ศพ – ตอนที่ 287 นางตานี

ตอนที่ 287 นางตานี

 

ผมและเหล่าเฟิงนั่งเดาอยู่ข้างๆหลงอ้าวเทียน เจ้าชายหลงฟาคนนี้ไปโดนอะไรมากันแน่ ถึงได้มีสารรูปแบบนี้

 

แต่หลังจากคิดแล้วคิดอีก พวกเราก็เดาไม่ถูก

 

สุดท้ายจู่ๆท่านนักพรตตู้กลับบ่นพึมพําขึ้นมาว่า “ ดึงดูดวิญญาณนางตานี” เมื่อได้ยินคําว่านางตานี ผมก็ตัวแข็งที่อ หันไปมองหลงอ้าวเทียนที่กําลังนอนอยู่บนเตียงด้วยความตกใจ

 

นางตานี้คืออะไร ? นางตานี้ก็คือวิญญาณในต้นกล้วยที่บําเพ็ญ จนบรรลุกลายเป็นภูติได้ หรือจะเรียกว่านางฟ้าต้นกล้วยหรือปีศาจต้นกล้วยก็ได้

ถึงผมจะไม่เคยเห็นมาก่อน แต่ผมเองก็เคยได้ยินเรื่องของนางตานีมาไม่น้อย

 

ไม่ใช่แค่นั้น ในภาพยนตร์ของฮ่องกงและไต้หวันในยุคแรกๆ ก็มีเรื่องเกี่ยวกับนางฟ้าต้นกล้วยเช่นกัน

 

เล่ากันว่าในวันขึ้น 15 ค่ําที่พระจันทร์เต็มดวง หากนําเชือกแดง และพวกเครื่องดนตรีหรืออุปกรณ์พิเศษไปหาต้นกล้วยปาที่กําลังออกดอกสักต้น แล้วนําเชือกแดงไปผูกไว้ จากนั้นก็ใช้วิธีบางอย่างล่อให้นางฟ้าต้นกล้วยออกมา

 

เมื่อนางฟ้าต้นกล้วยปรากฏตัว ก็จะทําให้ใครคนนั้นเหมือนตกอยู่ในความฝันแห่งรัก

เมื่อสาวในฝันไม่รับรักคุณเย็นชาไร้เยื่อใย แต่นางฟ้าต้นกล้วยกลับปรากฏตัวในรูปสาวในฝัน แถมยังเชื่อฟังคุณทุกอย่างร้อยเล่ห์น่าหลงใหล เกี่ยวจิตวิญญาณของคุณไปครอง

ได้ยินคนเขาล่ําลือกันว่า มีชายโสดสมัยโบราณบางคน เพราะยากจนจนไม่มีเงินแต่งเมีย พวกเขาจึงใช้วิธีล่อนางฟ้าต้นกล้วยออกมา เพื่อให้ตัวเองได้สัมผัสกับการมีอะไรกับคนรักในฝัน

หลังจากมีอะไรแล้ว ก็จะหาวิธีบางอย่างส่งออกไป ไม่อย่างนั้น นางฟ้าต้นกล้วยจะดูดพลังชีวิตไปจนตาย

 

ถ้าส่งออกไปได้ ก็จะถือเป็นเรื่องดี แต่ถ้าส่งออกไปไม่ได้ ก็ต้องรอให้โดนดูดพลังชีวิตไปจนตาย

 

ขั้นตอนนี้ คงไม่ต่างอะไรกับหลงอ้าวเทียนตรงหน้ามากนัก ผอมขึ้นทุกวัน สุดท้ายพลังชีวิตก็จะดับสูญ

ในเวลาเดียวกัน เท่าที่ผมรู้ การปรากฏตัวของนางฟ้าต้นกล้วย มักเป็นเพราะคนผู้ชักนํา หรือจะเรียกว่าหาเรื่องตายเอง

การปรากฏตัวตามธรรมชาติของนางฟ้าต้นกล้วย แทบจะไม่มีใครเคยได้ยิน และไม่ยากนักที่จะได้เห็น

ต้นกล้วยมีชีวิตสั้น ยากมากที่จะบําเพ็ญตนจนบรรลุได้

 

แต่หลงอ้าวเทียนก็เป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง อย่างมากก็เป็นแค่ลูกผู้รากมากดี แล้วเขาจะไปดึงนางตานีออกมาได้ยังไง? เรื่องนี้น่าสงสัยมาก

 

แต่ก็ต้องโทษเจ้าเด็กคนนี้ ชอบหาเรื่องใส่ตัวรนหาที่ตายเอง ไม่รู้ไปเอาวิธีมาจากไหน ถึงได้ดึงนางตานีออกมาได้

แต่เจ้าหมอนี่รู้แค่วิธีดึงออกมา ไม่รู้วิธีส่งกลับถึงทําให้ตัวเอง ตกอยู่ในสภาพแบบนี้

ขณะคิดในใจ ผมก็มองไปทางหลงอ้าวเทียนที่นอนอยู่บนเตียงอย่างไร้เมตตา เพราะเจ้าหมอนั้นหาเรื่องใส่ตัวเอง

ส่วนคุณหลงและคุณนายหลงกลับไม่เข้าใจว่าดึงวิญญาณนางตา นี่คืออะไร ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความสงสัย

 

คุณหลงพูดออกมาก่อน “ ท่าน ท่านนักพรตต์ ลูกผม ลูกผมไป ไปยุ่งกับปีศาจจริงๆเหรอครับ? ”

 

ไม่รอให้ท่านนักพรตตูได้พูดออกมา เหล่าฉินก็โยนเท้าของหลงอ้าวเทียนทิ้งแล้วพูดขึ้นมาว่า

 

“ ลูกคุณไม่ได้แค่ไปยุ่งกับปีศาจ แต่ยังรนหาที่ตายเอง ไปยุ่งกับเขาเอง! ”

“ ฮะ ! ไม่ ไม่มั้งคะ !” คุณนายหลงทําหน้าตกใจ

หลงอ้าวเทียนที่นอนอยู่บนเตียงก็ตกใจจนหน้าเขียวหน้าขาว “ ท่าน ท่านนักพรต ผม ผมยังไม่อยากตาย สามารถ สามารถเอาเธอออกไปได้ไหม? ”

 

“ เอาออกไป ? ตอนนี้นายรู้จักคิดว่าจะเอาออกไปได้แล้วซินะ ขอบอกกับนายตามตรง อย่างมากก็อีกหนึ่งอาทิตย์ รอให้วงแหวนบนนิ้วหัวแม่เท้าของนายเป็นสีดําสนิท มันก็จะเป็นวันสุดท้ายของชีวิตนายแล้ว !” เหล่าฉินเป็นคนพูดตรง

พ่อแม่ลูกสกุลหลงตกใจจนเหมือนตายทั้งเป็น หลงอ้าวเทียนมองวงแหวนสีม่วงแดงที่หัวแม่เท้าของตัวเอง มันมีสัญญาณว่าจะเปลี่ยนเป็นสีดําแล้ว ทันใดนั้นเองเขาก็ตกใจจนร้องไห้ออกมาทันที

เขาพูดกับคุณนายหลงด้วยน้ําเสียงของคนร้องให้ “ แม่ แม่ผมไม่อยากตาย ผมยังไม่อยากตาย ผมยังไม่ได้แต่งเมียเลย! ”

 

คุณนายหลงก็รักลูกหมดหัวใจ เธอกอดหลงอ้าวเทียนเอาไว้แล้วพูดกับเหล่าฉินและพวกอาจารย์ผมว่า

 

“ ท่านนักพรตทั้งสาม ได้โปรดช่วยลูกชายของฉันด้วย ! ลูกของฉันเพิ่งอายุแค่ 26 เอง ! เขาก็แค่ไม่รู้ความไปชั่วคราวเท่านั้น ”

 

ขณะพูด คุณนายหลงก็ร้องไห้ออกมา “ ฮือฮือฮือ ”

คุณหลงค่อนข้างสงบหน่อย ในเวลานี้เขาพูดช้าลงหน่อย “ ท่านนักพรตทั้งสาม ไม่ทราบว่าดึงวิญญาณนางตานีคืออะไรกันแน่? ”

ครั้งนี้เหล่าฉินไม่ได้พูด แต่จุดบุหรี่ขึ้นมาหนึ่งม้วน

ท่านนักพรตคู่ที่อยู่ข้างๆจึงพูดว่า “ คุณหลง ลูกคุณไปยุ่งกับนางตานี หรือก็คือวิญญาณที่สิงสถิตอยู่ในต้นกล้วย ดูจากวงแหวนที่นิ้วเท้าของลูกคุณ เขาน่าจะเป็นคนไปยุ่งกับนางตานีเอง! ”

“ งั้น งั้นจะทํายังไงถึงจะช่วยลูกชายผมได้ครับ ?” คุณหลงถามขึ้นมาอีกครั้ง

 

ท่านนักพรตตู้ก็ไม่ได้รีบร้อน เขาค่อยๆพูดว่า “ ตามสีของวงแหวนที่นิ้วหัวแม่เท้าลูกของคุณ พวกเรายังมีเวลาเหลือประมาณหนึ่งอาทิตย์”

“ ถ้าพูดกันตามปกติ วิธีส่งวิญญาณนางตานีมีสองแบบ หนึ่งคือหาร่างแทน ใช้ของที่ไม่ชีวิตเช่นหุ่นฟาง

แล้วใช้วิชาหลอกตาอีกครั้ง ทําให้อีกฝ่ายสับสน จากนั้นก็ทาผงชาดลงบนตัวหุ่นฟาง เมื่อวิญญาณผีต้นกล้วยไม่ได้รับพลังหยางสามวัน และยังโดนผงชาดเข้าไป ก็จะตายโดยอัตโนมัติ ”

“ แล้วอีกวิธีนึงละครับ ? ” คุณหลงถามต่อด้วยความร้อนรน

 

“ วิธีที่สองจะใช้เมื่อวีธีแรกไม่สําเร็จ ก็คือการใช้กําลัง ตัดต้น เผาราก เรื่องนี้ก็ถือว่าจบสิ้น พูดว่ายากก็ยาก

แต่ถ้าต้องทําขึ้นมาจริงๆ จะต้องใช้แรงพอสมควร! ” ท่านนักพรตตูเป็นคนพูด เขาอธิบายวิธีสองแบบรอบหนึ่ง

 

หลังคุณหลงและคุณนายหลงฟังจบ ก็สูดหายใจเข้าหนึ่งครั้ง

จากนั้นคุณหลงก็เป็นคนพูดขึ้นมาว่า “ ท่านนักพรตต์ ขอแค่ช่วยชีวิตลูกชายของเราได้ ผมหลงโมเหรินจะต้องตอบแทนอย่างงาม พวกท่านได้โปรดช่วยลูกของผมด้วยเถอะนะครับ ”

 

เสียงของคุณหลงเพิ่งเงียบลง คุณนายหลงและหลงอ้าวเทียนก็ขอร้องให้พวกเราลงมือช่วยชีวิตหลงอ้าวเทียน

 

สําหรับคุณชายเจ้าสําราญ ผมไม่รู้สึกดีเลยสักนิด หรือแม้แต่ไม่อยากช่วยด้วยซ้ํา

แต่ถึงเจ้าหมอนี่จะเจ้าสําราญขนาดไหน แต่ก็เป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง

 

และการปราบสิ่งชั่วร้าย ก็เป็นหน้าที่ของพวกเรา เป็นงานที่พวกเราคนปราบสิ่งช่วยร้ายไม่อาจบอกปัดได้

ถ้าไม่กําจัดนางตานีต้นนี้ รอให้เจ้าสําราญคนนี้โดนดูดพลังจนตายแล้ว พลังของนางตานีตนนี้ต้องเพิ่มมากขึ้นอย่างมหาศาล

ถึงตอนนั้นเธอจะต้องไปพัวพันกับคนอื่นอีก หากลงมือในตอนนั้น ระดับความยากคงเพิ่มขึ้นไม่น้อย

และยังอาจทําให้ผู้บริสุทธิ์ต้องเดือดร้อนอีกมากมาย

ดังนั้น การลงมือในตอนนี้ เป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดแล้ว

ในฐานะผู้น้อย ตอนนี้ผมและเหล่าเฟิงได้แต่ยืนฟังอยู่ข้างๆ

เพราะหลงอ้าวเทียนเป็นคุณชายเจ้าสําราญที่ไปก่อเรื่องเอาไว้ไม่น้อย

ด้วยเหตุนี้ ท่านนักพรตตู้และพวกอาจารย์เลยกระซิบคุยกันสั้นๆ เห็นได้ชัดว่าอยากเพิ่มราคาขึ้นอีก

 

การช่วยคนประเภทนี้ จะไม่ให้เขาได้เสียเลือดหน่อย มันก็ยังไงๆอยู่

หลังจากนั้นก็ได้ยินอาจารย์ผมพูดว่า “ ลงมือครั้งนี้ เป็นเพราะค่อนข้างยุ่งยาก ค่าตอบแทนอาจจะค่อนข้างสูง ค่าใช้จ่ายจะไม่น้อยกว่าหกหลัก ”

 

อาจารย์คิดว่า หกหลักนี้ถือว่าเยอะมากแล้ว เพราะปกติเวลาเราออกไปทํางานข้างนอก ก็ได้เงินแค่สองสามพันเท่านั้น เวลาเจอบ้านที่จนหน่อยก็ได้ร้อยสองร้อย หรือแม้แต่ไม่ได้ค่าตอบแทนเลยด้วยซ้ำ

แต่สกุลหลงไม้ขาดเงินอยู่แล้ว บริษัทหลงฟากรุ๊ปใหญ่ขนาดนั้น ย่อมมีเงินทองไหลมาเทมาทุกวัน

รถคันนึงที่พวกเขาซื้อก็เจ็ดหลักขึ้นทั้งนั้น แล้วหกหลักจะนับเป็นอะไรได้ละ

นิยาย เรื่องนี้อัพเดตก่อนที่อื่น เว็ปแรกที่ลง novelza.com

เมื่อได้ยินว่าพวกอาจารย์ยอมช่วย พวกเขาก็ไม่คิดเลยสักนิด ตกปากรับคําทันที

หลังครอบครัวหลงรับปากแล้ว ทุกคนก็เริ่มทํางานกันทันที

 

อาจารย์และท่านนักพรตต์บอกว่า ถ้านางตานีถูกล่อออกมาแล้ว และเหยื่อยังไม่ตาย นางตานีตนนี้ก็จะไม่มีทางรามือ

 

และถ้าพูดกันโดยทั่วไปแล้ว นางตานีจะมาร่วมเสพสุขกับเหยื่อในตอนกลางคืน จนกระทั่งอีกฝ่ายตาย

คืนนี้นางตานีจะต้องมาที่นี่ ดังนั้นอาจารย์และคนอื่นๆจึงตัดสินใจว่า จะปักหลักอยู่ที่นี่

ใช้หุ่นแทนเจ้าหลงอ้าวเทียน รอนางตานีอย่างเงียบๆ ให้เธอเข้ามาติดกับเอง

 

ตอนนี้ใกล้หัวค่ําแล้ว อีกไม่นานฟ้าก็จะมืดแล้ว

ดังนั้นพวกเรามีเวลาไม่พอ และสิ่งที่ต้องเตรียมก็ยังมีอีกเยอะ แต่ละคนจึงมีงานของตัวเอง

ผมและเหล่าเฟิงถูกแบ่งให้ไปเตรียมของสองสิ่ง นั่นก็คือฟางและเชือกแดง……

 

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset