ศพ – ตอนที่ 272 ชนะอย่างหวุดหวิด

ตอนที่ 272 ชนะอย่างหวุดหวิด

 

เพียงชั่วพริบตา เวลาก็ผ่านไป 20 นาทีแล้ว พวกเราสามคนใช้ยันต์อย่างต่อเนื่อง ใช้วิธีการโจมตีและจังหวะในการโจมตีที่พวกเราเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ โจมตีผีผู้ชายอย่างต่อเนื่อง

 

แม้ผีผู้ชายจะแข็งแกร่ง แต่เมื่อเผชิญหน้าวิธีโจมตีแบบนี้ของเราสามคน เขาก็รับมือไม่ไหวจริงๆนั่นแหละ

 

เพราะเขาไม่มีเวลาเหลือแม้แต่วินาทีเดียว จึงทําได้เพียงป้องกันครั้งแล้วครั้งเล่า ต่อต้านครั้งแล้วครั้งเล่า

 

วนไปเรื่อยๆแบบนี้ โดนพวกเราเล่นงานอยู่ฝ่ายเดียวตลอด

 

ตอนแรกพลังยังแข็งกล้า ยังโต้กลับพวกเราได้หลายครั้งหลังจากหลบแล้ว ก็หาโอกาสและช่องว่างเพียงน้อยนิดโจมตีพวกเรา

 

แต่ผลของการโจมตี กลับไม่เป็นอย่างที่คิด เพราะไม่ได้ทําให้พวกเราได้รับบาดเจ็บกันเลยสักนิด

 

แต่ขณะที่เวลาหมุนไป วิธีโจมตีและความสามารถของเขาก็เริ่มมีจํากัดมากขึ้นเรื่อยๆ

 

แม้พวกเราสามคนจะเหนื่อยมาก แต่เมื่อคิดว่าพวกเราสามคนไม่ได้โดนเล่นงานเลย มันก็ทําให้เขารู้สึกเสียหน้าสุดๆ

 

ในขณะที่พวกเรากําลังร่ายคาถา หาโอกาสอย่างต่อเนื่อง และโจมตีอย่างไม่หยุดหย่อน

 

ในที่สุดผีผู้ชายตนนั้นก็เปิดช่องว่าง ยันต์ของหยางเฉ่วจึงพุ่งเข้าไปทันที

 

ผีผู้ชายยังหลบได้ แต่ครั้งนี้ เขาเปิดช่องโหว่ ทําให้ร่างกายเสียหลัก

 

ผมและเหล่าเฟิงเห็นโอกาส จึงรีบลงมือทันที

 

ยันต์สยบของเหล่าเพิ่งเข้าไปก่อน ผีผู้ชายพยายามหลบสุดกําลัง แต่สุดท้ายก็ยังหลบไม่พ้นอยู่ดี

 

ยันต์แผ่นนั้น แปะโดนแขนของเขาเต็มๆ

 

ผีผู้ชายตกใจ คิดจะฆ่าเหล่าเฟิง ก่อนที่เขาจะเสกคาถาเสร็จ

 

แต่วินาทีที่เขาลงมือ กลับโดนดาบของหยางเนิ่วหยุดเอา

 

เหล่าเฟิงเองก็ตะโกนในเสี้ยววินาทีต่อมา “ขอเชิญเทพลุ่ยลิ้ง สยบ !”

 

เมื่อคําว่าสยบดังขึ้น พลังของยันต์ก็แพร่ไปทั่วร่างผีผู้ชายทันที

 

เพราะยันต์แผ่นนี้ไม่ได้แปะตรงที่ประตูชีวิตหรือหน้าผากของผีผู้ชาย มันจึงไม่ได้มีแรงสยบเท่าครั้งแรก

 

บวกกับผีผู้ชายแข็งแกร่งขึ้น หลังจากยันต์แผ่นนั้นทํางานผีผู้ชายก็ไม่ได้โดนกดเอาไว้ตรงๆ

 

แต่ทําให้ความสามารถและการเคลื่อนไหวของอีกฝ่ายช้าลง

 

แต่แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว ที่จะให้ผมรับช่วงต่อ

 

หลังยันต์ของเหล่าเฟิงทํางาน ผมก็รีบตามไปสมทบ กระโดดเข้าไปกลางอากาศ แปะยันต์ทําลายลงไปทันที

 

ผีผู้ชายเผยสีหน้าตื่นตกใจ อยากจะหลบให้ทัน

 

แต่เพราะได้รับผลจากยันต์ เขาจึงเสียโอกาสนั้นไปแล้ว

 

“แปะ ” ยันต์แปะลงตรงหน้าผากผีผู้ชาย

 

ผีผู้ชายหวาดกลัวยิ่งกว่าอะไรดี ก่อนหน้านี้ เขาก็บาดเจ็บอยู่แล้ว

 

ตอนนี้ก็แค่ได้พลังจากตาผีกระตุ้น ทําให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้น

 

ถ้าโดนยันต์โจมตีอีกละก็โดยเฉพาะตรงประตูชีวิตแบบนี้ งั้นผลลัพธ์ก็ต้องเป็นหายนะแน่นอน

 

หรือแม้แต่โดนยันต์ของผมระเบิดจนตายคาที่ ก็อาจเป็นไปได้

 

ผีผู้ชายคํารามออกมาสั้นๆ รวบรวมพลังหยินทั่วร่าง คิดจะดึงยันต์ออกจากประตูชีวิต

 

ในวินาทีเป็นตาย พลังหยินที่เข้มข้น พร้อมสายลมที่เยือกเย็นก็พัดมาจากทุกทิศทุกทาง

 

ต้นไผ่ที่อยู่รอบๆสั่นไหว ส่งเสียง “ อี๊ดอ๊าด” ออกมาไม่หยุดหย่อน

 

ใบหน้าของผมกลับมาเคร่งขรึมอีกครั้ง ลําบากกันมาตั้งนาน ยังไงยันต์แผ่นนี้ก็ต้องทํางาน

 

จะปล่อยให้เขาเอาออกไม่ได้เด็ดขาด จะให้เขาทําสําเร็จไม่ได้

 

มือทั้งสองข้างของผมเสกคาถาอย่างรวดเร็ว เร็วในระดับที่ไม่เคยเป็นแบบนี้มาก่อน

 

ตอนประสานมือขั้นสุดท้าย ผีผู้ชายตนนั้นกําลังทนต่อพลังของยันต์ พยายามดึงยันต์ออกให้ได้

 

แม้แต่ยันต์จะเผาเล็บของเขา ดัง “ซาซ่าซ่า ” แล้ว และ มีควันดําพวยพุ่งขึ้นมา เขาก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะปล่อยมือง่ายๆ

 

ยันต์แผ่นนั้น โดนดึงออกมาครึ่งหนึ่งแล้ว เมื่อเห็นยันต์จะหลุดออกแล้ว ผมก็ประสานมือ แล้วรีบพูดออกมาในทันที “ขอเชิญเทพลุ่ยลิ้ง ทําลาย !”

 

เมื่อคาถาดังขั้น ยันต์ที่ใกล้จะหลุดแผ่นนั้นก็เปล่งสีขาวแล้ว “ตูม” ระเบิดพลังมหาศาลออกมาทันที

 

ความร้อนจากยันต์แผ่นนั้น ซัดสาดพลังหยินที่อยู่รอบๆในทันที

 

ส่วนผีผู้ชาย ก็ร้อง “ อ๊าก ” อย่างอนาถตามเรื่อง เขาโดนซัดกระเด็นออกไป

 

เมื่อเห็นสิ่งนี้ พวกเราทุกคนก็แทบกลั้นหายใจ อยากเห็นผลลัพธ์ในทันตา

 

เห็นเพียงตอนนี้ผีผู้ชายโดนแรงระเบิดซัดออกไป มีพลังวิญญาณอันน้อยนิด ตัวสั่น และยังคิดจะลุกขึ้นมาอีกครั้ง

 

แต่เพราะประตูชีวิตได้รับบาดเจ็บ พลังวิญญาณเสียหายอย่างหนัก ทําให้เขาไม่มีทางควบคุมร่างกายได้อีก

 

ผลลัพธ์หลังจากลองทําหลายครั้งติดต่อกัน สุดท้ายเขาก็ล้มเหลวอยู่ดี จึงได้แต่นอนอยู่บนพื้นด้วยความเจ็บปวด

 

เมื่อเห็นภาพนี้ พวกเราก็อดถอนหายใจด้วยความโล่งอกไม่ได้

 

ดูเหมือน หลังจากได้รับบาดเจ็บจากยันต์แล้ว ผีผู้ชายตนนี้ก็สูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไปแล้ว

 

เขาในตอนนี้ ทําได้เพียงรอเวลาให้เราเชือดเท่านั้น

 

แต่พวกเราไม่ได้ประมาท และผ่อนคลายจนลืมตัวเกินไป

 

หากเจ้าหมอนี่ยังมีลูกเล่นอื่นที่พวกเราไม่รู้อยู่ เล่นงานตอนพวกเราเข้าไปใกล้ ทําให้เราบาดเจ็บ งั้นมันก็ได้ไม่คุ้มเสียไม่ใช่เหรอ ?

 

หลังจากเข้ามาใกล้ๆอีกฝ่ายแล้ว ผีผู้ชายตนนั้นก็เงยหน้าขึ้นด้วยความไม่พอใจ “ สม สมควรตายจริงๆ ประเมินพวกแกต่ำไป..”

 

“ฮึ แพ้เป็นพระ ชนะเป็นมาร แกแพ้แล้ว บอกมา อาจารย์คือใคร เขาอยู่ที่ไหน ? ” ผมถามอย่างเย็นชา

 

แต่เจ้าผีนั้นกลับหัวเราะ “ ฮึฮึฮึ ” หลังจากนั้นก็พูดด้วย เสียงแหบแห้ง “ ถึงข้าจะแพ้ แต่แกประเมินความจงรักภักดีที่ข้ามีต่อองค์กรและอาจารย์ต่ำไป ! ”

 

เมื่อได้ยินคําพูดนี้ คิ้วของพวกเราก็ขมวดแน่น

 

สาวกองค์กรชั่วพวกนี้ ทําไมถึงได้ปากแข็งขนาดนี้นะ ?

 

แต่เพิ่งคิดถึงตรงนี้ ยังไม่ทันให้ผมได้ถามอีกรอบ มือของผีผู้ชายตนนั้นก็เริ่มสั่น ทันใดนั้นเองก็มีลวดลายแปลกๆปรากฏขึ้น ขณะเดียวกันเจ้าหมอนั้นก็พูดว่า “ ทําลาย ! ”

 

เมื่อเห็นผีพูดแบบนั้น ผมก็ยังไม่ได้ตอบสนองในทันที

 

แต่เหล่าเฟิงที่อยู่ข้างๆกลับทําหน้าตกใจ จับตัวผมและหยางเฉ่ว กดลงกับพื้นทันที พร้อมตะโกนเสียงดังว่า “หมอบลง ! ”

 

เสียงของเหล่าเฟิงเพิ่งเงียบลง ผีผู้ชายตนนั้น ก็หน้าเปลี่ยนสี ร่างกายตั้งตรงขึ้นอย่างรวดเร็ว และพลังมารวมอยู่ที่หน้าอกผีผู้ชายอย่างรวดเร็ว แล้วสุดท้ายก็ “ปัง ” ระเบิดในทันที

 

พอผีผู้ชายระเบิดตัวเองแล้ว วิญญาณก็แตกสลาย

 

พลังหยินกระจายไปรอบๆ เปลี่ยนเป็นระลอกคลื่อนอย่างต่อเนื่อง

 

ส่วนผมและหยางเฉ่วที่โดนเหล่าเฟิงกดเอาไว้บนพื้น รู้สึก แค่ว่ามีลมพัดผ่าน และสายลมพวกนั้นยังเย็นเข้ากระดูก เหมือนกับมีดคมๆ ที่กรีดเสื้อผ้า หรือแม้แต่เนื้อของพวกเรา

 

หลังจากลมสงบแล้ว พวกเราถึงค่อยๆลุกขึ้นมา

 

เห็นเพียงหลังของพวกเราแต่ละคน ต่างมีรอยฉีกขาดเจ็ดแปดรอยจนกระทั้งถึงสิบกว่ารอยเลยก็ว่า

 

สภาพเหมือนโดนมีดกรีด มือของเหล่าเฟิง มีรอยแผลสองรอยเลือดสดๆกําลังไหลออกมา โชคดีที่แผลไม่ลึกมาก

 

ส่วนผีตนนั้น วิญญาณแตกสลายไปนานแล้ว เมื่อกี้ในขณะที่กําลังจะตาย เขาร่ายเวททําลายตัวเองบางอย่าง คิดจะใช้ลมหายใจสุดท้ายของตัวเอง ลากพวกเราไปด้วย

 

โชคดีที่เหล่าเฟิงมีประสบการณ์ วินาทีที่อีกฝ่ายเสกคาถา เขาก็มองออกในทันที จึงดึงตัวพวกเราหมอบลงได้ทัน

 

ไม่อย่างงั้นถ้าเผชิญหน้ากับแรงระเบิดตรงๆ ผลลัพธ์จะออกมาเป็นยังไง ผมละไม่อยากจะคิดเลยจริงๆ

 

ผมถอนหายใจยาวๆ รู้สึกขอบคุณเฟิงเฉิวหานสุดๆ “ เหล่าเฟิง เมื่อกี้ขอบใจนายมาก นายช่วยชีวิตฉันเอาไว้อีกแล้ว! ”

 

หยางเจ่วก็ยิ้มหวาน “ เฟิงเฉิวหาน ฉันก็ติดหนี้ชีวิตนายแล้ว ! ”

 

เหล่าเฟิงที่มักเป็นคนเย็นชา เมื่อได้ยินพวกเราพูดแบบนี้ ก็รู้สึกไปไม่ถูกนิดหน่อย เลยหัวเราะ “ฮ่าๆ ” แก้เขิน

 

แต่สิ่งที่พวกเราไม่รู้คือ หลังจากผีที่ถูกเรียกว่าพี่เก้าตายแล้ว ในห้องมืดมิดห้องหนึ่ง มีตุ๊กตาสีหมึกตัวหนึ่ง

 

ติดไฟขึ้นมา โดยที่ไม่มีลางบอกเหตุใดๆล่วงหน้า

 

ขณะที่ไฟลุกขึ้น ใบหน้าเหมือนศพแห้งของใครคนหนึ่ง ก็ถูกสะท้อนขึ้นมาอย่างช้าๆ…

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset