ศพ – ตอนที่ 311 ภาพผนึกโลง

ศพ ตอนที่ 311 ภาพผนึกโลง

ตอนที่ 311 ภาพผนึกโลง

ผมทำหน้าหมดคำพูด บอกซิว่าเธอเป็นแค่ผีผู้หญิงคนหนึ่ง ถ้าว่างมากก็ไปฝึกฝนวิชาอะไรโน้นซิ จะมาวาดภาพทำไม

ถึงเธอจะวาดภาพก็วาดไปซิ จำเป็นต้องวาดภาพร่างมนุษย์อย่างเดียวหรือไง

แถมยังต้องเป็นภาพที่ไม่ใส่เสื้อผ้าประเภทนั้นอีก ผมรู้ได้แค่เพียงตอนนี้บนหัวของผมกำลังเต็มไปด้วยเส้นสีดำ

“ แบบร่างร่างกายมนุษย์ ไม่ได้ วันนี้หนาวมาก เธอไปหาคนอื่นเถอะ !” ผมกอดเสื้อแน่น ไม่ยอมเป็นแบบให้มู่หลงเหยียน

ผลลัพธ์ม่หลงเหยียนกลับระเบิดอารมณ์ออกมาทันที เธอจับคู่กันกระแทกโต๊ะ “ เจ้ากาก บอกให้ถอดก็ถอดซิ จะพูดอะไรเยอะแยะ ถ้านายยังไม่ถอด ฉันจะสั่งให้คนช่วยถอดให้เอง !”

เสียงเพิ่งเงียบลง พวกสาวใช้ที่ยืนอยู่ด้านข้าง ก็เข้ามาล้อมผมทันที

หน้าแต่ละคนไร้อารมณ์ทั้งนั้น ท่าทางเหมือนกำลังรอคำสั่งจากมู่หลงเหยียนอยู่ จากนั้นพวกเธอก็จะดึงเสื้อผ้าของผมออกทันที

ขณะมองกลุ่มคนกระดาษที่อยู่รอบตัว ผมก็อยากฉีกพวกเธอเป็นชิ้นๆจริงๆ

แต่อีกฝ่ายมีคนเยอะกว่า แถมยังมีมู่หลงเหยียนคอยหนุนหลังผมก็เลยได้แต่ยอมแพ้ ไม่กล้าลงมืออีกต่อไป

“ ไม่ถอดไม่ได้เหรอ ? ”

“ กางเกงไม่ถอดก็ได้ แต่เสื้อไม่ได้ !” มู่หลงเหยียนพูดอยู่อย่างสบายๆ

แต่ในใจของผมกลับกำลังหนาวสั่น ผมขนเสื้อผ้า แถมยังแบกโลงมาให้เธอตั้งไกล

ผลลัพธ์พอมาถึงที่ มู่หลงเหยียนกลับใช้ให้ผมมาเป็นนายแบบ ในการวาดภาพร่างของเธอ

อากาศหนาวน่ากลัวขนาดนี้ ยัยนี่คิดจะทรมานผมอีกแล้วใช่ไหมเนีย

ผมรู้สึกว่ามู่หลงเหยียนเป็นโรคจิตจริงๆหรือเปล่า ? ชอบทรมานผมเพื่อความสนุกสนานอยู่เรื่อย

แต่ด้วยความอ่อนของผมในตอนนี้ นอกจากจะมีมู่หลงเหยียนที่โหดตัวแม่แล้ว

ตรงนี้ยังมีสาวใช้คนกระดาษของเธอ ที่กำลังจ้องจะเขมือบผมอยู่แถมจำนวนคนก็มีไม่น้อยอีกด้วย

ถ้าเกิดการต่อสู้ขึ้นมา ผมจะต้องขาดทุน ได้ไม่คุ้มเสียแน่ๆ

มู่หลงเหยียนเห็นผมลังเล จึงพูดขึ้นมาอีกครั้ง “ ผู้ชายอกสามศอกอย่างนาย ทำไมถึงได้เลิ่กลั่กแบบนี้ฮะ ?

ก็แค่วาดภาพให้นาย ถอดเสื้อแค่นั้น มันยากขนาดนั้นเลยเหรอฮะ ? ถ้านายยังไม่ถอดอีก ฉันจะสั่งให้พวกเธอลงมือกับนายจริงๆ แล้วนะ ! ”

“ จะวาดจริงๆเหรอ ? ”

“ ต้องวาดอยู่แล้ว อย่าพูดมาก !” มู่หลงเหยียนหยิบพู่กันขึ้นมา อีกครั้งส่งสัญญาณให้ผมถอดเร็วๆหน่อย

ส่วนยายโม่ที่หัวเราะคิกคักอยู่ข้างๆ กลับพูดขึ้นมาในเวลานี้ “ คุณผู้ชายทำตามที่คุณหนูบอกเถอะเจ้าค่ะ ! คุณหนูแค่อยากมีภาพของคุณผู้ชายเก็บเอาไว้เท่านั้น”

เมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจผมก็มีเสียงดัง “ ศึก ” ท่าทางก็เปลี่ยนไปทันที

อ่อ ! มู่หลงเหยียนทำเพราะเรื่องนี้นี่เอง อยากเก็บภาพผมเอาไว้หรือว่าอยากเก็บภาพผมเอาไว้ เพราะเห็นภาพก็เหมือนเห็นคน

เมื่อกี้ผมยังลังเลคิดไม่ตก แต่ตอนนี้ผมกลับยืดอกตัวตรง มีความสุขขึ้นมาทันที

ขณะเดียวกันผมก็พูดกับมู่หลงเหยียนว่า “ อ่อ แล้วทำไมไม่รีบพูดละ ?”

พอผมพูดจบ ผมก็ไม่ลังเลถอดเสื้อออกทันที เผยให้เห็นร่างกายท่อนบน

แม้อากาศจะค่อนข้างหนาว แต่ใจของผมกลับเต้นเร็วมาก

มู่หลงเหยียนค่อนข้างโหดก็จริง แต่ผมก็ชอบเธอ

ผมไม่สนใจความหนาว พูดกับมู่หลงเหยียนว่า “ ฉันพร้อมแล้วเธอจะเอาท่าไหน ”

มู่หลงเหยียนเห็นผมเป็นแบบนี้ ก็คลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย แต่มันกลับทำให้หน้าของเธอดูสวยมาก

“ นายแค่นั่งตัวตรงก็พอแล้ว ! ”

หลังจากพูดจบ มู่หลงเหยียนก็ให้ผมไปนั่งบนหินที่อยู่ห่างออกไปจากนั้นเธอก็หยิบพู่กันขึ้นมา

แล้วเพ่งสมาธิทั้งหมดไปที่การวาดภาพ

แม่เจ้า! อากาศหนาวจริงๆ

ผ่านไปไม่นานผมก็หนาวจนตัวสั่น ขนทุกเส้นตั้งหมดแล้ว และเริ่มจะจามแล้ว

แต่ก็ไม่รู้ว่าผ่านไปนานแค่ไหนแล้ว ตัวผมสั่นไม่หยุด จึงเริ่มพูดว่า “ น้องศพเสร็จ เสร็จหรือยัง ! ถ้า ถ้ายังไม่เสร็จอีกฉันจะเป็นหวัด แล้วนะ ! ”

พอพูดจบ ผมก็จามออกมาสองสามครั้ง

แต่มู่หลงเหยียนกลับยกยิ้มที่มุมปาก “ ไม่เป็นไร นายเป็นหวัด แล้วนิงั้นก็ทนต่อไปอีกหน่อยนะ !”

ผมทำหน้าหมดคำพูดอีกครั้ง ยัยนี่รู้ว่าผมเป็นหวัดแล้ว ก็ยังไม่รีบวาดอีก

ผมทำอะไรไม่ได้ ใครใช้ให้เธอเป็นเมียผมละ

ทันใดนั้นเองผมก็รีบใส่เสื้อผ้าทันที ผมรู้สึกอุ่นขึ้นมาไม่น้อย แต่น้ำมูกก็เริ่มไหลแล้ว เห็นได้ชัดว่าผมเป็นหวัดแล้ว

แต่ในเวลานี้เอง สาวใช้ข้างๆ กลับยกน้ำสีดำร้อนๆ เข้ามา

ยายโม่ก็มารับช่วงต่อ จากนั้นเธอก็พูดกับผมว่า “ คุณผู้ชาย รีบดื่มยาถ้วยนี้ซิเจ้าคะ ! พอตื่นขึ้นมาพรุ่งนี้ ”

“ คุณผู้ชายก็จะไม่เป็นอะไรสักอย่างแล้วเจ้าค่ะ ! ”

ยายโม่ยังน่ารักเหมือนเดิม ! ผมหนาวจะแย่แล้ว จึงรีบรับถ้วยยาดื่มลงไปทันที

ส่วนมู่หลงเหยียนกำลังดูภาพที่วาดเสร็จแล้วครู่หนึ่ง จากนั้นถึงได้หันมาพูดกับผม “ เจ้ากาก รีบมาดูซิ

ดูว่าฉันวาดเป็นยังไงบ้าง ?

ดึกดื่นปานนี้ ผมต้องนั่งรื้ออยู่ตั้งนาน จึงเป็นธรรมดาที่จะอยากเห็นว่ามู่หลงเหยียนวาดผมออกมาเป็นยังไงบ้าง

ผมรีบเข้าไปดูที่โต๊ะทันที

ใช้ได้นิ ยัยตัวแสบ ด้านบนกระดาษขาว มีรูปผู้ชายท่าทางไม่ธรรมดา และดวงตาที่แน่วแน่

นี่ไม่ใช่ใครอื่น นี่ก็คือภาพวาดของผม

ต้องยอมรับจริงๆว่า ฝีมือวาดภาพของมู่หลงเหยียนไม่เลวเลย จริงๆวาดออกมาได้คล้ายมาก

“ เป็นยังไงบ้าง ? ฝีมือวาดภาพของฉันใช้ได้ใช่ไหมละ !” มู่หลงเหยียนพูดออกมาอีกครั้ง ด้วยความมั่นหน้า

“ ไม่เลวเลยจริงๆ ต่อไปเธอก็แขวนภาพวาดของฉันเอาไว้ในห้องของเธอนะ เวลาคิดถึงฉันขึ้นมาจะได้เดินไปดูได้ !” ผมพูดอย่างมีความสุข

ขณะเดียวกันผมก็คิดว่ามู่หลงเหยียนแอบรักผมมานานแล้วหรือเปล่า เพราะเธอเป็นผีหัวดื้อไม่ยอมใคร

เลยไม่รู้จะพูดกับผมยังไง จึงใช้วิธีนี้มาบอกใบ้ให้ผมรู้

ผมจินตนาการในใจ เอ๊ะ ! เหมือนมันจะเป็นไปได้นะ

ผลลัพธ์วินาทีต่อมา มู่หลงเหยียนกลับกลอกตา เหมือนเธอจะอ่านใจผมออก “ เจ้ากาก คิดอะไรอยู่นะ !

เร็วหน่อย รีบหยดเลือดลงไปในภาพ”

“ คือหยดเลือด ? ”

“ คือ หยดเลือด ! พูดอะไรเยอะแยะ รีบๆทำเข้าซิ ! ” มู่หลงเหยียนกระตุ้นต่อทันที

ผมไม่เข้าใจ แต่ก็ทำตามที่มู่หลงเหยียนบอก ใช้เข็มข้างๆ แทงนิ้วตัวเอง จากนั้นก็หยดเลือดลงบนภาพวาด

จะว่าไปแล้วมันก็แปลก หยดเลือดหยดนั้นเพิ่งสัมผัสกับภาพวาดกลับไม่มีแม้แต่คราบเลือด

มันกลับหายไปอย่างรวดเร็ว ราวกับเข้าไปอยู่ในภาพวาดเลือด ถูกภาพวาดข้างในดูดซับไปดื้อๆแบบนั้น

ตัวผมที่อยู่ในภาพวาด เหมือนมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันที โดยเฉพาะดวงตาคู่นั้น มันเหมือนของจริงสุดๆ ผมเลยรู้สึกแปลกใจขึ้นมาทันที

ในขณะที่ผมกำลังอึ้งอยู่ มู่หลงเหยียนก็หยิบภาพวาดของผม ขึ้นมาอย่างดีใจ

หลังจากนั้นก็เดินไปที่หน้าโลงเหล็กที่ผมแบกมาให้ก่อนหน้านี้

ผมยังงงอยู่ ไม่รู้ว่ามู่หลงเหยียนกำลังจะทำอะไร

ผลลัพธ์วินาทีต่อมา เธอก็นำภาพวาดของผม ไปกางเอาไว้ที่ฝาโลง

“ น้องศพ เธอเอาภาพวาดของฉันไปกางเอาไว้ที่ฝาโลงทำไม” ผมสงสัย

“ ผนึกโลงไง ! ” มู่หลงเหยียนทำหน้าจริงจัง

เมื่อคำพูดนี้ออกมา “ พรึบ ” สีหน้าของผมก็เปลี่ยนไปทันที หัวร้อนแทบจะโมโหตายซะเดี๋ยวนั้น

วาดมาตั้งนานสองนาน เธอไม่ได้เอาภาพวาดของฉันมาไว้ดูเวลาคิดถึง

แต่เอามาเป็นของขับไล่สิ่งชั่วร้าย ใช้ผนึกโลง

ผมทำหน้าหมดคำพูด รู้สึกว่าตัวเองโดนหลอกเข้าแล้ว

แต่มู่หลงเหยียนกลับไม่สนใจท่าที่ผมเลยสักนิด กลับกันเธอยังพูดกับผมว่า “ โอเคแล้ว เรื่องแรกเสร็จแล้ว ตอนนี้นายเอาเสื้อผ้าข องฉันมาให้ดูได้แล้ว ! ”

“ ภาพ ภาพเหมือนของฉัน…” ผมอยากเอาภาพของตัวเองกลับมา ถ้าคนนอกรู้เข้า ว่าเมียผมเอาภาพเหมือนของผมไปผนึกโลงผมจะไม่อับอายขายขี้หน้าชาวบ้านเลยเหรอ

ผลลัพธ์ผมยังพูดไม่จบ มู่หลงเหยียนก็พูดแทรกผมทันที “ ภาพเหมือนกับโลงเหล็กก็อย่างนี้แหละ นายเลิกยืดอาดได้แล้ว รีบไปหยิบเสื้อผ้ามาให้ฉันดู… ”

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset