ศพ – ตอนที่ 411 ร่างใหม่

ตอนที่ 411 ร่างใหม่

ผมโผล่ไปครึ่งหัวอย่างระมัดระวัง ตอนเห็นหน้าจางจีเทาชัดๆ ผมก็อดใจสั่นไม่ได้

แต่จางจีเทาในเวลานี้ ไม่มีร่างกายแล้ว เป็นแค่วิญญาณตนหนึ่งเท่านั้น
ตอนนี้เขาเอามือไพล่หลังเท้าลอยจากพื้น จ้องมองดอกไม้ประหลาดตรงหน้าอยู่อย่างงั้น

ส่วนสาวกไม่กี่คนที่อยู่ข้างหลังเขาก็ไม่ขยับไปไหน เหมือนจะเป็นลูกน้องของเขาทั้งหมด

พวกเราไม่กล้าขยับตัวมากกว่านี้ ได้แต่ซ่อนตัวเงียบๆอยู่แบบนี้

ผ่านไปพักหนึ่ง เราก็ได้ยินเสียงถอนหายใจของจางจีเทา “ดอกไม้วิเศษเอ๋ยดอกไม้วิเศษ เมื่อไหร่เจ้าจะบานนะ”

เสียงของจางจีเทาเพิ่งเงียบลง สมุนตัวผอมดําคนหนึ่งก็เดินขึ้นมาข้างหน้าหนึ่งก้าว พร้อมพูดกับจางจีเทาว่า “ นายน้อย ไม่ต้องกังวล วันนี้ดอกไม้วิเศษโตเร็วมาก อีกไม่นานก็คงบานแล้วครับ พอถึงเวลานั้น

การกลับมาของกายเนื้อของนายน้อย ก็จะอยู่ไม่ไกลแล้วครับ”

จู่ๆก็ได้ยินคําพูดนี้ พวกเราทุกคนเลยอดขมวดคิ้วไม่ได้ และเผยท่าทางตกใจและสงสัยออกมา

กายเนื้อกลับมาอีกครั้ง ล้อเล่นอะไร กายเนื้อจะกลับมาใหม่ได้อีกเหรอ แกเห็นมันเป็นแม่พิมพ์ที่คิดจะพิมพ์ออกมาเมื่อไหร่ก็ทําได้หรือไง

แล้วเจ้าจางจีเทามีฐานะเพิ่มเป็น “นายน้อย” ตั้งแต่เมื่อไหร่กัน นี่มันเรื่องอะไรกัน

ผมทําหน้าสงสัย แอบสังเกตจางจีเทาต่ออย่างเงียบๆ

จางจีเทากลับถอนหายใจออกมาอีกครั้ง หรือแม้แต่คลี่ยิ้มอย่างขมขื่น “กายเนื้อกลับมาอีกครั้ง เป็นเรื่องง่ายที่ไหนละ ถึงจะบอกว่าดอกไม้วิเศษมีความสามารถพิเศษแบบนั้น แต่มันก็เป็นแค่ข่าวลือ จะเป็นแบบนั้นจริงๆหรือเปล่าก็พูดยาก”

“แต่ขอแค่เจ้านี่ทําให้วิญญาณของฉันรวมเข้ากับกายเนื้ออื่นได้อย่างสมบูรณ์ ฉันก็พอใจแล้ว ส่วนเรื่องกายเนื้อกลับมาใหม่อีกครั้ง ฉันไม่ได้หวังเท่าไหร่…..”

จางจีเทาจ้องดอกไม้ยักษ์ ด้วยท่าทางตั้งตารอ

แต่พอค่าพูดพวกนี้มาเข้าหูเรา แต่ละคนกลับช็อกทันที

ดอกไม้ประหลาดขนาดยักษ์นี่ สามารถหลอมรวมวิญญาณได้ หรือแม้แต่สร้างกายเนื้อกลับมาได้อีกครั้งงั้นเหรอ

ถ้าเรื่องนี้เป็นความจริง ไม่ว่าเจ้าดอกไม้นี้จะมีความสามารถไหน มันก็เป็นของที่แหกกฏฟ้า สุดๆ

แม้แต่ในลัทธิเต๋า วิชายืมศพคืนวิญญาณที่แพร่สะพัดไปทั่ว ก็ยังไม่สามารถทําให้หลอมรวมวิญญาณกับกายเนื้อได้อย่างสมบูรณ์เลย

ผมกําลังคิดในใจแบบนั้น ส่วนสมุนอีกคนหนึ่งที่ยืนอยู่ข้างๆจางจีเทาก็พูดขึ้นมาว่า “ ได้แน่นอนครับ

นายน้อย องค์กรศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรามีดวงตาศักดิ์สิทธิ์อยู่ ขอแค่เปิดดวงตา ทุกเรื่องก็ต้องสําเร็จ

กายเนื้อของนายน้อย ต้องกลับมาใหม่ในเร็วๆนี้แน่ครับ”

พอจางจีเทาได้ยินคําพูดนี้ เขาก็ค่อยๆขมวดคิ้ว แล้วทําหน้าดุร้ายออกมา “ทุกอย่างเป็นเพราะเจ้าติงฝาน ไม่อย่างนั้นฉันก็ไม่ได้เสียกายเนื้อไปแบบนี้หรอก”

“ใช่ครับนายน้อย ผมยินดีไปลอบสังหารไอ้ติงฝาน เพื่อแก้แค้นให้นายน้อย” สมุนที่อยู่ข้างหลังพูดต่อ

แต่จางจีเทากลับโบกมืออย่างท้อแท้ “ ช่างเถอะ ถ้าสําเร็จ เจ้าติงฝานก็คงตายไปนานแล้วข้างกายของเจ้าติงฝานยังมีผีผู้หญิงที่แข็งแกร่งสุดๆคอยคุ้มครองอยู่ แถมยังมีองครักษ์เผ่าจิ้งจอกและประ ตูนรกอีก

ครั้งก่อนตอนเจ้าแมวเทาเข้าไป มันแทบตายอยู่ตรงนั้น ถ้าพวกแกเข้าไป ต้องตายอยู่ในนั้นแน่ ๆ

จางจีเทาค่อยๆพูด แต่เสียงเพิ่งเงียบลง จี่ยเจ๋งจึงและเหล่าเพิ่งที่อยู่ข้างๆ กลับอดไม่ได้ที่จะ

พิ่กวาดสายตามองผม

เหล่าเพิ่งอยู่กับผมมานานขนาดนี้ เขาย่อมรู้ดีว่าข้างกายผมมีผีผู้พิทักษ์อยู่หนึ่งคน

เพียงแค่เขาไม่เคยเห็นมาก่อน และผมเองก็ไม่ยอมพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็เลยไม่เคยถามอะไรมากนัก

แต่ทางนุ่ยเฉิงจึงกลับไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ตอนนี้เธออดมองผมไม่ได้ จากนั้นก็ใช้มือสะกิดผม

“ติงฝาน ข้างๆนายมีผีผู้หญิงคอยปกป้องอยู่เหรอ ? ทําไมฉันไม่เห็นละ ?”

พอได้ยินจี่ยเจ๋งจึงถามแบบนี้ ผมก็ทํามือบอกให้เธอเงียบเสียง

ผมไม่คิดจะอธิบายให้นุ่ยเฉิงจึงฟัง เรื่องของน้องศพ ตอนนี้ไม่เปิดเผยจะเป็นการดีที่สุด

ตัวตนของเธอและความสัมพันธ์ระหว่างผม ตอนนี้ดูเหมือนจะเป็นอะไรที่พิเศษมาก

ฉุ่ยเฉิงจึงเห็นผมไม่พูด เลยทําปากมุ่ย แล้วกลอกตาใส่ผม แต่เธอก็ไม่พูดต่อ

ต่อจากนั้น จางจีเทาก็พูดขึ้นมาอีกครั้ง “พอเถอะ เปิดวงเวทย์สัตว์ทั้งสี่เถอะ วันนี้ควรใส่ปุ๋ยได้
แล้ว”

จางจีเทาพูดด้วยน้ําเสียงสบายๆ หลังจากสมุนด้านหลังได้ยิน ก็ทํามือคํานับจางจีเทาทันที “ครับ นายน้อย !”

หลังจากพูดจบ สมุนสี่คน ก็แยกย้ายไปที่ด้านข้างตัวรูปปั้นสัตว์ทั้งสี่ หลังหันมามองหน้ากัน ทันใดนั้นแต่ละคนก็ประสานมือทันที

สุดท้ายก็ชี้ไปที่ท้องของเจ้าสัตว์ประหลาดทั้งสี่ ปลายนิ้วเพิ่งสัมผัสกับตัวเจ้าสัตว์ประหลาด สมุนสี่คนนั้นก็ตะโกนออกมาพร้อมกัน “หลิน ปิง โต้ว เจอะ เจีย เจิ้น เลี่ย เฉียน ฉิง เปิด !”

คําพูดพวกนี้เพิ่งดังขึ้น รูปปั้นหินสี่ตัวนั้น ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผิดแปลก
จู่ๆตรงสถานที่ที่พวกเขาชี้มือลงไป ก็มีอักขระยันต์ปรากฏขึ้น ต่อด้วยแสงสีทอง ที่ไหลออกมาจากตัวสัตว์ประหลาดอย่างต่อเนื่อง

สุดท้ายดวงตาของสัตว์ประหลาดพวกนั้น ก็เริ่มเปล่งแสงแปลกๆออกมา

พอเห็นภาพนี้ พวกเราทุกคนก็ตะลึงจนตาค้างกันเลยทีเดียว

คิดไม่ถึงว่ารอบๆสระเลือดแห่งนี้ จะมีวงเวทย์อยู่

รูปปั้นสัตว์ประหลาดหินที่ดูธรรมดาทั้งสี่ตัว กลับเป็นตัวเปิดปิดวงเวทย์

ในขณะที่ตาของพวกสัตว์ประหลาดส่องแสง กลิ่นแปลกๆก็ค่อยๆปรากฎขึ้น

ผ่านไปประมาณ 20-30 วินาที จู่ๆเสียง “ปัง” ก็ดังขึ้นกลางอากาศ

ต่อจากนั้น ม่านแสงจางๆก็ค่อยๆปรากฏขึ้น

ม่านแสงพวกนั้นดูเหมือนจะไม่มีอะไร แต่ทันใดนั้นเองพวกเราก็พบว่า ม่านแสงเหล่านั้นปกคลุมไปทั่วทั้งสระเลือดและดอกไม้ปีศาจยักษ์ดอกนั้น

ในขณะที่ม่านแสงปรากฏขึ้น ดวงตาของสัตว์ประหลาดทั้งสี่ก็เริ่มเปลี่ยนสี

ต่อจากนั้นช้าๆ ม่านแสงพวกนั้นก็ค่อยๆหายไป รอบๆกลับมาสงบอีกครั้ง

แต่กลิ่นฉุนของคาวเลือดกลับปะทุออกมา พลังหยินที่อยู่ในสระเลือดนั้น ก็ทะลักออกมาเป็นเกลียวคลื่น

ไหลตลบอบอวลไปทั่วทั้งถ้ํา สามารถพูดได้ว่ามันเข้มข้นมาก

สมุนรูปร่างผอมดําที่ยืนอยู่ข้างๆจางจีเทา เห็นม่านแสงหายไปแล้ว เลยโบกมือให้คนข้างหลัง

“เอาอาหารเลือดเข้ามา”

หลังจากเสียงนี้ดังขึ้น ก็มีคนเดินเข้ามาจากนอกถ้ํา

แต่ถ้ามองให้ดีๆ ในหมู่คนพวกนี้ มีหลายคนที่เป็นคนธรรมดา

ใบหน้าของพวกเขาหมองคล้ํา ตอนนี้โดนสาวกสองคนคุมเอาไว้ ได้แต่เดินเข้ามาทีละก้าวๆ

นอกจากนี้ ยังมีสาวกอีกสองคน เอากวางซีกาสองตัวเข้ามาจากข้างนอก

คนและสัตว์พวกนี้เพิ่งถูกนําตัวเข้ามาในถ้ํา สาวกผอมดําคนนั้นก็ออกคําสั่งต่อทันที “เอาเดรัจฉานสองตัวนี้ลงไปก่อน ให้ดอกไม้วิเศษได้เรียกน้ําย่อย”
เสียงเพิ่งเงียบลง กวางซีกาสองตัวนั้นก็โดนสาวกสองคนลากไปที่ข้างสระเลือด แล้วจากนั้นก็ผลักพวกมันลงไปทันที

กวางซิกาสองตัวนั้นเพิ่งตกลงไปในน้ํา มันก็ร้อง “เองเองเอิง” และพยายามดิ้นรนไม่หยุด

ขณะมองเหตุการณ์นี้ ทุกคนต่างอดขมวดคิ้วไม่ได้

โดยเฉพาะเสี่ยวเหมย เดิมทีเธอก็เป็นสัตว์เผาพันธุ์จิ้งจอก เธอเลยมีความรู้สึกกับสัตว์พวกนี้มากกว่าใครเพื่อน

ตอนนี้พอเห็นกวางซีกาโดนลากลงไปในสระ มุมปากของเธอก็มีเขียวปรากฏออกมา

เราคิดว่า กวางซีกาสองตัวนี้อาจจมน้ําตายในสระ

แต่วินาทีต่อมา พวกเราทุกคนก็ตะลึงจนปากค้าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว

กวางซีกาสองตัวนั้นเพิ่งดิ้นได้ไม่นาน จู่ๆในสระเลือดแห่งนั้นก็มีเกลียวคลื่นปรากฏขึ้น เหมือนกับมีอะไรบางอย่างกําลังว่ายอยู่ในน้ํา

พอจางจีเทาเห็นแบบนั้น มุมปากก็ยกยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “ดอกไม้วิเศษ เพลิดเพลินกับอาหารรสเลิศของเจ้าเถอะ !”

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset