ศพ – ตอนที่ 224 เถียงกัน

ตอนที่ 224 เถียงกัน

 

เมื่อเห็นฉากนี้ หน้าผมก็อดไม่ได้ที่จะกระตุกถึงสองสามครั้ง

 

เมื่อคิดถึงตอนที่ผีน้ําจะมาเอาชีวิตผม เขาก็กัดไก่แบบนี้เป๊ะ ไม่ว่าจะมองยังไงผมก็คิดว่ามันเป็นเรื่องโหดร้าย

 

แต่มู่หลงเหยียนที่อยู่ข้างๆเห็นผมแสดงท่าทางผิดปกติ เธอจึงใช้ข้อศอกกระแทกผม จากนั้นยังถลึงตาใส่ผม

 

ตอนนี้ผมถึงได้สติ ผมสลัดอาการตกใจออกไป

 

เมื่อลองคิดดูให้ดี เธอก็ไม่ได้ทําอะไรผิด

 

นางพญาจิ้งจอกคือจิ้งจอก จิ้งจอกกินไก่ก็เป็นแบบนี้ จะไปเหมือนคน ที่มักใช้ตะเกียบคีบไก่ได้ยังไง

 

ผมสูดหายใจเข้าลึกๆ พยายามทําให้ตัวเองสงบลง ไม่อย่างนั้นผมอาจต้องเสียหน้าได้

 

การกระทําของนางพญาจิ้งจอกเร็วมาก ผ่านไปไม่นาน เธอก็กินพลังชีวิตของไก่หมดแล้ว เมื่อไม่มีพลังเหลือแล้ว

 

นางพญาจิ้งจอกก็ค่อยๆลุกขึ้น เช็ดเลือดที่มุมปาก “ ไม่เลว รสชาติดีจริงๆ ข้าไม่ได้กินไก่ตัวใหญ่แบบนี้มาหลายวันแล้ว”

 

“ เซียนจิ้งจอกชอบก็พอ! วันหน้าเหยียนเอ๋อร์จะเอามาให้เซียนจิ้งจอกกินอีกหลายๆตัว !” มู่หลงเหยียนยิ้มไปพูดไป

 

นางพญาจิ้งจอกมองมู่หลงเหยียน จากนั้นก็พูดว่า “ เจ้าผีน้อยนี่ ว่ามา เรียกข้ามามีเรื่องอะไร!”

 

มู่หลงเหยียนหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” เธอดูขี้เล่นมาก ไม่เหมือนกับยัยขี้โมโหที่ผมรู้จักราวกับคนละคน

 

“ เซียนจิ้งจอก คุณก็รู้สถานการณ์ของฉัน องค์กรตาผีมีอํานาจมหาศาล แถมสามีของฉันและพวกเขายังเป็นศัตรูกัน เวลาที่เหลือของฉันไม่สามารถอยู่ดูแลเขาได้ตลอด ดังนั้น…ดังนั้นฉันอยากให้เขาและคุณชูหม่า…” มู่หลงเหยียนพูดอย่างมีความสุข

 

แต่เมื่อผมได้ยิน สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที

 

มู่หลงเหยียนจะยกผมให้ปีศาจจิ้งจอกชูหมาเหรอ มันจะเป็นไปได้ยังไง

 

อย่างแรก ผมมีอาจารย์อยู่แล้ว และสิ่งที่ผมเลื่อมใส ก็ไม่ใช่เซียนทั้งห้า มีเพียงเซียนสามชิงของลัทธิเต๋าเท่านั้น

 

ตอนนี้จะยกผมให้สัตว์เซียนชูหมาา ผมรับไม่ได้

 

ดังนั้นผมจึงพูดออกมาตรงๆ “ ไม่ได้ ผมเป็นคนของท่านชูหม่าไม่ได้ !”

 

ผลลัพธ์เสียงเพิ่งเงียบลง มู่หลงเหยียนก็หันมาจ้องผมอย่างกับสัตว์ร้าย “ นายหุบปากไปเลย!”

 

มู่หลงเหยียนยังคงดื้อรั้น เธอยังส่งสายตาให้ผมไม่หยุด แต่เรื่องนี้ผมรับไม่ได้จริงๆ

 

“ ไม่ได้ ฉันเป็นคนท่านชูหมาไม่ได้! ฉันมีอาจารย์ที่เป็นคนแล้ว ” ผมพูดตรงๆ

 

นางพญาจิ้งจอกที่อยู่ข้างๆเห็นผมและมู่หลงเหยียนเถียงกัน ในเวลานี้เธอกลับหัวเราะ “ ฮ่าฮ่าฮ่า ” “ เจ้าหนูนี่น่าสนใจดี ถ้าเป็นศิษย์สํานักหูของข้า เจ้าจะได้มีคนสํานักหูคอยดูแลทั่วเขตเขาฉิน ไม่ดีเหรอฮึ ”

 

เมื่อได้ยินนางพญาจิ้งจอกพูดแบบนั้น ผมก็ทํามือคํานับเธอด้วยความเคารพ “ ขอบคุณในความปรารถนาดีของเชียนจิ้งจอก แต่ข้าน้อยได้อาจารย์เลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็ก หากเข้าไปอยู่ในสํานักหูโดยไม่มีเหตุผล มันจะไม่ถือเป็นการอกตัญญต่ออาจารย์ของผมเหรอครับ ”

 

หลังจากนางพญาจิ้งจอกได้ยินถึงตรงนี้ เธอก็พยักหน้าเล็กน้อย “ เจ้าหนูนี้ไม่เลว !”

 

หลังจากพูดจบ เธอก็ไม่มองผม หันไปทางมู่หลงเหยียนทันที “ เหยียนเอ๋อร์ ช่วงนี้ในฝูงจิ้งจอกของข้ากําลังมีจิ้งจอกเฒ่าหลายตัวจะออกจากฝูงพอดี ! แต่เธอกับสามีต้องคุยกันให้ดีก่อน หลังจากตัดสินใจได้แล้วก็บอกข้าอีกที! บนเขายังมีงานค้างอยู่ ถ้าไม่มีเรื่องอะไรแล้ว ข้าขอตัวกลับก่อนนะ !”

 

เมื่อมู่หลงเหยียนได้ยินนางพญาจิ้งจอกพูดแบบนั้น เธอก็พยักหน้าให้เล็กน้อย “ โอเคเซียนจิ้งจอก วันหน้าค่อยมาฉลองกันใหม่ แล้วฉันจะหาของเซ่นไหว้มาให้อีกนะ!

 

นางพญาจิ้งจอกยิ้มอ่อน เธอไม่พูดอะไร เพียงแค่โบกมือ ทันใดนั้นร่างของเธอก็กลายเป็นหมอกสีขาว แล้วจางหายไปจากสายตาพวกเรา

 

หลังจากนางพญาจิ้งจอกหายไป มู่หลงเหยียนก็หันมาอย่างรวดเร็ว

 

เธอทําหน้าตาดุร้าย ดวงตาทั้งสองข้างเหมือนจะพ่นไฟออกมา ท่าทางราวกับกําลังอยากฉีกผมเป็นชิ้นๆ

 

“ เจ้ากาก เจ้าปัญญาอ่อนงี่เง่า ไม่ใช่แค่กาก ยังโง่โคตรๆ นายรู้ไหมถ้าเข้าไปอยู่ในสํานักหูได้มีฝูงจิ้งจอกดูแลมันดีขนาดไหน เมื่อกี้ แค่นายตอบตกลง ก็เข้าไปในบ้านเซียนจิ้งจอกได้แล้ว กลายเป็นศิษย์ของนางพญาจิ้งจอก นายมีโอกาสดีมาก นายรู้ไหม”

 

มู่หลงเหยียนโกรธมาก แต่ครั้งนี้เธอไม่ได้ที่ล็อคแขน หรือทําท่าทางโกรธจัดใส่ผม

 

แต่ผมกลับพูดแบบลวกๆ “ ใครอยากเป็นศิษย์ของจิ้งจอกละ ฉันไม่สน! ”

 

“ ฮึ! เจ้าโง่ สมองมีแต่ขี้เลื่อย ออกไป ฉันไม่อยากเห็นหน้านาย! ” มู่หลงเหยียนเริ่มโมโห หน้าเธอเปลี่ยนเร็วยิ่งกว่าพลิกหน้ากระดาษ

 

ผมไม่เข้าใจพวกผู้หญิง แต่เมื่อเห็นมู่หลงเหยียนโกรธจัด ผมก็รู้สึกเศร้าใจ

 

จะเป็นศิษย์ของสํานักหูรึเปล่า นั่นเป็นเรื่องของผม และผมยังมีอาจารย์อยู่แล้ว เธอยังไม่ได้พูดอะไรเลย จะให้ผมตกลงไปกราบเธอเป็นอาจารย์ได้ยังไง นี่มันไม่เหมาะสม ผมเองก็ไม่อยากทําด้วย

 

ตอนนี้เมื่อเห็นมู่หลงเหยียนกลายเป็นยัยขี้โมโหอีกแล้ว ผมก็ไม่อยากพูดอะไรอีก เพราะเมื่อกี๊ผมพูดชัดเจนแล้ว 

 

ดังนั้นผมจึงมองมู่หลงเหยียน พร้อมฉีกยิ้ม “ โอเค! งั้น ฉันกลับก่อนนะ”

 

หลังจากพูดจบ ผมก็ทําท่าไม่แยแส หมุนตัวเดินออกมาอย่างไม่ลังเล…..

 

ตอนที่ผมกําลังจะเดินออกจากประตู ผมก็รู้สึกว่าตัวเองทําไม่ถูก และเริ่มคิดว่าตัวเองพูดแรงไปหน่อยรึเปล่า

 

เพราะมุ่หลงเหยียนทําเพราะหวังดีกับผม เหมือนกับที่เธอพูด

 

ผมเป็นศัตรูกับองค์กรตาผีชั่วแล้ว ถ้าผมได้รับการดูแลจากพวกจิ้งจอก เรื่องอันตราย ก็อาจลดลงไม่น้อย

 

เมื่อคิดถึงจุดนี้ ผมก็หันกลับไปอย่างช่วยไม่ได้ ผมจะกลับไปพูดกับเธอเรื่องที่ผมหนักใจดีไหมนะ

 

แต่เมื่อหันกลับมาผมกลับพบว่ามู่หลงเหยียนไม่อยู่แล้ว ในบ้านไม่มีใครอยู่สักคน

 

เมื่อเห็นไม่มีคนอยู่ ผมก็ถอนหายใจ ส่ายหัวไปมา และพูดในใจว่าชั่งมันเถอะ!

 

หลังจากนั้น ผมก็ไม่ได้อยู่ต่อ เดินตรงออกมาข้างนอกทันที

 

เมื่อเดินมาถึงประตูบ้าน ผมก็เห็นยายโม่ยืนอยู่

 

ผมจึงทักทายยายโม่ คุยกันอีกแป๊บนึ่ง หลังจากนั้นผมก็เดินออกจากบ้าน

 

หลังจากเดินไปข้างหน้าสักพัก ผมก็หันกลับมามองจวนมู่หลงอีกครั้ง หลังจากนั้นก็เดินตรงเข้าไปในตําบลทันที

 

แม้ว่าคืนนี้ผมจะทะเลาะกับมู่หลงเหยียน แต่ผมก็คิดว่าตัวเองตัดสินใจได้ค่อนข้างดีแล้ว

 

เวลาผ่านไปไวเหมือนโกหก ผมกลับมาถึงตําบลแล้ว มองเห็นร้านอยู่ไกลๆ

 

แต่ในเวลานี้เป็นเวลาตีสองกว่าๆ เมื่อมาถึงประตู ผมกําลังจะเปิดเข้าไป

 

ทันใดนั้นก็พบว่าประตูไม่ได้ล็อค แต่ผมยังไม่ได้เอะใจ ผมเดินเข้าไปตามปกติ

 

แต่ผมเพิ่งเข้ามาในบ้าน ทันใดนั้นตัวผมก็แข็งที่อ แสดงหน้าตาตื่นตกใจ

 

ภายใต้แสงจันทร์ที่ส่องเข้ามาจากหน้าต่าง ผมพบว่าอาจารย์ยังไม่นอน ตอนนี้เขาใส่เสื้อผ้าเรียบร้อย กําลังนั่งอยู่ที่เก้าอี้ของอาจารย์ปู่ แสดงสีหน้าเคร่งเครียด

 

และข้างๆของเขา ยังมีผู้หญิงกําลังร้องไห้อยู่ “ ฮือฮือฮือ

 

เมื่อมองให้ดี ผู้หญิงคนนี้ไม่ใช่ใครอื่น เธอก็คือมู่หลงเหยียน

 

ผมทําหน้าสงสัย ทําไมมู่ลงเหยียนมาอยู่บ้านผมได้ และยังนั่งร้องไห้อยู่หน้าอาจารย์ผมอีก

 

ผมงงสุดๆ หน้าเต็มไปด้วยเครื่องหมายคําถาม ขณะที่ผมกําลังจะพูดออกมา

 

ผลลัพธ์ผมยังไม่ได้พูด ทันใดนั้นเสียงเย็นชาของอาจารย์ก็ดังขึ้น “ ไอ้เด็กเวร แกเก่งแล้วนิ กล้ารังแกเมียตัวเองแล้วเหรอฮะ รีบคุกเข่าลงเดี๋ยวนี้ !”

 

เมื่อได้ยินคําพูดนี้ ผมก็งงทันที

 

นี่มันเรื่องบ้าอะไร ผมไปรังแกเมียเมื่อไหร่กัน

 

แล้วก็นะ มู่หลงเหยียนกําลังทําบ้าอะไร ตอนนี้เธอกําลังทําหน้าเหมือนคนโดนรังแก เธอพูดอะไรให้อาจารย์ฟัง

 

ผมแสดงสีหน้าตะลึง มองไปทางมู่หลงเหยียน

 

แต่ใครจะรู้ว่ามู่หลงเหยียนกลับหลบหลังอาจารย์ เธอแอบหัวเราะใส่ผมอย่างสะใจ.

 

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset