ศพ – ตอนที่ 229 ไฟสองตัวติด

ตอนที่ 229 ไฟสองตัวติด

 

เรื่องทํานายผมไม่เข้าใจ แต่เมื่อเห็นท่านนักพรตตู๋ขมวดคิ้ว สีหน้าเคร่งเครียด ใจของผมก็เริ่มกระวนกระวาย 

 

ผมคิดว่าความฝันของผม คงไม่ใช่เรื่องดีแล้ว ผมเพิ่งคิดถึงตรงนี้ ท่านนักพรตตู๋ยังบอกว่าความฝันนี้ทํานายยาก

 

ผมจึงอดไม่ได้ที่จะเครียด คิดในใจว่ามันอาจเป็นลางร้ายรึป่าว

 

แต่ผมยังไม่ทันได้พูด อาจารย์ที่อยู่ข้างๆกลับพูดกับท่านนักพรตตู๋ว่า “ เหล่าตู๋ ถึงจะทํานายยาก แต่นายก็ทํานายได้ใช่ไหม ! ในเมื่อทํานายได้ นายก็อธิบายให้เสี่ยวฝานฟังซิ ฝันเหมือนกันสี่ครั้ง ฉันว่าคงไม่ใช่เรื่องดีอะไร !”

 

หลังจากท่านนักพรตตูได้ยินอาจารย์พูดแบบนั้น เขาก็พยักหน้าเล็กน้อย “ ได้ งั้นฉันจะลองดู !”

 

หลังจากพูดจบ ท่านนักพรตตู๋ก็แบมือ ใช้นิ้วนับเลข เริ่มคํานวณ

 

การคํานวณด้วยนิ้วเป็นศาสตร์อย่างหนึ่ง เมื่อก่อนผมเคยเห็นในหนังสือของอาจารย์

 

เป็นศาสตร์ที่ใช้คํานวณจากฟ้าดิน วิธีการคํานวณพิเศษของศาสตร์ปากัวและธาตุทั้งห้า ระดับความซับซ้อนเท่ากับโจทย์ในโอลิมปิก และยังต้องคํานวณอีกหลายอย่าง เรียกได้ว่าซับซ้อนสุดๆเลยละ

 

แต่มันก็มีข้อดี คือแม้แต่การทํานายดวงชะตาขนาดใหญ่ ก็ยังต้องใช้ศาสตร์นับนิ้วนี้

 

ตอนเริ่ม ท่านนักพรตตู๋ไม่ได้นับเร็วมากนัก แต่ต่อจากนั้น นิ้วของท่านนักพรตตู๋กลับเริ่มเร็วขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายผมก็เริ่มเห็นนิ้วของท่านนักพรตตู๋บินได้

 

และมันยังไม่จบเท่านี้ สิ่งที่สําคัญที่สุดคือ นับมือเดียวยังไม่พอ ทันใดนั้นท่านนักพรตตู๋ก็ยกมืออีกข้างขึ้นมาคํานวณ

 

ความเร็วอยู่ในระดับน่ากลัว เกรงว่าแม้แต่อาจารย์ทากะคาโต้มาเห็น ก็ยังต้องคารวะ

 

ผมคิดไม่ถึงจริงๆ ในกลุ่มตาเฒ่าสามคน นอกจากท่านนักพรตตู๋จะมีพลังสูงสุดแล้ว เขายังมีความสามารถในการคํานวณขนาดนี้

 

พวกเราไม่กล้าส่งเสียง เพราะกลัวจะไปรบกวน การคํานวณของท่านนักพรตตู๋ ถ้าผิดหนึ่งขั้นขั้นหลังๆก็จะผิดหมด

 

ดูจากภายนอกก็รู้ว่า ท่านนักพรตตู๋กําลังเครียดมาก แม้เขาจะกําลังหลับตา แต่พวกเราก็เห็นเปลือกตาของเขาขยับตลอดเวลา มีเหงื่อไหลซึม ปากยังพูดอะไรสักอย่างไม่หยุด…

 

เรื่องเป็นแบบนี้ ผ่านไป 10 นาทีเต็มๆ ท่านนักพรตตู๋ถึงได้ลืมตา มองมาที่มือทั้งสองข้าง

 

เมื่อเห็นท่านนักพรตตู๋หยุดทํา ดวงตาของพวกเราก็เบิกกว้าง “ ท่านลุงตู๋ ลุงทํานายเสร็จแล้วเหรอครับ”

 

“ เหล่าตู๋ เป็นยังไงบ้าง ” อาจารย์เองก็พูดออกมา

 

ท่านนักพรตตู๋พยักหน้าเล็กน้อย เขาค่อยๆลุกขึ้นยืน จากนั้นก็พูดว่า “ วันเวลามีความฝันแตกต่าง เทพผีมีดีร้าย ความฝันไม่แน่นอน ฝันว่าหมีกางปีกบินไปบนเขา เสี่ยวฝาน เธอได้ไฟติดกันสองตัว ”

 

“ ไฟติดกันสองตัว มันหมายความว่ายังไง ” อาจารย์ถามทันที

 

ดวงตาของผมเบิกกว้าง จ้องท่านนักพรตตู๋ตาไม่กระพริบ

 

ท่านนักพรตตู๋เองก็ไม่ได้ปิดบัง เขาพูดออกมาทันที “ ไฟบนไฟล่างคือไฟสองดวงติดกัน พวกมันอยู่ลําดับที่ 30 ของศาสตร์ปากัว 64 อักขระ รหัสคือ ห้าต่อห้า ไฟเจอกับไฟ ตําแหน่งหลักและตําแหน่งรองต่างมีแต่ไฟ คําทํานายคือไฟ”

 

“ เพราะไฟสองตัวซ้อนกันบนล่าง คําทําลายหลักคือทั้งสองฝ่าย เป็นเหมือนกับไฟที่คอยลุกโชติช่วง คอยให้แสงสว่างแก่กัน ขัดแย้งกัน และพัวพันกันตลอด เมื่อเข้าตาจนต้องพยายามดิ้นรน หาคนพึ่งพาถึงจะปลอดภัย ทําอะไรครึ่งๆกลางๆ ไม่สามารถเล่นลูกไม้ได้ เป็นเพราะชีวิตและความตายเป็นตัวกั้นอยู่ เมื่อความเข้าใจในกฎแห่งธรรมชาติ ถึงจะไม่ต้องอยู่ใต้บัญชาและหาความทุกข์ใส่ตัว แต่ก็ไม่สามารถซ้ำเติม หรือขู่อะไรได้ เพื่อไม่ให้เกิดปัญหา ผู้ที่อยู่ใต้บัญชาจะต้องแข็งแกร่ง อ่อนน้อมพอสมควร ระวังตัวตลอดเวลา ถึงจะเปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี นี่ก็คือความหมายของไฟสอ งตัวติดกัน”

 

หลังจากฟังท่านนักพรตตู๋พูดจบ ผมก็ยิ่งสับสนหนักกว่าเดิม ผมไม่เข้าใจเลยสักนิดว่ามันเกี่ยวข้องกับความฝันผมตรงไหน

 

“ท่านลุงตู๋ มันเกี่ยวอะไรกับฝันของผมเหรอครับ ” ผมถามออกมาอย่างช่วยไม่ได้

 

ท่านนักพรตตู๋สูดหายใจเข้าลึกๆ หลังจากนั้นก็พูดต่อ “ ฝันติดกันสี่ครั้ง ตีความได้ไฟติดกันสองตัวจากคําทํานายของไฟสองดวง ไฟลุกโชติช่วง พัวพนกันเสมอ แต่ก็ส่งแสงสว่างให้กัน พลังของลุงไม่พอ แต่จากที่ลุงคิดความฝันนี้น่าจะหมายถึงการปรากฏตัวของคนๆหนึ่ง ที่จะส่งผลทั้งดีและร้าย ”

 

“ คน ”

 

“ ใช่ ใครบางคน คนถามคือติงฝาน จากคําทํานาย ไฟสองดวงติดกันและยังลุกโชนและเกี่ยวข้องกัน ผู้หญิงที่อยู่ในความทั้งสี่ครั้งนั้น หรือคนที่อยู่ในความฝันนั้น อาจเป็นไฟดวงที่สอง ไฟที่จะอยู่ด้วยกัน คอยส่งแสงนําทางจนกลายเป็นไฟที่คอยช่วยเหลือกัน แต่คําทํานายยังบอกว่าทั้งสองคนจะเป็นคู่แข่งกัน แต่ก็คอยช่วยกัน เป็นกระแสน้ำที่ไหลแรง แต่ก็ทําให้เกิดปัญหาขึ้นได้ง่ายและมาพร้อมกับเรื่องอันตราย ”

 

ท่านนักพรตตู๋อธิบายช้าๆ นําคําทํานายทั้งหมด อธิบายให้ผมฟังว่ามันเกี่ยวข้องกันยังไง

 

ผมเงียบไปครู่หนึ่ง หลังจากนั้นก็พูดกับท่านนักพรตตู๋ว่า “ ท่านลุงตู๋ ถ้าพูดแบบนั้น งั้นต่อไปผมอาจได้เจอผู้หญิงคนหนึ่ง ผู้หญิงที่จะช่วยผม และหาเรื่องมาให้ผมด้วย ใช่ไหมครับ

 

ท่านนักพรตตู๋พยักหน้าเล็กน้อย “ ถ้าฉันทํานายไม่ผิด ก็น่าจะเป็นแบบนั้น แล้วอีกสองวันเธอก็จะไปฝากตัวเป็นศิษย์แล้ว หรือคนในความฝันนี้ อาจหมายถึง เซียนผู้หญิงก็ได้นะ ผู้หญิงคนนี้จะช่วยเธอและก็พาอันตรายมาสู่ชีวิตเธอด้วย !”

 

เมื่อได้ยินสิ่งนี้ อาจารย์กลับขมวดคิ้ว “ เหล่าตู๋ ! นายพูดมาตั้งนานแต่เหมือนกับไม่ได้พูดอะไรเลย นายจะบอกว่าลูกศิษย์ของฉันจะเจอเรื่องดีหรือร้ายกันแน่”

 

ท่านนักพรตตู๋เผยรอยยิ้มอันขมขึ้น “ เรื่องนี้ คงพูดว่าดีร้ายไม่ได้ เพราะมันที่ครึ่งร้ายครึ่ง !”

 

“ บ้าเหรอ งั้นจะทํานายไปทําไมละ” อาจารย์พูดกับท่านนักพรตตู๋ด้วยความไม่ค่อยพอใจ

 

แต่ท่านนักพรตตู๋กลับอารมณ์เสีย เขาพูดกับอาจารย์ว่า “ ฉันก็ทํานายตามความจริง ความหมายของไฟสองดวงก็เป็นแบบนี้ จะให้ฉันทํายังไงละ ”

 

เรื่องเป็นแบบนี้ อาจารย์และท่านนักพรตตู๋เริ่มทะเลาะกัน

 

ส่วนผมกลับจําคําทํานายของท่านนักพรตตู๋เอาไว้ ไฟสองดวงคอยช่วยกัน ผู้หญิงคนหนึ่งจะคอยส่งแสงให้กันและกัน

 

เมื่อคิดถึงตรงนี้ สีหน้าของผมก็เคร่งขรึมลง ผมเริ่มคิดว่าคําทํานายนี้ไม่ได้หมายถึงมู่หลงเหยียนเหรอ

 

ความฝันนี้ เหมือนจะเกิดขึ้น ตอนที่ฝันมาเอาชีวิต และหลังจากที่ผมแต่งงานกับมู่หลงเหยียนแล้ว

 

ผมฝันติดกันสี่ครั้ง จนกระทั่งตอนนี้

 

ผมและมู่หลงเหยียน ไม่ใช้ไฟสองดวงที่คอยส่งแสงให้กันเหรอ

 

การแต่งงานของผมกับเธอ ก็เกิดขึ้นเพราะทั้งสองฝ่ายต้องการรักษาชีวิตไว้ นี่ก็คือการส่องไฟให้กัน

 

นอกจากนี้ เพราะเหตุนี้ ผมถึงได้กลายเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย นี่นับว่าเป็นเรื่องดีได้มั้ง

 

สําหรับเรื่องร้าย ผมคิดว่าก็มีเหมือนกัน เพราะเป็นคนปราบสิ่งชั่วร้าย ดังนั้นผมจึงต้องเจอกับผีร้าย ผีชั่ว ผีดิบ หมอผี องค์กรชั่วอะไรต่างๆมากมาย มาคอยเอาชีวิตผมหลา ยต่อหลายครั้ง

 

แม้ว่าผมจะไม่มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นว่าคนในคําทํานายเป็นใคร แต่ผมมั่นใจหกสิบเปอร์เซ็นว่าคนที่จะออกมาปรากฏตัวตามคําทํานาย ก็คือมู่หลงเหยียน

 

แน่นอน ผมไม่ได้ตัดความเป็นไปได้ที่ท่านนักพรตตู๋ที่พูด ไม่แน่ผู้หญิงคนนั้นอาจเป็นเซียนจิ้งจอกสาวก็ได้

 

ผมเพิ่งคิดถึงตรงนี้ ทันใดนั้นไหล่ของผมก็ถูกตบ “ คิดอะไรอยู่”

 

เมื่อได้ยินเสียงนี้ สติของผมก็กลับคืนมาอย่างรวดเร็ว ผมเห็นคนตบคือเหล่าเฟิง

 

เฟิงเฉ่วหานพยักหน้าเล็กน้อย “ คําทํานายนี่ ปกติมักซับซ้อนมาก ไม่ว่าอาจารย์ฉันจะทํานายสักกี่ครั้งมันก็ไม่เคยเหมือนเดิม นายไม่ต้องคิดมาก แค่รู้ไว้ก็พอแล้ว จะดีห รือร้ายก็ชั่ง ถ้าไม่ดีแค่หนีไปก็จบแล้ว !”

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset