ศพ – ตอนที่ 194 บ้านผีสิง

ตอนที่ 194 บ้านผีสิง

 

จู่ๆก็ได้ยินหยางเฉ่วพูดแบบนั้น และยังจ้องขึ้นไปบนชั้นสอง ผมจึงอดไม่ได้ที่จะมองขึ้นไป

 

แต่ตรงนั้นไม่มีอะไรอยู่เลยสักนิด เป็นเพียงพื้นที่โล่งๆ

 

แต่ในใจของผมกลับรู้ดี ว่าบ้านหลังนี้มีพลังหยินแรงมาก และฮวงจุ้ยของที่นี่ ยังตรงกับการสร้างหลุมฝังศพให้คนตาย

 

บ้านพักสําหรับผี แน่นอนว่าในบ้านหลังนี้จะต้องมีผีอยู่นี่ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้

 

แต่จะมีสิ่งชั่วร้ายอยู่เท่าไหร่นั้น ตอนนี้พวกเราเองก็ยังไม่แน่ใจ

 

“ เขาอยู่ตรงนั้นเหรอ ” ผมพูดออกมาตรงๆ

 

“ ที่บันได ! ” หยางเจิ่วจ้องตาไม่กระพริบ และผมเองก็ไม่รู้ว่าเธอเปิดตาตั้งแต่เมื่อไหร่

 

เมื่อเห็นหยางเฉ่วมั่นใจว่าอยู่ที่บันได ผมก็หยิบธูปสามดอกและกระดาษเหลืองออกมาจากกระเป๋าเครื่องมือ

 

หลังจากจุดธูป เผากระดาษเสร็จ

 

ผมก็ใช้บทสวดขับไล่สิ่งชั่วร้ายที่ได้เรียนมาจากอาจารย์ เมื่อก่อนหน้านี้ ผมพูดว่า “ พวกเราลองมาคุยกันก่อนถ้าไม่ได้จริงๆค่อยใช้กําลัง คุณฟังให้ดี ข้าน้อยคือนักพรตแซ่ตั้ง ถูกผู้คนไหว้วาน ให้มาทําความสะอาดที่นี่….”

 

ผมเพิ่งพูดถึงตรงนี้ ผมก็ถือธูป เดินไปข้างหน้าสองก้าว เตรียมที่จะทําขั้นตอนต่อไป

 

แต่ในตอนนั้นเองหยางเฉ่วกลับเลิกคิ้วขึ้น จู่ๆ เธอก็พูดออกมาว่า “ ไม่ต้องพูดแล้ว เขาไปแล้ว !”

 

“ ไปแล้ว ” ผมถือธูป พร้อมกับขมวดคิ้ว

 

เขาไม่ให้เกียรติกันถึงขนาดนี้เลยเหรอ ผมคิดมาดีนะ แต่ตอนนี้เป็นเวลากลางวัน เขาเองก็คงต้องรีบหดหัวเช่นกัน

 

ถ้าการเจรจาได้ผล พวกเราก็จะทํางานเสร็จเร็ว

 

ไม่อย่างนั้นพอได้สู้กัน เรื่องราวอาจจะลุกลามใหญ่โต

 

ผลลัพธ์หยางเฉ่วกลับพยักหน้า “ ใช่ ไปแล้ว แต่สถานที่แห่งนี้มีพลังหยินแรงมาก คงไม่ได้มีแค่ตัวเดียว !”

 

สําหรับเรื่องนี้ผมเองก็เห็นด้วย จึงพยักหน้าให้เธอเล็กน้อย “ งั้นพวกเราไปสํารวจต่อเถอะ !”

 

หลังจากพูดจบ พวกเราก็เดินขึ้นไปบนชั้นสอง

 

แต่ใครจะรู้พวกเรากําลังจะก้าวเท้า เหยียบลงบนบันไดขั้นสุดท้าย

 

ทันใดนั้นที่หน้าอกของผมก็มีพลังแปลกๆพุ่งเข้ามา ราวกับโดนใครผลัก เท้าของผมลอยเคว้งกลางอากาศ วินาทีนั้นร่างกายเสียสมดุล จนเหมือนจะล้มลง

 

วินาทีนั้น ผมแสดงสีหน้าตื่นตกใจ เผยท่าทางประหลาดใจออกมา

 

“ ติงฝาน ! ” หยางเฉ่วที่อยู่ข้างหลังพูดออกมาด้วยความตกใจ เธอรีบใช้มือจับตัวผมที่เสียสมดุลเอาไว้

 

เมื่อถูกหยางเฉ่วดึงเอาไว้ ผมถึงได้พลิกตัวกลับมา ยืนอย่างมั่นคงอีกครั้ง

 

“ ติงฝาน ทําไมนายไม่ระวัง ! ” หยางเฉ่วกลอกตาใส่ผม ว่าผมอีกเล็กน้อย

 

แต่ผมกลับแสดงสีหน้าเคร่งขรึม ผมรีบหันไปมองรอบๆทันที “ ไม่ถูกซิ มีคนผลักฉัน!”

 

“ มีคนผลักนาย แต่ แต่เมื่อกี้ไม่มีสิ่งชั่วร้ายตัวไหนอยู่ตรงนั้นเลยนะ ” หยางเฉ่วแสดงสีหน้าสงสัย

 

ผมหันไปมองรอบๆตัวอย่างเยือกเย็น ผมโกรธจนกัดฟันแน่น

 

ความรู้สึกของคนโดนผลัก กับการก้าวพลาด ผมจะแยกแยะไม่ออกได้ยังไง

 

ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แม้แต่หยางเฉ่วที่เปิดตาแล้วก็มองไม่เห็น แต่ผมมั่นใจว่าตัวเองโดนผลัก

 

และคนที่ผลักผม จะต้องเป็นสิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในบ้านหลังนี้ แน่ๆ

 

แม่เจ้า ! ผมยังไม่ได้ลงมือ มันก็ชิงลงมือก่อนผมแล้ว

 

หมายความว่าอะไร อยากให้ผมตกลงไปตายอยู่ที่นี่เหรอ

 

สีหน้าของผมแย่มาก นาทีต่อมาผมรีบหยิบขวดน้ำตาวัว ออกมาจากนั้นก็ป้ายที่เปลือกตาทันที

 

เรื่องนี้มันเห็นได้ชัดเจน พวกเราไม่สามารถพูดกันได้แล้ว ต้องสู้กันเท่านั้น

 

“ ฉันละอยากเห็นจริงๆ ว่าสิ่งชั่วร้ายอย่างพวกแกจะทนได้ถึงเมื่อไหร่ !” ผมตะโกนใส่บ้านหลังนี้ และตาสวรรค์ก็ถูกเปิดออกแล้ว

 

ไม่ใช่แค่นั้น ผมยังดึงดาบไม้ออกมาจากฝักแล้ว

 

หยางเฉ่วเห็นผมจะลงมือจริงๆ เธอจึงไม่รอช้า ดึงดาบไม้ออกมาเช่นกัน

 

ขอแค่เจ้าสิ่งนั้นกล้าออกมา ผมก็จะทําให้มันวิญญาณแตกสลาย ไม่ได้ผุดได้เกิดอีกตลอดกาล

 

เมื่อตาสวรรค์เปิดออก ภาพที่ปรากฎภายในบ้านก็สว่างขึ้นทันตา

 

ผมเห็นแค่ในบ้าน มีหมอกสีขาวบางๆกําลังล่องลอยอยู่เต็มไปหมด

 

เมื่อมาถึงชั้นสอง ผมและหยางเฉ่วก็ถือดาบไม้พร้อมกับสํารวจไปที่ละห้องๆ แต่พวกเรากลับไม่เจอเบาะแสอะไรเลย

 

หลังจากค้นชั้นสองจนทั่ว พวกเราก็ลงมาที่ชั้นล่างอีกครั้ง แม้แต่โรงจอดรถพวกเราก็ยังไปสํารวจ

 

แต่นอกจากพลังหยินที่รุนแรงแล้ว พวกเราก็ไม่เห็นอะไรสักอย่าง แม้แต่ร่องรอยสักนิดก็ไม่มี

 

แต่นี่ทําให้ผมสองคนลําบากขึ้นกว่าเดิม พลังหยินแรงขนาดนี้ จะไม่มีผีสักตนได้ยังไง

 

แล้วผีที่ผลักผมเมื่อกี้ละ จะอธิบายว่ายังไง หรือจะพูดว่า พวกมันไปซ่อนอยู่ที่อื่น แล้วก็คอยสอดส่องพวกเราอย่างเงียบๆ

 

ยิ่งหาไม่เจอ ใจของพวกเราก็ยิ่งหวาดกลัวขึ้นเรื่อยๆ

 

เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องตลก ถ้าจัดการพวกมันไม่ได้ อู่ฮุ่ยฮุ่ยก็จะถ่ายหนังที่นี่ต่อไม่ได้ในอนาคตถ้ามีคนเข้ามาที่นี่อีก พวกเขาก็จะต้องเจอกับเรื่องร้าย

 

ผมยืนอยู่ที่ห้องรับแขก ช่วงเวลานั้นผมไม่รู้ว่าควรทํายังไง

 

แต่หยางเฉ่วกลับพูดกับผมว่า “ ที่นี่เป็นรังของพวกมัน ขอแค่พวกเราปักหลักอยู่ที่นี่ ยังไงพวกมันก็ต้องออกมา ! อย่างน้อยพวกเราก็ต้องรออยู่ที่นี่หนึ่งคืน ! พวกมันจะต้องออกมาปรากฏตัวแน่ ! ”

 

เมื่อได้ยินหยางเฉ่วพูดแบบนั้น ผมก็คิดว่าตอนนี้คงทําได้เท่านี้

 

ในเมื่อพวกเราหาไม่เจอ ก็ทําได้แค่รอระต่ายออกจากโพรง เพราะพวกเราไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว

 

หลังจากตัดสินใจกับหยางเฉ่วเสร็จ ผมสองคนก็ออกมาจากบ้าน เดินมาถึงที่สวนหย่อมด้านนอก

 

ผู้กํากับจางและอู่ฮุ่ยฮุ่ยเห็นผมสองคนออกมา พวกเขาจึงเข้ามาล้อมรอบ และท่าทางของแต่ละคนก็ดูเคร่งเครียดมาก

 

ผู้กํากับจางพูดด้วยความร้อนใจ “ ท่านนักพรตติง เป็น เป็นยังไงบ้างครับ ”

 

“ จัดการเจ้าสิ่งนั้นเรียบร้อยแล้วใช่ไหม” อู่ฮุ่ยฮุ่ยก็พูด เช่นกัน

 

แต่ผมกลับส่ายหัว “ ยังเลย เจ้าสิ่งนั้นไม่ออกมาปรากฏตัว แต่พวกเรามั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่าที่นี่คือบ้านผีสิง ก่อนหน้านี้ที่พวกคุณเกิดอุบัติเหตุแบบเดียวกัน มันก็ไม่ใช่อุบัติเหตุ

 

“ อร๊าย! งั้น งั้นพวกเราจะทํายังไงดี ! ”

 

“ ผู้ผู้กํากับจาง พวกเรา พวกเราเปลี่ยนที่ถ่ายทําเถอะ ! ฉัน ฉันยังไม่อยากตาย !”

 

“……”

 

“ จะโวยวายทําไม ฟังซิว่าท่านนักพรตติงจะพูดอะไร !” ผู้กํากับจางโมโห เขารีบพูดปรามทีมงานทันที

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พูดต่อ “ คืนนี้พวก คุณไปพักข้างนอก ผมสองคนจะเฝ้าอยู่ที่นี่ พอถึงพรุ่งนี้เช้า พวกคุณค่อยเข้ามาใหม่ ! ”

 

ไม่รอให้ผู้กํากับจางตอบกลับ ทันใดนั้นนักแสดงใจกล้าที่อยู่ข้างๆก็พยักหน้ารับ และรีบพูด “ได้ได้ได้ !” ออกมาไม่หยุด

 

ท่าทางแบบนั้น เขาคงแทบรอที่จะออกไปจากที่นี่ไม่ไหว

 

หลังจากนั้น ผู้กํากับจางก็เรียกให้รถมารับ เพื่อเข้าไปพักที่โรงแรมในเมืองชั่วคราว

 

ระหว่างนี้ ผมยังถามสถานการณ์ของคฤหาสน์หลังนี้จากผู้กํากับจางอีกหน่อย

 

แต่ผู้กํากับเองก็ไม่ค่อยมั่นใจ เขาบอกแค่ว่า ตอนนั้นคนที่แนะนําคฤหาสน์หลังนี้ให้เขาเสนอราคาเช่าถูกมาก บอกว่าเจ้าของคฤหาสน์ย้ายไปอยู่ที่อื่นแล้ว

 

ถ้าพูดถึงราคาขาย ราคาของที่นี่ก็ยิ่งดีกว่าเดิม มันต่ำกว่า ราคาตลาดถึง 30%

 

ส่วนเรื่องอื่นนั้น ผู้กํากับจางก็ไม่รู้เหมือนกัน

 

เมื่อเห็นผู้กํากับจางไม่มั่นใจ ผมก็ไม่ถามต่อ และผมยังพูดคุยเรื่องทั่วไปกับพวกเขาอีกนิดหน่อย

 

บอกให้พวกเขาสบายใจได้ เพราะคนกับผีต่างกัน

 

ขอแค่ไม่ไปทําให้พวกเขาโกรธ ไม่ทําเรื่องต้องห้าม ก็ไม่มีเรื่องอะไรแล้ว…

 

หลังจากนั้นประมาณห้าโมงเย็น รถก็มาถึง

 

ทีมงาน 20 กว่าชีวิตเห็นรถมาถึงแล้ว คนส่วนใหญ่ก็แทบอดใจรอไม่ไหว พวกเขารีบกระโดดขึ้นรถทันที

 

แต่อู่ฮุ่ยฮุ่ยมีท่าทางลังเลเล็กน้อย เธอหันมาและตะโกนบอกผมกับหยางเฉ่วให้ระวังตัวไม่หยุด

 

ผมกลับยิ้มให้เธอเล็กน้อย บอกให้เธอรอโทรศัพท์จากผม

 

หลังจากส่งทีมงานทุกคนขึ้นรถ ที่คฤหาสน์ก็เหลือเพียง ผมและหยางเฉ่ว

 

ในคฤหาสน์หลังนี้มีทุกอย่าง แม้แต่เสาอากาศรับสัญญาณแบบระบบปิดก็ยังมี

 

เนื่องจากไม่มีอะไรทํา ผมสองคนจึงต้มบะหมี่กึ่งสําเร็จรูปหนึ่งชาม ปัดตูดนั่งดูทีวีในบ้านผี เฝ้ารอเจ้าพวกนั้นอย่างเงียบๆ……

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset