผมมีอะไรติดอยู่เหรอ”

 

อาจารย์กลับขมวดคิ้ว เขาพูดด้วยน้ําเสียงโมโหจัด “ มีอะไรงั้นเหรอ ! แกส่องดูเองซิ…”

 

ผมลูบหน้าตัวเอง พร้อมพูดด้วยความสงสัย “ หรือว่าหน้าฉันมีอะไรติดอยู่จริงๆ”

 

ขณะที่พูด ผมก็หยิบกระจกบนโต๊ะขึ้นมาส่อง

 

แต่ขณะที่ผมกําลังหยิบกระจกขึ้นมา ภาพสะท้อนหน้าของผม ก็ทําให้ผมตัวแข็งที่อ เผยสีหน้าตกตะลึงออกมาทัน

 

เพราะผมพบว่าหน้าของตัวเอง ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไร่ ที่หน้า ของผมมีจุดๆ ขึ้นเต็มไปหมด และมันยังเป็นจุดสีดําขนาดเท่าหัวแม่มือ…..

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset