ศพ – ตอนที่ 314 โลงเหล็กกักวิญญาณ

ศพ ตอนที่ 314 โลงเหล็กกักวิญญาณ

ตอนที่ 314 โลงเหล็กกักวิญญาณ

เป็นธรรมดาที่อาจารย์จะรู้จักเสี่ยวม่าน ในเวลานี้เมื่อได้ยินผมพูดถึงขนาดนั้น เขาก็หลี่ตาลง แล้วพูดขึ้นว่า “ ในเมื่อเธอโทรหามาแล้วก็ต้องไปดูให้อยู่แล้วแกอยากให้อาจารย์ไปด้วยไหม ? ”

เมื่อได้ยินอาจารย์พูดถึงขนาดนั้น เดิมทีผมก็อยากให้อาจารย์ไปด้วยอยู่หรอก

แต่ยังไม่ทันพูดออกมา อาจารย์ก็ไอ “ แค่กแค่กแค่ก ” สองสามครั้งเห็นได้ชัดว่าเขาเป็นหวัดแล้ว

ดังนั้นผมก็เลยพูดกับอาจารย์ว่า “ ไม่ต้องหรอกอาจารย์ ผมไปดูก่อนถ้าจัดการไม่ไหวจริงๆผมจะโทรหาอาจารย์นะ !”

อาจารย์เช็ดน้ํามูกแล้วพูดขึ้นว่า “ อ๋อ ก็ดีเหมือนกันไปฝึกให้เยอะๆหน่อย มีประโยชน์กับตัวแก ! แกไปคนเดียวฉันไม่วางใจแกเรียกเสี่ยวเฟิงกับยัยหนูนั่นไปด้วยซิ ! พวกแกสามคนไปด้วยกันจะได้มีคนคอยช่วย”

“ โอเค ! ”

ขณะตอบรับ ผมก็เตรียมอาวุธเรียบร้อยแล้ว

หลังจากนั้นผมก็เดินไปจุดธูปที่ป้ายวิญญาณ บอกลาอาจารย์จากนั้นก็เดินออกไปทันที

ล่าเฟิงแค่ไหล่หลุดเท่านั้น บวกกับที่เขามีสุขภาพแข็งแรงตอนนี้ก็เลยดีขึ้นเจ็ดสิบแปดสิบเปอร์เซ็นต์แล้ว

ในเวลานี้เมื่อได้ยินว่าผมจะออกไปทํางานข้างนอก เขาก็ตอบตกลงทันที

ตอนหยางเฉวรับโทรศัพท์ผม เธอบอกว่าออกมาเขียนภาพร่างข้างนอก

พอได้ยินคําว่า “ ภาพร่าง ” สองคํานี้ ผมก็รู้สึกหนาวขึ้นมาทันทีคิดถึงตอนที่มู่หลงเหยียนเอาภาพร่างของผมไปแปะบนโลงเหล็ก

แต่หลังจากลังเลพักหนึ่ง เธอก็บอกให้ผมบอกวัตถุประสงค์มา

หยางเนิ่วให้ความสําคัญกับการปราบสิ่งชั่วร้ายเป็นพิเศษ เธอเลยไม่พูดอะไรไร้สาระ บอกให้พวกเราไปรอรับเธอที่หน้ามหาลัยตัวเธอจะกลับไปเตรียมของหน่อย

ผ่านไปไม่นาน ผมและเหล่าเฟิงก็มารวมตัวกันที่ขนส่ง

ตอนเจอกัน ผมเล่าเหตุผลและวัตถุประสงค์ให้เหล่าเพิ่งฟังอย่างละเอียดรอบหนึ่ง

เราคุยกันพักหนึ่ง แต่ละคนต่างคิดว่าเกิดบางอย่างขึ้นกับโลงศพโลงนั้น แต่ไม่ได้คิดว่ามันเป็นปัญหาใหญ่โตอะไร

อย่างมากที่สุดก็คือผีร้ายออกมาฆ่าคน ตอนนี้พลังของพวกเราสามคน กับผีร้ายหนึ่งตน ยังไม่ใช่เรื่องเล็ก

ไม่อย่างนั้นอาจารย์ก็คงไม่สบายใจ ไม่ยอมปล่อยผมไปจัดการเรี่องนี้คนเดียว

ต่อจากนั้น ผมสองคนก็ขึ้นรถไปในเมือง จากนั้นก็ต่อรถไปยังเขตทางใต้ของเมือง

ระหว่างทางตอนผ่านมหาวิทยาลัยศิลปะชิงชาน เราก็แวะรับหยางเนิ้วด้วย

วันนี้หยางเนิ่วใส่กางเกงยีนสีน้ําเงิน และเสื้อโค้ทสีดําดูมีออร่าสุดๆ และดูดีมากอีกด้วย

แม้แต่คนขับรถแท็กซี่ที่นั่งอยู่ด้านใน ก็ยังมองหยางเฉ่วผ่านกระจกหลังสองสามรอบ

เพราะคุยบนรถไม่ค่อยสะดวก เราก็เลยคุยกันเล่นสองสามประโยค

พอมาถึงเมืองทางใต้ ก็เป็นเวลาห้าโมงกว่าแล้ว

ตอนมาถึงหน้าประตูไซต์งานก่อสร้าง Happy Home เราก็ไม่ต้องโทรหาเสี่ยวม่านเลยสักครั้ง

เพราะท่ามกลางลมหนาว เสี่ยวม่านได้ยืนถมือรอพวกเราอยู่แล้ว

เมื่อเห็นเสี่ยวม่านอยู่ไกลๆ ผมก็โบกมือให้เธอทันที “ เสี่ยวม่าน

พอเสี่ยวม่านได้ยินเสียงของผม เธอก็หันมามอง

เมื่อเห็นว่าเป็นพวกเรา ก็เห็นได้ชัดว่าเธอดีใจมาก รีบวิ่งเข้ามาหาทันที

ข้างหลังเสี่ยวม่าน ยังมีผู้ชายร่างสูงผอม อายุน่าจะราวๆสามสิบกว่าอยู่ด้วย

“ เสี่ยวม่าน ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ ” หยางเฉ้วก็ทักทาย

เสี่ยวม่านสุภาพมาก เธอคลี่ยิ้มเล็กน้อย พร้อมบอกให้พวกเราเข้าไปนั่งข้างในก่อน

เมื่อเข้ามาในไซต์งานก่อสร้างแล้ว ผมก็พบว่าในไซต์งานเงียบสนิทราวกับไม่มีคนอยู่เลย

เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว ผู้ชายคนนั้นก็รินน้ําร้อนให้เราคนละแก้ว

ในเวลาเดียวกันเสี่ยวม่านก็พูดกับพวกเราว่า “ พวกนายมาก็ดีแล้วฉันจะได้สบายใจสักที ! ”

“ ใช่ครับ ! รองผู้จัดการยืนรอทุกท่านอยู่ข้างนอกตั้งหนึ่งชั่วโมงเลยนะครับ !” ชายแปลกหน้าพูดขึ้น

เมื่อได้ยินคําพูดนี้ ผมก็หันไปมองเสี่ยวม่านทันที “ เธอโง่หรือเปล่าเนี่ย ? อากาศหนาวขนาดนี้เธอจะรอข้างนอกทําไม ! ไม่ได้คุยกันแล้วเหรอ ? ว่าถึงแล้วฉันจะโทรหาเองน่ะ ”

เสี่ยวม่านหยิบแก้วน้ําร้อนขึ้นมาถือ พร้อมคลี่ยิ้มออกมาเล็กน้อย “ไม่เป็นไรคือใช่ เกือบลืมแนะนําให้รู้จัก

นี่คือผู้ช่วยของฉัน ฟางฉางเจียง เป็นคนกันเอง ”

“ สวัสดีครับทุกคน !” ขณะพูด ฟางฉางเจียงคนนี้ก็คลี่ยิ้มเล็กน้อยและจับมือพวกเราที่ละคน

ทุกคนก็คลี่ยิ้มเล็กน้อย แนะนําตัวเองสั้นๆ ก็ถือว่าทําความรู้จักกันเสร็จแล้ว

หลังจากนั้นเราก็ได้ยินเหล่าเฟิงพูดว่า “ คุณหนูจ้าว พวกเรามาเข้าประเด็นกันดีกว่า ! เรื่องไซต์งานก่อสร้าง คุณช่วยเล่าให้พวกเราฟังอย่างละเอียดหน่อย”

เสียงของเหล่าเฟิงเพิ่งเงียบลง ชายที่ชื่อฟางฉางเจียงก็รีบพูดต่อทันที “ ให้ผมเล่าดีกว่า ! ผมอยู่ที่นี่ตลอด !

ผมรู้ดีว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง !”

“ ได้ งั้นคุณเล่าเถอะ !” ผมพูด

ฟางฉางเจียงสูดหายใจเข้าลึกๆ จากนั้นก็พูดว่า “ เรื่องนี้เป็นเรื่องที่แปลกมาก เมื่อหนึ่งอาทิตย์ก่อนผมมาดูงานที่ไซต์งานก่อสร้าง จู่ๆรถขุดก็ขุดเจอโลงศพโลงหนึ่งทางตะวันตกของไซต์งานทุกคนในที่นั้นเลยลงไปขุดดิน คิดว่าเผื่อจะขุดได้ของโบราณอะไรสักอย่างขึ้นมาได้ ตอนนั้นไม่ว่าผมจะห้ามเท่าไหร่ก็ไม่มีใครฟัง ! ”

* ผลลัพธ์ในหลุมนั้นนอกจากโลงศพโลงนั้นแล้ว ก็ไม่มีอย่างนอีก และยังมีคนงานใจกล้าไม่กี่คน ไปหยิบอุปกรณ์ มาเปิดฝาโลงออกแต่ข้างในนอกจากศพศพนึ่งแล้ว ก็ไม่มีของมีค่าอย่างอื่นอีกต่อมาพวกเราติดต่อไปทางสํานักมรดกและวัฒนธรรม โลงศพโลงนั้นเลยถูกขนออกไปแล้ว เพียงแต่ในเช้าวันถัดว่า คนขับรถขุดคน นั้นก็เสียชีวิต หลังจากนั้นคนงานไม่กี่คนที่ร่วมกันเปิดโลงโลงนั้นก็เริ่มตายจากอุบัติเหตุติดกันเรื่อยมา..”

ฟางฉางเจียงเล่าได้ละเอียดมาก หรือแม้แต่ยังพูดถึงรายละเอียดอีกมากมาย

หยางเนิ่วในเวลานี้กําลังขมวดคิ้ว เดินกลับไปกลับมาอยู่ในห้องทันใดนั้นเองเธอก็ถามขึ้นมาว่า “ งั้นคุณยังจําได้ไหมว่าโลงศพโลงนั้นทํามาจากวัสดุอะไร มีลวดลายอะไรบ้าง ? ”

ฟางฉางเจียงลังเลอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็พยักหน้ารับ “ จําได้จําได้โลงศพโลงนั้นเป็นโลงเหล็ก… ”

“ โลงเหล็ก ” ผมพลั้งปากพูดด้วยความตกใจ เหล่าเฟิงและหยางเนิ่วก็เคร่งขรึมขึ้นมาทันที

ตอนนี้ผมรู้สึกสนใจโลงเหล็กโลงนี้มาก และโลงศพเหล็กก็เป็นสิ่งกักวิญญาณแต่มันดันโดนคนงานช่วยกันเปิดแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้งั้นผีที่อยู่ข้างในก็ต้องถูกปล่อยออกมาแล้วอย่างแน่นอน

ฟางฉางเจียงทําหน้าเคร่งเครียด “ ใช่ เป็นโลงเหล็ก ถึงผมจะไม่ได้ไปเปิดโลงด้วย แต่ผมก็เคยสัมผัสโลงมาก่อน มันเป็นโลงเหล็กแน่นอน ! ”

ทุกคนพยักหน้าเล็กน้อย ส่งสัญญาณให้ฟางฉางเจียงพูดต่อ

“ นอกจากโลงจะทําจากเหล็กแล้ว ด้านบนยังมีลายที่แปลกมากมันเป็นรูปสลักหมาสามตัว ใช่หมาสามตัว แถมยังมีลายโซเหล็กด้วย ฝีมือประณีตมาก ต้องเป็นของโบราณแน่ๆ เพียงแค่ด้านในไม่มีของอย่างอื่นอยู่เลย ” ฟางฉางเจียงพูดออกมาอีกครั้ง

เมื่อได้ยินถึงตรงนี้ สีหน้าของพวกเราสามคนก็เปลี่ยนเป็นมืดมนขึ้นมาทันที

พูดตามหลัก ลายบนโลง ถ้าไม่เป็นอักษรคําว่า “ ชีวิต” ก็ต้องเป็นลายมังกรหรือลายนกฟีนิกซ์

แต่สลักรูปหมาบนโลง และยังมีโซ่ล่ามอีกด้วย นี่มันผิดปกติแล้วต้องอัปมงคลถึงขนาดไหนเนี่ย

หมาเห่าผี แมวเรียกศพ

สลักหมาสามตัวเอาไว้บนโลง ต้องมีความแค้นกับผู้ตายขนาดไหนเนี่ย

แถมด้านบนยังมีโซอีก นี่หมายความว่า ถึงจะตายแล้วก็ไม่ยอมปล่อยอีกฝ่ายไป ต้องการผูกมัดผู้ตายไปจวบจนนิรันดร์งั้นเหรอ

และวัสดุที่ใช้ทําโลงยังเป็นเหล็กอีกด้วย ก่อนหน้าผมก็เคยอธิบายเรื่องโลงเหล็กไปแล้วมันเป็นของที่ใช้กักขังวิญญาณ

และวิญญาณที่โดนกักขังอยู่ในโลง จะไม่มีวันได้ไปผุดไปเกิด แถมยังต้องทรมานไปตลอดกาลอีกด้วย

ถ้าวิญญาณโดนขังเอาไว้ในนี้เป็นเวลานาน ไม่มีทางที่จะไม่กลายเป็นวิญญาณร้าย และพออยู่นานเข้า ก็จะมีพลังชั่วร้ายมาก

ขึ้นเรื่อยๆ

ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้ คราวนี้พวกเราต้องมาเจอกับผีร้ายตนหนึ่งอย่างแน่นอน

ส่วนผีร้ายจะร้ายกาจขนาดไหน ตอนนี้พวกเราเองก็ยังไม่แน่ใจ..

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset