ศพ – ตอนที่ 478 ไม่ยอมอยู่เพียงลาพังแน่นอน

ตอนที่ 478 ไม่ยอมอยู่เพียงลาพังแน่นอน

ในเวลานี้พวกสํานักสื่อเย่เฉินก่าลังฮึกเหิมสุดๆ ดูหัวร้อนกันสุดๆ ปากแต่ละตัวตะ โกนสโลแกนนั่นออกมาดังลั่น

ส่วนทางฝั่งเรา แต่ละคนดูเหมือนกําลังตกเหวไม่มีผิด

คาดไม่ถึงเลยสักนิด ว่าท่านผู้อาวุโสที่สองที่ดูมั่นใจขนาดนั้น จะโดนอีกฝ่ายทําร้ายครั้งเดียวจอด

ผลลัพธ์แบบนี้ทําให้ทุกคนไม่อยากยอมรับเท่าไหร่

ตอนมาผู้อาวุโสสองท่านนี้ยังดูมั่นอกมั่นใจ

สีหน้าท่าทางของพวกเขาในเวลานั้น ทําให้รู้สึกเหมือนการมาที่นี่ไม่ต่างอะไรจากการนั่นมันเทศ

หรือแม้แต่คิดว่าจะสังหารบอสได้อย่างรวดเร็ว หลังจากนั้นก็จะได้บดขยี่ฐานสํานักสื่อเย่เฉินให้สิ้นซาก

ตอนนี้ละ กลายเป็นคุยโวซะใหญ่โตไม่เพียงฆ่าบอสไม่ได้ แต่ยังโดนอีกฝ่ายจัดการในเวลาไม่กี่วินาที

ตอนนี้นักพรตหวังเฉิงกานและนักพรตเฉินจื่ออี้ก่าลังนอนไอเป็นเลือดอยู่บนพื้นพวกเขาแทบลุกขึ้นสู้ไม่ไหว

หากเจ้าผู้นําชุดว่านั่นเล็งมาที่พวกเราเมื่อไหร่ จะมีพวกเราคนไหนสู้กับเขาไหวบ้าง

ท่านหวังเฉิงกานและท่านเฉินจื่ออี้ที่แข็งแกร่งขนาดนั้น ยังสู้กับอีกฝ่ายไม่ไหว

แล้วพลังอันน้อยนิดอย่างพวกเรา จะพอเป็นของเล่นให้เขาเหรอ

ในขณะที่พวกเรากําลังตกใจ จู่ๆหยางเจ่วและนุ่ยเฉิงจึงก็เคลื่อนไหว

พวกเธอสองคนตะโกนออกมาพร้อมกัน “อาจารย์ลง” จากนั้นก็วิ่งไปหานักพรตทั้งสองทันที

ตอนนี้ปู่หลิวและยายเจ็ดก่าลังถอยออกมาอย่างรวดเร็ว ทิ้งระยะห่างจากชายชุดด่าคนนั้น และมาอยู่ที่ข้างกายผม

ในเวลาเดียวกัน ผมก็ได้ยินปู่หลิ่วพูดกับผมด้วยน้ําเสียงเคร่งเครียด “ชูหม่า ไม่รู้เจ้าปีศาจนี่ใช้วิชามารอะไรตอนนี้มันมีพลังเยอะข้าเองก็ดูไม่ออกพวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของมัน อีกเดี๋ยวพอข้าลงมือชูหม่าก็สนแค่เรื่องวิ่งออกไปข้างนอก ส่วนพวกข้าจะคุ้มกันให้ท่านหนีออกไปเอง !”

ขณะพูด ปู่หลิ่วและยายหูชีก็มองสาวกปีศาจรอบๆ ที่ล้อมเราอยู่อย่างหวาดระแวง

ผมกลับขมวดคิ้ว หนึ่งั้นเหรอ ที่นี่มีคนอยู่เยอะขนาดนี้ เราจะหนีไปไหนได้

“ปู่หลิ่ว คนเยอะเกินไป หนีไม่รอดหรอก แผนในตอนนี้ มีแค่ฆ่าชายชุดดําคนนั้นเท่านั้น !” ผมดึงหน้าลงจ้องชายชุดดําที่อยู่ห่างออกไปและกําลังหัวเราะอย่างชั่วร้ายด้วยสายตาเย็นชา

แต่เสียงเพิ่งเงียบลงยายหกลับพูดขึ้นมาว่า “ จนถึงพลังของพวกเรา สู้มันไม่ได้ตอนนี้มีแต่หนี้เท่านั้น

หนีได้แค่คนเดียวก็ต้องทํา แต่จนถึงวางใจได้ ถึงพวกเราจะต้องตาย ก็จะปกป้องให้จินถงออกไปอย่างปลอดภัยแน่นอน”

ตอนนี้ท่านผู้อาวุโสทั้งสองบาดเจ็บหนักไม่มีใครสามารถสู้กับชายชุดด่าได้อีก

ยายหูชีก็พูดอย่างรีบร้อน แนะนําผมว่าอีกเดี๋ยววิ่งออกไปข้างนอกอย่างไม่ต้องคิดชีวิตเพราะไม่อยากให้ผมมาเป็นอะไรอยู่ที่นี่

เนื่องจากพวกเขาได้รับคําสั่ง ให้มาคุ้มครองความปลอดภัยของผม

แต่ผมกลับขมวดคิ้ว แล้วส่ายหน้าทันที “ ไม่ ยายเจ็ด หลิ่ว ถ้จะหนี ถึงผมจะรอด แล้วคนอื่นละ ?

อาจารย์ผม เหล่าเฟิง ท่านนักพรตต์แล้วยังมีพวกท่านผู้อาวุโสที่บาดเจ็บหนักอีกตอนนี้เราได้แต่สู้ตายอยู่ที่นี่แล้วเกิดใหม่เท่านั้น”

แม้ผมจะค่อนข้างเครียด แต่ก็เผชิญอะไรมาตั้งมากมายขนาดนั้น มีหลายต่อหลายครั้งที่ชีวิตแขวอยู่บนความเป็นความตาย

พอได้มาเจอเรื่องพันนี้อีกครั้ง ผมเลยค่อนข้างใจเย็น มองสถานการณ์ออกอย่างชัดเจน

อย่าเพิ่งพูดว่าจะหนีรอดได้ไหม ถึงจะทําได้ผู้อาวุโสที่บาดเจ็บหนักทั้งสองท่านก็ต้องตายแน่นอน

เพราะพวกเขาเสียการควบคุมร่างกายไปแล้ว ไม่มีทางที่จะหนีได้ด้วยตัวเอง

แล้วก็ ถ้าท่านผู้อาวุโสทั้งสองหนีไปไม่ได้ หยางเจ่วและนุ่ยเฉิงจึงจะทํายังไงละ

พวกเธอเองก็ต้องถูกจับ และตายอยู่ที่นี่อย่างแน่นอน

แล้วยังมีเหล่าฉันขาของเหล่าฉัน เขาเคลื่อนไหวได้ล่าบาก แล้วจะหนีได้งั้นเหรอ

แต่ผมไม่อยากทิ้งคนพวกนี้ไว้แล้วต้องอยู่ต่อเพียงล่าพัง ยิ่งไปกว่านั้นยังไม่อยากหนีเอาตัวรอดคนเดียว

เรื่องพันนี้ผมทําไม่ลง และไม่อยากทําด้วย

นอกจากนี้ พวกเราเองก็มีตัวช่วยที่อาจพลิกสถานการณ์อยู่ไม่ใช่เหรอ

ตอนอยู่เขาเขี้ยวหมาป่าพวกเรายังมีชีวิตรอดกลับมาได้ แล้วฐานสํานักสื่อเย่เฉินใน วันนี้จะทําให้พวกเราต้องทิ้งชีวิตไว้งั้นเหรอ

จากนั้นผมก็พูดต่อ “ปู่หลิ่ว ยายเจ็ก ผมจะไม่หนีไปคนเดียว ถ้าจะรอดก็รอดไปด้วยกัน จะตายก็ตายพร้อมกัน และพวกปีศาจสมควรตาย พวกนี้ก็ไม่คิดจะไว้ชีวิตพวกเราอยู่แล้ว”

ผมทําหน้าจริงจังพูดอย่างไม่ลังเลใดๆ

พอหเหมยที่อยู่ข้างๆเห็นแบบนั้น แม้เธอจะไม่พูดอะไร แต่สีหน้าของเธอกลับเปลี่ยนไปเล็กน้อย

และอดหันมามองผมสองสามครั้งไม่ได้

พอยายหูชีเห็นผมเป็นแบบนั้น ก็มีค่าว่ากังวลเขียนเอาไว้เต็มหน้า “ จนถง ท่านจะเป็นอะไรไปไม่ได้นะ ไม่อย่างงั้นเจ้าแม่และทั้งเผ่าจิ้งจอกไม่ไว้ชีวิตพวกเราแน่”

ผมมองยายหุชี ทันใดนั้นรอยยิ้มก็ผุดขึ้นที่มุมปาก “พวกเราไม่เป็นอะไรแน่ !”

หลังจากพูดจบ ผมก็ยกมือขาวๆขึ้นมาอย่างช้าๆ

แต่ทันใดนั้นเองพวกเขาก็เห็นบนหลังมือขวาของผม มีรูปหยินหยางปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้

และยังมีไอเย็นแพร่ออกมาทีละนิด

ใช่ ผมคิดจะเรียกมู่หลงเหยียนมาช่วย

ตอนนี้ก็มีแค่มู่หลงเหยียนเท่านั้น ถึงอาจจะพลิกสถานการณ์ ทําให้ทุกคนรอดจากวิกฤติไปได้

“มู่หลงเหยียน” ผมตะโกนออกมา

คราวนี้ ปู่หลิ่วและยายหูชีต่างได้ยินอย่างชัดเจน ปู่หลิ่วย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า “มู่หลงเหยียน” ที่ออกจากปากผมคือใคร

พอได้ยินเสียงนี้ สีหน้าเขาก็อดเปลี่ยนไปไม่ได้ “ชูหม่า หรือว่าท่านคิดจะเชิญแม่นางมู่หลงออกมาช่วย ?”

ผมกลับเค้นเสียงดัง “ ไม่ใช่แค่จะเรียกน้องศพออกมาอีกเดี๋ยวผมจะเชิญนางพญามาด้วยผมจะรอดู

ว่าเจ้าปีศาจพวกนี้จะร้ายขนาดไหน จะร้ายจนสู้กับนางพญาได้ไหม”

มีเพียงปุ่หลิ่วและยายหูชีเท่านั้นที่ได้ยินค่าพูดของผมตอนได้ยินถึงตรงนี้ ทั้งสองคนก็อดสูดหายใจเข้าไม่ได้

นางพญาจิ้งจอกร้ายกาจขนาดไหน พวกเขาเผ่าจิ้งจอกด้วยกันเองย่อมรู้ดี

นางพญาเป็นจิ้งจอกที่แข็งแกร่งที่สุดในรอบพันปี และยังเป็นจิ้งจอกที่บําเพ็ญจนสําเร็จแล้ว ได้พลังเก้าหางมาตั้งนานแล้ว

เขาฉินนับพันลี้ ไม่มีปีศาจตนใดแข็งแกร่งกว่านางพญาจิ้งจอก

ในขณะที่ปู่หลิ่วและยายหชีกําลังตกใจ อาจารย์ ท่านนักพรตต์ เหล่าเฟิงและคนอื่นๆก็เข้ามาใกล้

พวกเขายกดาบไม้ขึ้น คอยจ้องรอบๆอย่างเยือกเย็น

อาจารย์หันหลังพูดกับผม “เสี่ยวฝาน ไม่ต้องกลัว อาจารย์อยู่นี่แล้ว !”

ในจิตใต้สํานึกของอาจารย์ ตาแก่อย่างเขายังอยากปกป้องผม

ตอนนี้เหล่าเพิ่งหยิบยาเม็ดสีดาออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาจะปลุกพี่เฟิง หรือหานเจิ่วเฟิงในร่าง

สําหรับผู้นําชุดด่าและสาวกปีศาจพวกนั้น ได้หยุดท่าตัวหัวร้อนแล้ว ตอนนี้ชายชุดดําที่มีรูปพระจันทร์และพระอาทิตย์บนหน้าผากก็ไม่ได้หัวเราะอย่างชั่วร้ายแล้ว

ตอนนี้พวกเราโดนล้อมเอาไว้อย่างมิดชิด ส่วนผู้นคนนั้น กําลังเดินยึดเชิดหน้าอย่างยิ่งผยองมาหาพวกเรา

ในเวลาเดียวกัน เจ้าผู้น่าคนนั้นก็พูดอย่าเย็นชา “พลังเศษเดนระดับพวกแก ก็ยังกล้ามาทําโอทั้งต่อหน้าข้าหลิงเทียนวันนี้ข้าจะทาให้พวกแกได้รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของสานักสื่อเย่ และความร้ายกาจของข้าหลิงเทียน !”

ขณะพูด เจ้าหมอนั้นก็ยกมือขึ้น คิดจะโจมตีฆ่าพวกเราให้ตาย

ผมค่านวณเวลาเสร็จ ในวินาทีที่เจ้าหมอนั้นยกมือขึ้น ผมก็ตะโกนครั้งสุดท้าย “มู่หลงเหยียน”

เมื่อเสียงนี้ดังขึ้น ตราประทับดําบนมือก็เริ่มทํางาน

ได้ยินเพียงเสียง “ปัง” ดังขึ้นกลางอากาศ และยึดตัวผมเป็นกึ่งกลาง ช่วงเวลานั้นมีพลังหยินที่แข็งแกร่งระเบิดออกมาทันที

ไม่เพียงเท่านั้น หมอกขาวยังไหลออกมาจากตราประทับด่าที่ข้อมือขวาผมอย่างต่อเนื่อง หลังจากนั้นก็รวมตัวอยู่ตรงหน้าผมอย่างรวดเร็ว มันค่อยๆปรากฏเป็นรูปร่างของคนคนหนึ่ง

เดิมที่เจ้าหลิงเทียนคนนั้นคิดจะลงมือ แต่พอเห็นทางผมมีการเคลื่อนไหวผิดปกติมันก็อดเผยสีหน้าสงสัยออกมาไม่ได้

มือที่ยกขึ้น หยุดเคลื่อนตัวพักหนึ่ง

แต่ทันทีที่หยุด ร่างนางฟ้าของมู่หลงเหยียน ก็ปรากฏขึ้นสู่สายตาของทุกคน และ ตอนนี้เธอก็กําลังยืนขวางอยู่ตรงหน้าพวกเราหันหน้าไปทางเจ้าผู้นําสํานักชั่วที่ชื่อหลิงเทียนคนนี้……

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset