ศพ – ตอนที่ 250 หาหมาดํา

ตอนที่ 250 หาหมาดํา

 

พิษชนิดนี้รุนแรงมาก แม้อาจารย์จะใช้ข้าวเหนียวล้างพิษแล้ว แต่เขาก็ยังไม่ดีขึ้นในทันที

 

แต่หลังจากล้างพิษผีดิบออกแล้ว อาจารย์ก็ได้แต่กัดฟันส่งสัญญาณให้ผมและเหล่าเฟิงไปหาเลือดหมาดํามาจัดการผีดิบสองตนนี้

 

ผมมองใบหน้าที่เปลี่ยนเป็นสีขาว ดวงตาของอาจารย์เริ่มมีเส้นเลือดปรากฏขึ้นมาให้เห็น ผมไม่ได้ลังเลเลยสักนิด พยักหน้าให้เขาทันที “ วางใจได้เลยอาจารย์ พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้ แป็บเดียวก็กลับมาแล้ว!

 

อาจารย์กับท่านลุงตู๋อดทนก่อนนะ!”

 

หลังจากพูดจบ ผมก็ลุกขึ้น

 

เหล่าเฟิงก็พูดกับอาจารย์และท่านนักพรตตู๋ว่า “ ท่านลุงติง อาจารย์ พวกเราไปแป๊บเดียวเดี๋ยวก็กลับ!”

 

หลังจากพูดจบ ผมและเฟิงเฉ่วหานก็กวาดสายตามองผีดิบที่กําลังดิ้นรนอยู่ไม่ไกล พวกมันยังคงแหกปากคําราม “ โฮกโฮก ” ออกมา หลังจากนั้นพวกเราก็ออกไปทันที

 

แม้ว่าตาข่ายปราบสิ่งชั่วร้ายนี้จะร้ายกาจมาก แต่ตาข่ายมีผืนเดียว ผีดิบมีสองตน เห็นได้ชัดว่าท่านนักพรตตู๋เองก็กําลังตึงมือ

 

อาจารย์ก็บาดเจ็บ ด้วยพลังของผมกับเหล่าเฟิง การใช้ยันต์กําจัดผีดิบสองตัวนี้คงเป็นไปได้ยาก

 

และลําบากมากๆ

 

ในตอนนี้ พวกเราจึงได้แต่ทําตามที่อาจารย์บอก ไปหาเลือดหมาดํา เอามาทําลายพลังชั่วของผีดิบสองตนนี้ก่อน

 

ตอนนี้พวกเราได้ข้ามเนินเขามาเรียบร้อย กําลังวิ่งตรงไปยังหน้าหมู่บ้าน

 

แต่ขณะที่เข้าใกล้หมู่บ้าน ผมกลับพบว่ามีเงาของใครบางคนกําลังวิ่งตรงไปที่หน้าหมู่บ้านเช่นกัน

 

และเขาก็อยู่ด้านหน้าของพวกเราด้วย

 

แต่พวกเราเห็นไม่ชัด จึงไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร

 

แต่ตอนนี้อาจารย์และท่านนักพรตตู๋กำลังตกอยู่ในอันตราย ผมจึงไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องพวกนี้

 

ไม่แน่เขาอาจเป็น “ พวกลักลอบตัดไม้”ก็ได้

 

ผมเร่งฝีเท้า วิ่งผ่านทางโค้ง ตรงมาที่ทางเข้าหมู่บ้านทันที

 

แต่พวกเราเฟิงมาถึงทางเข้า ผมและเหล่าเฟิงก็งงไปทันที

 

เพราะตรงนี้มีหมาดําอยู่ที่ไหนละ ? มันว่างเปล่า จนไม่เห็นแม้แต่ขนหมาดําสักเส้น

 

“ เหล่าติง ท่านลุงติงบอกว่าที่หน้าหมู่บ้านใช่ไหม? ” เหล่าเฟิงกวาดสายตามองรอบๆ พร้อมพูดออกมาด้วยความสงสัย

 

“ ใช่ อาจารย์บอกว่าอยู่ที่นี่ แต่เจ้าหมาดนั้นจะหายไปได้ยังไง ? ” ผมก็พูดด้วยความสงสัย

 

“ พวกเราไปเดินหารอบๆกันเถอะ !” เหล่าเฟิงพูดต่อ

 

ผมตอบรับ “ อืม ” ผมไม่ได้ลังเล ตามเหล่าเฟิงไปหารอบๆทันที

 

ถ้าไม่มีหมาดํา หาเลือดหมาดําไม่ได้ แล้วต่อไปพวกเราจะสู้กับผีดิบได้ยังไง ?

 

ในใจผมกําลังร้อนรน เพราะนี้ไม่ใช่เรื่องตลก ช้าไปแค่นาทีหรือวินาทีเดียว ท่านนักพรตตู๋และอาจารย์ก็จะต้องกดดันมากขึ้นเท่านั้น

 

ถ้าผีดิบสองตัวนั้นหลุดจากตาข่ายของท่านนักพรตตู๋ แล้วกลายเป็นผีดิบอย่างสมบูรณ์ ชีวิตของอาจารย์และท่านนักพรตตู๋ก็อาจตกอยู่ในอันตราย

 

ถึงตอนนี้ผมกําลังหัวร้อน แต่การหาหมาดําก็ไม่มีวิธีอื่น

 

ขณะที่พวกเรากําลังตามหาจนตาเหลือก ทันใดนั้นผมก็ได้ยินเสียงร้อง “ อีกอึกอึก ” ของสัตว์บางชนิดจากตรอกที่อยู่ไม่ไกล

 

ผมเลิกคิ้วขึ้น บอกเหล่าเฟิงทันที “ เหล่าเฟิง ตรงนั้นมีบางอย่าง! ”

 

หลังจากพูดจบ ผมก็เดินเข้าไปในตรอก

 

เฟิงเฉิวหานรีบตามมา หลังจากผมสองคนเดินเข้ามาในตรอก พวกเราก็ได้เห็นฉากที่ทําให้คนช็อกได้

 

พวกเราเห็นพื้นโล่งห่างออกไป มีผู้หญิงคนหนึ่งกําลังบีบปากหมาแน่น กอดหมาดําที่กําลังดิ้นไปมาเอาไว้ในอ้อมแขนอย่างทุลักทุเล เพราะอยากทําให้หมาดําขาดอากาศหายใจตาย

 

เมื่อเห็นฉากนี้ ผมและเหล่าเฟิงก็อดตกใจไม่ได้

 

เมื่อมองดูให้ละเอียด ถึงได้รู้ว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นภรรยาของคุณฉี คุณนายฉี

 

ภรรยาของคุณฉีอายุน้อยกว่าคุณฉีมาก ตอนนี้ก็น่าจะมีอายุแค่ 30 กว่าๆเท่านั้น เพราะดูแลรักษาตัวเองอย่างดี รูปร่างหน้าตาของเธอจึงดูเด็กมาก

 

แต่ตอนนี้เมื่อเห็นผมและเฟิงเฉ่วหานปรากฏตัว ไม่รู้ว่าทําไม จู่ๆเธอก็ตกใจจนหน้าเสีย เผยสีหน้าหวาดกลัวออกมา หลังจากนั้นก็ทําตามสัญชาตญาณกอดหมาดําถอยไปข้างหลังหลายก้าว

 

ผมและเหล่าเฟิงค่อนข้างแปลกใจ กลางดึกแบบนี้ภรรยาคุณไม่หลับไม่นอน ออกมาวิ่งบีบปากหมาดําอยู่ที่นี่ทําไม?

 

หลังจากสับสนอยู่ครู่หนึ่ง ผมก็ไม่คิดมาก พูดกับภรรยาคุณฉีตรงๆ “ คุณนายฉี คุณกําลังทําอะไร?

 

พวกเราหาหมาดําตั้งนานแล้ว คุณรีบเอาหมาดํามาให้ผมเถอะ ”

 

ขณะที่พูด ผมก็เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว

 

ผลลัพธ์คุณนายฉีกลับเอาแต่จ้อง และตะโกนใส่ผมทันที “ อย่า- อย่าเข้ามานะ !”

 

ขณะที่พูด คุณนายฉีก็มองไปรอบๆ สุดท้ายเธอก็พบว่าห่างออกไปไม่ไกลมีบ่อน้ําเก่าๆอยู่บ่อหนึ่ง

 

จากนั้นเธอก็พูดต่อทันที “ ถ้ายังเข้ามาอีก ฉันจะโยนหมาดําตัวนี้ลงไปในบ่อน้ํา!”

 

ขณะที่พูด คุณนายฉีก็กอดหมาดําเข้าไปใกล้บ่อน้ําอย่างรวดเร็ว

 

ผมและเฟิงเฉ่วหานงงหนักกว่าเดิม ดึกขนาดนี้คุณนายฉีออกมาทําอะไรกันแน่

 

“ คุณนายฉี คุณกําลังทําอะไร พวกเราต้องใช้หมาดําตัวนี้ช่วยชีวิตคนนะ คุณรีบเอามาให้ผมเถอะ!”

 

ผมกลัวคุณนายฉีจะโยนหมาดําลงไปในบ่อน้ําจริงๆ พอถึงตอนนั้น มันจะยุ่งยากเข้าไปใหญ่

 

“ ฮี ฉันรู้ว่าพวกแกจะเอาหมาดําไปทําอะไร!! ” จู่ๆน้ําเสียงของคุณนายฉีก็เปลี่ยนไป เหมือนกําลังกัดฟันพูด ราวกับเกลียดพวกเราเข้าไส้

 

สถานการณ์เร่งด่วน ผมจึงไม่คิดมากพูดต่อว่า “ คุณนายฉี ในเมื่อรู้แล้ว ก็รีบเอามาให้ผมซิ !”

 

“ ฝันไปเถอะ ฉันได้ยินจากหลังเนินเขาแล้ว พวกแกจะใช้เลือดหมาดําไปสู้กับผีดิบตาเฒ่าฉี ฉันจะบอกตรงๆนะ ฉันไม่ให้! ” คุณฉีพูดเสียงแข็ง

 

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ ผมและเหล่าเฟิงก็อดมองหน้ากันไม่ได้ คิดถึงเงาดําที่เห็นตอนกลับมา

 

ตอนนี้พวกเราคิดว่า มันน่าจะเป็นคุณนายฉี

 

ไม่รู้ว่าเธอเป็นอะไรไป ถึงได้แอบวิ่งมานอกหมู่บ้าน และเห็นศพของผู้อาวุโสฉีกลายเป็นผีดิบ

 

แต่ทําไมคุณนายฉีต้องทําแบบนั้นละ? เธอได้อะไรจากเรื่องนี้ ?

 

“ คุณนายฉี ในเมื่อคุณเห็นแล้ว งั้นผมก็จะไม่ปิดบัง ผู้อาวุโสทั้งสองกลายเป็นผีดิบแล้ว ถ้าไม่ใช้เลือดหมาดําไปจัดการ พวกอาจารย์ของพวกเรา จะสู้กับผีดิบได้ยากมาก ถ้ากําจัดผีดิบไม่ได้ สิ่งแรกที่พวกมันจะฆ่า ก็คือญาติที่ยังมีชีวิตอยู่ หลังจากนั้นก็จะมากวาดล้างคนทั้งหมู่บ้าน และนั่นก็รวมถึงคุณด้วย ชีวิตของทุกคนจะตกอยู่ในอันตราย คุณเอาหมาดํามาให้ผมเถอะ พวกเราจะไม่เอาเรื่องนี้ไปบอกกับคุณฉีแน่นอน !”

 

ผมพูดต่อ แต่ในใจกําลังกังวลสุดๆ

 

ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นเธอสามารถโยนหมาดําลงในบ่อน้ําได้ตลอดเวลา ผมคงกระโดดถีบยัยชั่วนี้ไปแล้ว

 

คงไม่มายืนคุยไร้สาระกับเธอแบบนี้

 

แต่คุณนายฉียังเหมือนเดิม “ ฮ่าฮ่า ฉีเหลยรู้ความลับของฉันแล้ว และนี่ก็เป็นความผิดของพวกแกทั้งหมด

 

พอกลับเข้าเมือง ฉีเหลยก็จะพาลูกฉันไปตรวจดีเอ็นเอ ถึงตอนนั้นฉีเหลยก็จะไม่ยกโทษให้ฉันแน่”

 

“ คงจะรอถีบหัวส่งให้ฉันออกจากบ้านไม่ไหว ถ้าต้องทนเห็นสายตาดูถูกของคนอื่น ฉันให้ฉีเหลยตายอยู่ที่นี่ดีกว่า พอถึงเวลานั้น ทรัพย์สินทั้งหมดก็จะเป็นของฉัน แล้วฉันก็จะได้อยู่กับพี่เฟิงอย่างเปิดเผย!”

 

เมื่อคุณนายฉีพูดถึงตรงนี้ เธอก็ดูตื่นเต้นมาก แต่มันก็ดูค่อนข้างน่ากลัว

 

พระเจ้าช่วย ยัยนี้เป็นผู้หญิงโหดที่สุดเท่าที่ผมเคยเจอมา เหมือนเธอจะไม่ได้พูดเล่นแล้ว

 

“ คุณฉี ความไม่พอใจของคุณกับคุณฉี พวกคุณต้องแก้ไขมันด้วยตัวเอง แต่ผีดิบพวกนั้นยังอยู่ คุณรีบเอาหมาดํามาให้ผมเถอะ! นี่ไม่ใช่เรื่องตลกนะ นี่มันจะทําให้มีคนต้องตาย ” ขณะพูดผมก็เดินไปข้างหน้าอีกสองก้าว และพูดด้วยน้ําเสียงจริงจังกว่าเดิม

 

แต่สีหน้าคุณนายฉีกลับเย็นชา “ อย่าขยับ ถ้าพวกแกรู้สถานการณ์ของฉันแล้ว ก็ช่วยฉันฆ่าฉีเหลย ในเวลาเดียวกันก็ต้องเก็บความลับให้ฉัน แล้วฉันจะให้เงินพวกแก 3 ล้าน ”

 

ยัยบ้า ตอนนี้ผู้หญิงคนนี้บ้าไปแล้วจริงๆ

 

แต่หมาดํายังอยู่ในมือของเธอ พวกเราทําอะไรไม่ได้

 

ในสมองเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว อยากจะหาวิธีรีบแย่งหมาดํามาให้เร็วที่สุด

 

แต่คุณนายฉีที่ยืนอยู่ตรงปากบ่อ กลับหัวเราะอย่างเย็นชา ทันใดนั้นเธอก็เหยียดแขนไปข้างหน้า ทําท่าจะโยนหมาดําลงไปในบ่อ

 

เมื่อเห็นภาพนี้ ผมและเหล่าเฟิงก็ทําหน้าตกใจ รีบตะโกนออกมาทันที “ ไม่ ! ”

 

แต่มันสายไปแล้ว เห็นได้ชัดว่าคุณนายฉีคิดจะทําลายทางรอดของทุกคน เธออยากใช้ผีดิบเป็นเครื่องมือ

 

ฆ่าพวกเรา แล้วฮุบสมบัติเอาไว้คนเดียว

 

เธอไม่ลังเล นําหมาดําที่อยู่ในอ้อมแขน โยนลงไปในบ่อน้ําทันที “ จ๋อม”….

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset