ศพ – ตอนที่ 44 ยันต์ดำ

จู่ๆเหวินจ้งก็เคลื่อนไหว จึงเป็นสิ่งที่พวกเราทุกคนไม่คาดคิด

ใครก็คิดไม่ถึงว่า คนอย่างเจ้านี่ที่กลัวจนตัวสั่น กลับเลือกลงมือในตอนนี้

และยังใช้ยันต์ดำอีกด้วย ถึงจะไม่รู้ผลลัพธ์หลังจากถูกยันต์ดำแปะ แต่ผมมั่นใจว่ามันจะต้องเป็นเรื่องที่เลวร้ายอย่างแน่นอน

วินาทีนั้นผมเผยให้เห็นสีหน้าตกตะลึง แต่ในใจยังคงมีส่วนที่สงบอยู่บ้าง

เมื่อเห็นเหวินจ้งพุ่งเข้ามา และคิดจะแปะยันต์ดำที่นิ้วของผม ผมไม่ยืนโง่ๆ รีบยกเท้าขึ้น ไม่รอให้เหวินจ้งเข้าใกล้ได้ และเตะเข้าไปที่หน้าอกของเจ้านี่ทันที

ทันใดนั้นเสียง “โอ๊ย” ก็ดังขึ้น เหวินจ้งถูกผมเตะจนกลิ้งไปกับพื้น

 

ส่วนยันต์ที่อยู่ในมือของขา ก็แปะเข้ากับอากาศ

แต่เขายังไม่หยุด เผยใบหน้าที่น่าเกลียดน่ากลัวออกมา ขณะที่จะลุกขึ้นมาอีกครั้ง

แต่ตอนนั้นมันสายไปแล้ว อาจารย์ นักพรตตู๋ เฟิงเฉ่วหาน และคุณหนูเหวินที่อยู่ข้างๆ ต่างพุ่งเข้ามาทันที

ไม่รอให้เจ้านี่ได้ลุกขึ้น เขาถูกอาจารย์และนักพรตตู๋ทับเอาไว้ ส่วนเฟิงเฉ่วหานก็เข้าไปแย่งยันต์ดำที่อยู่ในมือเขาทันที

เฟิงเฉ่วหานกวาดสายตามองที่ยันต์ผืนนั้น เขาอดไม่ได้ที่จะหวาดผวา “อาจารย์ นี่มันคาถาดูดวิญญาณ!”

ผมได้ยินไม่ค่อยชัด แต่ตอนที่อาจารย์และนักพรตตู๋ได้ยิน “คาถาดูดวิญญาณ” สามคำนี้ พวกเขาก็เผยสีหน้าที่ตกตะลึงออกมา

 

อาจารย์ยกกำปั้นขึ้น จากนั้นก็ต่อยลงไปที่หน้าของเหวินจ้งทันที

“ไอ้ชั่ว กล้าใช้คาถาดูดวิญญาณทำร้ายศิษย์ฉันงั้นเหรอ ฉันจะฆ่าแก! ไอ้สารเลว ไอ้สารเลว……”

ขณะที่พูด อาจารย์ก็ต่อยเขาอีกสองสามหมัด ต่อยจนเหวินจ้งร้อง “โอ๊ยโอ๊ย” และมีเลือดไหลออกจากจมูก

ผมไม่ค่อยเข้าใจ จึงถามเฟิงเฉ่วหานว่า “เฟิงเฉ่วหาน ยันต์นี่มันร้ายกาจมากเลยเหรอ”

เฟิงเฉ่วหานยักคิ้ว “ใช่ร้ายกาจมาก ถ้าเมื่อกี้นายถูกยันต์แผ่นนี้แปะที่หน้าผาก นายก็เตรียมตัวตายได้เลย! เพียงชั่วอึดใจพลังของยันต์แผ่นนี้ก็สามารถดูดวิญญาณของนายได้จนหมด จากนั้นเมื่อวิญญาณนายออกจากร่าง ก็จะตายทันที!”

 

เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ ใจของผมก็มีเสียงดัง “กึก” คิดไม่ถึงว่าสถานการณ์เมื่อกี้จะอันตรายถึงขนาดนี้

ถ้าไม่ใช่เพราะผมตอบสนองเร็ว ตอนนี้ตัวผม คงกลายเป็นศพไปแล้ว

หลังจากนั้นผมจึงหวาดกลัว แต่ก็โกรธด้วยเช่นกัน

“แม่…ซิ ยังคิดจะฆ่าฉันอีกนะ!” ผมอดไม่ได้ที่จะด่ามัน จากนั้นก็เข้าไปเตะเหวินจ้งอย่างแรง!

เหวินจ้งถูกทำร้ายจนต้องพูดขอร้องอ้อนวอน และยังตะโกนร้องขอชีวิต

หลังจากนั้น 5-6 นาที พวกเราก็หยุดลงมือลงไม้

เนื่องจากพวกเราฆ่าเขาไม่ได้ ถ้าทำแบบนั้น จะต้องสร้างบาปกรรมขึ้นมาอีก ทุกคนจึงหยุดแค่หอมปากหมอคอ

 

ตอนนี้สิ่งที่ควรถามก็ได้ถามแล้ว ควรต่อยก็ได้ต่อยแล้ว

จากนั้น พวกเราก็ยกเหวินจ้งให้กับคุณหนูเหวิน

สำหรับเรื่องที่คุณหนูเหวินจะทำอะไรกับเหวินจ้งนั้น พวกเราเองก็ช่วยไม่ได้แล้ว

มีหนี้ก็ต้องมีเจ้าหนี้ ตัวเองทำกรรมชั่วเอาไว้ ตัวเองก็ต้องรับผลของกรรมนั้น

คุณหนูเหวินถูกเหวินจ้งฆ่าตาย ดังนั้นแค้นของคุณหนูเหวิน ก็ต้องให้เจ้าตัวไปชำระ!

หลังจากที่พวกเราออกมาจากห้อง ก่อนปิดประตู ผมก็ได้ยินคุณหนูเหวินพูดด้วยน้ำเสียงที่เย็นชามาก “อารอง เอาชีวิตฉันคืนมา!”

 

หลังจากพูดจบ ก็ได้ยินเสียงเหวินจ้งตะโกนออกมาด้วยความหวาดกลัว “อย่า อย่าเข้ามา อ่า! อ่า……”

เสียงกรีดร้องแห่งความกลัวดังขึ้น แต่พวกเรากลับไม่หันไปมองเลยสักนิด

ไม่ลังเลรีบปิดประตูทันที จากนั้นก็เดินออกจากบ้านเหวินจ้ง และกลับมายังงานศพอีกครั้ง

สำหรับยันต์ดำแผ่นนั้น ถูกนักพรตตู๋เผาทิ้งไปเรียบร้อย

ยันต์แบบนี้ คนไม่สามารถทำขึ้นมาได้

การที่เหวินจ้งสามารถมียันต์แผ่นแบบนี้ได้ จะต้องได้มาจากปรมาจารย์ผีแน่

ระหว่างทางกลับมางานศพ ผมถามอาจารย์และนักพรตตู๋ว่า พวกเราจะทำอะไรต่อ

 

อาจารย์กลับแสดงสีหน้ามืดมน “บ้าเอ้ย ไอ้ผีชั่วยังไม่ตาย เบื้องหลังของมันยังมีหมอผีชั่วอีก หมอผีชั่วแบบนี้ ต้องตายสถานเดียว เรื่องนี้ยังไม่จบ พรุ่งนี้รอให้ฝังศพของคุณหนูเหวินให้เรียบร้อยก่อน จากนั้นพวกเราจะไปที่ป่าช้าเก่า ไปเยี่ยมปรมาจารย์ผีสักหน่อย จะได้ถือโอกาสไปกำจัดเจ้าผีชั่วด้วย”

อาจารย์พูดหน้าตาเฉย แต่น้ำเสียงเต็มไปด้วยความโกรธเคือง

ฆ่าคนควบคุมศพ ทำให้วิญญาณตกเป็นทาส ถ้าไม่กำจัดไอ้หมอผีชั่วคนนี้ ต่อไปมันจะทำร้ายคนอีกเท่าไหร่ก็ไม่รู้

ผมเองก็เห็นด้วยกับความคิดของอาจารย์ จึงแสดงท่าทางว่าจะตามไปด้วย

 

แต่เสียงของผมพึ่งจางหาย จู่ๆนักพรตตู๋ก็พูดขึ้น “นักพรตติง เสี่ยวติง พวกคุณก็รู้จักปรมาจารย์ผีเหรอ”

เมื่อได้ยินนักพรตตู๋ถาม ผมก็เงียบไปครู่หนึ่ง

เนื่องจากผมเป็นมือใหม่ จึงไม่เคยได้ยินชื่อปรมาจารย์ผี

ผมจึงส่ายหัว บอกว่าผมไม่รู้จัก

อาจารย์เองก็เงียบไปเช่นกัน บอกว่าไม่เคยได้ยินชื่อนี้มาก่อน

นักพรตตู๋กลับเผยรอยยิ้มที่ลำบากใจออกมา “ผมเคยได้ยินมาครั้งสองครั้ง!”

“นายรู้จักเจ้านี้งั้นเหรอ” อาจารย์ถามด้วยความประหลาดใจ

 

นักพรตตู๋พยักหน้าเล็กน้อย “ปีแรกๆที่ผมออกไปเปิดหูเปิดตา ได้เข้าไปอยู่ในฉีลุ่ย เลยได้ยินชื่อนักพรตผีนี่มา”

“ได้ยินคนแถวนั้นพูดว่าเขาชอบทำเรื่องใหญ่โตเพื่อให้ได้ของเล็กๆน้อยๆ ใช้ชีวิตคนบูชาเทพมาร แล้วยังเรียกเก็บของมีค่า ชื่นชอบกินหญิงสาวบริสุทธิ์! ถ้าสิ่งที่เหวินจ้งพูดไว้ถูกต้อง งั้นเจ้าอาจารย์กุ่ยเทียนที่ว่านี้ อาจเป็นนักพรตผีหรือหมอผีชั่วที่อยู่ในพื้นที่ฉีลุ่ยก็ได้!”

ได้ยินแบบนั้นผมก็ใจสั่น คิดไม่ถึงว่าบนโลกนี้จะมีหมอผีชั่วแบบนี้อยู่ด้วย แถมยังชอบกินเด็กสาว

ผมรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องน่าเหลือเชื่อ ก่อนหน้านี้ผมเคยเห็นเรื่องราวแบบนี้แค่ในละครเท่านั้น

ตอนนี้จู่ๆก็ได้ยินนักพรตตู๋พูดแบบนี้ และมันยังอยู่ใกล้ๆพวกเราด้วย หัวใจของผมจึงอดไม่ได้ที่จะเต้นแรง

 

“ท่านนักพรตตู๋ แบบนี้มันก็ดีแล้วไม่ใช่เหรอ ตอนนี้นายกับฉันร่วมมือกัน กำจัดหมอผีชั่ว ช่วยกำจัดภัยร้ายให้โลก!” อาจารย์ทำหน้าสงสัย

นักพรตตู๋พยักหน้าเล็กน้อย “ผมเองก็คิดแบบนั้น แต่ผมได้ยินมาว่าหมอผีนั้นมีวิชามารสูงส่งมาก และยังมีนิสัยชอบเลี้ยงผี ถ้าพรุ่งนี้พวกเราจะเข้าไปจริงๆ จะต้องระวังขึ้นอีก ดังนั้นทางที่ดีที่สุดเรียกศิษย์พี่ของผมมาด้วยดีกว่า เผื่อมีเรื่องไม่คาดคิดเกิดขึ้น!”

หลังอาจารย์ได้ยิน ก็ตกลงทันที

ตามที่นักพรตตู๋พูด เจ้าหมอผีนั้นต้องร้ายกาจมาก

 

ถ้าไม่ระวังตัวให้ดี พวกเราอาจเป็นคนใจอ่อนไม่กล้าลงมือโหดเหี้ยมพอ จนอาจถูกเจ้านั้นเอาไปทำอาหารก็ได้

จากนั้น ทุกคนก็คุยกันเรื่องที่จะไปป่าช้าในวันพรุ่งนี้

หลังจากกลับมาถึงงานศพ ตาแก่สองคนก็เดินตรวจรอบๆงาน จากนั้นก็กลับไปพักผ่อน

ส่วนผมกับเฟิงเฉ่วหาน ยังคงอยู่ที่นี่ทำหน้าที่เฝ้าศพต่อไป บางครั้งพวกเราก็พูดคุยเรื่องปรมาจารย์ผี

แต่เฟิงเฉ่วหานรู้เรื่องนี้น้อยมาก ดังนั้นผมจึงไม่ได้ข้อมูลที่มีประโยชน์มากนัก

เพราะงานศพของคุณหนูเหวินจะจบสิ้นในเช้านี้ ดังนั้นเช้าวันรุ่งขึ้นเวลาตีห้า อาจารย์ นักพรตตู๋ คุณเหวินและภรรยาจึงมาถึงที่นี่แล้ว

 

หลังจากที่อาจารย์และนักพรตตู๋ทำพิธีส่งวิญญาณครั้งสุดท้ายเสร็จ พิธีกราบไหว้ฟ้าดินเป็นเวลาสามวันจึงถือว่าเสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์

โลงศพของคุณหนูเหวินก็ถูกคุณเหวินเรียกผู้ชายสองสามคนให้มายกขึ้นไปบนรถ ท้ายที่สุดก็อยู่ในการดูแลของพวกเรา จากนั้นพวกเราจึงขับตรงไปยังสุสานที่อยู่ใกล้ที่สุดเพื่อทำการเผา

หลังจากที่ได้เถ้ากระดูกมาแล้วนั้นทุกคนก็ตรงไปที่สุสานระดับสูงในเขตชานเมือง สุสานจินชาน

ผมได้มาที่นี่เป็นครั้งแรก พบว่าสุสานแห่งนี้ถูกสร้างขึ้นมาอย่างวิจิตรตระการตา แม้แต่การจัดเรียงต้นเมเปิ้ลของที่นี่ หรือลวดลายของถนนหิน ยังดูน่าสนใจมาก

และรูปแบบของฮวงจุ้ย ยังอยู่ในระดับสูงสุด

 

ได้ยินอาจารย์พูดว่า สุสานแห่งนี้ถูกออกแบบโดยผู้เชี่ยวชาญ

มันถูกสร้างขึ้นตามรูปแบบของฮวงจุ้ยที่ชื่อว่า “ฉวนวูถัวเปย” และ “จิ่วจ้งหว่างชางเปย” ถือว่าเป็นฮวงจุ้ยปากัวที่ยอดเยี่ยม และเป็นสุสานที่ดีที่สุดอีกหนึ่งแห่ง

หลุมฝังศพของที่นี่ เพียงหนึ่งหลุมก็สามารถขายได้ราคาสูงถึง 70,000-80,000 หยวน และยังเป็นมุมที่ไม่ค่อยดีด้วย

ส่วน “ขุนทรัพย์” ที่อยู่บนยอดเขา ต้องใช้เงินสูงกว่าหนึ่งแสนหรือหนึ่งล้านขึ้นไป และหลุมศพของคุณหนูเหวิน ก็ถูกบนยอดเขาด้วยเช่นกัน กินเนื้อที่ประมาณสามตารางเมตร เรียกได้ว่าเป็นคฤหาสน์ที่ยอดเยี่ยมสำหรับคนตายเลยละ

 

อาจารย์เป็นประธานในพิธี อาจารย์ยืนอยู่หน้าหลุมศพจุดธูปและเผากระดาษเงินกระดาษทอง หลังจากท่องบทสวดมาสักพัก เขาก็ประกาศเริ่มพิธีฝังศพ

เมื่ออาจารย์ปิดโลง กลบดินเสร็จ อาจารย์ก็แสดงสีหน้าที่เคร่งขรึม ตามพิธีโบราณจะต้องจุดธูปสามดอกส่งวิญญาณคุณหนูเหวินอีกครั้ง ปากของเขายังคงพูดเสียงลากยาว ตะโกนออกมาว่า “มีเกิด ก็ต้องมีดับ เมื่อตายไปแล้ว ไม่ว่าชาตินี้ จะได้ไปสวรรค์ หรือลงนรก ก็ขอส่งน้อมวิญญาณ!”

เสียงของอาจารย์พึ่งจางหาย เทียนที่อยู่ด้านหน้าหลุมศพ “พรึบพรึบ” ก็ดับลง พวกเราทุกคนที่อยู่ที่นี่ ต่างสัมผัสได้ถึงสายลมที่หนาวเย็น

ไม่เพียงแค่นี้ ผมยังไม่ได้ยินเสียงเบาๆ ว่า “ขอบคุณมากค่ะ”

ศพ

ศพ

โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset