ศพ – ตอนที่ 195 ต่างถิ่น

 

ตอนที่ 195 ต่างถิ่น

 

การที่สิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในบ้านหลังนี้ กล้าออกมาเคลื่อนไหวอีกครั้ง หรือแม้แต่ฆ่าคนตายไปสองศพแล้ว ก็ไม่ใช่เพราะต้องการไล่คนออกไปเหรอ

ตอนนี้ผมและหยางเฉ่วนั่งรอพวกมันอย่างใจจดใจจ่อ ผมไม่เชื่อว่าพวกมันจะไม่ออกมา

 

หลังจากกินมาม่าเสร็จ พวกเราก็ดูละครวังต้องห้ามที่กําลังดังในช่วงนี้อีกพักหนึ่ง ผมคิดว่ามันน่าเบื่อมาก แต่หยางเฉ่วกลับเพลิดเพลินมาก เธอยังพ่นคําด่าฮองเฮาหัวโบราณ นางสนมอสรพิษและอีกมากมายออกมา

 

แต่ผมกลับไม่สนใจ พวกละครทีวีเลยสักนิด

 

ส่วนใหญ่ก็มีแต่พวกผู้หญิงแย่งผู้ชายคนเดียว ผมไม่เห็นว่ามันจะน่าสนใจตรงไหน

 

ขณะที่ดูละคร ผมก็ได้กลิ่นธูปอ่อนๆ มันหอมมาก แต่ผมก็ไม่ได้สนใจ

 

แต่ผ่านไปไม่นาน ผมกลับรู้สึกอยากนอน

 

เมื่อมองดูเวลา ก็พบว่าตอนนี้เพิ่งสองทุ่มเท่านั้น ฟ้าเพิ่งมืดได้ไม่นาน

 

เวลายังไม่ดึกมาก รอบๆก็ค่อนข้างเงียบ และยังไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ผมจึงคิดว่าเจ้าพวกนั้นคงยังไม่ออกมาปรากฏตัวเร็วขนาดนี้

 

ดังนั้น ผมจึงหันไปพูดกับหยางเฉ่วว่า “ หยางเฉ่ว เธอ คอยระวังหน่อยนะ ! ฉันจะหลับสักหน่อย ! ”

 

หยางเฉ่วกลอกตา เธออดไม่ได้ที่บ่นออกมา ขี้เกียจสันหลังยาว ! แม้แต่บ้านผีก็ยังนอนลง

 

ผมไม่อยากพูดออกไปเท่าไหร่ เธอดูละครทีวีน่าเบื่อแบบนั้น ฉันไม่นอนแล้วจะทําอะไรละ

 

หยางเฉ่วเห็นผมทําหน้าตาหดหู เธอจึงพูดออกมาอีกครั้ง “ โอเคโอเค ! นายนอนไปเถอะ ! เดี๋ยวฉันปลุกเอง !”

 

หลังจากพูดจบ หยางเฉ่วก็หันกลับไปดูละคนที่วีของเธอต่อ

 

ผมเองก็ไม่ได้สนใจ เริ่มล้มตัวลงนอนบนโซฟาทันที

 

แต่เมื่อเกิดเรื่องไม่คาดคิดขึ้น ขณะที่ผมนอนหลับ ดังนั้นผมจึงแปะยันต์ไว้ที่หน้าผากของตัวเองหนึ่งแผ่น

 

ทําแบบนี้แล้ว ผมจะได้ไม่ต้องกลัวว่าเจ้าพวกนั้นจะแอบมาทําร้าย

 

ถ้าเป็นเมื่อก่อน อย่าว่าแต่นอนหลับในบ้านผีเลย ผมจะต้องกลัวจนตัวสั่น ไม่มีอารมณ์นอนหลับอย่างแน่นอน

 

แต่ตอนนี้ ผมกลับง่วงจนลืมตาไม่ขึ้น ผมเพิ่งล้มตัวนอนได้ไม่นาน ทันใดนั้นผมก็หลับไปอย่างรวดเร็ว

 

ตอนนอนผมรู้สึกสบายมาก ไม่รู้ว่าเวลาผ่านไปนานเท่าไหร่ และแล้วผมก็เริ่มรู้สึกว่ามีสายลมอันหนาวเย็นพัดเข้ามา มันหนาวมาก

 

ตัวผมถึงกับสั่นสองสามครั้ง และตื่นขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว

 

แต่หลังจากที่ผมลืมตาขึ้น กลับพบว่ารอบๆตัวมืดมิด

 

ผมยังคิดว่าหยางเฉ่วคงปิดไฟ จึงค่อยๆลุกขึ้นนั่ง แต่ทันใดนั้นผมกลับพบว่าตัวเองนั่งอยู่บนดิน และพื้นดินแห่งนั้นยังเต็มไปด้วยใบไม้

 

ผมรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ผมไม่ได้นอนอยู่บนโซฟาเหรอ แล้วทําไมที่พื้นถึงมีใบไม้เยอะขนาดนี้ และยังค่อนข้างมีกลิ่นเหม็นอับอีก

 

ผมขยี้ตาตัวเอง รู้สึกว่าเรื่องนี้เริ่มแปลกแล้ว หลังจากนั้นผมก็หันไปสํารวจรอบๆทันที

 

จนกระทั่งตอนนี้ ผมเพิ่งรู้ว่าเรื่องนี้มันน่าขนลุกแล้ว 

 

ผมพบว่ารอบๆของตัวเอง ไม่ใช่คฤหาสน์หลังนั้นอีกต่อไป แต่เป็นป่าที่ผมไม่เคยเห็นมาก่อน

 

ใช่แล้ว นี่ก็คือป่ารกร้างว่างเปล่าผืนหนึ่ง

 

ผมกวาดสายตามองรอบๆ ผมเห็นพุ่มไม้และต้นไม้ที่ซ้อนสลับกันไปมา เมื่อผมเงยหน้ามองผ่านช่องว่างของกิ่งไม้ ยังสามารถมองเห็นเศษเสี้ยวของดวงจันทร์

 

เมื่อเห็นสิ่งนี้ ในสมองของผมก็มีเสียงดัง “ ตูม ” ราวกับมีฟ้าผ่าลงมาตอนกลางวันแสกๆ

 

หลังผมชาไปครึ่งหนึ่ง ผมนอนอยู่ที่โซฟาดีๆ ทําไมตอนนี้ถึงได้ว่านอนกลางป่าได้ละ

 

นี่มันเรื่องอะไรกัน หยางเฉ่วอยู่ที่ไหน

 

และอีกอย่าง ยันต์ที่แปะบนหน้าผากของผมหายไปได้ยัง

 

ความคิดแรกบอกผมว่าตัวเองกําลังฝันอยู่รึป่าว เพราะผมไม่สังเกตเห็นอะไรก่อนหน้านี้เลยสักนิด

 

ดังนั้นผมจึงหยิกตัวเองแรงๆ แต่ผมก็ต้องพบความเจ็บปวด

 

บ้าเอ้ย ! นี่มันไม่ใช่ความฝัน นี่เป็นเรื่องจริง

 

ระหว่างที่ผมไม่รู้สึกตัว จู่ๆก็มาปรากฏตัวกลางป่า ช่วงเวลานั้นมันเกิดอะไรขึ้น ฉันไปเจอตัวอะไรมา ตอนนี้ผมไม่รู้อะไรทั้งสิ้น

 

สัญชาตญาณของคนปราบสิ่งชั่วร้ายบอกว่า ผมกําลังเจอกับอันตราย ถึงจะไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ผมแน่ใจว่านี่ไม่ใช่เรื่องดี

 

ผมไม่มัวคิดมาก เตรียมหยิบน้ำตาวัวออกมาเปิดตาทันที

 

แต่ในตอนนั้นเองผมกลับพบว่า บนร่างกายว่างเปล่าไม่มีอะไรติดตัวเลยสักชิ้น อย่าว่าแต่ขวดน้ำตาวัวเลย แม้แต่ยันต์สักแผ่นผมก็ไม่มี

 

ผมขมวดคิ้วแน่น พูดในใจว่าแย่แล้ว !

 

ผมหันไปมองรอบๆอีกครั้ง ทันใดนั้นก็ตะโกนออกมาทันที “ หยางเฉ่ว ! ”

 

เสียงดังก้อง เต็มไปด้วยความร้อนรน

 

แต่รอบๆที่ว่างเปล่า กลับไม่มีเสียงใครตอบกลับผมสักคน

 

ผมกัดฟันกรอด ในใจเริ่มตื่นตระหนก ผมเริ่มวิ่งไปข้างหน้าสองสามก้าว จากนั้นก็ตะโกนออกมาอีกครั้ง “ หยางเฉ่ว…”

 

แต่ครั้งนี้คนที่ตอบกลับไม่ใช่หยางเฉ่ว แต่เป็นเสียงที่เยือกเย็นและแปลกประหลาดของผู้หญิงคนหนึ่ง “ เลิกตะโกนได้ แล้ว เธอตายแล้ว !”

 

แม้นี่จะเป็นเสียงของคนแปลกหน้า แต่หลังจากที่ผมได้ยินคําพูดของเธอ ในใจกลับช็อกไปในทันที

 

สีหน้าของผมเปลี่ยนไปอย่างมาก เผยสีหน้าที่หวาดกลัวออกมา “ ใคร เธอพูดอะไร”

 

ผมไม่กล้าเชื่อ แต่สัญชาตญาณบอกผมว่า สถานที่ที่ผมอยู่ตอนนี้เลวร้ายมาก

 

“ นายออยากเห็นฉันไหม ” เสียงของผู้หญิงคนนั้นดังขึ้นมาอีกครั้ง

 

“ ถ้ากล้าก็ออกมา ! ” ผมพ่นลมหายใจ คอยระวังตัวตลอดเวลา ขับเคลื่อนจักระ เดินพลังในร่างกาย 

 

แต่สิ่งที่ตอบกลับมา คือเสียงหัวเราะที่น่าขนลุก “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” …

 

ดูเหมือนเสียงนี้จะดังก้องไปทั่วป่า ผมไม่สามารถรู้ได้เลยว่าต้นเสียงมาจากไหน

 

เสียงหัวเราะนี้ ทําให้ผมรู้สึกทรมานใจ บวกกับไม่มีน้ำตาวัวให้เปิดตา จึงทําให้ผมไม่สามารถเห็นอีกฝ่ายได้

 

ในใจของผมกําลังร้อนรน แต่อาจารย์เคยบอกผมว่า ยิ่งอันตรายเท่าไหร่ ผมก็ต้องยิ่งสงบเท่านั้น

 

ในเมื่อเป็นแบบนี้ ก็มีโอกาสที่ผมจะต้องเจอกับเรื่องอันตราย

 

ผมกัดริมฝีปากอย่างแรง จนทําให้มีเลือดไหลออกมาไม่น้อย

 

ขณะฟังเสียงหัวเราะของผู้หญิงคนนั้น มันก็ทําให้ผมรู้ว่าเธอไม่คิดจะใช้ความรุนแรงอะไรขนาดนั้น เธอไม่ได้โจมตี นี่เป็นเพียงการเล่นสงครามเย็นกับจิตใจของผม

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ สงบจิตใจของตัวเองสักพัก จากนั้นก็หันไปพูดกับรอบๆว่า “ เธอเอาตัวฉันมาไว้ที่นี่ใช่ไหม ! อย่าให้ฉันจับเธอได้นะ เธอเสร็จฉันแน่ ! ”

 

ในใจของผมกําลังหวาดกลัว แต่ผมกลับไม่แสดงท่าทางหวาดกลัวออกมาเลยสักนิด

 

ผมจะแพ้ ด้านจิตใจไม่ได้เด็ดขาด

 

แต่เสียงของผมเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นเสียงหัวเราะที่ตั้งอยู่รอบๆ ก็เงียบลง

 

ทันใดนั้น ไม่ไกลจากข้างหลังผม ก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ งั้นเหรอ แต่ฉันกลัวว่านายคงไม่มีโอกาสนั้น !”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ ผมก็หันกลับอย่างรวดเร็ว

 

เมื่อหันไปมอง ผมก็เห็นว่าบนหินที่อยู่ห่างออกไป มีผู้หญิงชุดขาวยืนอยู่

 

เหตุผลที่ทําให้ผมหวาดกลัวคือ ใบหน้าของผู้หญิงคนนั้น เหมือนกับถูกไฟเผา

 

ผิวหนังติดกัน ไม่มีจมูกและริมฝีปากล่าง และหู ตา จมูก ปาก คิ้วของเธอยังผิดเพี้ยน สภาพของเธอดูน่าสยดสยองมาก

 

แต่ผมกลับมองผ่านเอกลักษณ์เฉพาะตัว จนบอกได้ว่านี่เป็นผู้หญิงคนหนึ่ง

 

เมื่อเห็นสภาพของอีกฝ่าย ม่านตาของผมก็ขยายใหญ่ ถอยไปข้างหลังอย่างไม่รู้ตัว

 

เมื่ออีกฝ่ายเห็นท่าทางของผม เธอก็หัวเราะอย่างน่าขนลุก “ หน้าของฉัน สวยไหม ”

 

แม้ว่าใบหน้านี้จะทําให้ “ คนตกใจ ” อยู่บ้าง แต่ผมใช้ชีวิตกับคนตายมาตั้งแต่เด็ก เคยเห็นศพสภาพน่าสยดสยองมามากทีเดียว

 

ตอนนี้ผมจึงค่อยๆได้สติ ผมไม่พูดจาอ้อมค้อม พูดกับเธอตรงๆว่า “ เธอพาฉันมาที่นี่ทําไม”

 

แต่ผีผู้หญิงคนนั้นกลับแสยะยิ้ม “ หลายปีมานี้ฉันใช้ชีวิตอย่างทุกข์ทรมาน นายหน้าตาพอดูได้ เลยอยากให้นายมาอยู่กับฉัน ! เป็นน้องสาวของฉัน ที่นี่ เป็นสถานที่ที่ฉันเลือกให้นายฆ่าตัวตายด้วยตัวเองเลยนะ…….”

 

เสียงของผีผู้หญิงเพิ่งเงียบลง “ พรึบ ” ทันใดนั้นผ้าไหมสีขาวผืนหนึ่ง ก็ตกลงมาตรงหน้าของผม

 

เมื่อเห็นผ้าไหมสีขาวถูกผูกไว้ด้านบน สีหน้าของผมก็เปลี่ยนไปทันที ผมรีบถอยหลังไปหลายก้าว

 

ฮ่าๆ ล้อเล่นบ้าบออะไร

คิดจะให้ฉันฆ่าตัวตายงั้นเหรอ ให้ฉันไปติดตามผีผู้หญิงน่ารังเกียจแบบแกเนี่ยนะ แถมยังบอกว่าให้ไปเป็นเป็นน้องสาวอีก ฮึฝันไปเถอะยัยผีบ้า !

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset