ศพ – ตอนที่ 481 ข่าวดีข่าวร้าย

ตอนที่ 481 ข่าวดีข่าวร้าย

จู่ๆก็ได้ยินมู่หลงเหยียนพูดแบบนั้น ผมเลยอดตกใจไปพักนึ่งไม่ได้

เพราะน้ําเสียงของมู่หลงเหยียนฟังดูโทษตัวเองหน่อยๆ ตัวเธอก็ดูจะเศร้าอยู่พอสมควร

จับหรือฆ่าเจ้าบอสหลิงเทียนนั่นไม่ได้ ถือเป็นอะไรที่น่าเสียดายมาก

แต่เมื่อเป็นแบบนั้นแล้ว ผมก็ไม่แสดงสีหน้าใดๆ หรือแม้แต่บ่นออกมา

สําหรับผม หากไม่ได้มู่หลงเหยียนช่วยเอาไว้ อย่าว่าจะเอาชนะสาวกสํานักสื่อเย่ พวกนี้ได้เลยพวกเราคงตายไปตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

ผมส่ายหน้า แล้วพูดกับมู่หลงเหยียนว่า “คราวนี้ต้องขอบคุณที่เธอออกมาทันเวลา ที่เจ้าหมอนั้นหนีไปได้ถือว่ามันดวงแข็ง คราวนี้ พวกเราต้องขอบคุณเธอมากๆ มีอะไรต้องขอโทษกันด้วยละ

พอมู่หลงเหยียนได้ยินผมพูดแบบนั้น เธอก็ยังพูดกับผมด้วยน้ําเสียงซีเรียสเหมือนเดิม “ถ้าคราวหน้าเจอมัน ฉันจะต้องช่วยจับมาให้นายแน่ๆ !”

“อื้อได้” ผมหัวเราะฮ่าๆ

ส่วนมู่หลงเหยียนกลับเปลี่ยนหัวข้อ “นายเป็นไงบ้าง ? บาดเจ็บหนักไหม ?”

“ไม่เป็นไร แผลเล็กน้อยทั้งนั้น แค่ก่อนหน้านี้นางพญามาสถิตร่าง เลยใช้พลังไปจนหมด ตอนนี้เลยค่อนข้างล่าน่ะ” ผมพูดตามความจริง

หลังมู่หลงเหยียนได้ยินผมพูดแบบนั้น เธอก็รู้สึกสบายใจขึ้นมาพอสมควร

หลังจากนั้นผมก็เห็นมู่หลงเหยียนกวาดสายตามองรอบๆ แล้วกลับมาพูดกับผมต่อ “เจ้าเตานี่น่าจะเป็นเตาที่ใช้หลอมยาจากคนเป็นๆ ที่นายเล่าให้ฟังครั้งก่อนซินะ ?”

“อ๋อ ! ใช่”

“ใหญ่จริงๆนั่นแหละ ! ไม่รู้เลยนะเนี่ยว่ามันจะใหญ่ขนาดนี้ ยาที่หลอมออกมา จะมีฤทธิ์ยังไงบ้างนะ !”

มู่หลงเหยียนดูสงสัยพอควร

แต่ผมรู้เรื่องที่ไหนละ จึงได้แต่พูดต่อ “เรื่องนี้ฉันเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ฉันได้ยินมันเรียกว่าโอสถโลหิตศพ”

“โอสถ โลหิตศพ ? ฟังจากชื่อแล้วคงไม่ใช่ของดีอะไร !” มู่หลงเหยียนพูดพร้อมขมวดคิ้ว

“น่าจะเป็นงั้น ตอนนี้เจ้านี่ตกอยู่ในมือพวกเราแล้ว ต้องคิดหาวิธีกําจัดมัน พอถึงตอนนั้นฉันจะรอดว่าเจ้าสํานักชั่วนั่นจะหลอมยายังไง” ผมพูดในขณะจ้องเตาหลอมยา

มู่หลงเหยียนพยักหน้าเล็กน้อย “เรื่องนี้นายจัดการเถอะ คือใช่ ฉันมีข่าวดีจะบอกนายด้วยนะ !”

“หือ ข่าวดีอะไร ?” ผมพูดด้วยความสงสัย

“อ๋อ ! ยังจ่าหินลี่ลั่วที่นายเอากลับมาครั้งก่อนได้ไหม ?”

หินลี่ลั่ว เรื่องนี้ผมต้องจําได้อยู่แล้ว

นั่นเป็นสิ่งที่เหล่าเพิ่งแลกมาด้วยชีวิต เป็นของที่พวกเราเสี่ยงชีวิตเอากลับมา

ผมพยักหน้าเบาๆ จากนั้นมู่หลงเหยียนก็คลี่ยิ้มออกมา แล้วพูดต่อ “เดิมที่คิดว่าจะบอกนายพรุ่งนี้ แต่คิดไม่ถึงว่าคืนนี้จะได้มาอยู่ที่นี่”

“ก่อนที่ฉันจะมา พวกเราใช้เจ้าหินลี่ลั่วก้อนเล็กๆก้อนนั้น แล้วก็มีน้ําลี่ลั่ว ทดลองปลูกหญ้าหยินจ่าวชุดแรก และผลที่ออกมาคือเราสามารถรักษาวิญญาณที่ไม่มีที่มาของวิญญาณได้สําเร็จ ตอนนี้พวกเราได้ความรู้ขึ้นมาอีกหน่อย ขอแค่มีหินลี่ลั่วก่อนนั้นอยู่ ต่อไปก็ยังสามารถปลูกหญ้าหยินจ่าสได้อีกเยอะ

พอได้ยินคําพูดนี้ ในใจผมก็อดมีเสียงดัง “ถูก” ไม่ได้ นี่มันเป็นเรื่องที่ดีจริงๆ

ตอนนี้ปลูกชุดแรกได้แล้วชุดสอง ชุดสามก็คงอยู่อีกไม่ไกล…

ใบหน้าเปื้อนยิ้ม “จริงเหรอ ? แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย”

ถ้าเป็นแบบนั้น อันตรายทั้งหมดที่พวกเราเผชิญ ความทุกข์ทรมานทั้งหมดที่ต้อง แบกรับในการเดินทางไปเขาเขี้ยวหมาป่าก็ไม่ได้สูญเปล่าไปทั้งหมด

ต่อไป พวกหุ่นเชิดที่ออกมาจากองค์กรตาผี

เช่นพวกม่หลงเหยียน ก็จะไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีหญ้าหยินจ่าวให้ใช้อีกแล้ว และเรื่องวิญญาณไม่เสถียร

หรือวิญญาณแตกสลายด้วย

“อ๋อ ! พอมีหญ้าหยินจ่าวชุดแรกแล้ว ต่อไปพวกเราก็จะปลูกหญ้าหยินจ่าวได้มากกว่าเดิม แบบนี้พวกเราก็จะมีเวลาสู้กับองค์กรตาผีได้มากกว่าเดิม ฉันเชื่อว่าต้องมีสักวันที่จะกําจัดพวกมันได้สิ้นซาก แก้แค้นทุกสิ่งที่พวกมันเคยทําเอาไว้ !” มู่หลงเหยียนดูดีใจมาก

ผมรู้สึกได้ เพราะปลูกหญ้าหยินจ่าวสําเร็จ ท่าทีที่ม่หลงเหยียนปฏิบัติต่อผม เลยดูเหมือนจะดีกว่าเมื่อก่อนมาก

อาจเป็นเพราะเรื่องนี้ ตอนไล่ตามหลิงเทียนไป และทําให้เขาหนีไปได้ มันเลยทําให้เธอเสียใจ รู้สึกเหมือนติดหนี้ผม

เนื่องจากทั้งน้ําลี่ลั่วและหินลี่ลั่ว ล้วนเป็นสิ่งที่พวกเราเสี่ยงอันตรายเอาออกมาจากรังศัตรูในเขาเขี้ยวหมาป่า

หากไม่มีพวกเรา หากพวกเธอคิดจะเอาของพวกนี้ออกมา หรือแม้แต่คิดจะเข้าไปมันก็คงเป็นไปไม่ได้ด้วยซ้ํา

หรืออาจเป็นเพราะมีความคิดแบบนี้อยู่ หรือพวกเราสองคนรู้จักกันมานานพอสมควรแล้ว

แต่ไม่ว่ายังไง ตอนนี้เวลามู่หลงเหยียนเห็นหน้าผม รอยยิ้มบนใบหน้าเธอก็มีเยอะกว่าเมื่อก่อนมาก

และยังไม่ได้ทําตัวเย็นชาเหมือนเมื่อก่อนด้วย

ขณะมองม่หลงเหยียนยิ้ม ผมเองก็ฉีกยิ้มตามเธอ แต่ก็ไม่รู้จะพูดอะไรออกมาดี

ส่วนมู่หลงเหยียนกลับพูดกับผมว่า “ เจ้ากาก ต้องขอบใจนายมาก เราถึงปลูกหญ้าหยินจ่าวสําเร็จได้ ครั้งนี้ฉันจับตัวเจ้าปีศาจชั่วนั้นไม่ได้ แต่ต่อไปฉันต้องช่วยจับมันมาให้ได้แน่นอน ”

ขณะมองมู่หลงเหยียนขอบคุณผมด้วยสีหน้าจริงจัง ผมก็รู้สึกไม่ชินอยู่หน่อยๆ

ผมเกาหัวตามเคย “ เอ่อ เอ่อเรื่องเล็กน่า ถ้าไม่ใช่เพราะเธอ ฉันคงตายไปตั้งนาน แล้วเรื่องแบบนี้

จะขอบคุณอะไรกัน ! ส่วนเจ้าปีศาจนั้น มันต้องได้รับผลกรรมของตัวเองอย่างแน่นอน

พอมู่หลงเหยียนเห็นผมเป็นแบบนั้น “ฮ่าๆ” เธอก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ตกลง ! งั้นฉันไม่ขอบใจนายแล้ว แต่หลังนายกลับไปแล้ว ต้องไปหาฉันที่บ้านด้วยนะ ฉันมีของจะให้”

“ของ ? ของอะไร ?” ผมพูดด้วยความสงสัย

ม่หลงเหยียนกลับส่ายหัวเบาๆ “ของตอนที่ฉันมีชีวิต !”

“ของตอนที่เธอยังมีชีวิต ?” ผมทําหน้าสงสัย ความอยากรู้อยากเห็นพุ่งสูงกว่าเดิมทันที

แต่มู่หลงเหยียนแค่พยักหน้าให้ ไม่ได้ตอบกลับ

เดิมที่ผมอยากจะถามต่อแต่ร่างของมู่หลงเหยียนกลับเริ่มเลือนลาง

ในเวลานี้ได้ยินเสียงมู่หลงเหยียนพูดแค่ว่า “ โอเค เวลาของฉันจะหมดแล้ว จําไว้พอกลับไปแล้ว

อย่าลืมมาหาฉันที่บ้านนะ ฉันไปก่อนละ !”

หลังจากพูดจบ มู่หลงเหยียนที่เคยยืนอยู่ตรงหน้าผม ก็มีเสียงดัง “ปัง” ร่างเธอระเบิดกลายเป็นควัน

และจางหายไปในที่สุด

ขณะมองร่างมู่หลงเหยียนหายไป ผมก็อดสูดหายใจเข้าลึกๆไม่ได้

วันนี้ผมรู้สึกว่ามู่หลงเหยียนทําตัวเป็นมิตรกับผมมากกว่าเมื่อก่อน หรือจะบอกว่าเธอดูอ่อนโยนกว่าเดิม

ไม่เย็นชากับผมแล้ว

ความรู้สึกแบบนี้มันวิเศษมาก ผมรับรู้ได้ ว่าระยะห่างระหว่างผมกับเธอขยับเข้าใกล้กันขึ้นเรื่อยๆ

อาจไม่ถึงขั้นความสัมพันธ์ของชายหญิง แต่ผมก็คิดว่ามันคงอยู่ไม่ไกลเกินเอื้อมแล้ว

พอคิดถึงเรื่องอื่นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที เห็นอยู่ชัดๆว่านั่นเมียตัวเอง แต่พอเจอหน้าเธอแล้ว

ผมกลับมีความรู้สึกตื่นเต้นและหัวร้อนเหมือนกําลังตามจีบสาว…..

มู่หลงเหยียนเพิ่งหายไปพักหนึ่ง ไหลิ่ว ยายหชีและหูเหมยก็กลับมา พวกเขาวิ่งมาพร้อมร่างจิ้งจอก

เมื่อเข้ามาในโกดัง พวกเขาก็สะบัดตัวกลายร่างเป็นมนุษย์

พวกเขาเห็นผมกําลังยืนพิงเตาหลอมยาอยู่จึงรีบเดินเข้ามาหาทันที

“ชูหม่า ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง ?” ปู่หลิ่วชิงพูดคนแรก

ผมเห็นพวกเขาสามคนกลับมาแล้ว เลยพยายามยืนขึ้นอีกครั้ง

ผมฉีกยิ้มให้ปู่หลิ่ว “ปู่หลิ่วผมไม่เป็นอะไร ตอนนี้ดีขึ้นมากแล้ว”

“ร่างกายจินถงดีกว่าคนทั่วไปจริงๆ หลังโดนเจ้าแม่สถิตร่างแล้ว ก็กลับมายืนได้เร็วถึงขนาดนี้ เป็นอะไรที่หายากจริงๆ !” ยายหูชีพยักหน้าเบาๆ เธอดูชอบร่างกายของผมมาก

ผมยิ้มแล้วถามสถานการณ์ข้างนอกเป็นยังไงบ้าง ปู่หลิ่วและยายหูชีเล่าให้ผมฟังสั้นๆ

บอกว่าพวกสาวกพวกนั้นวิ่งป่าราบไปคนละทิศละทาง

พวกเราคนน้อยตามไล่ฆ่าไม่ทันอยู่แล้ว

ดังนั้นจากสาวกนับร้อยน่าจะมีคนหนีไป 70-80 ได้

“70-80 คน !” ผมอดตกใจไม่ได้

หนีไปได้เยอะขนาดนั้น แถมตัวหัวหน้ายังหนีไปได้ ถึงพวกเราจะทาลายฐานนี้ให้สิ้นซาก มันก็ไม่มีความหมายเท่าไหร่

เพราะพวกมันอาจรวมตัวกันใหม่ แล้วกลับมาสร้างฐานในที่ที่ลับตามากกว่าเดิม

ถ้าเป็นแบบนั้น คราวนี้นอกจากพวกเราจะทําลายเตาหลอมยาที่ได้แล้ว ก็ไม่ได้ทําตามเป้าหมายที่ตั้งเอาไว้ได้

หรือแม้แต่ความวุ่นวายในวันนี้ จะทําให้พวกเราเข้าไปอยู่ในบัญชีดาของสานักลือเย่ด้วย

หากวันใดสํานักสื่อเย่ของพวกมันกลับมาอีกครั้ง พวกเราจะต้องโดนคิดบัญชีเป็นรายแรกแน่ๆ……

ศพ

ศพ

อ่านนิยายเรื่องศพ
Status: Ongoing
โดย เรื่อง ศพ บ้างส่วนของนิยาย ผมชื่อติงฝาน ปีนี้อายุ 20 ปีบริบูรณ์ ตัวผมและอาจารย์ต่างใช้ชีวิตพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน ตอนอาจารย์ยังเป็นวัยรุ่นเขาเป็นคนตัดผมให้พระในวัด และเขายังทำหน้าที่เป็นสัปเหร่อประจำวัดด้วย ในปัจจุบันเขาได้เช่าร้านขายของชำในตำบลหนึ่งแหล้ง ขายของจำพวกเทียน กระดาษเงินกระดาษทอง และผ้าห่อศพ เพื่อหารายได้ประทังชีวิตไปวันๆ ในช่วงเวลาว่าง ท่านอาจารย์ยังชอบออกไปช่วยดูฮวงจุ้ยให้กับผู้คน บางครั้งก็ทำพิธีกรรมทางศาสนา เกี่ยวกับการเป็นสื่อกลางระหว่างวิญญาณน่ะ……. วันนั้นอาจารย์ออกไปช่วยคนประกอบพิธีทางศาสนา แล้วปล่อยให้ผมเฝ้าร้านคนเดียว เวลาล่วงเลยมาประมาณหนึ่งทุ่มตรง อยู่ๆสัปเหร่อหลี่เหลาซานก็รีบพุ่งเข้ามาซื้อของ เนื่องจากผมติดตามอาจารย์มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นผมจึงพอมีวิชาติดตัวอยู่ไม่น้อย เมื่อผมเห็นว่าจุดยิ่งถาง(เป็นจุดที่อยู่ระหว่าหัวคิ้วทั้งสอง)ของหลี่เหลาซานดำมืด สีหน้าย่ำแย่ จึงรู้สึกถึงความผิดปกติได้ทันที จากนั้นผมจึงถามกับหลี่เหล่าซานว่าเป็นอะไรไป หลี่เหล่าซานก็ไม่ปิดบังอะไร เขาบอกว่ามีคนจมน้ำตาย และตอนนี้เขาก็กำลังรีบไปเก็บศพ เมื่อคิดถึงตอนที่ตัวผมเคยติดตามอาจารย์ตั้งแต่ยังเด็ก แม้ว่าจะได้เรียนวิชาอะไรมามากมาย แต่อาจารย์กลับพาผมไปทำงานด้วยน้อยมาก และยังไม่ยอมให้ผมแตะตัวศพด้วย เมื่อผมเห็นว่าสีหน้าของหลี่เหล่าซานแย่มาก แล้วตอนนี้เขายังต้องไปเก็บศพคนเดียวอีก เขาคงกลัวว่าตัวเองต้องเจอกับเรื่องไม่ค่อยดีแน่ อาจารย์ก็ไม่อยู่ พอดีเลยแอบออกไปดูหน่อยดีกว่า อีกอย่างหลี่เหล่าซานเองก็ยังขาดลูกมือด้วย ดังนั้นผมจึงตามหลี่เหล่าซานไป ถึงแม้ว่าจะไม่เก่งเท่าอาจารย์ แต่ถ้าต้องเผชิญหน้ากับเรื่องไม่ดี ถึงตอนนั้นผมก็ค่อยใช้วิชาที่เรียน มาหลบมันก็จบแล้ว ผ่านไปไม่นาน พวกเราก็มาถึงอ่างเก็บน้ำ ตอนแรกผมคิดว่าเป็นแค่การจมน้ำธรรมดาๆ แต่เมื่อมาถึงที่เกิดเหตุถึงได้รู้ว่า เรื่องนี้ไม่ได้ธรรมดาอย่างที่คิดไว้ ผู้เสียชีวิตคือสามีภรรยาคู่หนึ่งที่หาเลี้ยงชีพด้วยการตกปลา พวกเขาออกหาปลากันตั้งแต่ตอนเช้า วันนี้พวกเขาหาปลาไหลตัวใหญ่ได้ตัวหนึ่ง ได้ยินมาว่า ปลาไหลตัวนั้นตัวใหญ่เท่ากับข้อมือ ตัวเหลืองหลังดำ และมันยังยาวเกินกว่าหนึ่งเมตรด้วย ตอนนั้นมีคนหนึ่งพูดขึ้นมาว่า พวกเขาจับมังกรได้ บอกให้ปล่อยมันไปซะ เพราะของสิ่งนี้ฆ่าไม่ได้ และกินก็ไม่ได้ด้วยเช่นกัน แต่สองสามีภรรยานั้นไม่ยอมฟัง บอกว่าของโอชะแบบนี้มันขึ้นอยู่กับโชคชะตา หลังจากนั้นตอนเที่ยงพวกเขาจึงนำปลาไหลตัวนั้นไปทำอาหาร แต่สิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น ตกบ่ายพวกเขาก็ลงเก็บแหที่จมอยู่ในน้ำตามปกติ แต่แล้วตอนนั้นกลับเป็นเวลาที่พวกเขาทั้งคู่พลัดตกลงไปจมน้ำตาย ตอนนี้คนที่อยู่รอบๆต่างลือกันไปทั่ว ว่าสองสามีภรรยานั้นกินมังกรเข้าไป ทำลายฮวงจุ้ย จนทำให้เทพมังกรน้ำโมโห ตอนนี้พวกเขาเลยถูกเก็บ เพื่อให้สมกับกรรมที่พวกเขาก่อ หลังจากที่หลี่เหล่าซานได้ยินคำเล่าลือพวกนี้ เขาก็รู้สึกหวาดกลัว บอกว่าเรื่องมันประหลาดเกินไป พวกเรารีบเก็บ รีบกลับกันเถอะ ผมพยักหน้าและพูดว่า “อือ” จากนั้นก็เดินตามหลี่เหล่าซานไปทางที่ศพอยู่ ศพของสองสามีภรรยาชาวประมงถูกลากขึ้นฝั่งเรียบร้อย ตอนนี้พวกเขาถูกผ้าขาวคลุมไว้ รอบๆศพมีเส้นที่ตำรวจตีวงล้อมไว้ และในสถานที่เกิดเหตุยังมีตำรวจอีกสองสามคนกำลังสอบปากคำอยู่ หลี่เหล่าซานเป็นสัปเหร่อที่คอยเก็บศพ หลังจากแสดงบัตรประจำตัว เขาก็เดินผ่านเข้าไปทันที เมื่อเดินมาถึงศพ ผมรู้สึกแค่ว่าอากาศที่อยู่รอบๆเริ่มหนาวเย็น และกลิ่นเหม็นเน่าก็เริ่มกระจายออกมา ตามปกติแล้วคนที่พึ่งจมน้ำตายในตอนบ่ายนั้น ถ้าดูจากเวลาตอนนี้ยังผ่านไปแค่ครึ่งวันเท่านั้น ตอนนี้อากาศก็ไม่จัดว่าร้อน เวลาแค่ครึ่งวันจะเปลี่ยนกลิ่นให้เน่าเหม็นขนาดนี้ได้ยังไง แต่ผมก็ไม่คิดมาก เมื่อเข้าไปใกล้ตัวผมเองก็ปิดจมูกเอาไว้ แต่ตอนที่ผ้าขาวพึ่งเปิดออก กลิ่นเน่าเหม็นก็กระจายออกมาทันที กลิ่นนั้นรุนแรงมาก จนเกือบทำให้ผมต้องอ้วกออกมาเลยทีเดียว ผมอดกั้นความสะอิดสะเอียนเอาไว้ จากนั้นก็มองไปที่ศพ พบว่ารูปร่างของศพกำลังขึ้นอืด บริเวณหลายแหล่งต่างเน่าเป็นที่เรียบร้อย สภาพศพดูเหมือนกับคนที่ตายมาแล้วสี่ถึงห้าวัน พวกเราทั้งสองต่างรู้สึกว่าทนรับกลิ่นเน่าเหม็นนี้ไม่ค่อยไหว พวกเราจึงรีบสวมถุงมือ เตรียมยกขึ้นรถบรรทุกศพ จากนั้นจะได้นำกลับไปประกอบพิธีทางศาสนาต่อ แต่แล้วเมื่อมือของทั้งสองคน สัมผัสกับศพ ดวงตาทั้งสองข้างที่เคยปิดอยู่ ตามสถานการณ์ปกติที่มันควรจะเป็น จู่ๆเปลือกตาก็เปิดออก เผยให้เห็นลูกตาสีขาวโพน เมื่อเห็นเช่นนั้นพวกเขาจึงรู้สึกกลัวมาก เมื่อเห็นฉากนี้ ในใจของผมแทบจะร้องตะโกนออกมาว่า “เชี่ยแล้ว” ท่าไม่ดีแล้ว อาจารย์เคยพูดบ่อยๆ คนเป็นหายใจ คนตายก็ต้องหายใจเฮือกสุดท้ายเช่นกัน เวลาเก็บศพ สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงที่สุดก็คือการเผชิญหน้ากับพวกศพที่ไม่สงบ และเมื่อสัมผัสกับศพ แล้วพบว่าศพลืมตา ก็เป็นอีกหนึ่งข้อที่ควรหลีเลี่ยงเช่นกัน เพราะการลืมตา หมายความว่าเขายังต้องการมีชีวิต นี่ไม่ได้เป็นเพียงแค่ลางร้าย แต่มันยังหมายถึงเคราะห์ร้ายมากและเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงมาก นี่แสดงให้เห็นว่าผู้ตายไม่อยากทิ้งลมหายใจเฮือกสุดท้าย ไม่ไปสู่สุขคติ ไม่ยอมจากไปแต่โดยดี ตัวผมนั้นยังถือว่าดี ที่ยังได้เรียนวิชาพวกนั้นมาบ้าง ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ผมจะรู้วิธีจัดการกับศพที่ตายโหง และปลดปล่อยวิญญาณพวกนี้ แต่ทางด้านหลี่เหล่าซาน เขาพึ่งเคยมีประสบการณ์เป็นสัปเหร่อเพียงครึ่งปีเท่านั้น ดังนั้นวินาทีที่ศพลืมตาขึ้น เขาจึงตกใจจนร้องตะโกนออกมา “เฮ้ย” จากนั้นก็ลนลานจนลงไปนั่งกองกับพื้นทันที ไม่หยุดเพียงเท่านั้นเขายังพูดออกมาพร้อมกับเสียงที่สั่นเทา “ขยับ ศพมันขยับ!” เมื่อผมเห็นหลี่เหล่าซานเป็นเช่นนั้น ตัวเองจึงรีบส่งสัญญาณให้หลี่เหล่าซานเงียบทันที ดีที่รอบๆตัวไม่มีใครอยู่ ถ้าคนอื่นได้ยินเข้าละก็ จะต้องปล่อยข่าวลือหนักกว่าเดิมแน่ “ลุงซาน ลุงไม่ต้องตกใจ เป็นเพราะสองสามีภรรยาตายอย่างไม่สงบ ผมแค่ทำพิธีส่งวิญญาณให้พวกเขาก็จบแล้วครับ!” หลี่เหล่าซานกลัวจนตัวสั่น ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาเลยพยายามพยักหน้าให้ผมหนึ่งครั้ง ส่วนผม ก็รีบหยิบกระจกแปดทิศที่อาจารย์ชอบใช้ออกมาจากกระเป๋า ไม่อธิบายใดๆทั้งสิ้น หลังจากวางไว้ระหว่างหน้าผากของทั้งสองศพผมก็ตบมันลง ในเวลาเดียวกันผมที่เคยเรียนวิธีการพูดส่งวิญญาณมาจากอาจารย์ ดังนั้นตอนนี้ผมจึงพูดคำเหล่านั้นออกมาด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ สุดท้ายชีวิตก็ต้องดับสูญ วิญญาณก็ย่อมแตกสลาย! มาจากที่ไหนจงกลับไปที่นั้น! ” ด้วยเสียงที่แผ่วเบา เขาจึงพูดประโยคนั้นสองครั้งติดกัน อย่าได้ดูถูกมันเชียว เพราะวิธีนี้ของอาจารย์มันใช้ได้ผลจริงๆ หลังจากทำพิธีเสร็จ เพียงใช้มือสัมผัสเบาๆ เปลือกตาของศพก็ปิดลงอย่างง่ายดาย เมื่อหลี่เหล่าซานเห็นดวงตาของศพทั้งสองปิดลง มันก็ทำให้ตัวเขาเกิดความสงสัยขึ้นมาดังนั้นเขาจึงพูดกับผมว่า “เสี่ยวฝาน พวกเขา พวกเขาสงบลงแล้วเหรอ” เมื่อเก็บกระจกเสร็จ ผมก็หันมาพยักหน้าให้ “น่าจะเรียบร้อยแล้วครับลุงซาน แต่สองสามีภรรยาคู่นี้ตายแบบแปลกๆ และพลังด้านมืดของที่นี่ยังแรงมาก ผมคิดว่าพวกเราควรรีบออกไปจากที่นี่กันดีกว่าครับ!” หลี่เหล่าซานเองก็ไม่ได้อยากอยู่ต่อนานแล้ว ตอนนี้เมื่อได้ยินผมพูดแบบนี้ เขาจึงรีบพยักหน้ารับทันที ทั้งสองคนยังไม่ลืม ที่จะนำศพทั้งสองขึ้นรถ หลังจากให้สมาชิกครบครัวเซ็นชื่อ และบอกกับตำรวจของที่นี่เรียบร้อย พวกเขาทั้งสองคนก็รีบขับรถออกมาจากที่นี่ทันที หลังจากที่หลี่เหล่าซานออกมาได้ไม่นาน สีหน้าของเขาก็ดูแย่มาก ร่างกายยังคงสั่นกลัว ดูเหมือนว่าเขาจะถูกทำให้ตกใจกลัวไม่น้อย ผมจึงทั้งขับรถให้เขา และปลอบเขาไปในตัว พวกเราก็ไม่ได้ไปรบกวนใครต่อใคร พยายามทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย เมื่อได้ยินเช่นนั้นหลี่เหล่าซานกลับหัวเราะแห้งๆออกมา จากนั้นเขาก็ไม่พูดอะไรอีก เพราะทั้งสองศพนี้เริ่มเน่าและมีกลิ่นเหม็นแล้ว ทางครอบครัวก็เซ็นชื่อเรียบร้อย และยังมีเรื่องแปลกๆมากมายด้วย ดังนั้นผมจึงแนะนำ ให้หลี่เหล่าซานเผาทั้งสองศพในคืนนี้ เพราะถ้ายังยื้อเวลาออกไปอาจมีเรื่องอะไรไม่ดีเกิดขึ้นก็ได้ เมื่อครอบครัวมารับ ลุงก็ให้เถ่ากระดูกกับพวกเขาไปก็เหมือนกัน

Comment

Options

not work with dark mode
Reset