ศพ – ตอนที่ 406 นําทาง

ตอนที่ 406 นําทาง

ลุงลัวกอดขวดเหล่าสองขวดเอาไว้ กําลังจะเปิดดื่ม

แต่ทันใดนั้นเมื่อได้ยินผมถามถึงทางไปเขาเขี้ยวหมาป่า เขาก็ตัวแข็งที่อ หน้าเปลี่ยนสีทันที

ไม่ใช่แค่นั้น เขาที่กำลังเมาอยู่ เหมือนจะได้สติขึ้นมาไม่น้อย

“เมื่อกี้เธอถามว่าอะไรนะ ?” ลุงลั่วทําหน้าจริงจัง

ผมเห็นอีกฝ่ายมีสติขึ้นมา เลยถามต่อ “ผมอยากถามว่าทางหลังเขาเล็กๆที่เข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่าเส้นนั้นอยู่ที่ไหน !”

ลงลั่วเลิกคิ้วอย่างรวดเร็ว “พวกเธออยากเข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่างั้นเหรอ ?”

“ใช่ พวกเราจะเข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่า” ผมทําหน้าจริงจัง เหล่าเฟิงเองก็พยักหน้า

แต่ลุงลั่วกลับกวาดสายตามองพวกเราสองคน แล้วยื่นขวดเหล้าสองขวดนั้นมาทางพวกเรา “ เอาคืนไป

ฉันแนะนํานะอย่าเข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่า ไม่อย่างนั้นพวกเธอได้ตายอยู่ในนั้นแน่ ”

“ลุงลั่ว พวกเราจริงจังอยู่นะ ได้ยินว่าเข้าไปได้อย่างปลอดภัย และกลับออกมาอย่างปลอดภัย พวกเราก็เลยมาถามทางจากลุง !” ผมพูดต่อ

แต่ลุงลั่วกลับดูเหมือนจะสร่างเมาแล้ว เขาโบกมือให้พวกเราทันที “ ไม่ได้เด็ดขาด ในนั้นอันตรายมาก

แถมแค่พวกเธอเข้าไป ก็ต้องตายแน่ๆ !”

ลงลั่วเพิ่งพูดถึงตรงนี้ เหล่าเพิ่งที่ไม่พูดอยู่ข้างๆมานาน กลับพูดขึ้นมาอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย “ลุงรู้เหรอว่าในนั้นมีอะไร ?”

พอโดนถามแบบนี้ ลุงถั่วกลับไม่สนน้ําเสียงที่ฟังดูหยาบคายของเหล่าเฟิง

เขาลังเลอยู่พักหนึ่ง จากนั้นถึงได้พูดต่อ “ฉันต้องรู้อยู่แล้ว มันเป็นสิ่งที่พวกเธอจะจินตนาการไม่ออกเลยละ เป็นของที่ดุร้ายและน่ากลัวยิ่งกว่าสัตว์……”

“ผีกับผีดิบใช่ไหม ?” เหล่าเฟิงพูดขึ้นมาอีกครั้ง น้ําเสียงฟังดูสบายๆ

พอลุงลั่วได้ยินคําพูดนี้ ก็ตัวแข็งที่อในทันที

บนหน้าเขียนว่าช็อก “เธอ เธอรู้ได้ยังไง ?”

เมื่อเห็นแบบนั้น ผมก็เข้าใจทันทีว่าทําไมลุงลั่วถึงปฏิเสธนักปฏิเสธหนา ไม่ยอมบอกทางเส้นนั้นกับพวกเราสักที

ที่แท้ลุงลั่วคนนี้ ก็ไปเห็นภายในสาขาย่อยขององค์กรตาผีมาแล้ว เขาเห็นพวกศพและผีดิบที่องค์กรตาผีเลี้ยงเอาไว้

ผมคิดว่านี่คงเป็นเหตุผลที่เขาไม่ยอมบอกทางกับพวกเรา พอคิดได้แบบนั้น ผมก็ไม่แกล้งทําเป็นนักท่องเที่ยว หรือนักวิชาการอะไรนั้นอีกต่อไป

พูดกับลุงลั่วว่า “ ลงลั่ว ในเมื่อลงไปเห็นของในนั้นมาแล้ว งั้นพวกเราก็จะไม่แกล้งทําเป็นนักท่องเที่ยวอีก

ที่จริงแล้วพวกเรามาเพราะเจ้าพวกนั้นแหละ !”

“พวกเธอ พวกเธอมาเพื่อเจ้าพวกนั้นงั้นเหรอ ?” ลุงลั่วเหมือนจะไม่เข้าใจ

ผลลัพธ์เหล่าเฟิงที่อยู่ข้างๆกลับเปิดกระเป๋าสะพาย แล้วถึงดาบไม้ออกมาจากด้านใน แต่เขาแค่ดึงออกมาครึ่งเล่มเท่านั้น

พอลุงลั่วเห็นดาบไม้ สีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที เขาเริ่มตกใจ “ดาบไม้ พวก พวกเธอเป็น เป็นนักพรต ?”

“ใช่ตัวเป็นๆ” หลังจากพูด ผมยังหยิบยันต์ออกมาหนึ่งแผ่น

หลังจากถือเอาไว้ในมือ “ตูม” ไฟก็ลุกขึ้น แล้วกลายเป็นเถ้าถ่านทันที

พอลงถั่วเห็นภาพนี้ เขาก็อดทําหน้าเหวอไม่ได้

เขากลืนน้ําลาย “พวกเธอ พวกเธอมา มาเพื่อกําจัดเจ้าพวกนั้นงั้นเหรอ ?”

“จะพูดแบบนั้นก็ได้” ผมพูดต่อ

แต่ลุงลั่วยังไม่อยากเชื่อ “แต่สิ่งที่อยู่ในนั้นมีจํานวนเยอะจนน่าตกใจ แค่พวกเธอสองคน จะ จะ ทําได้เหรอ ?”

ผมยิ้มหัวเราะอย่างขมขึ้น “ ไม่ได้อยู่แล้ว เป้าหมายหลักของพวกเรา คือมาเพื่อรวบรวมข้อมูลไปรายงาน

รอให้ได้รายละเอียดอย่างชัดเจนแล้ว พวกเราต้องหาคนมาจัดการเจ้าพวกนั้น เพื่อรักษาความสงบสุขอย่างแน่นอน !

พอลุงลั่วได้ยินถึงตรงนี้ เขาก็อดไม่ได้ที่จะหายใจเร็วขึ้นกว่าเดิม “ในที่สุด ในที่สุดก็มีคนมาสนใจเรื่องนี้ ตั้งแต่ในเขาเขี้ยวหมาป่ามีเจ้าพวกนั้นออกมา บนเขาเขี้ยวหมาป่าก็มีแต่หมอก ทําให้คนเก็บสมุนไพรอย่างพวกเราต้องอยู่อย่างอนาถ”

“ฉันยังมีเพื่อนเก่าอีกสองคน ที่เข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่ากับฉัน แต่สุดท้ายกลับมีแค่ฉันคนเดียวที่หนีออกมาได้ พวกเขาสองคนตายอยู่ในนั้น……”

พอพูดถึงตรงนี้ ลงถั่วก็อดไม่ได้ที่จะเผยให้เห็นความเศร้า

“ลงลั่ว ลงบอกแค่ตําแหน่งของเส้นทางนั้นให้พวกเราฟังคราวๆก็พอ ส่วนเรื่องอื่นลงไม่ต้องสนใจหรอก !” ผมพูดขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ลุงลั่วกลับตอบกลับแบบตรงๆ “ไม่ได้ บนเขาเขี้ยวหมาป่ามีหมอกหนามาก ถ้าไม่มีคนนําทาง ถึงฉันจะบอกกับพวกเธอไป พวกเธอก็หาไม่เจอหรอก แถมยังหลงทางได้ง่ายอีกด้วย เอาแบบนี้ก็แล้วกัน ฉันจะไปกับพวกเธอด้วย ฉันจะพาพวกเธอเข้าไปในเขา ขอแค่กําจัดเจ้าพวกนั้นได้ ก็ถือว่าเป็นการล้างแค้นให้เพื่อนฉันด้วย”

พอได้ยินลุงลั่วพูดแบบนั้น ผมก็อดดีใจไม่ได้ ในแววตาก็ลุกเป็นไฟขึ้นมานิดหน่อย

ถ้ามีคนนําทาง งั้นก็เยี่ยมไปเลย

แบบนี้ พวกเราก็จะได้เข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่า และหาสาขาย่อยองค์กรตาผีได้เร็วกว่าเดิม

และก็เป็นเพราะเรื่องนี้ ลุงลั่วเลยสร่างเมาจนเกือบกลับมาเป็นปกติ

พอเห็นเขาเป็นแบบนั้น ผมและเหล่าเฟิงก็หันมามองหน้ากัน เหล่าเฟิงเองก็พยักหน้าให้เบาๆ

ผมไม่พูดไร้สาระ ตอบตกลงกับลุงลัวทันที

ลุงลั่วเห็นผมตกลง เลยไม่พูดพร่ําทําเพลง บอกให้ผมรอแป๊บนึง

จากนั้น เขาก็กลับเข้าไปเก็บข้าวของ เปลี่ยนรองเท้า และรีบออกมาหาพวกเราทันที

พอมาถึงหน้าบ้าน ผมก็แนะนําให้เขารู้จักกับฉยเฉิงจังและเสี่ยวเหมยสั้นๆ จากนั้นเราก็ให้ลุงลั่วเริ่มนําทางเลย

ลุงลั่วเองก็ไม่สนใจอายุของพวกเรา หลังจากรู้ว่าพวกเราเป็นนักพรตแล้ว เขาก็พาพวกเราขึ้นเขาด้วยความมั่นใจ

ระหว่างทาง ลุงลั่วได้เล่าสถานการณ์บนเขาเขี้ยวหมาป่าให้พวกเราฟังสั้นๆ และบอกอีกว่า หมอกบนเขาเขี้ยวหมาป่าเริ่มขึ้นตั้งแต่เมื่อสามปีก่อน

ลุงลัวยังพูดว่า เขาเขียวหมาป่าอยู่ห่างจากที่นี้ไม่ไกล เพียงแค่เส้นทางบนเขาซับซ้อน บวกกับมีหมอกหนา คนธรรมดาเลยเข้าใกลได้ยาก

ดูเหมือนพอมีลุงลัวนําทางให้พวกเราแล้ว จะย่นระยะเวลาในการเดินทางของพวกเราได้เยอะเลย

ตอนนี้เหมือน ใช้เวลามากสุดแค่สี่ชั่วโมงพวกเราก็น่าจะไปถึงที่หมายแล้ว

ถ้าตรงกับเวลาพอดี เราก็ไม่ต้องหยุดพัก สามารถแอบเข้าไปได้เลย
ถ้าไม่เหลือเวลา หรือพลาดจากช่วงเวลานั้น งั้นพวกเราก็จะพักแรมกันบนเขา รอให้ถึงคืนวันถัดไป แล้วค่อยลงมืออีกครั้ง

ระยะทางในช่วงสามชั่วโมงแรกเป็นไปอย่างราบรื่น แต่พอเข้าใกล้ตัวเขาเขี้ยวหมาป่า ความเร็วของพวกเรากลับเริ่มช้าลง

เพราะในสถานที่แห่งนี้คือบริเวณรอบๆเขาเขียวหมาป่าแล้ว มันไม่เพียงมีหมอกหนากว่าเดิม แต่พวกเรายังสัมผัสได้ถึงพลังชั่วร้ายที่เข้มข้น

หรือจะพูดอีกอย่างคือ รอบๆเขาเขี้ยวหมาป่ามีผีร้ายอยู่

ผีร้ายพวกนี้ อาจเป็นผีที่คอยเฝ้าสาขาย่อยแห่งนี้

เพื่อความปลอดภัย พวกเราได้แค่เคลื่อนไหวให้ช้าลงให้มากที่สุด หลังจากรู้สึกว่าปลอดภัยแล้ว

ค่อยเดินต่อไปข้างหน้า

เรื่องก็เป็นแบบนี้ เดิมที่เป็นระยะทางที่ใช้เวลาประมาณหนึ่งชั่วโมง แต่พวกเรากลับใช้ไปเกือบสามชั่วโมง

ตอนนี้ พวกเราผ่านทางหลังเขาเส้นนั้น มาจนถึงทางระยะสุดท้ายแล้ว ขอแค่เดินผ่านที่นี้ไปเข้าไปในเขาเขี้ยวหมาป่า เราก็จะเจอกับที่ราบกลางหุบเขาแล้ว

หลังจากเห็นลงถั่วมองรอบๆให้แน่ใจแล้ว เขาก็พูดกับพวกเราว่า “ใช่ ที่นี่แหละ ขอแค่เดิน ผ่านเส้นทางนี้ไป เดินไปตามเถาวัลย์หนามพวกนี้ แล้วสุดท้ายก็ปีนหน้าผาอีกแห่งนึง ก็จะถึง ที่ราบของเขาเขี้ยวหมาป่าแล้ว”

“ตอนนั้นฉันใช้ทางเส้นนี้หนีเอาชีวิตรอด ไม่อย่างนั้นคงโดนกัดตายอยู่ในนั้นไปแล้ว ต่อจากนี้ พวกเธอต้องไปกันเองแล้ว”

ลุงลั่วทําหน้าจริงจัง เผยแววตาที่หวาดกลัวพอสมควร

ผมพยักหน้าให้เล็กน้อย จากนั้นก็พูดกับลุงลัวว่า “ขอบคุณมากครับลุงลั่ว ลุงกลับไปก่อนเถอะ ! ระวังตัวด้วยนะครับ !”

เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดคิด หลังจากพูดจบผมก็ให้นุ่ยเฉิงจึงเอายันต์ปิดลมหายใจให้ลุงลัว ต้องปิดกลิ่นอายลมหายใจให้เขา ไม่อย่างนั้นตอนเขาเดินกลับคนเดียว อาจโดนผีร้ายที่อยู่รอบๆแถวนี้เจอตัวได้

ถึงลุงลั่วจะไม่รู้ว่านี่คือยันต์อะไร แต่เขาก็คิดว่ามันเป็นยันต์คุ้มครอง

ลุงลั่วรับยันต์เอาไว้ บอกว่าหลังเราออกมาแล้ว ต้องไปบอกเขาด้วย เขาจะได้สบายใจ

ผมพยักหน้าให้เขา บอกว่าได้

ต่อจากนั้น ลงถั่วก็ไม่อยู่ต่อ เขาแปะยันต์บนตัว จากนั้นก็ทําตัวเหมือนลม หายไปจากสายตาของพวกเราอย่างรวดเร็ว

ส่วนพวกเราทั้งสี่คน ก็ทําตามที่ลุงลั่วพูดเอาไว้ เดินไปตามเถาวัลย์หนามพวกนี้

หลังจากนั้นประมาณ 20 นาที พวกเราก็มาเจอกับหน้าผาจริงๆ มันสูงประมาณ 10 เมตรได้ แถมยังมีเถาวัลย์ห้อยลงมาจํานวนมาก

พวกเราสามคนหอบหายใจสองสามครั้ง จากนั้นก็ปีนขึ้นไปตามเถาวัลย์พวกนี้

ผมว่าพวกเราสามคนเร็วแล้วนะ แต่ยัยจิ้งจอกน้อยกลับเร็วยิ่งกว่า “พรึบๆๆ” ผ่านไปเพียงแค่พริบตาเดียว เธอก็ไปถึงยอดแล้ว

สมเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในภูเขาจริงๆ หน้าผาแบบนี้กลับปืนง่ายอย่างกับเดินบนพื้นราบ

หลังจากที่พวกเราสามคนปืนขึ้นมาถึงบนหน้าผา เราก็เห็นรอบๆเต็มไปด้วยหนามและพุ่มไม้

พวกเราไม่คิดจะพัก เดินต่อไปข้างหน้าทันที

ผ่านไปไม่นาน หมอกหนาพวกนั้นก็ค่อยๆหายไป
แต่พลังชั่วร้ายรอบๆ กลับเข้มข้นยิ่งกว่าเดิม หรือแม้แต่จะพูดได้ว่ามันพุ่งไปถึงบนฟ้า พร้อมด้วยกลิ่นศพลอยทิ้ง

พวกเราเดินตามพลังชั่วร้ายพวกนี้ แล้วสุดท้าย ในขณะที่หัวใจพวกเรากําลังหวาดผวา และแหวกพุ่มไม้ออก

ในที่สุดเราก็เห็นที่ราบในตัวเขาเขี้ยวหมาป่า และพลังชั่วร้ายพวกนั้นก็ไหลออกมาจากที่ราบแห่งนั้น

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset