ศพ – ตอนที่ 220 เย่เฟิง

 

ตอนที่ 220 เย่เฟิง

 

เมื่อได้ยินคําพูดของมู่หลงเหยียน ผมก็งงทันที

 

เธอบอกว่าผมเป็นผู้ชายต่ำช้า มู่หลงเหยียนยกความผิดทุกอย่างมาให้ผมงั้นซิ

 

ผมละอยากจะเถียงกลับจริงๆ มันไม่ใช่ว่าเธอบังคับฉันเองเหรอ ถ้าไม่ใช่เพราะเธอทรมานฉัน ทั้งตีทั้งบีบ ฉันจะทําแบบนี้เหรอฮะ

 

แต่สุดท้ายผมก็ไม่ได้พูดออกมา เพราะเมื่อกี้รีบร้อนไปหน่อย จนเกือบได้กินตับของยัยนี้แล้ว ผมจึงตกเป็นฝ่ายเอาเปรียบเธออยู่ดี

 

มู่หลงเหยียนเห็นผมไม่พูดอะไร เธอจึงบ่นขึ้นมาอีกครั้ง “ ต่อไปฉันจะไปคิดบัญชีกับนายอีกที แต่ตอนนี้นายต้องถือไก่เหลืองออกไปรับแขกกับฉันก่อน พอแขกมาถึง นายแค่แสดงละครกับฉันให้ดีๆก็พอแล้ว !”

 

“ แสดงละคร แสดงละครอะไร” ผมพูดด้วยความสงสัย

 

เมื่อมู่หลงเหยียนได้ยิน เธอก็โมโหนิดหน่อย “ ยังจําเรื่องที่ฉันบอกนายครั้งที่แล้วได้ไหม วันนี้เขามาแล้วและเป็นคนที่มีอํานาจคนหนึ่งด้วย ”

 

เรื่องที่บอกเมื่อครั้งที่แล้วงั้นเหรอ ผมเงียบไปพักหนึ่ง ครั้งที่แล้วที่มาที่นี่ เป็นงานวันเกิดอายุครบ 300 ปีของมู่หลงเหยียน

 

ตอนนั้นมู่หลงเหยียนกับผมแสดงละครเป็น “ คู่รักกัน” นั่นก็เพื่อทําให้แขกในงาน และคนที่ตามตื้อเธอหลงเชื่อด้วย

 

และหนึ่งในคนที่มาตามตื้อเธอ ยังเป็นคนที่มีหน้ามีตามาก น่าจะเป็นคนค่อนข้างมีอํานาจ มู่หลงเหยียนไม่สามารถแหย่เขาได้ และทําให้ไม่พอใจไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นตอน นั้นเธอจึงให้ผมออกไปแสดงเป็นคนรัก

 

ส่วนเรื่องที่เหลือ ผมเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ

 

แต่สิ่งที่มู่หลงเหยียนพูด ก็น่าจะหมายถึงเรื่องนี้มั้ง

 

เมื่อคิดถึงตรงนี้ ผมก็พยักหน้าให้มู่หลงเหยียนเล็กน้อย “ จําได้ ครั้งนี้แขกของเธอก็คือคนที่มีอํานาจมหาศาลนั้นเหรอ”

 

“ อือ ! เป็นเพราะยัยโจวหยุนปากปลาร้านั้นแหละ พูดจามั่วชั่ว บอกว่านายกับฉันไม่ได้เป็นอะไรกัน พอข่าวแพร่ออกไป ตอนนี้เขาเลยมาบุกถึงบ้าน แต่พวกเราจะทําให้เขาไม่พอใจไม่ได้ และในระยะเวลา 3 ปีนี้ ฉันก็ยังต้องพึ่งพาอํานาจนี้ เรียกได้ว่าขาดไม่ได้เลยละ ” มู่หลงเหยียนอธิบาย เธอระบายเรื่องทุกข์ใจออกมา

 

แม้โจวหยุนจะพูดถูก พวกเราไม่ได้เป็นอะไรกันจริงๆ เป็นเพียงแค่คู่สามีภรรยาจอมปลอม และยังไม่ใช่สามีภรรยาที่รักกันด้วยซ้ำ

 

แต่งานแบบนี้ ผมกลับเต็มใจช่วยมู่หลงเหยียน

 

มู่หลงเหยียนเห็นผมไม่พูดจา เธอจึงพูดออกมาอีกครั้ง 4 เจ้ากาก นายห้ามแสดงพิรุธเด็ดขาดนะ ไม่อย่างนั้นฉันจะทําให้นายกินไม่อิ่มนอนไม่หลับแน่ !”

 

เมื่อได้ยินมู่หลงเหยียนขู่ ผมก็หน้าทิ้งทันที ผมแตะต้องยัยผีเมียนี้ไม่ได้จริงๆ

 

แต่เมื่อลองคิดอีกแบบหนึ่ง ผมก็อยากรู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร มาจากไหนกันแน่

 

ถึงทําให้มู่หลงเหยียนกลัวได้ขนาดนี้ เธอถึงกับคิดวิธีแบบนี้ออกมา บอกให้ผมไปเป็นโล่ให้เธอ

 

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยไร้สาระ ผมตอบกลับพร้อมกับสีหน้าเรียบนิ่ง “ วางใจได้ ! ฉันจะร่วมมือกับเธออย่างดี !” 

 

“ งั้นก็ดี ! ตอนนี้พวกเราออกไปกันเถอะ !” หลังจากพูดจบ มู่หลงเหยียนก็เก็บกล่องไม้ หลังจากนั้นก็เดินตรงไปที่ประตู

 

ผมไม่ได้อยู่นิ่ง เดินตามมู่หลงเหยียนออกไปเช่นกัน

 

พวกเราเพิ่งออกจากห้อง ทันใดนั้นก็เห็นยายโม่ กําลังมองพวกเราด้วยรอยยิ้ม เธอตะโกนมาทางพวกเราเบาๆ “ คุณหนู คุณผู้ชาย ! แขกมาถึงแล้วเจ้าค่ะ !…”

 

มู่หลงเหยียนพยักหน้ารับ “ คนของตระกูลเย่มาถึงแล้ว พวกเราเองก็เข้าไปกันเถอะ !”

 

ขณะที่พูด ทุกคนก็เริ่มเดินออกไปข้างนอกสวนหย่อม

 

ผมเดินอยู่ข้างๆมู่หลงเหยียน ในมือถือไก่เหลืองและไม่ได้พูดอะไรออกมา พวกเรากําลังเดินไปที่ห้องโถ่งกลาง

 

บ้านผีหลังนี้ใหญ่มาก พวกเราเดินผ่านระเบียงทางเดินถึงสองเส้น สุดท้ายก็มาถึงบริเวณห้องโถ่งที่แขกรออยู่ 

 

พวกเราเพิ่งเข้ามาในลานบ้าน ทันใดนั้นผมก็เห็นด้านในมีใครหลายคนยืนอยู่

 

คนพวกนี้ล้วนแต่มีสีหน้าเรียบนิ่ง สวมใส่ชุดสีดํา ที่เอวมีดาบคาดไว้ ทุกคนต่างยืนนิ่งอยู่ขนาบข้างของสวนหย่อม จนเรียกได้ว่านิ่งอย่างกับท่อนไม้

 

แต่ตอนนี้ผมใช้ตาสวรรค์มอง ผมเห็นชัดมาก คนชุดดําพวกนี้ไม่ใช่คน และไม่ใช่หุ่นกระดาษ พวกเขาคือวิญญาณ

 

และในห้องโถ่ง กลับมีชายชุดขาวคนหนึ่งยืนอยู่

 

ผู้ชายคนนั้นหันหลังให้กับพวกเรา ในมือถือพัดสีขาว ตอนนี้กําลังพัดไปมา ท่าทางเหมือนกับคุณชายในสมัยก่อนไม่มีผิด

 

เมื่อมู่หลงเหยียนเห็นสิ่งนี้ เธอก็พูดกับผมว่า “ เขานั่นแหละ ที่เป็นนักรบวิญญาณหนึ่งในห้าของโลก เย่เฟิง !”

 

วงการของมู่หลงเหยียนก็มีแต่ผี ไม่ว่าจะเป็นแขกที่หุบเขาสามแห่งภูเขาห้าลูกก็ล้วนเป็นวิญญาณทั้งนั้น

 

ในฐานะที่ผมเป็นคน จะเข้าใจนักรบวิญญาณอันดับที่ห้าได้ยังไง ยิ่งไปกว่านั้นผมยังไม่รู้จักเย่เฟิงอะไรนี้ด้วย

 

แต่เมื่อพูดถึงเจ้าเด็กนี้ หัวใจของผมก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโมโหขึ้นมา

 

เมื่อคิดว่าของของตัวเองกําลังโดนคนอื่นจ้องอยู่ใจของ ผมก็รู้สึกแปลกๆ

ไม่ว่าจะพูดยังไง ผมและมู่หลงเหยียนก็แต่งงานกันแล้ว ตอนนี้มู่หลงเหยียนเป็นภรรยาของผม

 

แต่เจ้าเด็กนี้ รู้ทั้งรู้ว่าพวกเราแต่งงานแล้ว มันยังหน้าด้านมาหาเรื่องถึงที่ จึงเป็นธรรมดาที่จะทําให้ผมรู้สึกรังเกียจ

 

หัวใจผมเต้นแรง และไม่สนใจชายชุดดําที่อยู่รอบข้าง ผมใช้มือคว้าเอวมู่หลงเหยียนมาโอบไว้ทันที

 

เอวของเธอบางมาก จึงทําให้ผมเพลิดเพลินกับสัมผัสที่มือ

 

แต่มู่หลงเหยียนกลับตกใจ ก่อนหน้านี้เธอถูกจู่โจมมาก่อน ตอนนี้ยังถูกโอบเอวเอาไว้อีก มันจึงทําให้เธอทําตัวไม่ค่อย

 

“ นายทําอะไร ” มู่หลงเหยียนแสดงสีหน้าตกตะลึง และยังพลั้งปากพูดออกมา

 

แต่เย่เฟิงอยู่ข้างใน ข้างๆยังมีพวกผีชุดดํายืนอยู่ ดังนั้นเธอจึงแสดงท่าที่ออกมาไม่ได้มากนัก และตอนนี้เธอยังไม่สามารถหลุดพ้นจากมือหนาๆของผมได้

 

ผมแสดงสีหน้าเคร่งขรึม “ อย่าขยับ ไม่อยากแสดงละครแล้วเหรอ มันต้องแสดงให้เป็นธรรมชาติและถึงพริกถึงขิงหน่อยไง !”

 

หลังจากพูดจบ ผมก็ไม่รู้ว่าตัวเองเอาความกล้ามาจากไหน ทันใดนั้นผมก็เปลี่ยนเป็นคนใจกล้าหน้าด้าน ออกแรงที่มือ ดึงมู่หลงเหยียนและตัวผมให้เข้ามาใกล้กันอีกหน่อย 

 

มู่หลงเหยียนทั้งตกใจและโมโห แต่เธอทําอะไรไม่ได้ต้องทําตามน้ำเท่านั้น

 

แต่ในจิตใต้สํานึกของผมกลับไม่มีความคิดอื่นอีก นอกจากอยากทําให้เจ้าผีเย่เฟิงตนนี้ออกไป

 

ผมจับมู่หลงเหยียนเอาไว้ แล้วเดินต่อไปข้างหน้าเรื่อยๆ

 

เมื่อเข้ามาใกล้ห้องโถ่ง จู่ๆมู่หลงเหยียนก็พูดว่า “ คุณชายเย่รอนานแล้วใช่ไหมคะ !”

 

ตอนนี้น้ำเสียงของมู่หลงเหยียนนุ่มนวลมาก เห็นได้ชัดว่า เธอเป็นผู้หญิงที่อ่อนโยนและใจดี ไม่เหมือนผู้หญิงขี้โมโหที่อยู่กับผมเมื่อกี้เลยสักนิด ราวกับเธอเปลี่ยนไปเป็นคนละคน

 

แต่เสียงของเธอเพิ่งเงียบลง ทันใดนั้นผู้ชายที่ถือพัดขาว ก็หมุนตัว เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริง

 

แต่ ตอนที่ผมมองเห็นใบหน้าของอีกฝ่ายอย่างชัดเจน ร่างกายของผมก็แข็งที่อ จนอีกนิดเดียวก็แทบจะร้องตะโกน อกมาแล้ว

 

ตอนเห็นข้างหลัง เขาเป็นคนตัวสูง ในมือถือพัดขาว ที่เอวมีจี้หยกห้อยอยู่

 

แต่สิ่งที่ทําให้คนต้องประทับใจก็คือ นี่จะต้องเป็นผู้ชายที่หล่อเหลา หรืออาจไม่ต่างอะไรกับคุณชายผู้สง่างามเลยก็ได้

 

แต่สิ่งที่ผมคิดไม่ถึงคือ วินาทีที่ผู้ชายคนนั้นหันมา ผมกลับเห็นกระโหลก

 

ไม่ผิดแน่ มันคือกระโหลกจริงๆ

 

ผู้ชายคนนี้ชื่อว่าเย่เฟิง เขาไม่มีใบหน้าของมนุษย์ แต่เป็นกระโหลกสีขาว

 

ในกระโหลกอันนั้น ยังมีลูกตาสีเขียวเคลื่อนไหวไปมา แต่ส่วนอื่นๆกลับเป็นโครงกระดูกสีขาวทั่วๆไป

 

ดวงตาของผมเบิกกว้าง แสดงสีหน้าตกตะลึง การหายใจของผมเริ่มเร็วขึ้นทันที

 

เหมือนลูกตาสีเขียวที่อยู่ในกระโหลกกําลังมองต่ำ มองมือของผมที่โอบเอวของมู่หลงเหยียนเอาไว้

 

แต่เขากลับไม่ทําอะไร เพียงอ้าปาก พูดออกมา เหมือนคนปกติ “ คารวะแม่นางมู่หลง คนที่โอบเอวอยู่คงเป็นสามีของแม่นางมู่หลงซินะ”

 

เสียงของเขาค่อนข้างน่าหลงไหล แต่ด้วยสภาพแบบนี้ ผมจึงไม่กล้าชมเขาจริงๆ

 

มู่หลงเหยียนพยักหน้าพร้อมกับรอยยิ้ม ถือว่าเขาตาถึง

 

ผมกลืนน้ำลาย สงบจิตใจของตัวเอง หลังจากนั้นก็ปล่อยมือจากเอวของมู่หลงเหยียน “ ข้าน้อยติงฝาน เคยได้ยินชื่อเสียงของท่าน เลื่อมใสในตัวท่านมานาน เชิญนั่งก่อน ครับ !”

 

การต้องพูดกับโครงกระดูกแบบนี้ ไม่รนคงเป็นไปไม่ได้ แต่ผมกลับพยายามเลียนแบบคําพูดในทีวี ใช้วิธีพูดเหมือนคนโบราณ

 

ผมพยายามทําตัวให้สงบ ไม่เผยให้เห็นพิรุธได้ง่ายๆ 

 

เห็นได้ชัดว่าผู้ชายคนนี้แกล้งทําเป็นคนดี เขาไม่ได้มีเจตนาดีเลยสักนิด

 

โครงกระดูกหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” ออกมา จากนั้นก็นั่งลงทันที

 

ตอนนี้ผมและมู่หลงเหยียน ก็นั่งตัวตรง

 

ในเวลาเดียวกัน โครงกระดูกก็พูดออกมาอีกครั้ง “ ข้าน้อยมาที่นี้ด้วยตัวเอง ดังนั้นจะไม่ขอพูดจาอ้อมค้อม ข้าน้อยมาเยี่ยมอย่างกระทันหัน เลยไม่ได้นําของขวัญอะไรมาให้ ตอนนี้ข้ามีหญ้าจื่อหยินอยู่หนึ่งต้น หวังว่าแม่นางมู่หลงกับพี่ติงจะรับไว้ ! และผมยังหวังว่าทั้งสองท่านจะตอบตกลงผมเรื่องหนึ่งด้วย”

 

ขณะที่พูด เขาก็โบกมือ เรียกชายชุดดําให้นํากล่องหนึ่งใบเข้ามา

 

หญ้าจื่อหยินอะไรกัน ผมไม่เคยได้ยินมาก่อน

 

แต่มู่หลงเหยียนที่อยู่ข้างๆ กลับแสดงสีหน้าตกใจ “ หญ้า หญ้าจื่อหยิน…”

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset