ศพ – ตอนที่ 329 ไปโรงพยาบาล

ตอนที่ 329 ไปโรงพยาบาล

ตอนนี้เรื่องผีร้ายในไซต์งานก่อสร้างได้ปิดฉากลงแล้ว

เราไม่เพียงได้รู้ถึงความร้ายกาจของผีชุดแดงแต่ยังได้รู้ถึงความแข็งแกร่งของเหล่าผู้นำผีด้วย

แต่สิ่งที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือพวกเราได้แก่นพลังหยินมาด้วย

ขอแค่มีเจ้าสิ่งนี้อยู่เราก็มีคำตอบให้พี่เฟิงแล้ว

ตั้งแต่นี้เป็นต้นไปการควบคุมร่างกายของเหล่าเฟิงก็จะไม่โดนคุกคามอีกแล้วแบบนี้เหล่าเฟิงก็จะได้ไม่ต้องกังวลอะไรอีก

แน่นอนในเวลาเดียวกันผมก็จัดการปัญหากวนใจให้เสี่ยวม่านได้แล้ว

แบบนี้เสี่ยวม่านไม่เพียงจะสามารถดำเนินการก่อสร้างที่นี่ต่อไปได้ยังสามารถทำให้คนธรรมดาที่ไม่ค่อยมีเงินได้ซื้อที่พักอาศัยในราคาถูกกด้วยและสามารถทำภารกิจที่บริษัทมอบหมายให้เธอได้สำเร็จอย่างราบรื่น

ตอนนี้ดูเหมือนการจัดการผีผู้หญิงหนึ่งตนจะสร้างประโยชน์และความสุขให้กับทุกคนอย่างมากมาย

เพียงแค่ก่อนจะมาถึงจุดนี้ได้เราก็ผ่านอันตรายมาพอสมควรตอนนี้ผมรู้สึกเจ็บที่หน้าอกอยู่หน่อยๆ

คงเป็นเพราะได้รับบาดเจ็บภายในเมื่อกลับไปคงต้องพักรักษาตัวอีกสักระยะหนึ่ง

ผมเร่งฝีเท้าผ่านไปไม่นานผมก็กลับเข้ามาในตัวอาคาร

เพิ่งเข้ามาในห้องก็เห็นเหล่าเฟิงหยางเนิ่วเสี่ยวม่านและฟางฉางเจียงกำลังคุยกันอยู่

 ท่านนักพรตเฟิงท่านนักพรตหยางพวกท่านเป็นหนุ่มสาวที่มีความสามารถจริงๆอายุเพียงน้อยนิดก็เก่งถึงขนาดนี้แล้วอายุน้อยแค่นี้ก็มีพลังเยอะถึงขนาดนี้แล้วเหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ที่ส่องแสงบนท้องฟ้าดาวดวงใหม่ที่เจิดจรัส….. 

ฟางฉางเจียงชมและประจุบไม่ขาดปากอย่าว่าแต่เหล่าเฟิงและหยางเจ๋วเลยแม้แต่บอสของเขาเสี่ยวม่านตอนนี้ก็ยังทำหน้าไปไม่ถูกเลย

แต่ในตอนนั้นเองพอทุกคนเห็นผมเดินเข้ามาในห้องก็หันมามองด้วยใบหน้าดีใจทันที

 เป่านายกลับมาแล้ว! เสี่ยวม่านตื่นเต้นนมาทันทีเธอเรียกชื่อนี้ออกมาตรงๆ

ผมเองก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากนักเพียงคลี่ยิ้มเล็กน้อยเท่านั้น อ๋อ!จัดการทุกอย่างเสร็จแล้วพรุ่งนี้พวกเธอก็เริ่มก่อสร้างต่อได้แล้ว! 

 ท่านนักพรตติงเชิญนั่งก่อนครับท่านนักพรตทุกท่านเก่งจริงๆ!คิดไม่ถึงว่าปัญหายุ่งยากที่กวนใจเรามาหลายวันจะได้ท่านทั้งสามช่วยแก้ปัญหาให้เราภายในครึ่งคืน! ฟางฉางเจียงพูดต่อเขารีบลากเก้าอี้ให้ผมแล้วบอกให้ผมนั่งลงทันที

ตอนนี้ผมเหนื่อยพอตัวจึงไม่เกรงใจแอ่นกันนั่งลงไปทันทีขณะเดียวกันก็ไม่สนใจคำประจบสอพอของฟางฉางเจียง

 ติงฝานส่งกลับไปหมดแล้วเหรอ? หยางเนิ่วไม่ได้พูดออกมาอย่างชัดเจนแต่ผมก็เข้าใจดีว่าเธอกำลังพูดถึงเรื่องอะไร

ผมพยักหน้า กลับไปหมดแล้ว!วางใจได้! 

หลังจากพูดจบผมก็หันไปมองเหล่าเฟิงเขาดูท่าทางไม่ดีเท่าไหร่จึงถามเขาว่า เหล่าเฟิงหน้าอกนายเป็นยังไงบ้าง? 

เหล่าเพิ่งคลี่ยิ้มมองหน้าอกตัวเองที่โดนพันเอาไว้แบบเรียบๆ เรื่องเล็กแผลแค่นี้ไม่มีอะไรน่าเป็นห่วงหรอกน่า! 

ผลลัพธ์เสียงเหล่าเฟิงเพิ่งเงียบลงหยางเฉวก็กลอกตาอยู่ข้างๆ ยังบอกว่าไม่ต้องเป็นห่วงกระดูกของนายจะโผล่ออกมาอยู่แล้ว!อาการหนักจะตายตอนนี้แค่หยุดเลือดเอาไว้เท่านั้นยังไงก็ต้องไปทำแผลที่โรงพยาบาลฉีดยาบาดทะยัก!แล้วก็ยังต้องดูด้วยว่ามีเลือดคลั่งในปอดไหม 

หยางเฉ่วเพิ่งพูดจบเสี่ยวม่านก็พูดต่อทันที ต้องขอโทษด้วยจริงๆปัญหาของพวกเราทำให้ทุกคนต้องบาดเจ็บแล้วฉันติดต่อกับโรงพยาบาลในเมืองเอาไว้แล้วอีกเดี๋ยวพวกเราแค่เข้าไปก็รักษาได้แล้ว! 

 ใช่ใช่ใช่เรื่องพวกนี้เราจัดการเรียบร้อยหมดแล้วบริษัทเรามีหุ้นอยู่ในโรงพยาบาลนั้นเรากำลังรอท่านนักพรตติงกลับมาจะได้เดินทางไปพร้อมกันถึงตอนนั้นเราจะให้โรงพยาบาลตรวจสอบพวกท่านให้ละเอียดทุกอย่างเลยครับ ฟางฉางเจียงพูดต่อ

เมื่อได้ยินหยางเฉ่วพูดว่าอาการหนักขนาดนั้นผมก็ลุกขึ้นทันที งั้นพวกเราอย่าเสียเวลาอยู่เลยไปกันเลยเถอะ! 

แม้เหล่าเฟิงจะดูไม่เจ็บถึงขนาดนั้นแต่ร่างกายของเขาเขาย่อมรู้ดีที่สุด

เขาเป็นคนที่บาดเจ็บหนักที่สุดเสื้อตรงหน้าอกโดนฉีกออกทั้งหมดบริเวณหน้าอกยังมีรอยข่วนที่บาดลึกเหลือทิ้งเอาไว้

เสื้อด้านในชุ่มเลือดไปหมดแล้วแม้เขาจะใส่ยาสมานแผลห้ามเลือดเอาไว้แล้วแต่แผลก็ยังอยู่และเปิดกว้างมากยังไงก็ต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

ถ้าติดเชื้อหรือมีอาการอย่างอื่นแทรกซ้อนงั้นก็ได้ไม่คุ้มเสียแล้ว

ที่ไซต์งานก็ไม่มีอะไรแล้วเหล่าเฟิงเองก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไรหลังจากผมเข้าไปช่วยประคองแล้วเราก็ออกไปจากห้องทันที

ฟางฉางเจียงผู้ช่วยของเสี่ยวม่านจัดการเรื่องต่างๆเก่งมากทั้งช่วยเปิดประตูเปิดไฟสุดท้ายเขายังขับรถหรูรีบมารับพวกเรา

พวกเราห้าคนขึ้นไปบนรถทีละคน

หลังจากนั้นก็ออกไปจากไซต์งานที่ทำให้พวกเราต้องมาเสี่ยงอันตรายจนเกือบเสียชีวิตทันที

ขณะอยู่บนรถเหล่าเฟิงและหยางเจ่วก็ไม่ได้ถามว่าตอนหลังผมคุยอะไรกับหวางเป่าเฉิงและเพิ่งหนิว

เห็นได้ชัดว่าพวกเขาเหนื่อยมากแต่ละคนต่างเอนหลังพิงเบาะพักผ่อนกันทันที

พวกเราเหนื่อยมากจริงๆบวกกับที่พวกเราสามคนเพิ่งออกมาจากสนามรบและยังบาดเจ็บกันทุกคน

พวกเราอาจจะไม่ได้บาดเจ็บหนักอย่างเหล่าเฟิงแต่ภายในระยะเวลาสั้นๆพวกเราก็ไม่อาจทำให้อะไรที่มันเสี่ยงอันตรายแบบนี้ได้อีกอย่างแน่นอน

เมื่อมาถึงหน้าโรงพยาบาลเราก็พบว่ามันเป็นโรงพยาบาลเอกชนถึงว่าทำไมมีหุ้นส่วนตัวได้

ตอนนี้ที่หน้าโรงพยาบาลมีหมอและพยาบาลกลุ่มหนึ่งรออยู่แล้ว

ฟางฉางเจียงทำท่าเป็นคนอยู่เหนือขึ้นมาทันทีเขาตะโกนใส่เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลคนหนึ่งสองสามประโยคบอกว่าต้องเอาหมอที่ดีที่สุดในโรงพยาบาลและยาที่ดีที่สุดมารักษาพวกเรา

เจ้าหน้าที่คนนั้นพยักหน้ารัวๆ ครับครับครับ! 

พวกเราถูกจัดเตรียมให้อยู่ในช่องสีเขียวได้รับการรักษาตั้งแต่นาทีแรกที่ไปถึง

หลังจากผ่านการตรวจแล้วผมและหยางเนิ่วไม่ได้เป็นอะไรมากนักเพียงแค่เส้นเลือดฝอยตรงทางเดินหายใจแตกมีเลือดออกนิดหน่อยเท่านั้น

น่าจะเป็นเพราะโดนพลังหยินของผีผู้หญิงทำแตกแต่มันก็ไม่ได้หนักหนาอะไรเพียงแค่ต้องพักฟื้นระยะนึ่งเท่านั้น

แต่อาการของเหล่าเพิ่งแย่มากหน้าอกของเขามีรอยฉีกที่ทำให้เลือดไหลทั้งหมด

โชคดีที่ยาสมานแผลของท่านนักพรตต์ร้ายกาจห้ามเลือดได้ชะงักไม่อย่างงั้นตอนนั้นเหล่าเฟิงก็คงเสียเลือดเกินขนาดจนเกิดอาการช็อกหรือแม้แต่ถึงแก่ความตายได้เลย

นอกจากนี้หมอยังพบว่ากระดูกหน้าอกบางแห่งของเหล่าเฟิงมีรอยร้าวเนื้อเยื่ออ่อนฟกช้ำหลายจุด

หรือแม้แต่มีเลือดคั่งในปอดเล็กน้อยต้องได้รับการรักษาโดยด่วน

เขาบอกว่าต้อง ล้างปอด หลังจากนั้นถึงจะเสริมกระดูกหน้าอกและทำเรื่องอื่นๆต่ออย่างไรก็ตามพวกเขาก็คุยกันเร็วมากผมเองก็เข้าใจไม่กี่อย่างสรุปแล้วน่าจะอาการหนักมากและต้องใช้ค่ารักษาพยาบาลที่สูงมาก

แต่โชคดีที่บริษัทเสี่ยวม่านดูแลค่ารักษาพยาบาลทั้งหมดไม่ต้องให้พวกเราออกแม้แต่แดงเดียว

ไม่อย่างนั้นค่ารักษาพยาบาลพวกนี้คงทำให้พวกเราจนปัญญาแน่ๆ

นิยาย เรื่องนี้อัพเดตก่อนที่อื่น เว็ปแรกที่ลง novelza.com

ตอนเหล่าเฟิงเข้ารับการรักษาในห้องจู่ๆหยางเฉวก็ดึงแขนผมให้เดินไปอีกทางด้านหนึ่งแล้วพูดกับผมว่า ติงฝานนายกับอาจารย์เป็นลูกศิษย์ของสำนักใดสำนักหนึ่งหรือเปล่า? 

จู่ๆก็ได้ยินหยางเฉวถามแบบนี้ผมเลยงงในทันที่ สำนักสำนักอะไร? 

หยางเฉ่วขมวดคิ้ว ฉันไม่เอาไปบอกคนอื่นหรอกน่านายกับอาจารย์เป็นเป็นศิษย์สำนักหยินชื่อใช่ไหม? 

 สำนักหยินชื่อ? ผมเพิ่งเคยได้ยินชื่อสำนักนี้ครั้งแรกนี่แหละจึงเกิดความสงสัยขึ้นมาทันที

เท่าที่ผมรู้มาผมและอาจารย์ไม่ใช่คนของสำนักไหนทั้งนั้น

วิชาของอาจารย์ก็เรียนมาจากพระแก่รูปหนึ่งที่อยู่บนเขา

อาจารย์บอกว่าพระแก่รูปนั้นเคยเป็นนักพรตมาก่อนตอนหลังถึงไปปลงผมบวชเป็นพระ

แต่ศาสนาพุทธและลัทธิเต๋ไม่ได้เป็นปฏิปักษ์ต่อกันเลยไม่ได้มีปัญหาอะไรใหญ่โตพวกเราก็เป็นแค่คนธรรมดาไม่ได้มีสำนักเป็นหลักเป็นแหล่งอะไร

ผมส่ายหน้าเผยรอยยิ้มที่ขมขึ้น หยางเฉ่วเธอคิดมากไปแล้วเมื่อก่อนอาจารย์ของฉันเคยเป็นคนโกนผมให้พระบนเขาต่อมาได้ทำงานอยู่ในสุสานระยะหนึ่งไม่ได้อยู่สำนักไหนทั้งนั้นแหละส่วนสำหนักหยินชื่ออะไรนี้ฉันก็เพิ่งเคยได้ยินเป็นครั้งแรกนี่แหละ 

 จริงเหรอ? หยางเนิ่วทำหน้าสงสัย

 จริงซิ! ผมตอบกลับ

หยางเฉ่วเห็นผมทำท่าจริงจังไม่เหมือนคนกำลังพูดโกหกเธอเลยสงสัยยิ่งกว่าเดิม งั้นก็แปลกแล้วละ

ฉันเคยได้ยินปู่บอกว่าปกติผู้นำผีแต่ละตนจะไม่ข้องแวะกับมนุษย์เพราะมีข้อห้ามบางอย่างอยู่แต่ก็ยกเว้นศิษย์ของสำนักหยินชื่อเพียงแต่เจ้าสำนักนี่ไม่มีคนสืบทอดมาหลายร้อยปีแล้วคืนนี้พอฉันเห็นนายรู้จักกับผู้เฒ่าเขาผีและหัวหน้ามังกรเหล็กสองตนนั้นแถมพวกเขายังยื่นมือเข้ามาช่วยฉันเลยสงสัยว่านายคงเป็นศิษย์ของสำนักหยินชื่อนั่น…. 

ผมอึ้งแล้วอึ้งอีก ฉันไม่ใช่จริงๆ!แต่จากที่เธอพูดดูเหมือนเจ้าสำนักหยินชื่อนี่ดูร้ายกาจมากเลยนะพวกเขาสืบทอดวิชาอะไรบ้างเหรอ? 

พอหยางเนิ่วได้ยินผมถามแบบนั้นเธอก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆไม่ได้จากนั้นก็พูดว่า ฉันได้ยินบอกว่า

วิชาที่สืบทอดต่อกันมาไม่เหมือนของสำนักทั่วไปเป็นลัทธิชั่วร้ายระดับโลกคอยฆ่าคนบนโลกศิษย์ในสำนักนี้เป็นครึ่งคนครึ่งศพครึ่งหยินครึ่งหยางดังนั้นคนภายนอกเลยชอบเรียกพวกเขาว่าสำนักศพ….. 

หยางเฉ่วเริ่มพูดที่ละประโยคแต่ตอนผมได้ยินคำว่า สำนักศพ สองคำนี้ใจของผมก็มีเสียงดัง ถูก หน้าเปลี่ยนสีทันที

สำนักศพนี่นี่มันไม่เหมือนกับที่มู่หลงเหยียนบอกผมเมื่อตอนแรกหรอกเหรอเธอบอกว่าตัวเองเคยเรียนอะไรเกี่ยวกับศพนี่แหละดังนั้นเลยให้เรียกเธอว่า น้องศพ 

ถ้าเป็นแบบนั้นงั้นมู่หลงเหยียนก็เป็นศิษย์ในสำนักหยินชื่อที่ชั่วร้ายนี้อย่างงั้นเหรอ

 

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset